อาขุยพยักหน้า
"คุณหนูสั่งมาได้เลยเ้าค่ะ"
วันรุ่งขึ้นคือวันครบรอบวันเกิดอายุสิบหกปีของสวี่ิอี้
เนื่องจากนางยังมีอาการป่วยติดตัว ปีนี้จึงไม่ได้จัดงานเลี้ยงเชิญคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงมาร่วมฉลองที่จวนเหมือนปีก่อน ๆ
ถึงกระนั้น ั้แ่เช้าตรู่ เทียบอวยพรวันเกิดจากคุณหนูจวนต่าง ๆ ยังคงถูกส่งเข้ามาในจวนเจิ้นกั๋วกงอย่างต่อเนื่อง พร้อมด้วยของขวัญวันเกิดสารพัดรูปแบบที่ล้วนประณีตงดงาม ล้ำค่า หรือไม่ก็ส่งมาตามความชอบของสวี่ิอี้
ในจำนวนนั้นมีของที่ส่งมาจากในวังด้วย
นี่ไม่ได้เป็เพราะสวี่ิอี้มีความสามารถในการเข้าสังคมมากมายอะไรนัก
นิสัยใจคอของนางไม่อาจนับว่าอ่อนโยน ทั้งยังไม่รู้จักประนีประนอมเลยสักนิด ซ้ำร้ายยังมีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเป็คุณหนูตระกูลแม่ทัพที่เย่อหยิ่งเอาแต่ใจอยู่บ้าง ทว่าเหตุผลที่นางยังมีมนุษยสัมพันธ์ดีถึงเพียงนี้ ย่อมหนีไม่พ้นฐานะของจวนเจิ้นกั๋วกงนั่นเอง
แคว้นต้าฉีก่อตั้งประเทศมาได้ไม่นาน ท่านปู่ของนาง เจิ้นกั๋วกงสวี่ฉีเหวยคนปัจจุบัน ซึ่งก็คือท่านแม่ทัพผู้เฒ่าสวี่ที่เพิ่งชนะศึกและกลับมายังราชสำนัก ในอดีตเขาคือขุนนางผู้มีความดีความชอบในการร่วมบุกเบิกแผ่นดินมาพร้อมกับอดีตฮ่องเต้ มีบารมีและชื่อเสียงในราชสำนักสูงส่งเป็อย่างยิ่ง ทั้งยังได้รับความเคารพเลื่อมใสจากราษฎรอย่างล้นหลาม
ส่วนสวี่ิอี้ในฐานะบุตรสาวภรรยาเอกเพียงคนเดียวของจวนเจิ้นกั๋วกง ฐานะของนางย่อมไม่ธรรมดาจนคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ทั่วไปจะนำมาเปรียบเทียบได้
วันนี้นับเป็เื่หาได้ยากยิ่ง ที่สวี่ิอี้จะตื่นขึ้นมาั้แ่เช้าตรู่
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ เมื่อเห็นคุณหนูของตนกำลังนั่งดูของขวัญวันเกิดเ่าั้อย่างตั้งใจ อาขุยก็แอบรู้สึกแปลกใจอยู่ลึก ๆ
ของพวกนี้ในปีที่ผ่าน ๆ มา หากไม่ใช่ของชิ้นที่ไม่ได้ลงนามไว้ คุณหนูก็แทบจะี้เีดูให้ละเอียดด้วยซ้ำ เพียงสั่งให้พวกนางทำบัญชีรายการของขวัญให้เรียบร้อยเพื่อที่วันหน้าจะได้ส่งของตอบแทนกลับไปก็เท่านั้น
สวี่ิอี้วางกล่องในมือลง แววตาสั่นไหว
เหมือนกันหมดจริง ๆ ด้วย...
ของขวัญวันเกิดชิ้นอื่นนางอาจจะจำไม่ค่อยได้ แต่มีอยู่สองชิ้นที่นางไม่มีทางจำผิดเด็ดขาด
ของที่เจี่ยวเจี่ยวส่งมาคือไข่มุกทะเลใต้เม็ดกลมเกลี้ยงขนาดไล่เลี่ยกันและมีประกายสีรุ้งงดงามเต็มกล่อง ได้ยินว่าอีกฝ่ายเก็บสะสมมาตลอดทั้งปี เพื่อมอบให้นางนำไปร้อยเป็มู่ลี่ไข่มุก
ของที่อู๋ฮองเฮาส่งมาคือชุดเครื่องประดับอัญมณีหนึ่งชุด และยังมีพัดทรงกลมที่ทำขึ้นอย่างประณีตอีกหนึ่งเล่ม
สวี่ิอี้หยิบพัดผ้าไหมเล่มนั้นขึ้นมา ด้ามพัดห้อยพู่ถักผิงอัน บนหน้าพัดปักลวดลายนกนางแอ่นโบยบินด้วยฝีเข็มซูโจวอันเป็เลิศ ด้านข้างมีตัวอักษรเล็ก ๆ เขียนไว้หนึ่งบรรทัดว่า 'อ่อนโยนเปี่ยมเมตตา ระมัดระวังรักษากาย'
ชุดเครื่องประดับอัญมณีหนึ่งชุด สำหรับคุณหนูจวนเจิ้นกั๋วกงแล้วไม่อาจนับว่าเป็ของหายาก ทว่าในฐานะฮองเฮาผู้ครองตำหนักกลาง การมอบของขวัญเช่นนี้นับว่าเหมาะสมตามธรรมเนียมแล้ว
ส่วนพัดเล่มนี้...
เป็ของที่หยิบมาใช้ได้พอดีใน่ฤดูร้อน ทั้งยังผูกพู่ถักผิงอันเอาไว้ สำหรับสวี่ิอี้ที่กำลังป่วยอยู่ การมอบของสิ่งนี้นับว่าสมเหตุสมผลพอดี
ก่อนหน้านี้สวี่ิอี้ก็คิดเช่นนี้
แต่บางทีอาจเป็เพราะภายหลังต้องเผชิญเื่ราวมามากเกินไป เวลานี้เมื่อมีเื่อะไรนางจึงมักจะคอยสังเกตและเก็บมาคิดมากอยู่เสมอ
โดยเฉพาะเื่ที่เกี่ยวข้องกับสกุลอู๋และสกุลสวี่
ขณะที่นางกำลังจ้องมองพัดเล่มนั้นอยู่ ก็ได้ยินสาวใช้เดินเข้ามารายงานว่า "คุณหนูหลิ่วมาถึงแล้วเ้าค่ะ"
"ให้นางเข้ามาเถอะ"
หลิ่วอี๋เดินเข้ามา
"ได้ยินว่าวันนี้เจาเจาตื่นเช้า ข้าเลยไปทำบะหมี่อายุยืนมาให้เ้าชามหนึ่งที่ห้องครัว" ในมือนางประคองถาดมาด้วย พลางยิ้มแล้วกล่าวว่า "ยังมีขนมอีกสองสามอย่าง ล้วนเป็ของที่เ้าชอบกินก่อนหน้านี้ทั้งนั้น"
สวี่ิอี้พยักหน้าเล็กน้อย "รบกวนเ้าแล้ว เพียงแต่ข้าเพิ่งกินมื้อเช้าเสร็จ วางไว้ก่อนเถอะ"
"ถ้างั้นก็ชิมสักคำเถอะ ถือเป็การเอาฤกษ์เอาชัยไง"
หลิ่วอี๋นั่งลงข้างกายนาง วางชามและจานลงบนโต๊ะตัวเล็กระหว่างคนทั้งสอง แล้วยื่นตะเกียบไปตรงหน้าสวี่ิอี้
"ข้าไม่หิวจริง ๆ"
สวี่ิอี้แกว่งพัดในมือ พัดบ้างไม่พัดบ้าง
หลิ่วอี๋ยิ้มรับพลางพยักหน้า ตามใจนางด้วยอารมณ์ดี "งั้นก็ยังไม่ต้องกิน"
สวี่ิอี้มักจะถูกตามใจจนเคยตัวมาตลอด ในใจคิดอะไรก็พูดออกมาอย่างนั้น ไม่เคยสนใจว่าคนอื่นจะเสียหน้าหรือไม่... แต่ใครใช้ให้คนเขาเป็ถึงบุตรสาวภรรยาเอกของจวนเจิ้นกั๋วกงเล่า
"พัดของเจาเจาเล่มนี้ช่างประณีตงดงามนัก ดูเหมือนจะเป็ของจากในวังเลย" นางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
สวี่ิอี้เพียงตอบ "อืม" ออกมาเรียบ ๆ
หลิ่วอี๋ไม่ได้ใส่ใจท่าทีเ็าของนาง เพียงคิดว่าเป็เพราะอีกฝ่ายอารมณ์ไม่ดีระหว่างป่วยเท่านั้น
สายตากวาดมองพัดทรงกลมในมือสวี่ิอี้ แล้วมองไปยังกล่องหีบและเทียบอวยพรละลานตาเ่าั้ ก่อนจะถอนหายใจออกมา "เมื่อเปรียบเทียบเช่นนี้แล้ว ของขวัญวันเกิดที่ข้าเตรียมมากลับดูซอมซ่อจนไม่กล้าหยิบออกมาเลย"
คำพูดนี้ไม่ใช่เื่ยากที่จะต่อบทสนทนา
เพียงพูดประโยคว่า 'แค่น้ำใจส่งมาถึงก็พอแล้ว' ก็จะสามารถข้ามเื่นี้ไปได้อย่างประนีประนอม ทว่ากลับได้ยินสวี่ิอี้ที่เอนหลังพิงเก้าอี้อยู่พูดด้วยท่าทีหมดความสนใจว่า "ไม่ให้ก็ไม่เป็ไร"
เวลานี้นางไม่อยากเสียเวลาไปกับการพูดจาไร้สาระกับคนที่ไม่สลักสำคัญเลยแม้แต่วินาทีเดียว
แน่นอนว่า หากคนตรงหน้าเป็คนใจดีมีเมตตาเหมือนที่เห็นภายนอกจริง ๆ นางก็คงไม่ทำเช่นนี้
ในที่สุดหลิ่วอี๋ก็เริ่มปั้นหน้าทนยิ้มต่อไปไม่ไหว
"ยังไงก็ต้องให้อยู่แล้ว เพียงแต่หวังว่าเจาเจาจะไม่รังเกียจก็พอ" นางฝืนยิ้มพูดจนจบประโยคนี้ ก็หยัดกายลุกขึ้นพลางกล่าวว่า "เ้าพักผ่อนให้สบายเถอะ ข้าจะไปดูที่ห้องครัวสักหน่อยว่ามีอะไรพอจะช่วยได้บ้าง ฮูหยินบอกแล้วว่าตอนเย็นพวกเราคนกันเองยังไงก็ต้องฉลองกันสักหน่อย"
อาขุยแอบขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ
คนกันเองอะไรกัน นางไม่ได้แซ่สวี่เสียหน่อย
หน้าหนาขนาดนี้ หรือว่าหน้ากับฝ่าเท้าจะสลับที่กันนะ
"อาขุย ไปส่งคุณหนูหลิ่ว" สวี่ิอี้สั่ง
อาขุยรับคำ "เ้าค่ะ" พลางยกถาดใส่ชามยาที่อยู่ด้านข้างขึ้นมาด้วย
หลิ่วอี๋ยังไม่ทันได้กลับไปคิดให้ถี่ถ้วนถึงท่าทีของสวี่ิอี้ในวันนี้ ก็เหลือบไปเห็นยาที่ยังไม่ได้แตะต้องในชามนั้นเสียก่อน
"เจาเจายังไม่ยอมกินยาอีกหรือ"
เมื่อเดินออกมาจากโถงด้านหน้า นางก็ถามอาขุยเสียงเบาว่า "จะปล่อยให้นางเอาแต่ใจได้อย่างไรกัน... เ้ากับอาจูน่าจะเกลี้ยกล่อมนางดี ๆ หน่อยสิ"
"เดิมทียานี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่แล้ว คุณหนูไม่อยากดื่มก็พักไว้ก่อนเ้าค่ะ"
หลิ่วอี๋ถอนหายใจพลางกล่าว "ไม่กินยาแล้วโรคจะหายได้อย่างไร"
อาขุยไม่ได้หยุดเดิน สายตามองตรงไปเบื้องหน้า พลางพึมพำราวกับพูดกับตัวเอง "อาจจะไม่ใช่โรคก็ได้นี่เ้าคะ..."
"อะไรนะ" หลิ่วอี๋ชะงักไป
อาขุยส่ายหน้า ไม่ได้พูดอะไรต่อ
หลิ่วอี๋กล่าวอีก "โรคของเจาเจานี้จะละเลยไม่ได้นะ..."
"นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้วเ้าค่ะ เพียงแต่ท่านหมอและหมอหลวงพวกนี้ล้วนพึ่งพาไม่ได้เลย ข้ากำลังคิดว่ารอตอนเย็นหลังจากนายท่านกลับมา จะลองถามนายท่านดู ว่าจะไปเชิญพวกหมอพเนจรมาตรวจดูบ้างได้หรือไม่" อาขุยพึมพำ แววตาคล้ายกำลังครุ่นคิด
"หมอพเนจรหรือ" หลิ่วอี๋กล่าวด้วยความกังวลใจอย่างยิ่ง "เมื่อก่อนข้ามักจะได้ยินคนพูดกันว่าหมอพเนจรบางคนใช้ยาไม่ระวังเลย มองดูเหมือนได้ผลชะงัดนัก แต่แท้จริงแล้วกลับทำลายร่างกายอย่างยิ่ง... ร่างกายของเจาเจาสูงส่งปานนั้น จะให้หมอพเนจรมาตรวจได้อย่างไร ต่อให้เ้าไปบอกนายท่าน เกรงว่าเขาก็คงไม่เห็นด้วยหรอก"
อาขุยคล้ายลังเลไปชั่วขณะ
ทว่ายังคงกล่าว "เผื่อว่าจะมีใครสามารถรักษาคุณหนูให้หายได้ ยังไงก็ต้องลองดูนะเ้าคะ"
หลิ่วอี๋เหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็หยุดไป ทว่าอาขุยกลับก้าวฉับ ๆ ไปหลายก้าว ทิ้งให้นางรั้งท้ายอยู่เื้ัเสียแล้ว
ภายในห้อง สวี่ิอี้หลับสนิทไปอีกครั้ง
การถอนพิษไม่ใช่เื่ที่ทำได้ในวันเดียว เทียบยาเพิ่งจะเปลี่ยนไปเมื่อวาน การนอนหลับของนางครั้งนี้จึงหลับยาวไปจนจวนจะย่ำค่ำ
ตอนตื่นขึ้นมา ก็ยังรู้สึกราวกับนอนไม่พอ ยังคงง่วงซึมอย่างหนัก
"คุณหนูตื่นแล้ว" อาจูเลิกม่านมุ้งขึ้น
ตามมาด้วยเสียงของอาขุย
"คุณหนูตื่นแล้วหรือเ้าคะ"
เมื่อเทียบกับความนิ่งขรึมสงบเยือกเย็นของอาจูแล้ว ท่าทีของอาขุยดูตื่นเต้นกว่ามาก สาวใช้เดินมาที่ข้างเตียงแล้วเอ่ยว่า "คุณหนู นายท่านผู้เฒ่ากลับมาแล้วเ้าค่ะ!"
สวี่ิอี้ที่สติยังคงสะลึมสะลืออยู่ พลันตาสว่างขึ้นมาทันที
ท่านปู่กลับมาแล้ว?!
ใช่แล้ว นางจำได้ว่า ท่านปู่เดินทางมาถึงเมืองหลวงในวันเกิดของนางพอดี!
เดี๋ยวก่อน...
เหมือนนางจะละเลยเื่สำคัญอะไรบางอย่างไป...