‘พันธสัญญาปราณิญญา’
ที่จะใช้ผูกมัดกับสัตว์อสูริญญาไม่ว่าจะเป็ประเภทไหนก็แล้วแต่
กระทำได้โดยการร่ายเวทพร้อมกับการเซ่นสังเวยด้วยโลหิตของตนเอง เพื่อที่จะใช้วาดอักขระประทับลงบนสัตว์อสูรเ่าั้แต่ทว่ามันก็ไม่ง่ายดายเกินไปนัก เพราะสัตว์อสูริญญาเ่าั้ หากว่ามันไม่มี ‘จิตปฏิพัทธ์’ กับเรามันเองก็มิอาจที่จะยอมรับด้วยเช่นกันแล้วยิ่งเป็สัตว์อสูริญญาที่มีพลังปราณิญญามากกว่าผู้บ่มเพาะ ก็ยิ่งเลิกคิดไปได้เลยว่ามันจะยินยอมอย่างง่ายดาย หากไม่มีโชคเช่นเฟยอวิ๋น
เมื่อมีโอกาสอันดี ราวกับถูกหวยรวยพนันพันล้านได้ถูกหยิบยื่นส่งตรงประเคนมาถึงหน้าบ้านเด็กหนุ่มมองสบตากับมันอยู่ครู่หนึ่งเช่นกัน ก่อนสูดหายใจเข้าลึกเพื่อขบคิดไตร่ตรอง
หากเป็เช่นนั้นมันก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยๆเขาก็อาจจะรอดพ้นจากอันตรายในครั้งนี้ได้ พร้อมกับกลืนน้ำลายลงคออย่างเงียบเชียบก่อนจะกล่าวตอบส่งทางจิตไปว่า
‘ได้!...ข้าตกลง!’
เฟยอวิ๋นไม่รอช้าแม้เสี้ยวเวลา มาดว่ากลัวมันจะเปลี่ยนใจกระทันหันเขาล่วงฝ่ามือเข้าไปในอกเสื้ออย่างรวดเร็ว ถูๆ ไถๆ ไปยังหน้าอกของตนที่มันยังชุ่มโชกไปด้วยโลหิตของตนเองก่อนหน้านั้น เนื่องว่าตอนนี้มันยังไม่แห้งดีแต่ทว่าแผลที่ถูกขนเข็มบินเสียบทะลุผ่านด้านหลังกลับสามารถประสานเข้าหากันได้อย่างสนิท กระทั่งหายเป็ปลิดทิ้งเรียบร้อยแล้วก่อนจะใช้นิ้วมืออีกข้างถูไปมาบนฝ่ามือ ที่มันชุ่มโชกไปด้วยโลหิตของตนเองแล้ววาดอักขระเวทพันธสัญญาปราณิญญาด้วยความชำนาญ โดยที่เหยี่ยววายุอัสนีก็ได้แต่มองการกระทำของเขาตาปริบๆ
‘เ้าลงมือไวไปไหมเนี่ย!’
เมื่ออักขระเวทได้ถูกวาดจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ก็เกิดแสงสว่างวาบเป็ริ้วสีทองรูปแบบวงกลมขึ้นซึ่งขนาดของมันประมาณเท่าฝ่ามือของเฟยอวิ๋น และภายในวงกลมขนาดเล็ก ก็ยังปรากฏมีสัญลักษณ์ที่แปลกประหลาดตาอย่างมากโดยมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดแปดรูปแบบสัญลักษณ์ พร้อมกับรอบๆสัญญาลักษณ์ทั้งแปดรูปแบบนั้น ก็มีตัวอักษรภาษาโบราณล้อมรอบไว้อีกชั้นหนึ่ง
นี้คืออักขระเวท ‘แปดทิศฝังจิติญญา’!
และตราประทับที่เฟยอวิ๋นวาดขึ้นมาในตอนนี้ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถที่จะทำลายคลายผนึกมันลงได้
เพราะมันเป็อักขระเวทโบราณกาล ที่ใช้ทำพันธสัญญาณปราณิญญาขั้นสูงแม้แต่เหยี่ยววายุอัสนี ที่มันมีอายุยืนยาวเกินหนึ่งพันปีมันก็ไม่เคยเห็นลักษณะของตัวอักษรอักขระเวทประเภทนี้กระทั่งรูปแบบสัญญาลักษณ์เช่นนี้ก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเพราะเหล่าบรรดาสัตว์อสูริญญา ไม่ว่าจะเป็ิญญาธาตุ ิญญาชีวิน ิญญาเวทขณะที่พวกมันโดนหิ้วปีกไปด้วยความเต็มใจก่อนหน้านั้น ผู้ลงตราประทับคนอื่นๆก็ไม่เคยร่ายอักขระเวทแบบนี้เลย
เหยี่ยววายุอัสนีตัวสั่นสะท้านไหว เหมือนจะร้องในใจว่าซวยแล้วและราวกับรู้สึกคิดผิดอย่างมหันต์ มันรู้สึกได้ว่า ไม่รู้คิดถูกหรือไม่?ที่ต้องทำพันธสัญญาปราณิญญากับเ้าเด็กหนุ่มคนนี้
แต่ทันทีที่แสงจากอักขระเวทสว่างวาบขึ้นเฟยอวิ๋นไม่รอให้เ้านกตรงหน้าเอ่ยปากคัดค้าน เขาพลันผลักลำแสงนั้นประทับลงบนตัวของเหยี่ยววายุอัสนีในทันที จนมันอ้าปากออกกว้างราวกับเ็ปหลังจากนั้นเม็ดโอสถ ก็ปรากฏขึ้นในมือของเด็กหนุ่ม ก่อนที่เขาจะดีดโยนเข้าไปในปากของมัน
ส่วนทางด้านเสือดาวเข็มบิน และปักษาปราณอัสนี ที่กำลังต่อสู้กัน
ขนเข็มบินที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลังปราณิญญาก็พุ่งวาบหวีดหวือแหวกอากาศออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าเป็ห่าฝนธนูส่วนขนมีดบินก็พุ่งทะยานมุ่งตรงเข้าหา พร้อมกับประกายแสงสายฟ้าที่แลบออกมาห่อหุ้มด้วยเช่นกัน
เสือดาวเข็มบิน หรี่ดวงตามองผลงานของตนเองด้วยความเ้าเล่ห์แสนกล
ทันใดนั้น...เสียงสะท้านไหว ราวกับว่าแผ่นดินคล้ายจะโยกย้ายก็ดังขึ้นขนมีดบินทั้งสามเล่ม ควงสว่านหมุนเร็วเป็รูปกรวยแหลมดั่งพายุคลั่ง ก่อนพุ่งแหวกอากาศปะทะกับขนเข็มบินนับร้อยอย่างไม่สะทกสะท้านจนขนเข็มบินเ่าั้แตกกระจาย พร้อมกับปลิวว่อนไปทั่วทั้งแปดทิศ กระทั่งสลายกลายเป็ฝุ่นผงอีกครั้งพร้อมกับที่มันยังพุ่งไปอย่างเริงร่า หมายเสียบทะลุร่างของเสือดาวเข็มบินที่กำลังยืนเข่าอ่อน และจ้องมองด้วยสายตาอันเลื่อนลอย
ในระยะไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ เสียงปังอันหนักอึ้งก็ดังขึ้น
เหมือนกับูเาถูกะเิลูกใหญ่ทิ้งบอมลงมาทำให้ร่างของเสือดาวเข็มบินลอยละลิ่วปลิวละล่อง เคว้งฝ่าอากาศออกไปไกลถึงสามสิบจั้งถึงแม้ว่าขนาดร่างกายของมันจะใหญ่และหนักอย่างมาก ตัวมันยังลอยไกลได้ถึงขนาดนี้ราวกับว่าเป็แค่เพียงปุยนุ่น ก่อนร่างของมันจะกระแทกเข้ากับก้อนหินขนาดั์จนแตกกระจุยกระจายออกเป็เสี่ยงๆ
‘เืสีส้ม’ อันเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวของตระกูลปราณชีวินไหลชโลมมากมายอาบย้อมไปทั่วทั้งร่างอันหนาหนัก หนังที่หนาราวกับศิลาหมื่นปี กลับกลายเป็ูเาหินเกลือไปเสียแล้วกระทั่งิัของมัน ยังถูกกรีดเป็ริ้วเหวอะมากมายและยังเปิดกว้างออกไปหลายฉื่อนับสิบๆ แผล จนกระทั่งส่งกลิ่นเหม็นไหม้โชยออกมาพร้อมกับที่มันก้มหน้ามองดูพื้นดิน ดวงตาหรี่ลงพล่าเลือนสั่นไหวพลางสำลักเืสีส้ม พุ่งพรวดออกมาติดกันอยู่หลายครั้งหลายคราขาทั้งสองข้างต่างก็สั่นไหวระริก แทบจะยืนหยัดทรงตัวไม่อยู่
ปักษาปราณอัสนี แผดร้องเสียงร้องแหลมด้วยความยินดีออกมาก่อนจะร่อนถลาลงยืนบนพื้นอย่างมั่นคงพร้อมกับยกเชิดคอชูหน้าอย่างสง่างามราวกับว่าเป็หงส์ผู้สูงศักดิ์พลางเอียงคอจ้องมองดูผลงานของตัวเองตาเขม็ง
มันหาใช่นกกระจอกธรรมดาเสียที่ไหนกัน แต่มันคือสัตว์อสูริญญาชีวินนก‘อินทรี’ เ้าเวหา โดยลักษณะเฉพาะตัวของมันมีเส้นขนที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็ขนมีดบินอัสนีได้ ซึ่งมันจะงอกเกิดขึ้นมาบริเวณระหว่างดวงตาทั้งสองข้าง อยู่ตรงกึ่งกลางศีรษะพอดี โดยมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดห้าสิบเส้นซึ่งเกิดขึ้นตามลำดับขั้นอายุขัยของมัน แต่ตอนนี้มันมีทั้งหมดยี่สิบเส้นด้วยกันที่สามารถจะใช้ในการสังหารศัตรูได้! นั้นหมายความว่าอายุของมันอยู่ยืนยาวเกินหนึ่งพันปีไปแล้ว!
ผ่านไปครู่เดียว หลังจากโอสถที่เหยี่ยววายุอัสนีกลืนกินลงคอไปก็มีผลเกิดขึ้นกับร่างกายมันอย่างฉับพลัน าแที่ถูกเฉือนแฉลบหายเป็ปลิดทิ้งอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสามารถประสานกันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
ทางฝั่งเสือดาวเข็มบิน ร่างกายของมันยังสั่นสะท้านไม่หาย แล้วมันยังแยกเขี้ยวคำรามลั่นออกไปครั้งหนึ่งก่อนจะสูดหายใจเข้าแรงลึก เพราะอีกแค่หนึ่งร้อยปีเท่านั้นระดับพลังปราณชีวินของมัน จะสามารถเทียบเท่ากับปักษาั์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าและถือว่าตอนนี้มันอยู่ในระดับชั้นปลายของขั้นพลังแล้วหากจะมาตายลงด้วยเหตุการณ์เช่นนี้ มันช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
เมื่อมันคิดได้ดังนั้น...
พลังปราณิญญาที่ถูกเก็บกักเอาไว้ ในแก่นผลึกิญญาธาตุอสูรของมันเพื่อจะใช้ในยามที่มันจำศีลเก็บตัว ก็พลันะเิปังออกมา ก่อนจะส่งถ่ายไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างที่บอบช้ำแล้วส่งถ่ายต่อไปยังขนเข็มบินเพียงหนึ่งเดียวอีกที
แต่ทว่า...
ขนเข็มบินเล่มนี้กลับใหญ่โตราวกับท่อนซุงนั้นเพราะว่ามันเป็การรวมตัวของขนเข็มบินเกือบพันเล่ม ที่หล่อหลอมรวมเข้าหากันจนแผงหลังของมันแทบไม่เหลือขนสักเส้นเดียว
ปักษาปราณอัสนีเห็นดังนั้น ถึงกับดวงตาเรียวเล็กเบิกกว้างขึ้นร่างของมันนิ่งงันแข็งค้างไปชั่วขณะ เพราะมันคาดไม่ถึงว่า เสือดาวเข็มบิน จะมีพลังปราณิญญาที่หนาแน่นแอบเก็บซ่อนเอาไว้อีกดูแล้วช่างน่าหวาดกลัวพรั่นพรึงไม่น้อย
และแล้วมันก็ทะยานเหินบินขึ้นไปบนท้องฟ้าในทันที จนทำให้พื้นที่โดยรอบบริเวณเกิดปรากฏการณ์เป็แกนพายุขนาดเล็กขึ้น
ใน่เวลาเดียวกันนั้นเอง เฟยอวิ๋น และเหยี่ยววายุอัสนี ก็อาศัย่จังหวะนี้เช่นกัน
ทั้งสองต่างย่องเงียบถอยห่างออกไปหลายจั้งอย่างแ่เบาจนกระทั่งพวกเขา แอบอยู่ในระยะที่ปลอดภัยไร้กังวลขณะที่สัตว์อสูริญญาชีวินทั้งสอง ซึ่งกำลังต่อสู้กันดุเดือดพวกมันต่างก็ไม่ได้สนใจพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นมีดบินปราณอัสนีก็พลันปรากฏอยู่เบื้องหน้าปักษาั์ถึงยี่สิบเล่ม!พร้อมกับประกายสายฟ้าสีม่วงอ่อนจางห้อหุ้ม และส่งเสียงครืนครั่นออกมางานนี้มันเองก็ยอมทุ่มสุดตัวจนหมดหน้าตัก เกทับอย่างไม่คิดยินยอมด้วยเช่นกันหากหวังที่จะเอาชนะฝ่ายตรงข้าม!
‘เ้าปากแหลม!...ข้าจะถอนขนเ้าให้หมดไม่ให้เหลือแม้แต่เส้นเดียว!...เ้าจะกลายเป็นกไร้ขน ที่แม้แต่คิดจะบินหนีก็คงทำใด้แค่เพียงเื่เฟ้อฝันเท่านั้น!’
เสือดาวเข็มบินคำรามลั่น ดวงตาแดงฉานจ้องเขม็งส่งเสียงผ่านจิตข่มขู่ไปยังปักษาปราณอัสนี
หลังจากนั้น อาวุธอันทรงพลังของเหล่าสัตว์อสูริญญาชีวินทั้งสองก็พุ่งพรวดทะยานออกไป ราวกับดั่งพายุที่กำลังคลุมคลั่งเพื่อจะเข้าปะทะกันอีกคำรบหนึ่ง
เปรี้ยง!!!
เสียงเปรี้ยงราวกับสายฟ้าฟาด ดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วทั้งหุบเขาขนาดใหญ่ทำให้อากาศที่ท้องฟ้าเบื้องบน เกิดแปรปรวนบิดเบือนอย่างฉับพลัน เมื่อถูกพลังไร้รูปของทั้งสองบีบอัดเข้าด้วยกันพร้อมกับเสียงะเิทึบหนักจนสะท้านปฐีเบื้องล่าง ก่อนจะกระจายเป็ระลอกคลื่น กระเพื่อมถี่ยิบขยายเป็วงกว้างออกไป
ด้วยแรงปะทะอันหนักหน่วงมหาศาล ในระดับพลังปราณิญญาของสัตว์อสูริญญาชีวินทั้งสองทำให้ขนมีดบินอัสนีสิบกว่าเล่มในยี่สิบเล่มทั้งหมด ที่นับได้ว่าแข็งแกร่งกระทั่งยังรวดเร็วเป็อย่างมาก และสายฟ้าที่สามารถทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตที่ห่อหุ้มขนมีดบินนั้นเอาไว้ ก็พลันสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือคงทิ้งไว้แต่ขนมีดบินที่อับแสงลง
ส่วนขนเข็มบินหลายร้อยเล่มของเ้าเสือดาวเข็มบิน
ที่ถูกเติมเต็มไปด้วยพลังปราณิญญา กระทั่งถูกอัดแน่นมากกว่าเดิมหลายเท่าตอนนี้มันไม่แม้กระทั่งสลายกลายเป็ฝุ่นผง เหมือนเฉกเช่นดังแต่ก่อน ทว่าก็ยังต้องลอยเคว้งในอากาศราวกับปุยนุ่นด้วยเช่นกัน
นั้นเพราะว่าในตอนนี้...
อาวุธสังหารของสัตว์อสูริญญาชีวินทั้งสอง ไร้ซึ่งพลังปราณิญญาไปเหนี่ยวนำเพื่อคอยควบคุมเหมือนดั่งเช่นแต่ก่อน จนพวกมันกลับกลายเป็วัตถุที่ไร้ซึ่งเ้านายในบัลดล
แต่ก็มีบางชิ้นที่ยังคงหลงเหลือพลังปราณิญญา ซึ่งสามารถหลบหลีกการปะทะก็ได้พุ่งแหวกอากาศตรงไปยังเป้าหมายเพื่อเสียบปะทะร่างของอีกฝ่าย
เฟยอวิ๋นมองเห็นอาวุธไร้เ้าของลอยเคว้งดวงตาเกิดแสงประกายวาบขึ้นมาในทันที
‘นายน้อย!...พวกเรารีบหนีกันได้แล้ว!’ เมื่อได้ยินเสียงส่งผ่านจิตดังก้องขึ้น เฟยอวิ๋นซึ่งกำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์ในขณะกำลังมองดูอาวุธที่ไร้เ้านายเ่าั้ พลันรู้สึกเสียดายยิ่งนักแต่ทว่าเขาเองก็ไม่อาจคิดรั้งรอให้เสียเวลา ก่อนจะทะยานพรวดกระโจนขึ้นบนหลังของเหยี่ยววายุอัสนีในทันทีขณะเดียวกันกับมันเอง ก็รีบพุ่งทะยานบินออกไป
แต่ทว่า เฟยอวิ๋นเลียริมฝีปากอันแห้งผากคราหนึ่ง ด้วยความเสียดายของเด็กหนุ่ม เขาวาดฝ่ามือออกไปเบื้องหน้าพร้อมกับส่งถ่ายพลังปราณิญญาออกไป ในใจก็คาดหวังเอาไว้นิดหน่อยเช่นกัน แล้วพยายามดูดกวาดเอาสมบัติอาวุธที่ไร้เ้าของพวกนั้นอย่างรวดเร็วก่อนจะนำมาเก็บไว้ในกำไลมิติของตนเองอย่างสมใจ แล้วริมฝีปากก็ยกโค้งขึ้นอย่างลิงโลดก่อนพลางเอียงคอหันกลับไปมองครู่หนึ่ง ดูพวกที่กำลังตบตีกันทางด้านหลังอย่างเ็า
.
.
.
.
.
………………………………
สิ่งที่เฟยอวิ๋นไม่เข้าใจอย่างมากนั้นก็คือ!...มันเป็แค่ ‘สัตว์อสูริญญาธาตุ’
แล้วเหตุใด?...ทำไม?...มันจึงมีความสามารถเปิดปิด ‘ผลึกม่านเวท’ นั้นได้!