ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 96 กระบีเล่มที่เจ็ดแห่งซื่อซาน

            สิ่งที่โหวหวังพูด.. มันทำให้สมองของผมรวนจนไม่รู้จะพูดอะไรได้อีก

            ปราณกระบี่สำนักกระบี่สี่ขุนเขาคืออะไร?

            มันคือปราณกระบี่ที่ทำให้สำนักสี่กระบี่ขุนเขาคือสำนักอันดับหนึ่ง แถมยังเป็นวิชาที่อนุญาตสืบทอดให้เฉพาะศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักทั้งหกคนเท่านั้น! ซึ่งทั้งหกคนจะถูกเรียกหาว่า หกกระบี่แห่งซื่อซาน

            การที่อยู่ ๆ บอกมีคนอื่นนอกจากคนที่ได้รับอนุญาตให้ฝึกนี่มันอะไรกัน!

             

            และจริงอยู่ว่าผมเองก็ถือเป็นคนที่ฝ่าฝืนกฎ..

            แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเป็นศิษย์ของสำนัก เป็นลูกของอาป๊า เป็นลูกบุญธรรมของยี่ฟู่

            แล้วจริงอีกที่ผมสอนวิชานี้ให้โหวหวัง

            แต่โหวหวังมันคือศิษย์สำนักกระบี่สี่ขุนเขา แถมยังเป็นหลานชายสายตรงของเจ้าสำนักคนปัจจุบัน

            แต่คิมบีโฮมันคือใคร?

            ทำไมมันถึงได้มีปราณกระบี่ของสำนักติดตัวได้?

            มันโคตรเป็นอะไรที่ไม่เข้ากันเลย

             

            “ปะ..เป็นไปได้อย่างไร?

            เป็นไปได้อย่างไรที่คิมบีโฮจะใช้ปราณกระบี่ของสำนักพวกเราได้?”

            ผมถามออกไปเพื่อขอความกระจ่างชัดจากโหวหวัง

            แต่หมอนั่น.. ฝ่ายนั้นกลับมองมาด้วยสายตาแน่วแน่

             

            “ฉันฝึกและเห็นเอ็งใช้ปราณกระบี่มากว่าครึ่งปี..

            มีฤๅที่ฉันจักมองพลาด?”

            โหวหวังตอบด้วยเสียงที่หนักแน่นเกินกว่าผมจะคาดเอาไว้

            ซึ่งจริง ๆ มันก็ไม่น่าจะมองผิดหรอก เพราะมันก็สำเร็จปราณกระบี่ขั้นที่หนึ่งไปแล้ว

            มันไม่มีทางมองพลาดได้

             

            แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่อาจยอมรับได้

            “เป็นไปไม่ได้!

            เท่าที่ข้ารู้ คนที่เป็นปราณกระบี่สำนักสี่ขุนเขานั้นมีเพียงเก้าคน คือเจ้ากับข้า

            นอกจากนั้นก็คือหกกระบี่แห่งซื่อซานรวมถึงอดีตเจ้าสำนัก!

            และเท่าที่ข้ารู้ เจ้าสำนักรุ่นปัจจุบันยังมิได้ทำการเปิดรับศิษย์สายตรง หกกระบี่ฯ คนอื่น ๆ ก็มิน่าจักสอนคนอื่น..

            ยกเว้นแต่เป็น 'หกกระบี่แห่งซื่อซาน' รุ่นก่อนเท่านั้นที่ข้าพอจักนึกออก!”

            ผมพยายามเอาข้อมูลทั้งหมดในหัวมาต่อเรียงกันเหมือนคนกำลังงมหาชิ้นส่วนจากความโกลาหลแห่งความว่างเปล่า แล้วหวังว่าจะได้ภาพปริศนาแบบในหนังสือเรียน

            แต่เรื่องที่ผมกำลังคิดอยู่ตอนนี้ มันเกินขีดของคำว่า 'เหลือเชื่อ' ไปไกลมาก

            แล้วก็ไม่มีอะไร 'ง่าย' เลยสักนิด

            โดยเฉพาะที่ผมเป็นคนจากต่างทวีป

             

            ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ส่ายหน้าช้า ๆ ราวกับกำลังชั่งใจระหว่าง 'จะพูดดี' หรือ 'จะเก็บไว้ให้กลืนลงคอไปตลอดชีวิตดี'

            “หกกระบี่แห่งซื่อซานรุ่นก่อนล้วนแล้วแต่เสียสละตนเองในศึกกับคนพรรคมารฯ เมื่อครั้งก่อนไปจนหมด..

            จักเหลือก็คงเหลือแค่ท่านเจ้าคุณจอมปราชญ์กระบี่ฟ้าแต่เพียงผู้เดียว”

            แววตาของท่านหนักอึ้งจนผมนึกว่าใครเอาก้อนหินไปถ่วงในลูกตาไว้ในตอนที่เขาเล่า สีหน้าก็เคร่งขรึมจนดูไม่ออกว่ากำลังโกรธ เศร้า หรือเหนื่อยกับโลกนี้กันแน่

            “แต่ยังมีอีกคนผู้หนึ่งที่เอ็งอาจไม่รู้ฤๅมองข้ามไป..”

            ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่เงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังกลั่นกรองชื่อที่ถ้าพูดออกมาแล้ว จะไม่มีทางเอากลับคืนได้

            แต่สุดท้ายก็เหมือนท่านเอ่ยออกมา.. เสียงเบา.. แต่กลับกระแทกใจผมราวกับระฆังใหญ่ถูกตีในห้องแคบ ๆ

            “เธอมีนามว่า หลี่ ชิวเหมย ประมุขพรรคมารราตรีค้ำฟ้ารุ่นปัจจุบัน”

             

            ผมชะงักไปชั่วอึดใจ ก่อนเบิกตากว้างโดยอัตโนมัติ

            “หลี่ชิวเหมย?”

            ผมพึมพำออกมาเบา ๆ ก่อนจะถามต่อโดยไม่ได้กลั่นกรองเลยสักนิด

            “นางคือใคร? ท่านพ่อบุญธรรมไม่เคยเล่าเรื่องสตรีผู้นั้นให้ข้าฟังเลย

            แล้วนางเกี่ยวข้องอะไรกับสำนักสี่ขุนเขา? แล้วไปกลายเป็นประมุขพรรคมารได้ยังไง?”

            คำถามมันพรั่งพรูออกมาราวกับเขื่อนแตก

            ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าประตูไม้โบราณหลังหนึ่ง หนา ทึบ และมีกลิ่นความลับโชยออกมาแบบไม่ปิดบัง

             

            ท่านผู้เฒ่าวานรถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ยาวเสียจนผมนึกว่าท่านจะปล่อยปราณออกมาพร้อมกับพลังชีวิต

            เสียงลมหายใจนั้นไม่ใช่แค่เหนื่อย แต่มันเต็มไปด้วยความหนักหน่วง เหมือนคนที่เคยเห็นโลกถล่มมาแล้วหลายรอบ

            ดวงตาท่านยังคงจ้องตรงไปข้างหน้า แต่ไม่ได้โฟกัสอะไรชัด

            เหมือนคนที่กำลังมองทะลุกำแพงห้องนี้ออกไปยังอดีตที่ไม่มีใครเรียกให้ย้อนกลับมาได้อีก

            “เฮ้อ..”

            ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ถอนหายใจพลางก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อด้วยเสียงแผ่วต่ำ

            “เรื่องนี้..

            มันควรถูกฝังไว้ในเงามืดยุทธภพ..

            ไม่มีใครอยากพูดถึง..

            และน้อยคนจักรู้ความจริง”

            ท่านเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาผม

            “แม่หลี่ชิวเหมย..

            เธอคือลูกสาวบุญธรรมของหลี่จงหมิง ท่านเจ้าคุณเจ้าสำนักรุ่นก่อน..

            ท่านรับเลี้ยงนางตั้งแต่ยังเด็ก เพราะเชื่อว่านางบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ไม่เกี่ยวข้องกับบิดาผู้ให้กำเนิด”

            ท่านหยุดพูด พลางบีบมือเข้าหากันแน่น

            “ท่านเจ้าคุณจอมปราชญ์เลี้ยงเธอด้วยความรัก หวังให้เธอเติบโตเป็นความหวังของสำนัก

            แต่โชคชะตา..

            มันกลับเล่นตลก”

            ท่านส่ายหน้าเบา ๆ

            “วันปลุกพลังสถิตร่าง..

