สิ่งที่โหวหวังพูด.. มันทำให้สมองของผมรวนจนไม่รู้จะพูดอะไรได้อีก
ปราณกระบี่สำนักกระบี่สี่ขุนเขาคืออะไร?
มันคือปราณกระบี่ที่ทำให้สำนักสี่กระบี่ขุนเขาคือสำนักอันดับหนึ่ง แถมยังเป็นวิชาที่อนุญาตสืบทอดให้เฉพาะศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักทั้งหกคนเท่านั้น! ซึ่งทั้งหกคนจะถูกเรียกหาว่า หกกระบี่แห่งซื่อซาน
การที่อยู่ ๆ บอกมีคนอื่นนอกจากคนที่ได้รับอนุญาตให้ฝึกนี่มันอะไรกัน!
และจริงอยู่ว่าผมเองก็ถือเป็นคนที่ฝ่าฝืนกฎ..
แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเป็นศิษย์ของสำนัก เป็นลูกของอาป๊า เป็นลูกบุญธรรมของยี่ฟู่
แล้วจริงอีกที่ผมสอนวิชานี้ให้โหวหวัง
แต่โหวหวังมันคือศิษย์สำนักกระบี่สี่ขุนเขา แถมยังเป็นหลานชายสายตรงของเจ้าสำนักคนปัจจุบัน
แต่คิมบีโฮมันคือใคร?
ทำไมมันถึงได้มีปราณกระบี่ของสำนักติดตัวได้?
มันโคตรเป็นอะไรที่ไม่เข้ากันเลย
“ปะ..เป็นไปได้อย่างไร?
เป็นไปได้อย่างไรที่คิมบีโฮจะใช้ปราณกระบี่ของสำนักพวกเราได้?”
ผมถามออกไปเพื่อขอความกระจ่างชัดจากโหวหวัง
แต่หมอนั่น.. ฝ่ายนั้นกลับมองมาด้วยสายตาแน่วแน่
“ฉันฝึกและเห็นเอ็งใช้ปราณกระบี่มากว่าครึ่งปี..
มีฤๅที่ฉันจักมองพลาด?”
โหวหวังตอบด้วยเสียงที่หนักแน่นเกินกว่าผมจะคาดเอาไว้
ซึ่งจริง ๆ มันก็ไม่น่าจะมองผิดหรอก เพราะมันก็สำเร็จปราณกระบี่ขั้นที่หนึ่งไปแล้ว
มันไม่มีทางมองพลาดได้
แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่อาจยอมรับได้
“เป็นไปไม่ได้!
เท่าที่ข้ารู้ คนที่เป็นปราณกระบี่สำนักสี่ขุนเขานั้นมีเพียงเก้าคน คือเจ้ากับข้า
นอกจากนั้นก็คือหกกระบี่แห่งซื่อซานรวมถึงอดีตเจ้าสำนัก!
และเท่าที่ข้ารู้ เจ้าสำนักรุ่นปัจจุบันยังมิได้ทำการเปิดรับศิษย์สายตรง หกกระบี่ฯ คนอื่น ๆ ก็มิน่าจักสอนคนอื่น..
ยกเว้นแต่เป็น 'หกกระบี่แห่งซื่อซาน' รุ่นก่อนเท่านั้นที่ข้าพอจักนึกออก!”
ผมพยายามเอาข้อมูลทั้งหมดในหัวมาต่อเรียงกันเหมือนคนกำลังงมหาชิ้นส่วนจากความโกลาหลแห่งความว่างเปล่า แล้วหวังว่าจะได้ภาพปริศนาแบบในหนังสือเรียน
แต่เรื่องที่ผมกำลังคิดอยู่ตอนนี้ มันเกินขีดของคำว่า 'เหลือเชื่อ' ไปไกลมาก
แล้วก็ไม่มีอะไร 'ง่าย' เลยสักนิด
โดยเฉพาะที่ผมเป็นคนจากต่างทวีป
ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ส่ายหน้าช้า ๆ ราวกับกำลังชั่งใจระหว่าง 'จะพูดดี' หรือ 'จะเก็บไว้ให้กลืนลงคอไปตลอดชีวิตดี'
“หกกระบี่แห่งซื่อซานรุ่นก่อนล้วนแล้วแต่เสียสละตนเองในศึกกับคนพรรคมารฯ เมื่อครั้งก่อนไปจนหมด..
จักเหลือก็คงเหลือแค่ท่านเจ้าคุณจอมปราชญ์กระบี่ฟ้าแต่เพียงผู้เดียว”
แววตาของท่านหนักอึ้งจนผมนึกว่าใครเอาก้อนหินไปถ่วงในลูกตาไว้ในตอนที่เขาเล่า สีหน้าก็เคร่งขรึมจนดูไม่ออกว่ากำลังโกรธ เศร้า หรือเหนื่อยกับโลกนี้กันแน่
“แต่ยังมีอีกคนผู้หนึ่งที่เอ็งอาจไม่รู้ฤๅมองข้ามไป..”
ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่เงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังกลั่นกรองชื่อที่ถ้าพูดออกมาแล้ว จะไม่มีทางเอากลับคืนได้
แต่สุดท้ายก็เหมือนท่านเอ่ยออกมา.. เสียงเบา.. แต่กลับกระแทกใจผมราวกับระฆังใหญ่ถูกตีในห้องแคบ ๆ
“เธอมีนามว่า หลี่ ชิวเหมย ประมุขพรรคมารราตรีค้ำฟ้ารุ่นปัจจุบัน”
ผมชะงักไปชั่วอึดใจ ก่อนเบิกตากว้างโดยอัตโนมัติ
“หลี่ชิวเหมย?”
ผมพึมพำออกมาเบา ๆ ก่อนจะถามต่อโดยไม่ได้กลั่นกรองเลยสักนิด
“นางคือใคร? ท่านพ่อบุญธรรมไม่เคยเล่าเรื่องสตรีผู้นั้นให้ข้าฟังเลย
แล้วนางเกี่ยวข้องอะไรกับสำนักสี่ขุนเขา? แล้วไปกลายเป็นประมุขพรรคมารได้ยังไง?”
คำถามมันพรั่งพรูออกมาราวกับเขื่อนแตก
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าประตูไม้โบราณหลังหนึ่ง หนา ทึบ และมีกลิ่นความลับโชยออกมาแบบไม่ปิดบัง
ท่านผู้เฒ่าวานรถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ยาวเสียจนผมนึกว่าท่านจะปล่อยปราณออกมาพร้อมกับพลังชีวิต
เสียงลมหายใจนั้นไม่ใช่แค่เหนื่อย แต่มันเต็มไปด้วยความหนักหน่วง เหมือนคนที่เคยเห็นโลกถล่มมาแล้วหลายรอบ
ดวงตาท่านยังคงจ้องตรงไปข้างหน้า แต่ไม่ได้โฟกัสอะไรชัด
เหมือนคนที่กำลังมองทะลุกำแพงห้องนี้ออกไปยังอดีตที่ไม่มีใครเรียกให้ย้อนกลับมาได้อีก
“เฮ้อ..”
ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ถอนหายใจพลางก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อด้วยเสียงแผ่วต่ำ
“เรื่องนี้..
มันควรถูกฝังไว้ในเงามืดยุทธภพ..
ไม่มีใครอยากพูดถึง..
และน้อยคนจักรู้ความจริง”
ท่านเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาผม
“แม่หลี่ชิวเหมย..
เธอคือลูกสาวบุญธรรมของหลี่จงหมิง ท่านเจ้าคุณเจ้าสำนักรุ่นก่อน..
ท่านรับเลี้ยงนางตั้งแต่ยังเด็ก เพราะเชื่อว่านางบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ไม่เกี่ยวข้องกับบิดาผู้ให้กำเนิด”
ท่านหยุดพูด พลางบีบมือเข้าหากันแน่น
“ท่านเจ้าคุณจอมปราชญ์เลี้ยงเธอด้วยความรัก หวังให้เธอเติบโตเป็นความหวังของสำนัก
แต่โชคชะตา..
มันกลับเล่นตลก”
ท่านส่ายหน้าเบา ๆ
“วันปลุกพลังสถิตร่าง..
เธอกลับปลุกได้พลังสถิตของจิ้งจอกเก้าหาง..
ราชินีแห่งนักษัตรปีจอ..
แลเป็นพลังสถิตตัวเดียวกันกับบิดาที่แท้จริงของเธอ..
ประมุขพรรคมารรุ่นแรก”
ท่านหยุดนิ่ง เสียงในห้องเงียบกริบ ก่อนจะกล่าวช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ
“ซึ่งข่าวนั้น.. มันก็แพร่ไปทั่ว..
มันเหมือนฟ้าผ่ากลางใจชาวยุทธ
ไม่มีใครคิดว่าบุตรสาวที่จอมปราชญ์ให้ความเมตตาเลี้ยงมา..
กลับเป็นบุตรสาวของประมุขพรรคมาร”
น้ำเสียงท่านขมขื่นขึ้น
“มีคนหลายผู้จากสี่อาณาจักรแลสองดินแดนต่างวอนขอให้ท่านเจ้าคุณจอมกระบี่ต่างฆ่าสักหารเธอ
เพื่อปลอบขวัญชาวยุทธ
แต่ท่านเจ้าคุณไม่ยอม..
ท่านปกป้องเธอ โดยให้สัญญาว่าจะไม่สอนปราณกระบี่ให้ เพื่อยืนยันว่าเธอจะไม่เดินทางสายเดิมกับบิดา”
ข้อมูลที่ผมได้รับมาตอนนี้เรียกว่ามันอัดแน่นจนผมไม่รู้ว่าจะประมวลสิ่งที่รู้ยังไง
ชื่อของหลี่ชิวเหมยคือชื่อใหม่ที่ผมเพิ่งรู้..
เบื้องหลังของเธอไม่ต้องพูดถึง..
ทั้งหมดมันใหม่เกินกว่าผมจะทันได้ตั้งตัว
แต่ตอนนี้เรื่องที่ผมต้องใส่ใจคงมีแค่เรื่องปราณกระบี่
“แล้วเหตุใดนางถึงใช้ปราณกระบี่ได้เล่าขอรับ?
ในเมื่ออดีตเจ้าสำนักให้สัตย์ไว้แล้วว่าจะไม่สอนวิชานี้ให้แก่นาง หรือว่านางแอบเรียนรู้ด้วยตัวเอง?
หระ..หรือมีใครแอบสอนนาง?”
ผมนิ่งค้างไปพักใหญ่ ความรู้สึกมันเริ่มไม่ใช่แค่สงสัยธรรมดาแล้ว
มันเหมือนคนที่เคยคิดว่ารู้จักบ้านตัวเองดีทุกตารางนิ้ว จู่ ๆ ก็มีคนเดินมาบอกว่า ใต้พื้นบ้านมีอุโมงค์ลับซ่อนอยู่ตั้งแต่รุ่นปู่
เรื่องราวที่ผมได้ยินมันสะเทือนมากพอจะทำให้รากความเชื่อเกี่ยวกับสำนักกระบี่สี่ขุนเขาของผมสั่นคลอน
ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่เหลือบมองไปทางเจ้าเมืองซุนต้าชิง
ดวงตานิ่ง ๆ คู่นั้นสื่อบางอย่างที่แม้ไม่มีคำพูด แต่ทุกคนก็เข้าใจได้ทันที
มีบางอย่างที่สำคัญพอจะพูดต่อหน้าคนอื่นไม่ได้
ไม่ต้องมีคำสั่ง คนอื่นในห้องก็พยักหน้าเบา ๆ แล้วลุกทยอยออกไปทีละคน เสียงฝีเท้าเงียบกริบราวกับไม่อยากทิ้งร่องรอยว่าเคยมีคนอยู่มากกว่านี้
ทำให้ภายในห้องพยาบาลเหลือแค่ผม โหวหวัง ท่านผู้เฒ่า และท่านเจ้าเมือง
และบรรยากาศที่เปลี่ยนไปแบบทันที..
ราวกับอากาศรอบตัวกลายเป็นของแข็ง เหมือนโลกหยุดหายใจเพื่อรอฟังความลับบางอย่างที่ฝังไว้ในเงามืดของยุทธภพมานานปี
ท่านซุนต้าหลี่ถอนหายใจช้า ๆ แววตาหนักอึ้งเหมือนคนที่รู้ว่าคำพูดที่กำลังจะพูด จะเปลี่ยนอะไรบางอย่างไปตลอดกาล
เขาเหลือบมองท่านเจ้าเมืองซุนเล็กน้อย ริมฝีปากขยับเล็กน้อยอย่างลังเล ก่อนที่เสียงแผ่วเบาจะหลุดออกมาจากลำคอ
เสียงที่ไม่ได้ดัง แต่กลับหนักจนเหมือนตกลงกลางอกผมทันที
“เฮ้อ..
คนที่สอนปราณกระบี่ให้แม่หลี่ชิวเหมย..
คือลูกชายอีกคนของฉัน..
ซุนป๋ายเหยียน”
ผมชะงักจนเผลอเบิกตาโพลง คิ้วกระตุกโดยอัตโนมัติแบบที่แม้แต่ตัวเองยังไม่ทันรู้ตัว
ใจหนึ่งก็อยากจะขำว่าโลกนี้มันจะเล่นมุกอะไรอีก แต่อีกใจก็จมอยู่กับความจริงที่เพิ่งได้ยิน
ความจริงที่แรงพอจะสั่นประสาทให้มือผมเย็นเฉียบไปทั้งฝ่ามือ
“ท่านเจ้าสำนัก?
คนปัจจุบัน?
เป็นคนสอน?”
เจ้าเมืองซุนต้าชิงมองผมด้วยสายตานิ่ง ๆ ที่ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าเขาเข้าใจดีว่าผมกำลังสับสนอยู่ขนาดไหน
“หลานเอ๋ย.. ฟังก่อน..”
เจ้าเมืองซุนต้าชิงเอ่ยพลางถอนหายใจเบา ๆ
“หกกระบี่แห่งซื่อซาน รวมถึงแม่หลี่ชิวเหมย..
พวกเขาเติบโตมาด้วยกัน พวกมันต่างรักใคร่กันเหมือนพี่น้องร่วมสายเลือดกันจริง ๆ
เอ็งน่าจักประจักชัดแล้วจากตัวพ่อบุญธรรมของเอ็ง..
ที่ติดตามไปปกป้องเอ็งถึงนอกทวีป”
เขาหยุดไปชั่วอึดใจ คล้ายกำลังนึกถึงภาพวันเก่า ๆ ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงทุ้มนิ่ง
“แม่คนนั้น..
เธอเป็นเหมือนน้องสาวคนเล็กของพวกเขา..
เปรียบดั่งบุปผาช่องามท่ามกลางป่าไม้
แม้นแต่น้องชายของฉัน.. พ่อป๋ายเหยียน..
มันก็เอ็นดูเธอไม่ต่างจากน้องสาวแท้ ๆ
ระยะเวลาต่างหล่อหลอมให้พวกมันทั้งเจ็ดคนเกิดความผูกพันธ์แน่นแฟ้น ปานประหนึ่งเกิดมาร่วมชายคา..
จักมิให้รู้สึกเอ็นดูแลสงสารแม่ชิวเหมยก็ยากอยู่..”
ท่านเจ้าเมืองเบือนหน้ามองต่ำเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ
“ซ้ำ..
ตำแหน่งศิษย์ก้นกุฏิที่พ่อป๋ายเหยียนได้มา ก็เกิดจากคำสัตย์สาบานของท่านเจ้าคุณจอมกระบี่
สุดท้ายมันเลยแอบสอนปราณกระบี่ให้เธอ โดยไม่ให้ท่านเจ้าคุณจอมปราชญ์รู้
ด้วยหวังแค่ว่า..
แม่ชิวเหมยนั่นจะได้มีวิชาป้องกันตัว..
แลเพื่อระบายความรู้สึกผิดข้างในอกก็แค่นั้นเอง..
มันไม่ได้คิดว่าเรื่องจะเลยเถิดไปไกลขนาดนี้”
“แล้วทำไมนางถึงกลายเป็นประมุขพรรคมารไปได้ล่ะครับ?”
ผมถามออกไปทันที เสียงอาจจะดังไปหน่อยเพราะยังไม่หายงง
“ในเมื่อเป็นถึงลูกบุญธรรมของอดีตเจ้าสำนัก
แถมได้รับความรักจากพวกหกกระบี่ฯ เหมือนเป็นน้องแท้ ๆ”
ผมส่ายหัวช้า ๆ
ความคิดในหัวมันตีกันยุ่งยิ่งกว่ากระดาษโน้ตบนโต๊ะอาจารย์ใหญ่
ผมมีเชื่อแบบเดียวกับท่านจอมปราชญ์ฯ
ผมเชื่อว่าเด็กคือผ้าขาว ถ้าได้โตมาในสภาพแวดล้อมที่ดี ได้รับความรัก ได้รับการสั่งสอนที่ถูกต้อง มันก็ควรจะโตมาเป็นคนดี ไม่ใช่เหรอ?
แต่กับหลี่ชิวเหมยนั่น..
ทุกอย่างมันกลับหัวกลับหางจนผมเริ่มไม่แน่ใจว่าความเชื่อนั้นยังใช้ได้อยู่หรือเปล่า
หรือโลกมันอาจไม่ได้มีแค่ดินดี ปุ๋ยดี แล้วจะทำให้ปลูกได้ดอกไม้สวย ๆ เสมอไปก็ได้
เจ้าเมืองซุนต้าชิงถอนหายใจอีกครั้ง ยาวและเงียบอย่างกับจะปล่อยทุกอย่างออกมาพร้อมลมที่พ่นผ่านไรฟัน
เสียงนั้นมันเหมือนกับว่าเขายอมรับ..
ยอมรับความจริงอะไรบางอย่างเข้าแล้ว โดยที่ไม่อยากพูดมันออกมาสักนิด
“ตอนแรกแม่ชิวเหมยก็ดูดี..
เธอใช้ความดีของตัวเองพิสูจน์ตัวตนให้ยุทธภพยอมรับ แม้นจักมีคนคอยตั้งคำถามเรื่องชาติกำเนิดของเธอ
แต่เธอก็ใช้ทั้งฝีมือ ทั้งคุณธรรม ปราบพรรคมาร สร้างคุณูปการจนผู้คนเหล่านั้นเงียบเสียงไป
ถึงขนาดมีอยู่ช่วงนึง..
เธอถึงกับถูกเรียกหาว่า 'กระบี่เล่มที่เจ็ดแห่งซื่อซาน' เลยด้วยซ้ำ
เป็นหน้าเป็นตาของสำนัก..
เป็นความภูมิใจของท่านเจ้าคุณจอมปราชญ์..
แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป..
เพราะเธอดันไปหลงรักคนที่ไม่สมควรรัก..”
เจ้าเมืองซุนต้าชิงยกมือขึ้นลูบหน้าผากอย่างหนักหน่วง เหมือนพยายามไล่ภาพอดีตที่ยังคงติดตา ที่ล้างเท่าไหร่ก็ไม่หาย
“แม่ชิวเหมย.. เธอดันไปตกหลุมรักพ่อป๋ายเหยียน..
แต่น้องชายของฉันกลับมองเธอแค่เป็นน้องสาว..
มองเป็นคนในครอบครัว..
ไม่เคยคิดเกินเลยกับแม่ชิวเหมยเลยแม้แต่น้อย
แต่เธอไม่ยอมเข้าใจ..
ถึงขั้นทำผิดพลาดครั้งใหญ่..
จนเธอถลำลึกเกินกว่าจะแก้ตัวได้..
สุดท้าย..
เธอ-!”
“พอแล้วลูกต้าชิง..
ส่วนเรื่องที่เหลือ..
มันควรถูกฝังไปกับอดีต มันไม่ใช่อะไรที่ควรเอามาพูดอีกในเวลานี้”
ท่านผู้เฒ่าวานรพลันเอ่ยห้ามขึ้นมา ก่อนหันมามองผมเต็มตา
แววตานั้นจริงจังแบบที่ผมรู้สึกได้ว่าคนตรงหน้าไม่ได้พูดเล่นเลยแม้แต่นิด
“เอาเป็นว่า..
เพราะลูกชายฉันไม่รับรักเธอ..
ความรักมันเลยกลายเป็นความแค้น แลจากนั้นเธอก็เริ่มคิดจะล้มสำนักสี่ขุนเขา..
จะว่าไปตอนนี้ก็ไม่แน่ว่าคนที่ใช้ปราณกระบี่จะมีแค่เธอคนเดียวฤๅไม่..
พรรคมารอาจได้วิชานี้ไปจากเธอก็เป็นไปได้ เพราะความแค้นที่ฝังลึก”
ท่านซุนต้าหลี่พูดพลางเบนสายตามองไปที่โหวหวังทีหนึ่งก่อนจะหันกลับมามองผม
สายตาที่เขามองยังดูจริงจังเหมือนเดิม..
แต่ก็แฝงแววเป็นห่วงเอาไว้ในนั้น
“ส่วนไอ้หนุ่มคิมนั้น..
ฉันก็ยังไม่แน่ใจว่ามันได้วิชานี้มาจากไหน อาจจะเป็นศิษย์ลับ ๆ ของหนึ่งในหกกระบี่รุ่นปัจจุบัน
ฤๅไม่..
ก็อาจเป็นพวกพรรคมารที่สอนมัน
เพราะตอนนี้แม่ชิวเหมยเป็นประมุขพรรคมารฯ
การที่เธอจักสอนปราณกระบี่ให้คนพรรคมารฯ ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้
แต่หากให้ฉันชี้ขาดในยามนี้..
ดูจากจิตสังหารของมันแล้ว..
ก็มีสิทธิ์เป็นอย่างยิ่งที่พ่อหนุ่มคิมจักเป็นคนจากพรรคมาร”
เสียงของท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ตอนพูดประโยคสุดท้ายหนักแน่นจนผมรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมใส่ทั้งห้อง
ใจผมนี่สะเทือนวูบเหมือนโดนชกเข้าเต็มอก
ความจริงที่ได้ยินมันเล่นเอาหงายเงิบ ทุกอย่างที่ผมเคยรู้ เคยเข้าใจมา กลับกลายเป็นตรงข้ามไปหมด
สายตาผมนี่ตื่นเต็มสองข้างทันที รู้ตัวเลยว่าไอ้การเจอกับคิมบีโฮในวันพรุ่งนี้ จากคิดว่ายากอยู่แล้ว มันกลับทำให้รู้สึกยากเข็ญเข้าไปอีก
แล้วถ้าคิมบีโฮมันเป็นคนของพรรคมารจริง ๆ แถมยังได้รับการฝึกจากหลี่ชิวเหมยด้วยล่ะก็..
ก็มีสิทธิ์ที่ผมจะเป็นเป้าหมายของคนพรรคมารฯ ด้วยเหมือนกัน
ผมนี่รู้สึกเหมือนโดนคลุกอยู่ในความคิดกลุ้ม ๆ ความกลัว ความสงสัย ความตั้งใจ มันมาปนกันมั่วไปหมดในหัว
แต่ในตอนที่ผมยังจมอยู่กับความคิดวุ่น ๆ ที่มันไหลเข้ามาในหัวไม่หยุด
ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังแบบที่ฟังแล้วรู้เลยว่าแกไม่ได้พูดเล่น
“อย่างไรเสีย..
การที่เอ็งสอนปราณกระบี่ให้หลานชายของฉัน ซึ่งเป็นวิชาที่ล้ำค่าแลหาได้ยาก
ฉันก็ควรจะตอบแทนเอ็ง”
ท่านพูดเฒ่าวานรพูดพลางวางมือบนไหล่ของผม
“วันนี้.. ฉันจะสอนเอ็งเรื่องปราณธาตุแลการผสานธาตุปราณ..
จักช่วยชี้แนะเอ็ง.. ให้เอ็งสามารถเข้าใจถ่องแท้ถึงสิ่งที่เอ็งสงสัย
อย่างน้อย ๆ แม้นฉันไม่มั่นใจว่าเอ็งจักชนะพ่อหนุ่มสกุลคิมฤๅไม่
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันมั่นใจ..
ว่าเอ็งต้องสูสีกับมันแน่..!”