ตอนที่ 57 เรื่องในอดีต
เรือนไม้ป่าท้อ จี้จงถานได้มาเยี่ยมเยียนจางหวนกงพร้อมกับกล่องชาหนึ่งกล่อง
“ท่านอาจารย์ นี่คือหมิงเฉียนหลงจิ่งจากเฟิงหลิง ศิษย์มีเพียงกล่องเล็กนี้เท่านั้น ท่านอาจารย์โปรดรับไว้ด้วยเถิด”
จางหวนกงรู้สึกมีความสุขยิ่งนัก “เจ้าเป็นพวกมิมีธุระก็จะมิมีทางมาเยือนถึงประตูสินะ เอ่ยมาเถิด...มีเรื่องอันใด ? ”
จี้จงถานหัวเราะน้อย ๆ จากนั้นก็รินน้ำชาให้กับจางหวนกงหนึ่งจอกแล้วเอ่ยถามว่า “ท่านอาจารย์ ศิษย์ขอบังอาจถามเรื่องปีนั้นคุณชายหยุนโหลวบิดาของฝานจือแท้จริงแล้วเขาไปยั่วยุผู้ใดเข้าเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
จางหวนกงวางตำราในมือลง “เพื่อเยวี่ยเอ๋อเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“ขอรับ ! สตรีเมื่อเติบใหญ่ย่อมอยากออกเรือนเป็นธรรมดา ในช่วงหลายวันมานี้เยวี่ยเอ๋อจิตใจมิอยู่กับเนื้อกับตัวเลย วันนี้นางขายที่ดิน 60 หมู่เพื่อจะซื้อเรือนข้าง ๆ จวนสวี เฮ้อ...ในฐานะที่ข้าเป็นบิดาก็ลำบากใจมากเช่นกัน”
“วันนั้นที่ข้าไปยังจวนสวี สวีเสี่ยวเสียนปฏิเสธการตรวจรักษาจากหมอเทวดาหัว มิใช่ว่าเจ้ากังวลกับอาการป่วยของสวีเสี่ยวเสียนหรอกหรือ ? หากอาการป่วยของเขายังมิดีขึ้น ก็จะเป็นการทำร้ายเยวี่ยเอ๋อไปชั่วชีวิต ! ”
จี้จงถานลูบเครายาวของตนเอง “นี่คือสิ่งที่ศิษย์กลุ้มใจ บัดนี้เยวี่ยเอ๋อดูเหมือนจะมิสนใจอาการป่วยของฝานจือเลยสักนิด นางตัดสินใจซื้อเรือนหลังนั้นด้วยตนเอง เพียงข้ามกำแพงไปก็จะเป็นจวนสวีแล้ว หากเปิดประตูทิ้งไว้...การเข้าออกนั้นง่ายดายเพียงใดกัน ? ”
“ดังนั้นศิษย์จึงเป็นกังวล ในเมื่อเยวี่ยเอ๋อมิได้สนใจอาการป่วยของฝานจือ ดังนั้นอันตรายที่ใหญ่หลวงที่สุดก็คือชีวิตของสวีเสี่ยวเสียน อาจารย์โปรดชี้แนะศิษย์ด้วยเถิด”
เมื่อจางหวนกงได้ยินเช่นนั้น เขาก็รู้สึกว่าจี้เยวี่ยเอ๋อเป็นสตรีที่แน่วแน่ยิ่งนัก ในเมื่อนางลงมือทำถึงเพียงนี้แล้ว เกรงว่าต่อให้มีวัวเก้าตัวมาฉุดก็คงมิยอมถอยหลังกลับแล้วเป็นแน่
หากจะเอ่ยถึงอาการป่วยของสวีเสี่ยวเสียน... ในช่วงหลายวันมานี้เขาได้ใคร่ครวญมาแล้วเช่นกัน เหมือนว่าอาการป่วยของสวีเสี่ยวเสียนจะมิได้ร้ายแรงจนเกินไป นอกจากนี้เขาชื่นชอบความสามารถทางวรรณกรรมของสวีเสี่ยวเสียนเป็นอย่างยิ่ง หากจี้เยวี่ยเอ๋อแต่งงานกับสวีเสี่ยวเสียนจริง ๆ ก็มิใช่เรื่องมิดีอันใด
“สวีหยุนโหลวได้ออกไปจากฉางอันก่อนฝ่าบาทจะทรงขึ้นครองบัลลังก์ในปีแรก เป็นการจากไปเพียงลำพัง ! ”
“มิมีผู้ใดทราบว่าเขาไปที่ใด จนกระทั่งรัชสมัยต้าเฉินปีที่สอง เขาถึงได้ปรากฏตัวขึ้นที่เขตเหลียงอี้”
“ปีนั้นฝ่าบาทเริ่มรบที่เขตเหลียงอี้ สวีหยุนโหลวได้ติดตามฝ่าบาทไป”
“ในราชสำนักมีเพียงมิกี่คนเท่านั้นที่ทราบว่าสวีหยุนโหลวเดินทางมายังเขตเหลียงอี้ และมีเพียงมิกี่คนเท่านั้นที่ทราบว่าเขามาทำอันใด รัชสมัยต้าเฉินปีที่สอง สงครามระหว่างราชวงศ์เว่ย์เหนือ ฝ่าบาทได้แต่งตั้งให้สวีหยุนโหลวเป็นผู้บัญชาการกองทัพ สวีหยุนโหลวจึงออกจากเขตเหลียงอี้แล้วรุดหน้าไปยังเมืองช่างหยาง จากนั้นเขาก็ตกตายที่เมืองช่างหยาง”
“เอ่ยว่าสหายเก่าในราชสำนักของสวีหยุนโหลวนั้นมีอยู่มากนัก ขุนนางภายใต้บังคับบัญชาก็มีอยู่มากโขเช่นกัน โดยเฉพาะทหารม้าสงครามต้าเฉิน เดิมทีนี่คือทหารม้าที่แข็งแกร่งที่สุดที่สวีหยุนโหลวฝึกฝนมาเองกับมือ ข้าเองก็รู้สึกประหลาดใจมากเช่นกัน ที่มิมีผู้ใดมาดูแลสวีเสี่ยวเสียนบุตรชายของเขาเลย”
“ศิษย์ก็เคยได้ยินมาบ้าง ในตอนที่ไต่สวนพ่อบ้านจวนสวีผู้นั้น ทราบว่าผู้ที่กำลังออกหน้าจัดการอยู่ก็คือจงซูเส่อเหรินสวีรุ่ย ทว่าเมื่อปีที่แล้วที่สวีเสี่ยวเสียนตกจากรายชื่อ ก็เห็นได้ชัดแล้วว่ามีคนมิยินยอมให้สวีเสี่ยวเสียนกลับไปยังฉางอัน”
“ฝ่าบาทยังคงรำลึกถึงคุณงามความดีของคุณชายหยุนโหลว มิเช่นนั้นคงมิยอมให้ภาพเหมือนของเขาประดับอยู่ในพระราชวังอู๋เต๋อหรอก ทว่าในขณะเดียวกันฝ่าบาทก็มิยินดีที่จะเอ่ยนามของคุณชายหยุนโหลวเช่นกัน ดังนั้นจึงมิมีผู้ใดทราบว่าแท้จริงแล้วเบื้องหลังนั่นเกิดอันใดขึ้นกันแน่”
“ที่สวีเสี่ยวเสียนมีชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้ อย่างน้อยก็อธิบายได้ว่า อาจจะเป็นฝ่าบาทที่ประสงค์ให้สวีเสี่ยวเสียนมีชีวิตอยู่ต่อ หรืออาจ...เป็นเพราะใครบางคนลืมสวีเสี่ยวเสียนไปแล้ว หรือไม่ก็อาจจะมิเห็นหนอนหนังสือผู้นี้อยู่ในสายตามาก่อน ข้ารู้สึกว่าเขานั้นมิมีนัยสำคัญอันใด ข้ามิอาจล่วงเกินองค์จักรพรรดิเพื่อเด็กกำพร้าคนหนึ่งได้”
จี้จงถานรู้สึกราวกับว่ากำลังฟังคัมภีร์สวรรค์
เขารู้จักสวีหยุนโหลว เพราะนามของสวีหยุนโหลวเป็นตำนาน !
แน่นอนว่า คนที่ทราบถึงนามนี้ก็มีมิน้อยเช่นกัน ต่างก็เป็นบุคคลที่มีสถานะทั้งสิ้น แต่เป็นการยากที่จะมีคนเอ่ยถึงนามนี้ขึ้นมา เพราะนามนี้ถือเป็นนามต้องห้าม
ส่วนเหตุใดถึงเป็นนามต้องห้ามนั้น จี้จงถานเองก็มิทราบ แม้แต่จางหวนกงก็มิทราบเช่นกัน
ราวกับเป็นที่ยอมรับและสืบทอดต่อกันมาก็มิปาน ทุกคนต่างก็ทราบถึงตำนานนี้ดี ทว่ามิมีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเขาแม้แต่ประโยคเดียว
หากสวีเสี่ยวเสียนทราบเรื่องนี้ เขาต้องนึกถึงคำนี้ขึ้นมาเป็นแน่...ตายด้วยความอับอาย !
“เช่นนั้น...การที่เยวี่ยเอ๋อแต่งงานกับสวีฝานจือก็มิใช่ปัญหาใหญ่อันใดใช่หรือไม่ ? ”
“ข้ารู้สึกว่ามิได้มีปัญหาใหญ่อันใด เรื่องนี้ผ่านไปกี่ปีแล้วกัน ? นอกจากนี้...ผู้ใดจะทราบได้กันว่าเจ้าสองคนนั้นจะลอบมองสวีเสี่ยวเสียนจากที่ลับหรือไม่ ? ”
“สองคนเยี่ยงนั้นหรือ... ? พวกเขาคือผู้ใดกัน ? ”
“อย่าเพิ่งถามตอนนี้เลย เรื่องนี้สนทนากันเท่านี้ก็พอแล้ว... ชานี้ถือว่าใช้ได้ เจ้ากลับไปได้แล้ว”
......
......
“คุณชาย... คุณชายเจ้าคะ... ! ”
ณ จวนสวี สวีเสี่ยวเสียนกำลังนั่งอาบแดดโดยที่อ่านตำราไปด้วย ทันใดนั้นจือรุ่ยก็วิ่งทะยานเข้ามาราวกับผีเสื้อตัวหนึ่ง
“มีเรื่องอันใดกัน ? ”
“เรือนข้าง ๆ นี้ ขายออกแล้วเจ้าค่ะ”
สวีเสี่ยวเสียนรู้สึกสงสัยยิ่งนัก เขาขายเรือนได้แล้วมันเกี่ยวอันใดกับเจ้ากัน ?
“ไปซื้อเต้าหู้กลับมาสักก้อนไป ยามค่ำพวกเราจะทำเต้าหู้มาโฝ”
จือรุ่ยลืมเรื่องเรือนข้าง ๆ ไปทันที ดวงตาคู่โตของนางทอประกายขึ้นมาทันใด “เจ้าค่ะ ! ”
“ประเดี๋ยวก่อน จงจำไว้อีกเรื่องหนึ่ง จงไปตลาดทางตะวันตกแล้วซื้อถั่วเหลืองมา พรุ่งนี้ข้าจะสอนวิธีทำเต้าหู้ให้เจ้า”
จือรุ่ยเบิกตากว้างกว่าเดิม “คุณชาย...ทำเต้าหู้เป็นด้วยหรือเจ้าคะ ? ”
“ข้ายังทำอย่างอื่นได้อีกมากมาย ใช่แล้ว ! เจ้าไปบอกหลายฝูเอาไว้ด้วยว่า...พรุ่งนี้ข้าจะไปเดินเล่นรอบ ๆ หมู่บ้านไป่ฮวา”
“คุณชายจะไปดูทุ่งนาเหล่านั้นเยี่ยงนั้นหรือเจ้าคะ ? ”
“...ข้าจะไปนำกิ่งของต้นซิ่งกลับมาสักเล็กน้อย”
จือรุ่ยรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาทันใด “เหตุใดต้องนำของสิ่งนั้นกลับมาด้วยล่ะเจ้าคะ ? ”
สวีเสี่ยวเสียนเหลือบตามองจือรุ่ย จากนั้นก็เอ่ยออกมาเพียงสองคำว่า “ต่อกิ่ง ! ”
ต่อกิ่งคืออันใดกัน ?
ทันใดนั้นจือรุ่ยก็รู้สึกว่าระหว่างตนเองและคุณชายมีช่องว่างที่มองมิเห็นอยู่ ถ้อยคำของคุณชายนับวันก็ยิ่งเข้าใจยาก แล้วเช่นนี้นางจะเข้าใจเขาได้เยี่ยงไร ?
หรือว่านี่คือประโยชน์ของการอ่านตำรา ?
ในช่วงหลายวันมานี้คุณชายเอาแต่อ่านตำราการเกษตรสองเล่มนั้น หรือว่าในตำราเหล่านั้นจะมีการสอนเกี่ยวกับการหมักเต้าหู้และการต่อกิ่งกัน ?
ต้องเป็นเช่นนี้เป็นแน่ มิเช่นนั้นคุณชายจะทราบเรื่องเหล่านี้ได้เยี่ยงไร !
ดูเหมือนว่าภายภาคหน้าข้าต้องปักผ้าให้น้อยลงและอ่านตำราให้มากขึ้นแล้ว มิเช่นนั้นคงตามคุณชายมิทัน
หญิงสาวเดินจากไปด้วยจิตใจที่ค่อนข้างหดหู่ สวีเสี่ยวเสียนวางตำราฉีหมินเย่าซู่ในมือลง เขาเดินออกไปจากศาลาริมน้ำเซียนหยุนแล้วเริ่มขยับมือขยับเท้าอยู่ที่ลานบ้าน
ใช่แล้ว ! พรุ่งนี้เช้าควรตื่นมาออกกำลังกายสักหน่อย
เรื่องการหมักเต้าหู้เป็นเรื่องที่อยู่ ๆ เขาก็นึกขึ้นมาได้ เพราะเขาอยากดื่มน้ำเต้าหู้และอยากทานเต้าฮวย
การต่อกิ่งเป็นเรื่องที่เขาคิดมาหลายวันนี้ ส่วนที่เอ่ยว่าจะไปหมู่บ้านไป่ฮวาเพื่อหากิ่งซิ่งนั้น... เขาเองก็มิทราบเช่นกันว่าหมู่บ้านไป่ฮวาจะมีหรือไม่ แต่ประเด็นหลักที่เขาต้องการคือออกไปข้างนอกเพื่อค้นหาโกฐจุฬาลัมพา จอกแหนและซื้อของจำพวก มหาหิงคุ์ กำมะถัน การบูรและอื่น ๆ เพราะอากาศเริ่มร้อนแล้ว ในสวนจึงเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ แต่ก็มียุงมากขึ้นเช่นกัน
วันนี้ที่แขนของเขาก็ถูกกัดสองตุ่มใหญ่
เขาต้องการทำเครื่องหอมไล่ยุ่ง
สำหรับการขาย...เรื่องนี้จำต้องดูต้นทุนเพื่อคำนวณกำไร เขาเองก็มิทราบเช่นกันว่าจะขายดีหรือไม่ เพราะถึงเยี่ยงไรพวกเขาก็มีมุ้งกัน
ไม้ไผ่ของหมู่บ้านไป่ฮวามีอยู่จำนวนมาก ด้านหลังหมู่บ้านมีภูเขาฉวีตั้งอยู่ ถือโอกาสไปดูสักหน่อยก็แล้วกัน บัดนี้ได้เข้าสู่ต้นฤดูร้อนแล้ว มิทราบเช่นกันว่ามีหน่อไม้หรือไม่
ดังนั้นก็ถือว่าออกไปเดินเล่นก็แล้วกัน เยี่ยงไรก็มีโอกาสได้มายังโลกใบนี้แล้ว จำต้องเริ่มตระเวนตามแผนที่รอบด้านของเขตเหลียงอี้ได้แล้ว
หากมิสามารถออกไปสำรวจโลกที่กว้างได้ เช่นนั้นชั่วชีวิตนี้ก็คงต้องอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ตลอดไป
สวีเสี่ยวเสียนครุ่นคิดไปพลางเดินไปพลาง เขาเดินมาถึงเรือนด้านหน้าโดยมิทันรู้ตัว
มีการเคลื่อนไหวจากเรือนข้าง ๆ เล็กน้อย คาดว่าพวกเขาคงเข้ามาทำความสะอาดและตกแต่งเรือน
กิ่งซิ่งแดงที่พาดผ่านกำแพงเข้ามายังเขตจวนของตนนั้น มีสองดอกที่กำลังเบ่งบานอยู่ อ่า...ช่างสวยงามยิ่งนัก