            เธอกลับปลุกได้พลังสถิตของจิ้งจอกเก้าหาง..

            ราชินีแห่งนักษัตรปีจอ..

            แลเป็นพลังสถิตตัวเดียวกันกับบิดาที่แท้จริงของเธอ..

            ประมุขพรรคมารรุ่นแรก”

            ท่านหยุดนิ่ง เสียงในห้องเงียบกริบ ก่อนจะกล่าวช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ

            “ซึ่งข่าวนั้น.. มันก็แพร่ไปทั่ว..

            มันเหมือนฟ้าผ่ากลางใจชาวยุทธ

            ไม่มีใครคิดว่าบุตรสาวที่จอมปราชญ์ให้ความเมตตาเลี้ยงมา..

            กลับเป็นบุตรสาวของประมุขพรรคมาร”

            น้ำเสียงท่านขมขื่นขึ้น

            “มีคนหลายผู้จากสี่อาณาจักรแลสองดินแดนต่างวอนขอให้ท่านเจ้าคุณจอมกระบี่ต่างฆ่าสักหารเธอ

            เพื่อปลอบขวัญชาวยุทธ

            แต่ท่านเจ้าคุณไม่ยอม..

            ท่านปกป้องเธอ โดยให้สัญญาว่าจะไม่สอนปราณกระบี่ให้ เพื่อยืนยันว่าเธอจะไม่เดินทางสายเดิมกับบิดา”

             

            ข้อมูลที่ผมได้รับมาตอนนี้เรียกว่ามันอัดแน่นจนผมไม่รู้ว่าจะประมวลสิ่งที่รู้ยังไง

            ชื่อของหลี่ชิวเหมยคือชื่อใหม่ที่ผมเพิ่งรู้..

            เบื้องหลังของเธอไม่ต้องพูดถึง..

            ทั้งหมดมันใหม่เกินกว่าผมจะทันได้ตั้งตัว

            แต่ตอนนี้เรื่องที่ผมต้องใส่ใจคงมีแค่เรื่องปราณกระบี่

             

            “แล้วเหตุใดนางถึงใช้ปราณกระบี่ได้เล่าขอรับ?

            ในเมื่ออดีตเจ้าสำนักให้สัตย์ไว้แล้วว่าจะไม่สอนวิชานี้ให้แก่นาง หรือว่านางแอบเรียนรู้ด้วยตัวเอง?

            หระ..หรือมีใครแอบสอนนาง?”

            ผมนิ่งค้างไปพักใหญ่ ความรู้สึกมันเริ่มไม่ใช่แค่สงสัยธรรมดาแล้ว

            มันเหมือนคนที่เคยคิดว่ารู้จักบ้านตัวเองดีทุกตารางนิ้ว จู่ ๆ ก็มีคนเดินมาบอกว่า ใต้พื้นบ้านมีอุโมงค์ลับซ่อนอยู่ตั้งแต่รุ่นปู่

            เรื่องราวที่ผมได้ยินมันสะเทือนมากพอจะทำให้รากความเชื่อเกี่ยวกับสำนักกระบี่สี่ขุนเขาของผมสั่นคลอน

             

            ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่เหลือบมองไปทางเจ้าเมืองซุนต้าชิง

            ดวงตานิ่ง ๆ คู่นั้นสื่อบางอย่างที่แม้ไม่มีคำพูด แต่ทุกคนก็เข้าใจได้ทันที

            มีบางอย่างที่สำคัญพอจะพูดต่อหน้าคนอื่นไม่ได้

            ไม่ต้องมีคำสั่ง คนอื่นในห้องก็พยักหน้าเบา ๆ แล้วลุกทยอยออกไปทีละคน เสียงฝีเท้าเงียบกริบราวกับไม่อยากทิ้งร่องรอยว่าเคยมีคนอยู่มากกว่านี้

            ทำให้ภายในห้องพยาบาลเหลือแค่ผม โหวหวัง ท่านผู้เฒ่า และท่านเจ้าเมือง

            และบรรยากาศที่เปลี่ยนไปแบบทันที..

