ตอนที่ 63:ภาพวาดแดนขจี
“ท่านเคยสอนให้วาดภาพจากสีทั้งห้า
และโทนสีที่หาได้ยาก
สีสันที่เน้นย้ำอยู่เสมอ
คือเขียวขจีที่ขาดไม่ได้...”
R&B ? แร็ปเปอร์?
เพลงนี้ยังเพิ่มส่วนของแร็ปเปอร์เข้าไปอีกด้วย
ต้องรู้ก่อนว่าโลกใบนี้ เพลงแร็ปต่างก็อยู่ในอาณาเขตของคนผิวดำไม่ว่าจะเป็นนักร้องยุโรปอเมริกาหรือเอเชีย แม้ว่าจะมีนักร้องแร็ปเปอร์มากมายแต่ในตอนนี้ส่วนของท่อนแร็ปในบทเพลงนี้ ดูไม่เลวเลย มันสดใส รื่นหู และยังคล่องปากทุกคนในห้อง VIP ต่างก็พยักหน้าคล้อยตามทำนองเพลงโดยไม่รู้ตัว
“ใครเล่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้
สายธาราที่บรรจบกันบนภาพวาด...”
ทันใดนั้นเสียงผู้ชายก็เปลี่ยนเป็นเสียงผู้หญิง ทุกคนต่างพากันชาวาบ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“เยี่ยม ! ”หลี่อ้ายกังกำหมัดแน่น จากนั้นก็ตะโกนโห่ร้องออกไปด้วยความพอใจ
ความรู้สึกแบบนี้มันอบอวลไปด้วยสไตล์ความเป็นจีน ในขณะที่กำลังเสพสุขกับดนตรีนั้นก็ยังได้ประกาศวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีนออกไป สิ่งที่เขาต้องการคือความรู้สึกนี้เหมือนกับเซลล์ทั่วทั้งร่างกายต่างพากันกำลังกระโดดโลดเต้น
ความรู้สึกของไป่เหลียนเฉิงนั้นเด่นชัดมากถึงอย่างไรเพลง ‘กุ้ยเฟยเมามาย’พูดได้ว่าเป็นเพลงที่ดัดเสียงเป็นผู้หญิงได้ยอดเยี่ยมที่สุด เพลงนี้ให้ชีวิตเขาให้โอกาสเขาได้เดินตามความฝันที่ปรารถนาไว้อีกอย่างหนึ่ง
เพลงนี้เหมือนกับเพลง‘กุ้ยเฟยเมามาย’ ใช้เครื่องดนตรีคลาสสิกของจีนแบบเดียวกันมาบรรเลงประกอบเนื้อเพลงง่าย ๆ แต่กลับเล่าเรื่องความเป็นจีนต่างกันให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน
นี่สิถึงเรียกว่าเพลงจีนนี่สิถึงบ่งบอกความเป็นจีนได้อย่างชัดเจน !
“มองออกไปเห็นดินแดนสีเขียวขจี
หมึกสีเขียวยังสามารถบ่งบอกความงดงามของทิวทัศน์บนเทือกเขา
หมึกสีเขียวยังสามารถใช้เป็นอุปมาเมฆาบนท้องฟ้าและธาราที่ไหลไป
หมึกสีเขียวยังสามารถใช้เสริมแต่งเรื่องราวใหม่ๆ ในทุก ๆ ปี
หมึกสีเขียวยังสามารถใช้แยกแยะว่าถูกหรือผิด ! ”
เมื่อเล่นบรรเลงจบลงภายในห้อง VIP ต่างตกสู่ความเงียบสงัดไปชั่วขณะ
รวมทั้งหลางเวิ่นซิงที่อยู่ที่นั่นด้วยทุกคนพากันตกตะลึงและนิ่งไป
พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าความโดดเด่นของของประเทศจีนที่มากมายเหล่านี้จะสามารถมาแต่งเป็นเพลงที่สมบูรณ์แบบได้แถมท่วงทำนองก็ยังไพเราะเพราะพริ้งอีกด้วย ประกอบกับท่อนแร็ปที่ใส่เข้าไปในเพลงจึงยิ่งทำให้ทั้งเพลงผสานกันอย่างลงตัวและมีเอกลักษณ์เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นจีน
“เยี่ยมเพลงนี้เขียนออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจริง ๆ ! ”
จางหมิงห่าวเคยเป็นนักดนตรีมืออาชีพเขาจึงเข้าใจเพลงนี้อย่างสมบูรณ์ “เก่งเกินไปแล้วไม่เพียงแต่หยิบยกเครื่องดนตรีสุดคลาสสิกของจีนมาใช้ในการบรรเลงเท่านั้นแม้แต่เนื้อเพลงก็ยังเขียนออกมาเป็นภาพวาดตามประเพณีจีนได้อย่างสมบูรณ์รวมทั้งน้ำหมึก การลงสี...”
ในใจของหลี่อ้ายกังตื่นเต้นจนไม่อาจควบคุมได้ เขาจึงพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “ทำนองเพลงไม่เพียงแต่จะผสานแนวR&B แล้ว ยังทำให้เปิดประสบการณ์ใหม่จากเสียงผู้ชายกลายเป็นเสียงผู้หญิงอันงดงามและไพเราะ !ผสมผสานกับความทันสมัยและประเพณีดั้งเดิมได้อย่างลงตัว มันน่าทึ่งจริง ๆ ! ”
“แม้ว่าฉันจะไม่เข้าใจว่าพวกนายกำลังพูดอะไรแต่ขอวิจารณ์ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ เพลงนี้ยอดเยี่ยมมากจริง ๆ ! ”
หลางเวิ่นซิงไม่เข้าใจในเรื่องดนตรีสักเท่าไหร่แต่เขาก็ยังฟังออกถึงความหมายที่มีทั้งดีและไม่ดีในเพลงนี้ “เพลงนี้ เนื้อหาดีงามท่วงทำนองเบาสบาย เต็มไปด้วยสไตล์จีนอย่างเข้มข้น ! ”
“เจ้าสามเพลงนี้ใกล้เคียงกับเพลง ‘กุ้ยเฟยเมามาย’ ที่แต่งให้ฉันเลยนะ ! ”ไป่เหลียนเฉิงพูดคล้อยตาม “จริงสิ เพลงนี้มีชื่อว่าอะไร ? ”
“ภาพวาดแดนขจี! ”
เมื่อได้ยินคำพูดชื่นชมของทั้งสี่คนหลิวจือเซียจึงวางกีตาร์ลงแล้วพูดว่า
“ถึงอย่างไรก็เป็นแค่การเรียบเรียงเพียงชั่วคราวใช้โปรแกรมผสมผสาน ผลลัพธ์ของเพลงจึงยังออกมาไม่ดีนักถ้ามีการบรรเลงประกอบโดยเฉพาะ เพลงจะสามารถไต่ระดับขึ้นไปสูงอีกได้”
“แบบนี้ก็ดีมากแล้ว! ” หลี่อ้ายกังรีบพูดทันที “จือเซีย เพลง ‘ภาพวาดแดนขจี ! ’ เขียนให้ฉันจริง ๆใช่ไหม ? ”
“ใช่ ! ”หลิวจือเซียพยักหน้าพลางพูดว่า “ฉันเขียนเนื้อเพลงออกมาแล้วในตอนที่เรียบเรียงเมื่อกี้ก็ได้ลงทะเบียนลิขสิทธิ์บนเว็บไซต์สมาคมลิขสิทธิ์อีกด้วยอีกเดียวฉันจะส่งทำนองเพลงนี้ไปให้พี่ทางอีเมล”
“นี่...นี่มันคือความจริง... จือเซีย ฉันไม่รู้ว่าจะขอบคุณนายยังไงดี ! ” หลี่อ้ายกังพูดอย่างตะกุกตะกัก
“พี่กัง”หลิวจือเซียโบกมือไปมา “เรื่องเหล่านี้ต่างก็เป็นสิ่งที่ระบุเอาไว้ในสัญญาอยู่แล้วฉันแค่ทำตามสัญญา พี่ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอก”
มิตรภาพก็คือมิตรภาพธุรกิจก็ส่วนธุรกิจ
แม้ว่าจีนจะให้ความสำคัญกับสภาพสังคมแต่หลักการที่หลิวจือเซียยึดมั่นอยู่เสมอคือ มิตรภาพและธุรกิจไม่สามารถนำมารวมกันได้สิ่งที่เขาควรทำก็ต้องทำอย่างเต็มที่ สิ่งที่เขาไม่ควรทำ เขาก็จะไม่ไปสนใจ
“เยี่ยมครั้งนี้ฉันยอมรับนาย ! ” หลี่อ้ายกังพยักหน้า
“เอาล่ะอ้ายกัง คราวนี้นายได้กอบโกยเป็นกอบเป็นกำแน่ ! ” หลางเวิ่นซิงพูดต่อ “นายก็รู้นับตั้งแต่ที่จือเซียก้าวเข้ามาอยู่ในวงการเพลงการเจรจาธุรกิจครั้งแรกก็ไปได้สวยแล้ว ! ”
“เอ่อ ?ใช่หรือ ? ” ดวงตาของหลี่อ้ายกังเปล่งประกาย “งั้นฉันก็โชคดีจริง ๆ ! มา ๆเพื่อเพลงนี้ ฉันขอดื่มให้ทุกคน ! ”
“ชนแก้ว ! ”
……………………
หลังจากกินข้าวมื้อเที่ยงเสร็จงานเลี้ยงมื้อนี้ก็จบลง
หลางเวิ่นซิงก็ดึงตัวหลิวจือเซียแล้วกลับไปทำงานที่บริษัทตามปกติ
ช่วงพลบค่ำคนขับรถของหลางเวิ่นซิงก็ไปรับฮันฮันและเยว่เยว่กลับมาจากโรงเรียนอนุบาลแล้วตรงมายังบริษัท
ในตอนที่เจอกับหลิวจือเซียเด็กน้อยเหมือนกับคนคลุ้มคลั่ง โผเข้าไปกอดคอของหลิวจือเซียแล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าตื่นเต้น “คุณพ่อ คุณพ่อ คุณแม่บอกกับหนูว่าแม่มาถึงปักกิ่งแล้ว เยว่เยว่จะได้เจอคุณแม่แล้ว เยว่เยว่ดีใจที่สุดในโลกเลย ! ”
หลิวจือเซียกอดเยว่เยว่ไว้แล้วเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ได้เจอแม่ต้องดีใจขนาดนี้เลยหรือ ? พ่องอนแล้วไม่ต้องมากอดพ่อเลย รอแม่กลับมา ก็ไปกอดแม่เลย ! ”
ระหว่างที่พูดนั้นหลิวจือเซียได้ย่อตัวลง จากนั้นก็ปล่อยตัวเด็กน้อย
“ไม่เอา ๆ !” มือทั้งสองข้างของเยว่เยว่เกี่ยวกันเป็นห่วง กอดคอของหลิวจือเซียแน่น“ถ้าเจอคุณแม่ คุณพ่อไม่ดีใจหรือคะ ? ”
หลิวจือเซียตะลึงงันก่อนจะถามใจตัวเองว่า ดีใจไหม ?
หลังจากที่เพิ่มวีแชทของหลี่เมิ้งอีเข้ามาหลิวจือเซียก็ลืมเรื่องนี้ไปเลย
แต่สิ่งที่ทำให้หลิวจือเซียรู้สึกประหลาดใจหลี่เมิ้งอีมักจะส่งวีแชทมาถามไถ่สถานการณ์ของเยว่เยว่กับเขาทุกวันพวกเธอสองคนมีโทรศัพท์ไม่ใช่หรือ ? ทำไมไม่โทรหากันเองล่ะ ?
ผ่านไปสองวันหลิวจือเซียก็นึกย้อนกลับไป เขาไม่ใช่คนอีคิวต่ำรู้ว่าสิ่งที่หลี่เมิ้งอีปฏิบัติกับเขา บางทีอาจพูดได้ว่ากับเขาเธออาจจะยังมีความรู้สึกดี ๆ อยู่ก็ได้
ถึงอย่างไรร่างเดิมนี้ก็เป็นชายคนแรกของหหลี่เมิ้งอี ผู้หญิงมักจะมีความทรงจำแรก และไม่มีทางลืมได้ ยิ่งไปกว่านั้นทั้งสองคนก็ยังมีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจไว้อีกด้วย
ถ้าหลี่เมิ้งอีมีความรู้สึกต่อหลิวจือเซียก็ดูเหมือนจะพูดออกไปแล้ว
หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพักหลิวจือเซียก็รู้สึกปวดหัว เขาส่ายหน้าและพูดว่า “เอาล่ะแม่ของลูกบอกว่าพรุ่งนี้จะมาถึง แต่ลูกดีใจตั้งแต่ตอนนี้ไม่กลัวว่าคืนนี้จะนอนไม่หลับหรือ ? ”
“หึหึไม่กลัว ! ”เยว่เยว่ยิ้มตาหยี “มีนิทานของพ่ออยู่กับหนู เยว่เยว่ไม่กลัว ! ”
“เด็กเจ้าเล่ห์! ” หลิวจือเซียยิ้ม จากนั้นก็อุ้มเด็กน้อยไปยังลานจอดรถ
----------------------------------------
https://www.youtube.com/watch?v=4SFSf_cpcDY