บทที่ 11 ข้าคือเสี่ยวอู่อย่างไรเล่า
หนิงลั่วรู้สึกราวกับว่าตนเดินทางมาแสนไกล เดินฝ่าความยากลำบากมาเนิ่นนาน เหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุด รอบข้างมืดมิด ชื้นแฉะ มีลมเย็นะเืพัดผ่านเป็ระยะ รู้สึกหนาวลึกไปถึงกระดูก
ความรู้สึกนี้ช่างทรมานเกินทน นางไม่มีวันลืมได้ลง ราวกับได้ย้อนกลับไปยังวัยเยาว์ ในวันที่เร่ร่อนอยู่ข้างถนน แต่...ไม่ใช่ว่านางข้ามภพมาแล้วหรอกหรือ แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่
บางครั้งก็ได้ยินเสียงร้องไห้เบาๆ ข้างหู เสียงนั้นทำให้หนิงลั่วรู้สึกหดหู่ใจอย่างยิ่ง อยากลืมตาตื่น แต่กลับไม่มีแรงแม้แต่น้อย
ขณะที่หนิงลั่วรู้สึกว่าจิตสำนึกของตนกำลังจะเลือนหายลาจากโลกนี้ไป จู่ๆ ก็เกิดเื่ประหลาดขึ้น
นางพบว่ามีกลุ่มแสงกลุ่มหนึ่งอยู่ข้างกาย มีลักษณะเป็แสงก้อนกลมอบอุ่นลูกหนึ่ง เหมือนลูกบอลซุกซนที่เด้งดึ๋งไปมา
หนิงลั่วไม่อยากตาย ไม่อยากสูญเสียแสงสว่างนี้ไป จึงออกวิ่งไล่ตามลูกบอลแสงนั้นสุดกำลังอย่างไม่หยุดหย่อน ท้ายที่สุดก็สามารถคว้าก้อนแสงกลมๆ นั้นไว้ได้สำเร็จ
แต่ขณะที่หนิงลั่วเพิ่งจะจับลูกบอลแสงนั้นไว้ในมือได้ ยังไม่ทันได้มองให้ชัดดี ลูกบอลแสงก็พุ่งตรงเข้าไปในปากนาง
หนิงลั่วใแทบตาย คิดว่าหากกลืนลูกบอลแสงประหลาดนี้เข้าไปคงต้องตายแน่ ทว่าความจริงไม่เป็เช่นนั้น นางกลับรู้สึกดีอย่างเหลือเชื่อ รู้สึกว่าร่างกายอบอุ่นขึ้นมาทั้งตัว ท้องก็ร้อนผ่าว ราวกับได้แช่อยู่ในบ่อน้ำพุร้อน อบอุ่นสบายอย่างยิ่ง
ทว่าไม่นานนัก หนิงลั่วก็พบว่าท้องของตนขยายใหญ่ขึ้นมาก ราวกับลูกโป่งใหญ่โต นางตกตะลึงสุดขีด นี่มันเื่อะไรกัน หรือว่านางกำลังจะคลอดลูก? แต่นางยังไม่เคยใกล้ชิดชายคนไหนเลย แล้วจะมีลูกได้อย่างไร หนิงลั่วมองท้องของตัวเองที่พองโตไม่ต่างกับคนใกล้คลอด
“ยุบลงไป ยุบลงไปสิ รีบกลับไปเป็เหมือนเดิมซะ” หนิงลั่วถึงกับใช้กำลังชกท้องตัวเอง ทว่าท้องกลับไม่ยุบลงแม้แต่น้อย กลับยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้าย หนิงลั่วรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังจะขับอะไรบางอย่างออกมา เพียงออกแรงเบ่งเล็กน้อยก็มีสิ่งหนึ่งกลิ้งหลุนๆ ออกมาจากท้องของนาง ร่างกายพลันเบาลงทันที
ไม่มีเื ไม่มีความเ็ป สิ่งนั้นกลิ้งออกมามีขนาดเท่ากับลูกบอล ไม่ช้าก็ขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
เวลานี้เองหนิงลั่วจึงเห็นได้ชัดเจน สิ่งที่กลิ้งออกมาจากท้องนางไม่ใช่ทารก แต่เป็ลูกกวางตัวหนึ่ง?