            ราวกับอากาศรอบตัวกลายเป็นของแข็ง เหมือนโลกหยุดหายใจเพื่อรอฟังความลับบางอย่างที่ฝังไว้ในเงามืดของยุทธภพมานานปี

             

            ท่านซุนต้าหลี่ถอนหายใจช้า ๆ แววตาหนักอึ้งเหมือนคนที่รู้ว่าคำพูดที่กำลังจะพูด จะเปลี่ยนอะไรบางอย่างไปตลอดกาล

            เขาเหลือบมองท่านเจ้าเมืองซุนเล็กน้อย ริมฝีปากขยับเล็กน้อยอย่างลังเล ก่อนที่เสียงแผ่วเบาจะหลุดออกมาจากลำคอ

            เสียงที่ไม่ได้ดัง แต่กลับหนักจนเหมือนตกลงกลางอกผมทันที

            “เฮ้อ..

            คนที่สอนปราณกระบี่ให้แม่หลี่ชิวเหมย..

            คือลูกชายอีกคนของฉัน..

            ซุนป๋ายเหยียน”

             

            ผมชะงักจนเผลอเบิกตาโพลง คิ้วกระตุกโดยอัตโนมัติแบบที่แม้แต่ตัวเองยังไม่ทันรู้ตัว

            ใจหนึ่งก็อยากจะขำว่าโลกนี้มันจะเล่นมุกอะไรอีก แต่อีกใจก็จมอยู่กับความจริงที่เพิ่งได้ยิน

            ความจริงที่แรงพอจะสั่นประสาทให้มือผมเย็นเฉียบไปทั้งฝ่ามือ

            “ท่านเจ้าสำนัก?

            คนปัจจุบัน?

            เป็นคนสอน?”

             

             

            เจ้าเมืองซุนต้าชิงมองผมด้วยสายตานิ่ง ๆ ที่ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าเขาเข้าใจดีว่าผมกำลังสับสนอยู่ขนาดไหน

            “หลานเอ๋ย.. ฟังก่อน..”

            เจ้าเมืองซุนต้าชิงเอ่ยพลางถอนหายใจเบา ๆ

            “หกกระบี่แห่งซื่อซาน รวมถึงแม่หลี่ชิวเหมย..

            พวกเขาเติบโตมาด้วยกัน พวกมันต่างรักใคร่กันเหมือนพี่น้องร่วมสายเลือดกันจริง ๆ

            เอ็งน่าจักประจักชัดแล้วจากตัวพ่อบุญธรรมของเอ็ง..

            ที่ติดตามไปปกป้องเอ็งถึงนอกทวีป”

            เขาหยุดไปชั่วอึดใจ คล้ายกำลังนึกถึงภาพวันเก่า ๆ ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงทุ้มนิ่ง

            “แม่คนนั้น..

            เธอเป็นเหมือนน้องสาวคนเล็กของพวกเขา..

            เปรียบดั่งบุปผาช่องามท่ามกลางป่าไม้

            แม้นแต่น้องชายของฉัน.. พ่อป๋ายเหยียน..

            มันก็เอ็นดูเธอไม่ต่างจากน้องสาวแท้ ๆ

            ระยะเวลาต่างหล่อหลอมให้พวกมันทั้งเจ็ดคนเกิดความผูกพันธ์แน่นแฟ้น ปานประหนึ่งเกิดมาร่วมชายคา..

            จักมิให้รู้สึกเอ็นดูแลสงสารแม่ชิวเหมยก็ยากอยู่..”

            ท่านเจ้าเมืองเบือนหน้ามองต่ำเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ

            “ซ้ำ..

            ตำแหน่งศิษย์ก้นกุฏิที่พ่อป๋ายเหยียนได้มา ก็เกิดจากคำสัตย์สาบานของท่านเจ้าคุณจอมกระบี่

            สุดท้ายมันเลยแอบสอนปราณกระบี่ให้เธอ โดยไม่ให้ท่านเจ้าคุณจอมปราชญ์รู้

            ด้วยหวังแค่ว่า..

            แม่ชิวเหมยนั่นจะได้มีวิชาป้องกันตัว..

            แลเพื่อระบายความรู้สึกผิดข้างในอกก็แค่นั้นเอง..

            มันไม่ได้คิดว่าเรื่องจะเลยเถิดไปไกลขนาดนี้”

             

            “แล้วทำไมนางถึงกลายเป็นประมุขพรรคมารไปได้ล่ะครับ?”

