หลังการอำลาอันแสนวุ่นวายหน้าจวนกองปราบแห่งเมืองตงหยาง ขบวนเดินทางที่ดู "พิลึกพิลั่น" ที่สุดในใต้หล้าก็เริ่มเคลื่อนตัวออกสู่เส้นทางเปลี่ยวร้างมุ่งหน้าสู่ทิศใต้ ลู่ชิงนั่งโงนเงนอยู่บนหลังม้าแก่ที่สภาพโรยราจนเหมือนจะสิ้นใจตามอายุขัยได้ทุกนาที ขาสองข้างของบัณฑิตหนุ่มสั่นพั่ก ๆ สายตามิได้มองทัศนียภาพอันงดงามรอบข้างเลยแม้แต่น้อย แต่กลับคอยเหล่ชำเลืองไปด้านหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยอาการ "ระแวงขั้นสุดยอด"ในใจของลู่ชิงยามนี้ไม่ได้มีเรื่องคุณธรรมหรือบทกวีแม้แต่ตัวอักษรเดียว
เขากำลังวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเคร่งเครียดจนคิ้วผูกเป็นโบว์'เจ้าคนชุดขาวผมขาวโพลนคนนี้... แม้จะดูสง่าราศีจับผิดปุถุชนประดุจเซียนเดินดิน ท่วงท่านิ่งสงบลึกล้ำเกินหยั่งถึง แต่ทำไม... ทำไมเขาต้องจ้องข้าขนาดนั้น! จ้องชนิดที่ว่าไม่ยอมกะพริบตาแม้แต่วินาทีเดียว จ้องจนหลังข้าแฉะไปหมดแล้ว! หรือว่า... นอกจากจะอยากได้ถุงเงินกับหมูแผ่นอบน้ำผึ้งของข้าแล้ว ตาเฒ่านี่คิดจะทำอะไรเกินเลยกับ "ตัวข้า" รึเปล่าเนี่ย! ข้าเป็นแค่บัณฑิตไส้แห้งนะ ไม่ได้อยากเป็นคู่ขาของตาเฒ่าตัณหากลับที่ไหนนะโว้ย!'
ลู่ชิงขยับมือไปกุมถุงเงินที่ห้อยอยู่ตรงเอวไว้แน่นจนมือขาวซีด พลางคิดในใจอย่างลำพองเพื่อปลุกใจตัวเองว่า'หึ! นึกจะปล้นทั้งเงินปล้นทั้งตัวบัณฑิตลู่รึ? ฝันไปเถอะ! ต่อให้พวกเจ้าลงมือพร้อมกัน ข้าก็จะใช้ "ฝีเท้าไร้พันธนาการ" สลัดพวกเจ้าให้หลุดประดุจปลาไหลลื่นปรื๊ดลงโคลน ข้าจะชิ่งหนีให้เร็วกว่าลมพัดจนพวกเจ้าเห็นเพียงฝุ่นตลบเท่านั้นแหละ!'
ในขณะที่ลู่ชิงกำลังระแวงจนตาแทบจะเหล่ ปรมาจารย์หวังซิว ยอดฝีมือระดับจอมราชันขั้นสูง กลับเดินตามหลังมาด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง เขาเปลี่ยนมาเป็น "จ้องเขม็ง" ทุกการเคลื่อนไหวของลู่ชิงอย่างน่าขนลุก จ้องจนเห็นไปถึงการขยับของรูขุมขนบนแผ่นหลังบัณฑิตหนุ่มในหัวของหวังซิวไม่ได้มองลู่ชิงเป็นยอดยุทธ์เหนือโลกที่น่ากราบไหว้ขนาดนั้น แต่เขากำลัง "ติดใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ" เกี่ยวกับท่าทางการเคลื่อนไหวประหลาดที่ลู่ชิงใช้จัดการพวกนักเลงเมื่อวานนี้ ท่าร่างที่ดูเหมือนคนเดินสะดุดล้มทว่ากลับหลบเลี่ยงคมอาวุธได้อย่างหวุดหวิด ท่าทางที่เหมือนคนไร้กำลังทว่ากลับซัดศัตรูจนกระเด็นหายไปในพริบตา มันช่างขัดกับหลักการยุทธ์ทุกสำนักที่เขาเคยศึกษามาตลอดชีวิต!
"แปลก... มันคือวิชาอะไรกันแน่? ตอนเขาสะบัดตัวหลบพวกนักเลงเมื่อวาน ท่าทางดูไร้ระเบียบทว่ากลับสอดประสานกับวิถีธรรมชาติอย่างน่าประหลาด หรือว่าการนั่งโงนเงนบนหลังม้านี่ก็คือการฝึกท่าร่างนั้นต่อ? ทำไมข้าถึงมองจุดศูนย์ถ่วงของเขาไม่ออกเลยสักนิด!"
หวังซิวคิดพลางลูบเคราจ้องมองแผ่นหลังลู่ชิงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกระหายใคร่รู้ (ทว่าลู่ชิงดันมองว่าหื่นกาม)
ทางด้าน ฉินอวี้ ศิษย์เอกผู้เย็นชา ยิ่งเดินเขาก็ยิ่งขมวดคิ้วจนหน้าผากยับย่น มือที่กุมด้ามกระบี่สั่นระริกไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะความอนาถใจที่แทบจะทนดูอาจารย์ตัวเองไม่ได้'ท่านอาจารย์... ท่านเป็นอะไรไปแล้ว?' ฉินอวี้คิดพลางมองบัณฑิตที่นั่งโงนเงนจนม้าแทบจะขาหัก 'บัณฑิตผู้นี้ดูยังไงก็แค่คนขี้งกที่ระแวงโจรวิ่งราวชัดๆ ท่าทางกุมถุงเงินนั่นมันเหมือนเถ้าแก่ร้านขายของชำที่กลัวโดนขโมยไข่ไก่ไม่มีผิด! แล้วดูสายตาท่านอาจารย์สิ จ้องเขาเหมือนจะกินเข้าไปทั้งตัวแบบนั้น ถ้าข้าเป็นบัณฑิตนั่น ข้าก็คงขนลุกจนอยากจะกระโดดลงม้าไปเผ่นหนีเหมือนกัน! อาจารย์จะไปสนใจท่าทางหลบหลีกแบบคนเมาของคนคนนี้ทำไมกันนักหนา?'
"นี่... ท่านตาหวังซิว" ลู่ชิงตะโกนย้อนกลับมา น้ำเสียงสั่นสะท้านเพราะความหวาดระแวงใน 'สายตา' ที่จ้องลับหลังจนรู้สึกเหมือนโดนลวนลามทางอากาศ
"ท่านช่วยเดินห่างจากม้าข้าสักสิบก้าวกว่า ๆ ได้ไหม? ข้ารู้สึกว่าม้าข้ามัน... เอ่อ... มันขี้ตกใจน่ะ เดี๋ยวขี้มันจะพุ่งกระเด็นใส่ใบหน้าอันสง่างามของท่านเข้าล่ะวุ่นเลย!"(ลู่ชิงคิดในใจ: จ้องอยู่นั่นแหละ! จ้องจนข้าเสียวสันหลังวูบวาบไปหมดแล้ว ตาเฒ่านี่ต้องมีความเบี่ยงเบนทางเพศแน่ ๆ หรือไม่ก็จ้องจะฉกถุงเงินข้าตอนเผลอ ห่าง ๆ ไว้ก่อนเถอะ เดี๋ยวเผลอแล้วมาคว้าถุงเงินขึ้นมา ข้าจะใช้ฝีเท้าไร้พันธนาการหนีไปให้ถึงสุดหล้าฟ้าเขียวเลย!)
หวังซิวชะงักกึก ก่อนจะรีบประสานมือคารวะด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจ
"อา... เป็นข้าที่เสียมารยาทเอง! ข้าจะถอยออกไปเดี๋ยวนี้!"หวังซิวรีบถอยกรูดไปข้างหลังพลางหันไปกำชับฉินอวี้เสียงเข้ม
"ฉินอวี้! ถอยไปให้ไกลกว่านี้! อย่าไปใกล้เขตแดนของบัณฑิตลู่ เห็นไหมว่าท่านกำลังใช้สมาธิขั้นสูงในการ 'กุมจุดยุทธศาสตร์' (ถุงเงิน) เพื่อคงสภาวะท่าร่างของเมื่อวานอยู่! ใครเข้าใกล้เกินไปอาจถูกแรงเหวี่ยงที่มองไม่เห็นซัดจนพิการได้!"ฉินอวี้ได้แต่กุมขมับจนเส้นเลือดปูด 'จุด'ยุทธศาสตร์บ้าอะไรกันอาจารย์! นั่นมันถุงใส่เศษอีแปะชัด ๆ!'
การเดินทางยังคงดำเนินต่อไปอย่างสุดโต่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่ลู่ชิงระแวงทั้งโจรปล้นเงินและโจรปล้นสวาท ส่วนจอมราชันก็พยายามตีความท่าทางขี้งกเพื่อหาคำตอบของท่าร่างที่ลี้ลับที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา!
สามวันล่วงเลยผ่านไป ท่ามกลางเสียงกีบเท้าที่ดังขัดหูของม้าแก่สภาพใกล้พังพินาศพอกับเจ้าของ ลู่ชิงที่นั่งหลังขดหลังแข็งโงนเงนอยู่บนอานม้าเก่าๆ ก็เริ่มจะลดระดับความระแวงในตัวผู้ติดตามทั้งสองลงมาบ้างเล็กน้อย... แต่ก็นิดเดียวเท่านั้นจริงๆ จนแทบมองไม่เห็นประหนึ่งธุลีในดวงตา ทว่าสิ่งที่ทำให้บัณฑิตหนุ่มเริ่มหันกลับมาฉุกคิดจนใจแกว่ง คือความเปลี่ยนแปลงอันแสนพิสดารที่เกิดขึ้นกับร่างกายตนเองนับตั้งแต่เขาได้รับคัมภีร์มาจากชายชราปริศนาท่ามกลางคืนอันหนาวเหน็บลึกถึงกระดูก
ลู่ชิงจำได้ดีว่าตอนแรกเขาปรามาสว่ามันเป็นเพียงตำราหลอกเด็กที่เขียนขึ้นมาเพื่อต้มตุ๋นเงินจากบัณฑิตผู้โง่เขลา แต่หลังจากที่เขาได้ลองเปิดอ่านและฝืนฝึกฝนตามอยู่ที่บ้านเพียงลำพัง เขาก็เริ่มสัมผัสได้ว่ามันมี "บางอย่าง" ที่อธิบายไม่ได้เกิดขึ้น
ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงเชื่อเพียงแค่ "นิดเดียว" เท่านั้น เพราะในใจลึกๆ เขายังคิดว่ามันอาจจะเป็นแค่ความบังเอิญหรืออุปาทานไปเอง แต่พยานหลักฐานในตัวเขามันเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เริ่มฝึกอย่างจริงจัง ลู่ชิงพบว่าตนเองมีพละกำลังวังชาเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาด จากบัณฑิตที่แค่เดินขึ้นเนินก็หอบแฮก กลายเป็นคนที่วิ่งได้ไวขึ้นราวกับติดปีกบิน ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่เขาเผลอใช้นิ้ววาดเขียนตัวอักษรกลางอากาศตามแบบวิถี "หนึ่งขีดเบิกฟ้า" บรรยากาศรอบตัวกลับดูเหมือนจะบิดเบี้ยวสั่นสะเทือนจนเขารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว สิ่งเหล่านี้มันเริ่มตอกย้ำว่าวิชาในคัมภีร์เซียนบรรพกาลเล่มนั้นอาจจะมีมูลความจริงอยู่บ้าง!
ด้วยเหตุนี้ลู่ชิงจึงไม่ปล่อยให้เวลาเปล่าประโยชน์ เขาลงมือฝึก "ปราณเซียนกำเนิด" จนกลายเป็นกิจวัตรแม้อยู่บนหลังม้า แม้ในความเป็นจริงเขาจะยังไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าภายในร่างกายของตนมีขุมพลังระดับสั่นสะเทือนสวรรค์ซ่อนอยู่ แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนตามความรู้สึกที่ได้รับมาจากการเขียนบทกวีในงานแข่งที่เมืองตงหยางครั้งล่าสุด
เขาจำได้แม่นว่ายามที่ตวัดพู่กันครั้งนั้น อานุภาพจากตัวอักษรที่แฝงพลังบางอย่างทำให้ผู้คนทั้งงานขวัญผวาและตัวเขาก็เหนื่อยหอบจนแทบสิ้นลม เขาเลยคิดซื่อๆ แบบบัณฑิตว่าหากฝึกตามตำราเล่มนี้ต่อไปร่างกายคงจะอึดขึ้น ไม่ต้องไปนอนพะงาบๆ เป็นปลาขาดน้ำให้คนอื่นเขาขำเวลาโชว์พาวเขียนบทกวีอีก เขาจึงนั่งหลับตาพริ้มโยกเยกไปตามจังหวะม้าพลางโคจรปราณอย่างต่อเนื่อง โดยหารู้ไม่ว่ารัศมีปราณจางๆ เริ่มแผ่ออกมาปกคลุมกายจนม้าแก่เริ่มมีแววตาวาวโรจน์และเดินตัวตรงแน่วอย่างน่าอัศจรรย์
ท่วงท่าที่ดูคล้ายคนนั่งหลับสัปหงกของเขากลับทำให้หวังซิว ยอดยุทธ์ระดับจอมราชันขั้นสูงถึงกับสติแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ผู้เฒ่าผมขาวเดินตามหลังพลางจ้องเขม็งจนดวงตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า คิ้วขาวๆ ขมวดเข้าหากันจนยับย่นเป็นแถบประดุจเทือกเขาซับซ้อน ยิ่งเขาสังเกตบัณฑิตผู้นี้มากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าวรยุทธ์ห้าสิบปีที่เขาสั่งสมมามันช่างดูจ้อยร่อยเหลือเกิน เขาได้แต่รำพึงในใจด้วยความสงสัยว่ามันประหลาดจนน่าขนลุก เพราะเขาสัมผัสไม่ได้ถึงกระแสปราณยุทธ์ในจุดตันเถียนของลู่ชิงเลยแม้แต่นิดเดียว แต่มันกลับมีบางอย่างลึกซึ้งกำลังหมุนวนรอบกายบัณฑิตที่ดูธรรมดาผู้นี้ พลังที่ดูราวกับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติรอบข้าง ยิ่งดูยิ่งน่าสนใจ ยิ่งจ้องมองยิ่งรู้สึกถึงความลึกลับที่แม้แต่ระดับจอมราชันยังมองไม่ออกว่ามันคือวิชาสายไหนกันแน่
ความสับสนของหวังซิวไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสิ่งที่ลู่ชิงฝึกคือปราณเซียนซึ่งต่างจากปราณยุทธ์ของมนุษย์ปุถุชนราวฟ้ากับเหวอย่างสิ้นเชิง
โดยปกติแล้วปราณยุทธ์ในจุดตันเถียนจะเปรียบเสมือนการสร้าง "ถังเก็บน้ำ" ไว้ภายในท้อง ยอดยุทธ์ต้องเคี่ยวกรำร่างกายเพื่อขยายถังใบนี้ให้กว้างขึ้นเพื่อกักเก็บพลังภายใน ความเก่งกาจวัดกันที่ปริมาณน้ำที่เก็บไว้ ใครถังใหญ่กว่าน้ำเยอะกว่าก็ทรงพลังกว่า แต่น้ำย่อมมีวันหมดต้องพักผ่อนเพื่อเติมน้ำใหม่
ทว่าปราณเซียนนั้นต่างออกไป มันมิใช่ถังเก็บน้ำแต่มันคือการกลั่นกรองพลังจนเกิดเป็น "จินตาน" (แกนทองคำ) ซึ่งเปรียบเสมือนประตูทางผ่านของปราณเซียน หรือเครื่องกำเนิดพลังงานไร้ขีดจำกัด จินตานนี้เชื่อมต่อกับพลังธรรมชาติรอบข้างโดยตรง พลังเซียนมิได้ถูกกักเก็บเพียงเพื่อรอใช้แต่มันไหลบ่าผ่านร่างกายลู่ชิงประดุจแม่น้ำสายใหญ่ที่ไม่มีวันแห้งเหือด ยิ่งจินตานขยายใหญ่เท่าใด ปริมาณพลังเซียนยิ่งไหลผ่านได้มหาศาลมากเท่านั้น แต่เพราะลู่ชิงเพิ่งก่อเกิดจินตานขนาดเล็กจิ๋วเพียงเมล็ดถั่ว
การที่เผลอดึงพลังธรรมชาติมหาศาลมาใช้ในการเขียนบทกวี 'หนึ่งขีดเบิกฟ้า' และในงานแข่งกวีครั้งก่อนจึงทำให้ร่างกายรับภาระหนักจนแทบพังทลาย เพราะประตูทางผ่านมันรุนแรงเกินกว่าร่างเนื้อจะรับไหวนั่นเอง
ลู่ชิงได้แต่บ่นอุบในใจพลางขยับตัวบิดไปมาจนกระดูกสันหลังลั่นกร๊อบว่าทำไมยิ่งฝึกปราณเซียนกำเนิดตามจังหวะตอนเขียนบทกวีวันนั้น เขาถึงยิ่งรู้สึกเหมือนมีก้อนกลมๆ ร้อนๆ หมุนวนอยู่ในพุง หรือว่าเขาจะกินหมูแผ่นอบน้ำผึ้งของหูเถียนมากเกินไปจนท้องอืด ถ้าเขาต้องมาปล่อยลมปราณเสียมรรยาทกลางทาง ตาเฒ่าโรคจิตที่จ้องเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อข้างหลังนั่นต้องเอาไปล้อแน่ๆ ว่าบัณฑิตลู่หน้าดำหน้าแดงเพราะอั้นถ่ายมิอยู่ เขาจะยอมให้ชื่อเสียงป่นปี้ไม่ได้เด็ดขาด
ส่วนทางด้านฉินอวี้ที่เดินแบกกระบี่ยาวเฟื้อยตามหลังอาจารย์มาติดๆ เมื่อเห็นอาจารย์ตัวเองทำหน้าเหมือนคนกำลังถอดรหัสลับจักรวาลพลางจ้องแผ่นหลังบัณฑิตหนุ่มตาไม่กะพริบ ก็ได้แต่ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความระอาสุดขีดว่าท่านอาจารย์จ้องมองเขามาสามวันเต็มๆ จนตาจะบอดอยู่แล้ว สรุปบัณฑิตลู่คนนี้มีวรยุทธ์ซ่อนอยู่จริงๆ หรืออาจารย์แค่กำลังหลงผิดตกหลุมรักท่วงท่าเดินห่อไหล่ของบัณฑิตไร้พิษภัยคนนี้กันแน่ ฉินอวี้มองลู่ชิงที่ตอนนี้ดูเหมือนคนกำลังนั่งสัปหงกจนหัวแทบจะโขกหัวม้า แต่ในความโอนเอนนั้นกลับดูเหมือนใบไม้ที่ปลิวไปตามลมอย่างอิสระจนน่าหมั่นไส้เสียจนเขาอยากจะเอากระบี่เคาะหัวให้ตื่นสักที