นางคลอดกวางออกมา! นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว
หนิงลั่วอยากหนี ทำอย่างไรดี นางไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกกวางตัวนี้แม้แต่น้อย ทว่าขณะที่กำลังจะหนี นางกลับขยับตัวไม่ได้!
ลูกกวางตัวน้อยสั่นระริก ดูอ่อนแอยิ่ง แต่ไม่นานก็ขยายใหญ่โตขึ้นกลายเป็กวางที่แข็งแรงกำยำ มันใช้ปากคาบชายกางเกงของหนิงลั่วไว้เพื่อกันไม่ให้นางหนีไป ท่าทางของมันช่างน่ารักจริงๆ
ที่จริงแล้ว นี่ไม่ใช่กวางธรรมดา แต่เป็กวางห้าสี ลำตัวมีห้าสีปะปนกันเป็สีสันสวยงาม เหมือนกับถูกระบายสีไว้ ดูงดงามยิ่งนัก ผิวของมันเรียบลื่น ดวงตาใสกระจ่าง มองตรงมาที่นางอย่างไร้เดียงสา ขนตายาว มีแววตาออดอ้อนอยู่ในที
เอ๊ะ? ลูกกวางตัวนี้ทำไมดูคุ้นตานัก
หนิงลั่วรีบเอื้อมมือควานหาบางอย่างที่คอของตัวเอง แต่กลับพบว่าบริเวณนั้นว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย แปลกนัก หายไปแล้วหรือ หรือว่าพอข้ามภพมาแล้วจี้เส้นนั้นก็หายไปด้วยกัน แต่เ้าลูกกวางห้าสีตรงหน้ากลับเหมือนกับจี้เส้นนั้นไม่มีผิด นี่มันเื่อะไรกันแน่
ก่อนจะข้ามภพมา ั้แ่จำความได้ หนิงลั่วก็สวมจี้รูปกวางห้าสีติดตัวอยู่เสมอ นางคิดมาตลอดว่านั่นคือของที่พ่อแม่แท้ๆ ทิ้งไว้ให้ เพื่อที่ว่าหากวันหนึ่งได้กลับมาพบกันอีกจะได้ใช้สิ่งนี้เป็หลักฐานยืนยันตัวตน ทว่าแม้กระทั่งตอนเกิดเื่ นางก็ยังไม่รู้เลยว่าพ่อแม่แท้ๆ ของตนคือใคร
บางทีอาจเป็เพราะจี้รูปกวางห้าสีนั้นดูไม่รู้ว่าทำจากอะไร ราคาก็คงไม่แพง จึงไม่มีคนคิดจะขโมยไป
แต่เื่นี้จะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในวันนี้ได้อย่างไรกัน
ขณะที่หนิงลั่วยังสับสนงุนงง ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดีนั้น ลูกกวางตัวนั้นก็เริ่มโตขึ้นช้าๆ เหมือนถูกเป่าลมเข้าไปแล้วสามารถขยายตัวได้
เ้าตัวนี้เป็ปีศาจหรือสัตว์อสูรกันแน่ หนิงลั่วบ่นพึมพำอยู่ในใจ พลันเห็นลูกกวางค่อยๆ เอาหัวมาถูขาของนาง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า “นายหญิง ท่านจำข้าไม่ได้แล้วหรือ ข้าคือเสี่ยวอู่อย่างไรเล่า ชื่อนี้ก็เป็ท่านตั้งให้ข้าเองนะ”
หากไม่ได้เห็นกับตาว่ามันกลิ้งออกมาจากท้องตัวเอง และเห็นการเปลี่ยนแปลงของมันกับตา หนิงลั่วคงจะกรีดร้องอย่างเสียสติไปแล้ว เวลานี้นางทำได้เพียงรวบรวมความกล้าถามว่า “เ้าชื่อเสี่ยวอู่? ข้าจำไม่ได้เลยว่าเคยเลี้ยงกวางไว้”
“ไม่ใช่ว่าท่านพกข้าติดตัวไว้ตลอดหรือ ข้าอาศัยอยู่ในจี้ที่คอท่านอย่างไรล่ะ” เสี่ยวอู่ตอบเสียงดังขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นช่วยอธิบายให้ข้าฟังทีว่านี่เกิดเื่อะไรกันแน่ แล้วเ้าเข้าไปอยู่ในท้องข้าได้อย่างไร” ดูท่าแล้วเื่นี้ยังติดค้างอยู่ในใจหนิงลั่วไม่น้อย
“เฮ้อ...ก็เพราะร่างกายของท่านอ่อนแอเกินไปอย่างไรล่ะ ถูกคนอื่นเล่นงานจนเกือบตาย ข้าน่ะมีสายใยจิติญญาเชื่อมโยงกับท่าน พอรู้สึกได้ว่ากำลังเจอกับอันตรายถึงชีวิต ข้าจึงตื่นขึ้นมา แต่โลกนั้นไม่เหมาะกับการเติบโตของิญญาข้า ต้องอาศัยร่างกายของท่านแทนจึงออกมาในรูปแบบนี้”
ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ แม้จะรู้สึกยากจะยอมรับไปบ้าง แต่หนิงลั่วก็ยังพอทำใจเชื่อได้อยู่ดี ขนาดตัวนางยังสามารถข้ามภพมาเกิดใหม่ได้เลย เื่เหลือเชื่อเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้
“อย่าเพิ่งพูด ข้าจะช่วยรักษาอาการาเ็ให้ท่านก่อน...เฮ้อ ร่างกายของท่านช่างอ่อนแอเสียจริง” เสี่ยวอู่สำรวจร่างกายหนิงลั่วทั้งซ้ายและขวา สีหน้าตอนนี้ของมันบ่งบอกชัดว่าไม่พอใจสภาพร่างกายของนางเลยสักนิด
จากนั้นเสี่ยวอู่ก็อ้าปากกว้าง เหมือนกำลังสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพ่นฟองอากาศสีเขียวออกมาจำนวนมาก ภาพนั้นทั้งตลกและน่ามองไปพร้อมกัน ไม่นานนัก หนิงลั่วก็รู้สึกว่าร่างกายของตนถูกฟองอากาศสีเขียวเ่าั้ห่อหุ้มไว้ทั้งตัว
ฟองสีเขียวเ่าั้เพียงัักับผิวก็จะกลายเป็หยดน้ำซึมหายเข้าไปในร่างกายนางทันที หนิงลั่วััได้ว่าร่างกายของตนเริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมาเรื่อยๆ ความเ็ปที่แขนและลำคอก็ค่อยๆ มลายหายไปแล้ว
เสี่ยวอู่พ่นฟองออกมาต่อเนื่องอยู่ครู่หนึ่งจนสีหน้าเริ่มซีดเซียว หลังพ่นฟองอากาศลูกสุดท้ายออกมา มันก็นอนหมอบลงกับพื้น หายใจหอบเหนื่อย “พอแล้วล่ะ นายหญิง ขอเพียงท่านได้รับการบำรุงจากฟองแห่งชีวาเหล่านี้สักพัก โรคภัยและาแของท่านก็จะหายดีเอง”
“เสี่ยวอู่ เ้าเป็อะไรไป” หนิงลั่วถามอย่างเป็ห่วง
“ข้าไม่เป็ไรหรอก ข้าแค่ใช้พลังิญญามากเกินไป พักสักหน่อยเดี๋ยวก็หาย ถ้ามีอะไรให้กิน ข้าก็จะสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้นอีกหน่อย” เสี่ยวอู่พูดจบร่างกายก็ค่อยๆ เลือนหายไป
ทันใดนั้น หนิงลั่วรู้สึกว่ามีบางอย่างเพิ่มขึ้นมาที่ต้นคอ เมื่อลูบดูก็พบว่าเป็จี้รูปกวางน้อยอันเดิมของนาง
ดูท่าว่าเสี่ยวอู่จะพูดความจริง มันอาศัยอยู่ในจี้เส้นนั้นจริงๆ ไม่รู้ว่าข้างในจี้นั้นจะเหมือนในนิยายหรือไม่ ที่มีพื้นที่วิเศษหรืออะไรทำนองนั้นซ่อนอยู่
“เสี่ยวอู่ เสี่ยวอู่?” หนิงลั่วเขย่าจี้เรียก
“อย่าเขย่าข้าสิ ข้าเหนื่อยมากนะ ปล่อยให้ข้านอนอีกหน่อยเถอะ” เสียงของเสี่ยวอู่ฟังดูอ่อนแรงไม่น้อย แต่หนิงลั่วกลับตื่นเต้นดีใจเกินกว่าจะหยุดถาม เพราะในใจมีคำถามมากมาย ทั้งเื่ที่มันตามนางมายังโลกนี้ได้อย่างไร แล้วทำไมในโลกก่อนหน้านั้นมันถึงไม่ปรากฏตัว แน่นอนว่าที่สำคัญที่สุดคือ นอกจากเสี่ยวอู่จะรักษาโรคได้แล้ว ยังทำอะไรได้อีกบ้าง
“เ้าบอกข้ามาเถอะ เื่ทั้งหมดนี่เป็อย่างไรกันแน่ เ้าเป็สัตว์อสูรหรือเทพเซียน แล้วทำไมถึงเรียกข้าว่านายหญิง” หนิงลั่วถามอย่างอยากรู้
“ท่านจำไม่ได้จริงๆ หรือ ดูท่าว่าความทรงจำของท่านจะหายไปไม่น้อย ความจริงแล้วการข้ามภพของท่านนี่แหละที่เปิดประตูมิติเวลา ทำให้สายใยจิติญญาเชื่อมโยงระหว่างท่านกับข้าเชื่อมกันได้ เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนท่านเคยเป็นายของข้า แต่หลังจากาเซียนมาร ท่านถูกส่งกลับเข้าสู่วัฏสงสารใหม่อีกครั้ง ข้าเองก็เข้าสู่การหลับใหลเช่นกัน”
ที่แท้เป็เช่นนี้...ถ้าเป็ตามที่เสี่ยวอู่บอก นางในอดีตชาติไม่ใช่คนธรรมดา แต่ชีวิตก่อนที่จะข้ามภพมาที่นี่กลับกลายเป็เพียงหญิงสามัญธรรมดาคนหนึ่ง “แล้วเ้ายังจะกลับไปได้อีกหรือไม่”
“ข้ากับท่านเป็หนึ่งเดียวกัน เมื่อท่านเผชิญเคราะห์กรรมในโลกมนุษย์ ข้าก็ต้องอยู่กับท่าน รอจนกว่าท่านจะฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุด เมื่อประตูมิติเปิดอีกครั้ง บางทีพวกเราทั้งสองอาจกลับไปได้” เสี่ยวอู่ตอบเสียงอ่อนแรง
“แสดงว่าความหวังริบหรี่มากใช่หรือไม่” หนิงลั่วรู้สึกเหมือนกำลังฟังนิยายพันหนึ่งราตรีอย่างไรอย่างนั้น นางในชาติก่อนไม่ใช่มนุษย์ ไม่สิ! ไม่ใช่คนธรรมดา
“ใช่แล้ว” เสี่ยวอู่ตอบ
“เช่นนั้นก็ช่างเถอะ ถือว่าเ้าไม่ได้พูดก็แล้วกัน แล้วตอนนี้ข้ากลับไปได้หรือยัง ข้าอยากกลับไปดูที่บ้านสักหน่อย” นางป่วยหนักขนาดนี้แล้ว ยายแก่ในบ้านย่อมไม่ยอมอยู่เฉยๆ แน่ พี่สาวกับน้องชายคงต้องลำบากอีกแน่
“ได้สิ แค่ท่านลืมตาก็กลับไปได้แล้ว” เสี่ยวอู่ตอบ
ที่แท้นางแค่หลับไปจริงๆ หรือ นี่มันช่างง่ายดายเสียเหลือเกิน
พอได้ยินเสี่ยวอู่พูดเช่นนั้น หนิงลั่วก็ลืมตาขึ้นทันที ทว่ากลับแสบตาเหลือเกิน คงเพราะหลับไปนาน พอลืมตากะทันหันจึงยังปรับสายตาไม่ทัน
หนิงลั่วจึงรีบหลับตาลงก่อนจะค่อยๆ ลืมขึ้นใหม่อย่างระมัดระวัง เมื่อมองเห็นภาพตรงหน้า น้ำตาก็แทบไหล
ทั่วทั้งห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นยา พื้นห้องก็เต็มไปด้วยขวดยาและภาชนะต่างๆ ที่ใช้ต้มยา บนชามยังมีคราบยาหนาเตอะให้เห็นอยู่เลย แสดงว่าชามนี้คงใช้งานมาหลายวันแล้ว
หนิงเวยไม่อยู่ในห้อง จากที่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวด้านนอก คิดว่าคงอยู่ไม่ไกลนัก
ถัดจากข้างเตียงที่นางนอนอยู่ มีเด็กน้อยร่างผอมซูบคนหนึ่งนั่งพิงขอบเตียงอยู่ ใบหน้ามอมแมม คิ้วเล็กๆ ขมวดแน่น เหมือนไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ ดวงตาบวมแดง พอเอื้อมมือไปแตะ ก็พบว่ามือของเขาเย็นเฉียบ
หนิงลั่วไม่อยากปลุกเขาให้ตื่น จึงเลิกผ้าห่มของตนออกเล็กน้อยเพื่อจะคลุมให้ ทว่าในจังหวะนั้นเอง หนิงเวยก็เดินถือชามยาเข้ามาพอดี
ทันทีที่สบตากับหนิงลั่ว หนิงเวยถึงกับตกตะลึงยืนค้างราวกับถูกตรึงไว้ ทั้งร่างไม่ไหวติง ตาไม่กะพริบ กระทั่งได้ยินเสียงชามยาตกกระทบพื้นแตก นางถึงค่อยได้สติ
หลังหนิงเวยได้สติก็ไม่ได้สนใจจะเก็บชามยา รีบพุ่งเข้ามากอดหนิงลั่วไว้แน่น แล้วร่ำไห้ปานจะขาดใจ “น้องสาม เ้าฟื้นแล้ว ในที่สุดเ้าก็ฟื้นแล้ว ข้านึกว่าจะไม่มีวันได้เห็นหน้าเ้าอีก ฮือๆ เหตุใดจึงหลับไปนานเพียงนี้ ข้ารอจนใจจะขาดแล้วนะ ถ้าเ้ายังฟื้นไม่ขึ้นมาอีก ข้าก็อยากจะตามเ้าไปด้วยแล้ว ฮือ!”
หนิงเวยร้องไห้พร้อมกับยกมือลูบหน้าของหนิงลั่วไปมา คล้ายอยากยืนยันว่านี่คือความจริงมิใช่ความฝัน
เมื่อเห็นพี่สาวเป็ห่วงตนถึงเพียงนี้ หนิงลั่วก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกัน รีบโอบกอดพี่สาวไว้ พลางลูบหลังนางเบาๆ แล้วเอ่ยเสียงแ่ว่า “พี่รอง ข้ารู้ว่าพวกท่านลำบากกันมาก ตอนนี้ข้าฟื้นแล้ว จากนี้ไปพวกเราจะไม่ต้องทนลำบากอีกต่อไปแล้ว วันข้างหน้าต้องดีขึ้นแน่”