            ผมถามออกไปทันที เสียงอาจจะดังไปหน่อยเพราะยังไม่หายงง

            “ในเมื่อเป็นถึงลูกบุญธรรมของอดีตเจ้าสำนัก

            แถมได้รับความรักจากพวกหกกระบี่ฯ เหมือนเป็นน้องแท้ ๆ”

            ผมส่ายหัวช้า ๆ

            ความคิดในหัวมันตีกันยุ่งยิ่งกว่ากระดาษโน้ตบนโต๊ะอาจารย์ใหญ่

            ผมมีเชื่อแบบเดียวกับท่านจอมปราชญ์ฯ

            ผมเชื่อว่าเด็กคือผ้าขาว ถ้าได้โตมาในสภาพแวดล้อมที่ดี ได้รับความรัก ได้รับการสั่งสอนที่ถูกต้อง มันก็ควรจะโตมาเป็นคนดี ไม่ใช่เหรอ?

            แต่กับหลี่ชิวเหมยนั่น..

            ทุกอย่างมันกลับหัวกลับหางจนผมเริ่มไม่แน่ใจว่าความเชื่อนั้นยังใช้ได้อยู่หรือเปล่า

            หรือโลกมันอาจไม่ได้มีแค่ดินดี ปุ๋ยดี แล้วจะทำให้ปลูกได้ดอกไม้สวย ๆ เสมอไปก็ได้

             

            เจ้าเมืองซุนต้าชิงถอนหายใจอีกครั้ง ยาวและเงียบอย่างกับจะปล่อยทุกอย่างออกมาพร้อมลมที่พ่นผ่านไรฟัน

            เสียงนั้นมันเหมือนกับว่าเขายอมรับ..

            ยอมรับความจริงอะไรบางอย่างเข้าแล้ว โดยที่ไม่อยากพูดมันออกมาสักนิด

            “ตอนแรกแม่ชิวเหมยก็ดูดี..

            เธอใช้ความดีของตัวเองพิสูจน์ตัวตนให้ยุทธภพยอมรับ แม้นจักมีคนคอยตั้งคำถามเรื่องชาติกำเนิดของเธอ

            แต่เธอก็ใช้ทั้งฝีมือ ทั้งคุณธรรม ปราบพรรคมาร สร้างคุณูปการจนผู้คนเหล่านั้นเงียบเสียงไป

            ถึงขนาดมีอยู่ช่วงนึง..

            เธอถึงกับถูกเรียกหาว่า 'กระบี่เล่มที่เจ็ดแห่งซื่อซาน' เลยด้วยซ้ำ

            เป็นหน้าเป็นตาของสำนัก..

            เป็นความภูมิใจของท่านเจ้าคุณจอมปราชญ์..

            แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป..

            เพราะเธอดันไปหลงรักคนที่ไม่สมควรรัก..”

            เจ้าเมืองซุนต้าชิงยกมือขึ้นลูบหน้าผากอย่างหนักหน่วง เหมือนพยายามไล่ภาพอดีตที่ยังคงติดตา ที่ล้างเท่าไหร่ก็ไม่หาย

            “แม่ชิวเหมย.. เธอดันไปตกหลุมรักพ่อป๋ายเหยียน..

            แต่น้องชายของฉันกลับมองเธอแค่เป็นน้องสาว..

            มองเป็นคนในครอบครัว..

            ไม่เคยคิดเกินเลยกับแม่ชิวเหมยเลยแม้แต่น้อย

            แต่เธอไม่ยอมเข้าใจ..

            ถึงขั้นทำผิดพลาดครั้งใหญ่..

            จนเธอถลำลึกเกินกว่าจะแก้ตัวได้..

            สุดท้าย..

            เธอ-!”

             

            “พอแล้วลูกต้าชิง..

            ส่วนเรื่องที่เหลือ..

            มันควรถูกฝังไปกับอดีต มันไม่ใช่อะไรที่ควรเอามาพูดอีกในเวลานี้”

            ท่านผู้เฒ่าวานรพลันเอ่ยห้ามขึ้นมา ก่อนหันมามองผมเต็มตา

            แววตานั้นจริงจังแบบที่ผมรู้สึกได้ว่าคนตรงหน้าไม่ได้พูดเล่นเลยแม้แต่นิด

            “เอาเป็นว่า..

            เพราะลูกชายฉันไม่รับรักเธอ..

            ความรักมันเลยกลายเป็นความแค้น แลจากนั้นเธอก็เริ่มคิดจะล้มสำนักสี่ขุนเขา..

            จะว่าไปตอนนี้ก็ไม่แน่ว่าคนที่ใช้ปราณกระบี่จะมีแค่เธอคนเดียวฤๅไม่..

            พรรคมารอาจได้วิชานี้ไปจากเธอก็เป็นไปได้ เพราะความแค้นที่ฝังลึก”

            ท่านซุนต้าหลี่พูดพลางเบนสายตามองไปที่โหวหวังทีหนึ่งก่อนจะหันกลับมามองผม

            สายตาที่เขามองยังดูจริงจังเหมือนเดิม..

            แต่ก็แฝงแววเป็นห่วงเอาไว้ในนั้น

            “ส่วนไอ้หนุ่มคิมนั้น..

            ฉันก็ยังไม่แน่ใจว่ามันได้วิชานี้มาจากไหน อาจจะเป็นศิษย์ลับ ๆ ของหนึ่งในหกกระบี่รุ่นปัจจุบัน

            ฤๅไม่..

            ก็อาจเป็นพวกพรรคมารที่สอนมัน

            เพราะตอนนี้แม่ชิวเหมยเป็นประมุขพรรคมารฯ

            การที่เธอจักสอนปราณกระบี่ให้คนพรรคมารฯ ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้

            แต่หากให้ฉันชี้ขาดในยามนี้..

            ดูจากจิตสังหารของมันแล้ว..

            ก็มีสิทธิ์เป็นอย่างยิ่งที่พ่อหนุ่มคิมจักเป็นคนจากพรรคมาร”

            เสียงของท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ตอนพูดประโยคสุดท้ายหนักแน่นจนผมรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมใส่ทั้งห้อง

             

            ใจผมนี่สะเทือนวูบเหมือนโดนชกเข้าเต็มอก

            ความจริงที่ได้ยินมันเล่นเอาหงายเงิบ ทุกอย่างที่ผมเคยรู้ เคยเข้าใจมา กลับกลายเป็นตรงข้ามไปหมด

            สายตาผมนี่ตื่นเต็มสองข้างทันที รู้ตัวเลยว่าไอ้การเจอกับคิมบีโฮในวันพรุ่งนี้ จากคิดว่ายากอยู่แล้ว มันกลับทำให้รู้สึกยากเข็ญเข้าไปอีก

            แล้วถ้าคิมบีโฮมันเป็นคนของพรรคมารจริง ๆ แถมยังได้รับการฝึกจากหลี่ชิวเหมยด้วยล่ะก็..

            ก็มีสิทธิ์ที่ผมจะเป็นเป้าหมายของคนพรรคมารฯ ด้วยเหมือนกัน

            ผมนี่รู้สึกเหมือนโดนคลุกอยู่ในความคิดกลุ้ม ๆ ความกลัว ความสงสัย ความตั้งใจ มันมาปนกันมั่วไปหมดในหัว

             

            แต่ในตอนที่ผมยังจมอยู่กับความคิดวุ่น ๆ ที่มันไหลเข้ามาในหัวไม่หยุด

            ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังแบบที่ฟังแล้วรู้เลยว่าแกไม่ได้พูดเล่น

            “อย่างไรเสีย..

            การที่เอ็งสอนปราณกระบี่ให้หลานชายของฉัน ซึ่งเป็นวิชาที่ล้ำค่าแลหาได้ยาก

            ฉันก็ควรจะตอบแทนเอ็ง”

            ท่านพูดเฒ่าวานรพูดพลางวางมือบนไหล่ของผม

            “วันนี้.. ฉันจะสอนเอ็งเรื่องปราณธาตุแลการผสานธาตุปราณ..

            จักช่วยชี้แนะเอ็ง.. ให้เอ็งสามารถเข้าใจถ่องแท้ถึงสิ่งที่เอ็งสงสัย

            อย่างน้อย ๆ แม้นฉันไม่มั่นใจว่าเอ็งจักชนะพ่อหนุ่มสกุลคิมฤๅไม่

            แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันมั่นใจ..

            ว่าเอ็งต้องสูสีกับมันแน่..!”

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน