เซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 36 :เพียงชั่วครู่ก็หัวเราะจนพอใจแล้วรึ ?

    ตอนที่ 36 :เพียงชั่วครู่ก็หัวเราะจนพอใจแล้วรึ?

     

    “ห้าวหลานเจิ้งชี่งั้นรึ ? ”

     

    หลี่เหวินโป๋หยุดพู่กันในมือลง พลางหัวเราะเจื่อน ๆก่อนที่จะบรรจงเขียนต่อไป

     

    “ในราชวงศ์ต้าเหยียนทั้งหมดนั้นมีเพียงแค่ราชนิกุลเท่านั้นจึงจะมีคุณสมบัติสืบทอดห้าวหลานเจิ้งชี่ได้เท่านั้นอีกประการหนึ่ง.....จนกระทั่งบัดนี้แล้วก็มีเพียงแค่จักรพรรดิ์เท่านั้นที่ครอบครองห้าวหลานเจิ้งชี่ผู้อื่นหามีสิทธิ์ไม่ ? ”

     

    ในใจของหลี่เหวินโป๋คิดเช่นนี้

     

    ขณะเดียวกันก็มีผู้ครอบครองพรสวรรค์แห่งฟ้าดินห้อมล้อมรอบกายทำให้หัวใจเเห่งวรรณกรรมของเขาได้รับความชุ่มชื่น จึงส่งผลให้การถ่ายทอดทางพรสวรรค์ของเขาลื่นไหลมากยิ่งขึ้น

     

    ความนิ่งสงบเข้าปกคลุมอยู่ภายในเหวินกง1และแผ่ขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง

     

    ทั้งหมดล้วนแล้วต่างกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี

     

    การอ่านตำราหนังสือ บรรจงเขียนคัดบทกวีและบทความจึงจะสามารถเพิ่มพูนทักษะด้านวรรณกรรมและเพิ่มพลังพรสวรรค์ได้

     

    การประพันธ์บทกวีนั้นนอกจากจะช่วยเพิ่มพูนทักษะทางพรสวรรค์แล้วนั้น ในขณะเดียวกันยังเป็นสิ่งสำคัญอย่างที่สุดซึ่งจะทำให้บรรยากาศแห่งการเรียนรู้ปกคลุมอยู่ภายในเหวินกง

     

    มีเพียงแค่การพัฒนาเหวินกงอย่างยั่งยืนเท่านั้นจึงจะสามารถทำให้โลกของนักพรตบนเส้นทางวรรณกรรมได้รับการยกระดับที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

     

    ในขณะที่เหวินกงไม่มีการพัฒนาต่อไปนั้น ก็หมายความว่าเส้นทางของวรรณกรรมกำลังมาถึงสุดทางแล้ว

     

    แต่ทว่าในกรณีพิเศษบางประการนั้นนักพรตบนเส้นทางวรรณกรรมที่สามารถประพันธ์บทกวีที่สามารถทะลวงแดนพรสวรรค์ได้นั้นยังพอจะมีโอกาสทำให้เหวินกงได้รับการยกระดับอย่างยั่งยืนต่อไป

     

    ......

     

    หลินอี้ใช้พลังห้าวหลานเจิ้งชี่ในการเขียนบทกวี ซึ่งไม่เหมือนกับครั้งที่บรรจงเขียนที่ศาลาพักม้า

     

    ทว่าหลินอี้กลับไม่มีความรู้สึกเช่นนั้น พลังพรสวรรค์แห่งฟ้าดินเกิดมาจากห้าวหลานเจิ้งชี่และตัวอักษรของเขามีห้าวหลานเจิ้งชี่แฝงไว้อยู่ด้วย

     

    ส่วนอื่น ๆ ที่มีพรสวรรค์แห่งฟ้าดินแฝงอยู่ด้วยนั้นมีมากน้อยเท่าใดจะเป็นพลังพรสวรรค์สามถังหรือพลังพรสวรรค์สี่ถังนั้นคงจะต้องมาพิจารณากันว่าประพันธ์บทกวีออกมาเป็นเช่นไร

     

    เวลาล่วงเลยไปยังไม่ถึงสามชั่วอึดใจ หลินอี้ก็บรรจงเขียนบทกวีเสร็จเรียบร้อยแล้ว

     

    เขาวางพู่กันลงอย่างรวดเร็ว

     

    จากนั้นจึงชำเลืองมองหลี่เหวินโป๋ผู้ซึ่งยังคงคร่ำเคร่งอยู่กับการบรรจงเขียน

     

    หลี่เหวินโป๋เป็นบุตรแห่งสวรรค์ทางด้านเส้นทางวรรณกรรมบทกวีที่เขากำลังประพันธ์อยู่นั้นไม่เลวเลยเชียวละและยังรายล้อมไปด้วยคนที่มีพรสวรรค์แห่งฟ้าดินเนื้อความบนกระดาษนั้นสั่นกระเส่าไปด้วยพลังพรสวรรค์

     

    ใบหน้าของเขาพร่างพรมด้วยรอยยิ้มอันฮึกเหิม ความเชื่อมั่น และแสยะยิ้มขึ้นบริเวณมุมปาก

     

    หลี่เหวินโป๋กัดฟันกรอดพลางยิ้มเยาะอยู่ในใจ “เจ้ากบก้นบ่อ ครั้งนี้ข้าจะทำให้เจ้าเห็นว่าบทกวีที่ยืนยงนั้นเป็นเช่นไร! ”

     

    “หลี่เหวินโป๋พัฒนาอย่างยิ่งยวด บทกวีนี้อย่างน้อยจัดว่าอยู่ในพลังพรสวรรค์สามถังขึ้นไป......ไม่ผิดแน่ ! ” เจิ้งจือชิวลูบไล้หนวดเคราพลางยิ้มกระหยิ่ม

     

    พลังพรสวรรค์ระดับห้าถังนั้นทะลวงแดง ส่วนระดับหกถังกู่ก้องแดนระดับเจ็ดถังทะลวงจังหวัด และระดับแปดถังกู่ก้องจังหวัด !

     

    ขั้นที่สูงขึ้นนั้นส่งผลต่อระดับของแก่นแท้ พลัง จิตวิญญาณและความรู้สึกที่แฝงอยู่ในบทกวีนั้นเองตลอดจนถึงผลกระทบต่อความต้องการที่ทวีมากขึ้น

     

    ฉะนั้นหลังจากหลินอี้ประพันธ์บทกวีระดับทะลวงแดนพรสวรรค์ออกมาจึงทำเจิ้งจือชิวรู้สึกตื่นเต้นจนถึงเพียงนี้ และใช้ลักษณะท่าทางของศิษย์เพื่อออกค้นหาผู้ประพันธ์บทกวี

     

    ภูเขาหนังสือมีเส้นทางความหมั่นเพียรคือหนทาง ทะเลความรู้ไร้ที่สิ้นสุด ความบากบั่นคือนาวาท่องไป

     

    บทกวีนี้สามารถสลักลงบนศิลาจารึกและผลกระทบของมันช่างมากมายอย่างน่าเกรงขาม

     

    ซึ่งสามารถสืบทอดต่อไป

     

    อาจารย์ผู้มีหนวดเคราอันขาวโพลนพยักหน้าอย่างพึงพอใจพลางเอ่ย “เหวินป๋อบทกวีนี้เขาเขียนขึ้นมาในขณะที่เขามีอารมณ์สุนทรีย์อย่างสูงสุดอย่างน้อยก็คงเป็นพลังพรสวรรค์สี่ถัง หรือกระทั่งคาดว่าอาจจะเป็นทะลวงแดนพรสวรรค์ !”

     

    “แสดงความยินดีกับศิษย์พี่เมี่ยวหยุน ลูกศิษย์ผู้เป็นที่น่าภาคภูมิใจนั้นวันนี้ได้นำของกำนัลชิ้นใหญ่มามอบให้กับท่านแล้ว ! ”

     

    “ใช่แล้ว หากศิษย์ของข้าสามารถเขียนบทกวีที่สามารถทะลวงแดนพรสวรรค์ได้ข้ายินดียอมลดอายุขัยของตัวเองลงสิบปีและเมื่อถึงเวลาการชุมนุมครั้งใหญ่ของสถานศักดิ์สิทธิ์ก็ให้หัวหน้าสถานศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้ประกาศนามยกย่องสรรเสริญซึ่งเป็นไปได้ว่าเหวินกงของข้าจะสามารถยกระดับขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ! ”

     

    “ศิษย์พี่เมี่ยวหยุนคาดหวังที่จะบรรลุเข้าสู่ขั้นสี่ !”

     

    อาจารย์ท่านอื่น ๆ ต่างพากันกล่าวคำแสดงความยินดี คำสิริมงคลเหล่านั้นล้วนต่างทำให้เขารู้สึกอิจฉา

       

    หลี่เหวินโป๋คือศิษย์สายตรงของจางเมี่ยวหยุนถ้าหากหลี่เหวินโป๋สามารถประพันธ์บทกวีที่สามารถทะลวงแดนพรสวรรค์ได้ละก็ อาจจะทำให้จางเมี่ยวหยุนได้รับผลประโยชน์อยู่มิใช่น้อยเชียวละ

     

    ไม่เพียงแต่มีของรางวัลในการชุมนุมของสถานศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นแต่ยังจะมีแนวโน้มสูงมากที่จะช่วยเขายกระดับเหวินกงได้

     

    ถึงกระทั่งทำให้บทกวีอาจได้รับการแพร่ขยายออกไปเป็นวงกว้างและภายภาคหน้าก็มีชื่อเสียงอันโด่งดังเป็นอย่างยิ่ง จนเป็นไปตามเงื่อนไขอีกทั้งยังสามารถรับผิดชอบตำแหน่งงานในสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นได้

     

    ซึ่งถือได้ว่ามีคุณธรรมและบารมีอันสูงส่งอย่างแท้จริงตลอดจนสร้างความภาคภูมิใจให้กับบรรพบุรุษด้วย

     

    “ฮ่าฮ่าฮ่า ขอบคุณสำหรับคำชื่นชมของทุกท่าน ! ”

     

    จางเมี่ยวหยุนเองก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง เฝ้ารอว่าจะต้องมีวันนี้และยิ้มพลางเอ่ยว่า “แต่นับว่าเหวินโป๋ยังไม่สามารถทะลวงแดนพรสวรรค์และเจ้าคนวิกลจริตผู้นี้ที่คณบดีพามา เกรงว่าเขาอาจจะปีนเข้าไปในสำนักศึกษาได้......”

     

    อาจารย์สองสามท่านลูบไล้หนวดเคราพลางพยักหน้า เพื่อแสดงถึงการยอมรับ

     

    บัณฑิตเหล่านี้ล้วนต่างเป็นศิษย์ของพวกเขาประโยคคำพูดเหล่านั้นเมื่อครู่ของหลินอี้ทำให้คนรู้สึกเดือดเนื้อร้อนตัวเป็นอย่างมาก

     

    ซึ่งไม่ต่างไปกับการทำให้พวกเขาอับอายขายหน้างั้นหรือ ?

     

    จะต้องคอยยับยั้งความบ้าระห่ำฮึกเหิมของเจ้าคนวิกลจริตนี้ไว้ให้ดี !

     

        ......

     

    “สำเร็จแล้ว ! ”

     

    ในเสี้ยวเวลาที่หลี่เหวินโป๋วางพู่กันลงนั้น แสงสีขาวแวววาบตกกระทบทั่วแผ่นกระดาษกลิ่นอายพรสวรรค์ห้อมล้อมทั่วบริเวณ พลังแห่งวรรณกรรมพร่างพรมทั่วทั้งสี่ทิศ

     

    นี่คือสภาพการณ์เมื่อพรสวรรค์กำลังสั่นกระเส่า

     

    “ช่างเป็นพรสวรรค์ที่เข้มข้นเสียจริง ! ”

     

    “ศิษย์พี่หลี่ช่างปรีชาสามารถ เป็นคนที่เก่งกาจอย่างแท้จริง! ”

     

    “บทกวีนี้เป็นผลงานชิ้นใหญ่ของศิษย์พี่หลี่ที่ผ่านการสั่งสมประสบการณ์อันล้ำค่าและจะต้องได้รับการสืบทอดต่อไปอย่างแน่นอน ! ”

     

    แววตาของเหล่าบัณฑิตต่างเป็นประกายลุกวาวเพราะถูกเคลื่อนไหวด้วยภาพเบื้องหน้า ภายในใจรู้สึกชื่นชมนบนอบต่อหลี่เหวินโป๋เป็นอย่างยิ่ง

     

    ตึง~

     

    กระดิ่งวรรณกรรมของสำนักศึกษาก็ดังขึ้นมาในเวลาดังกล่าว

     

    เหล่าบัณฑิตและอาจารย์ต่างงุนงงในตอนแรกก่อนที่จะพากันยินดีปรีดาในเสี้ยววินาทีต่อมา ก็เกิดเสียงปรบมือดังขึ้นมิขาดสาย

     

    “กระดิ่งดังแล้วและบทกวีของศิษย์พี่หลี่ดังก้องขึ้นแล้ว ! ”

     

    “ดี ช่างยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว ! ”

     

    “ศิษย์พี่หลี่ได้รับความไว้วางใจจากพลังวรรณกรรมมีชื่อเสียงโด่งดังยาวนานดุจสายธารน้ำไหลยั่งยืน ! ”

     

    “เจ้าคนวิกลจริตกำลังรอคอยจังหวะเพื่อจะปีนเข้าไปในสำนักศึกษา ! ฮ่าฮ่าฮ่า...... ”

     

    เหล่าบัณฑิตต่างพากันสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นราวกับว่าพวกเขาเป็นผู้ประพันธ์บทกวีเช่นนี้ออกมา

     

    ก็อาจจะพอเข้าใจได้

     

    อย่างไรก็ตามตอนนี้หลี่เหวินโป๋คือตัวแทนของพวกเขาเพื่อบดขยี้คนวิกลจริตอย่างหลินอี้

     

     คณบดีเจิ้งจือชิวยิ้มพลางจ้องมองไปยังหลี่เหวินโป๋พร้อมกล่าวชมเชย“เยี่ยมมาก กระดิ่งวรรณกรรมพลังพรสวรรค์สี่ถังดังขึ้นบทกวีนี้ช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ !”

     

    จางเมี่ยวหยุนมองหลี่เหวินโป๋ด้วยสีหน้าชื่นชมพลางกล่าว “เหวินโป๋ เจ้าทำผลงานออกมาได้ดีเยี่ยม ทำให้ทุกคนพลอยได้หน้าได้ตาไปด้วย! ”

     

    “ขอบคุณในคำชมของคณบดี ! ”

     

    “ขอบคุณในคำชมของอาจารย์ ! ”

     

    หลี่เหวินโป๋ยิ้มตอบด้วยความรู้สึกตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก

     

    พลังพรสวรรค์สี่ถัง ดีกว่าที่เขาคิดไว้ แต่เดิมคาดว่าเป็นพลังพรสวรรค์ระดับสามถังอยู่บ้างคาดไม่ถึงเลยว่าจะสามารถกระตุ้นกระดิ่งวรรณกรรมจนได้

     

    ช่างเหนือความคาดหมายยิ่งนัก

     

    ซึ่งจะสามารถทะลวงแดนพรสวรรค์ได้หรือไม่นั้น เขาไม่เคยคิดมาก่อน

     

    เพราะว่าระดับความสามารถของเขาในตอนนี้เขียนบทกวีในระดับพลังพรสวรรค์สี่ถังออกมาได้ก็นับว่าเกินความคาดหมายแล้ว

     

    “เพียงแค่พลังพรสวรรค์สี่ถัง ก็เพียงพอที่จะบดขยี้หลินอี้ให้ป็นผุยผงแล้ว......” หลี่เหวินโป๋มั่นใจในจุดนี้

     

    เพราะมองจากหัวจรดเท้าแล้ว นอกจากหลินอี้จะมีพรสวรรค์ในการเขียนพู่กันอยู่บ้างแล้วนั้นก็ไม่มีการกระตุ้นพลังพรสวรรค์แห่งฟ้าดินแต่อย่างใด

     

    เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าบทกวีของเขาไม่อาจเทียบชั้นกันได้เลย

     

    “หลินอี้ ทำไมบทกวีของเจ้าถึงได้เงียบเชียบไร้วี่แววล่ะ? เกิดอันใดขึ้นรึ ? ปากคอเราะรายนักมิใช่หรือ? ”

     

    หลี่เหวินโป๋ชำเลืองมองหลินอี้ด้วยสายตาเย้ยหยัน

     

    “ฮ่าฮ่า คงจะหมดสิ้นปัญญาแล้วกระมัง ! ”

     

    “ความสามารถของเขาเยี่ยงนี้จะแต่งบทกวีที่ได้สลักบนศิลาจารึกอย่างนั้นเชียวรึ? น่าขำเสียนี่กระไร......”

     

    “ในที่สุดน้ำลดต่อผุด ความจริงก็ปรากฏออกมา  คณบดี ท่านถูกชายผู้นี้หลอกลวงแล้ว ! ”

     

    บัณฑิตจำนวนไม่น้อยต่างพากันลุกฮือขึ้นเย้ยหยันหลินอี้และบัณฑิตคนอื่น ๆ ก็แอบหัวเราะด้วยสายตาเหยียดหยามดูแคลน

     

    เจิ้งจือชิวกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ความสามารถของหลินอี้นั้น  คณบดีทราบอยู่แก่ใจ และบทกวีบนที่ได้สลักบนศิลาจารึกนี้เป็นผลงานของเขาอย่างแท้จริงจุดนี้ใครก็ไม่อาจสงสัยได้ ! ”

     

    “นอกจากนี้หลินอี้ยังประพันธ์บทกวีระดับทะลวงแดนพรสวรรค์และระดับกู่ก้องแดนพรสวรรค์อย่างละบทออกมาแล้วเขาไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อันใดอีก ! ”

     

    “แยกย้ายกันกลับไปเถิดไม่มีผู้ใดสามารถประพันธ์บทกวีได้โดยใช้เวลาอันสั้นเยี่ยงนี้ทั้งยังเขียนบทกวีหนึ่งบทในระดับพลังพรสวรรค์สี่ถังขึ้นไปอีกด้วย ! ”

     

     คณบดีเจิ้งจือชิวรู้ว่าหลินอี้แพ้แล้วทว่าเขาก็ทราบระดับความสามารถของหลินอี้ในตอนนี้

     

    ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะปกป้องและเข้าข้าง และบอกความจริงให้กับทุกคน

     

    “วิ้ว ! ” (。◝‿◜。)

     

    “ฮ่าฮ่าฮ่า......”

     

    “คณบดีช่างเป็นคนตลกขบขันยิ่งนักทะลวงแดนพรสวรรค์ยังไม่พอ ยังจะคุยโวถึงระดับกู่ก้องแดนพรสวรรค์อีกงั้นหรือ ? คณบดี......พวกเรามิใช่เด็กสามขวบหรือเด็กอมมือแล้วนะ ! ”

     

    เหล่าบัณฑิตต่างระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นอย่างอดรนทนไม่ได้กระทั่งบางคนถึงขั้นหัวเราะจนเอามือกุมหน้าท้องกันเลย

     

    อาจารย์อีกจำนวนหนึ่งก็ยิ้มกริ่มพวกเขาคาดไม่ถึงว่าคณบดีจะเอ่ยมุกตลกขบขันเยี่ยงนี้ได้ จนแทบจะทำให้พวกเขารู้สึกว่าหลินอี้คือบุตรนอกสมรสของเขาไปเสียแล้ว!

     

    ชั่วอึดใจ

     

    เมื่อบรรดาผู้คนเห็นว่าหลินอี้ไม่ได้เอ่ยอันใด เสียงหัวเราะจึงค่อย ๆเงียบลง

      

    “หัวเราะเพียงชั่วครู่ก็พอใจแล้วรึ ? ”

     

    หลินอี้ชำเลืองมองเหล่าบัณฑิตและอาจารย์อย่างประหลาดใจพลางกล่าว “ไม่หัวเราะเยาะอีกสักหน่อยรึ ? ”

     

    คล้ายกับเรื่องเซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน