ตอนที่33 สมาชิกใหม่ที่คาดไม่ถึง
เมืองอู๋โจวเป็นเมืองขนาดเล็กที่บริเวณรอบๆมีสถานที่ให้เก็บเลเวลเพียง 2 แห่งคือทุ่งหญ้าที่มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากกับหุบเขาที่อยู่ด้านซ้ายของเมืองเท่านั้น แต่เมืองอู๋โจวกลับเป็นเมืองที่มีผู้เล่นแวะเวียนมาบ่อยครั้งเพราะตัวเมืองตั้งอยู่ระหว่างภาคตะวันตกเฉียงใต้กับภาคกลางของทวีปตะวันออกซึ่งถ้าผู้เล่นเกิดในอาณาเขตของเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวผู้เล่นต้องเดินทางผ่านเมืองอู๋โจวก่อนถึงจะเข้าสู่ภาคกลางได้ เมืองอู๋โจวจึงถูกเรียกว่าเมืองหน้าด่าน
หลังจากที่ทีชและเพื่อนๆเก็บเลเวลกันบนหุบเขาจนเหนื่อยก็ได้เวลาที่ต้องล็อกเอ้าท์ทีชเดินทางกลับเข้าเมืองเพื่อเข้าไปพักที่โรงเตี้ยมเมื่อถึงโรงเตี้ยมทีชพบกับปรางจีและมอนจีที่มาพร้อมกับข่าวดีปรางจีได้บอกว่าเพื่อนของเธอตอบรับคำชวนเรียบร้อยและกำลังเดินทางมาที่เมืองอู๋โจวคิดว่าใช้เวลาประมาณ 2 วัน ทีชกล่าวขอบคุณทั้งสองอย่างดีใจหลังจากที่นัดแนะเวลากันเรียบร้อย เมื่อกลับเข้าห้องพักในโรงเตี้ยมทีชก็เรียกหน้าต่างสถานะออกมาดู
ชื่อตัวละคร : ทีช เลเวล : 125
คลาสหลัก : จอมยุทธ
คลาสรอง 1 :ยังไม่มี / คลาสรอง 2 : ยังไม่มี
พลังชีวิต :20,520/20,520
ปราณ :3,041/3,041
พลังกายภาพ :253 พลังเวทย์ : 13
ความอดทน :206 ความว่องไว : 190
ความชำนาญ :40
ค่าสถานะคงเหลือ : 0
น้ำหนักสัมภาระ :1031/3100
วิชากระบวนท่า : ดรรชนีหกชีพจร ขั้นที่ 3 , กระบี่เจ็ดชีพจร ขั้นที่ 5
‘เราเก็บเลเวลตลอดตั้งแต่วันที่แข่งกับพวกหมิงในทุ่งหญ้าตอนนี้เลเวลอัพมาทั้งหมด 23 เลเวลถือว่าไวกว่าที่คิดเอาไว้มาก’ ทีชคิดในใจ
แต่ในขณะที่กำลังจะล็อกเอ้าท์ทีชเห็นนกของสถานีส่งจดหมายบินมาเกาะที่หน้าต่างจึงเดินเข้าไปพร้อมกับแกะจดหมายที่ขา
‘ถึงทีช...ข้ากำลังเร่งเดินทางไปยังเมืองอู๋โจวคิดว่าอีกไม่เกิน 2 วันน่าจะไปถึง...จากสมิท’
‘เท่านี้ก็เหลือแค่รอเพื่อนของปรางจีมาถึงเท่านั้นเพราะดาร์คเองรับปากไว้แล้วน่าจะไม่มีปัญหา’
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดีทีชก็ล็อกเอ้าท์ออกไปยังโลกภายนอก
......
นับตั้งแต่ติ๊กออกจากคุกเวลาได้ผ่านไปแล้วเกือบ2 เดือน ทุกๆวันติ๊กมักจะตื่นเช้าเพื่อไปวิ่งออกกำลังกายเสมอก่อนที่จะกลับมาช่วยพวกต๋องเปิดร้าน หลังจากนั้นก็กลับเข้าเกมและจะออกมาอีกทีคือช่วงเย็นเพื่อช่วยต๋องกับฮิวโก้ปิดร้านติ๊กใช้ชีวิตแบบนี้จนเรียกได้ว่าเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว
แต่ทว่าวันนี้ในขณะที่กำลังวิ่งออกกำลังกายอยู่นั้นติ๊กเหลือบไปเห็นรถที่ดูคุ้นๆจอดอยู่หน้ามินิมาร์ทแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับร้านคาเฟ่ ติ๊กที่จำได้ว่ารถคันนี้เป็นของผู้จัดการคนเก่งของร้าน ‘หวาน’ ติ๊กจึงคิดจะเข้าไปทักทายเธอในมินิมาร์ทแต่ในขณะที่กำลังเดินไปหน้าร้าน ปรากฏหญิงสาวเดินออกมาจากประตูมินิมาร์ทพร้อมกับในมือที่กำลังหิ้วกระเป๋ากับถุงอยู่ใบหนึ่งติ๊กที่เห็นหวานเดินออกมาก็โบกมือขึ้นกำลังจะกล่าวทักทายอยู่นั้น
ปรากฏชายหนุ่ม3 คน เดินออกมาจากมุมตึกของร้านมินิมาร์ท ชายหนุ่มทั้ง 3เดินมาปิดล้อมหวานเอาไว้
“ส่งกระเป๋านั่นมา!” โจรคนหนึ่งเอ่ยขึ้น พร้อมกับชักมีดออกมาข่มขู่
!!
ตุบ!
หวานตกใจจนทำถุงที่ถืออยู่หล่นของภายในถุงกระจัดกระจายเต็มพื้น เธอคิดจะวิ่งหนีกลับเข้าไปในมินิมาร์ทแต่โจรอีกคนเหมือนรู้ทันเขารีบพุ่งเข้ามาขวางหน้าประตูเอาไว้
ในเวลานี้เป็นเวลาเช้ามืดจึงทำให้บริเวณรอบๆไม่มีอยู่ มีแค่พนักงานของมินิมาร์ทที่อยู่ในร้านคนเดียวแต่ว่าเมื่อพนักงานคนนั้นเห็นโจรทั้งสามคนพร้อมกับมีดในมือ เขากลัวจนก้มลงแอบใต้เค้าเตอร์ทันทีโดยไม่คิดจะออกมาช่วยหญิงสาวเลยสักนิด
ติ๊กที่เห็นหวานกำลังโดนโจรปล้นรีบตะโกนออกไปทันที
“หยุดเดี๋ยวนี้! ไม่งั้นจะแจ้งตำรวจ!”
ติ๊กที่คิดว่าเอาชื่อของตำรวจขึ้นมาอ้างแล้วจะทำให้โจรกลัวจนหนีไปแต่ทว่าสิ่งที่ติ๊กคิดกลับไม่เป็นเช่นนั้น โจรทั้งสามคนเมื่อเห็นติ๊กพวกเขาก็ผละออกจากหญิงสาวแล้วเดินมาทางติ๊กด้วยท่าทางข่มขู่แทน
“ตำรวจงั้นเหรอ...เอาสิแจ้งเลย...แต่ว่านะกว่าจะตำรวจจะมาแกก็กลายเป็นศพไปแล้วละ”โจรคนที่ถือมีดและดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของพวกเขากล่าวขึ้นพร้อมกับทำหน้าที่ดูเหมือนพวกโรคจิตชอบความรุนแรง
“เถ้าแก่!” หวาน ตะโกนเรียก
“โอ้รู้จักกันงั้นเหรอ ดีพวกเราจัดการไอ้หมอนี่ก่อนค่อยกลับไปเล่นกับผู้หญิงคนนั้นต่อ”หัวหน้าโจรเอ่ยสั่งลูกน้อง
“หวาน เรียกตำรวจเร็ว!” ติ๊กตะโกนบอกหวานแต่ว่าสายตากลับจ้องไปยังโจรทั้งสามคน
หวานที่กำลังหวาดกลัวรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาตำรวจพร้อมกับมองไปที่ติ๊กอย่างเป็นห่วง ติ๊กที่เห็นโจรทั้งสามคนกำลังเดินเข้ามาใกล้ก็เริ่มรวบรวมสติและสมาธิ
เมื่อติ๊กทำจิตใจให้ปลอดโปร่งได้ก็ยกมือขึ้นตั้งการ์ดคล้ายกับนักมวย ขาที่ยืนนิ่งเริ่มขยับฟุตเวิร์คออกมาสายตาจดจ้องไปยังโจรทั้งสามโจรทั้งสามคนเมื่อเห็นสายตาของติ๊กก็ถึงกับเผลอกลืนน้ำลายไปหลายอึ๊ก พวกเขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติเพราะในเวลานี้พวกเขารู้สึกว่าชายหนุ่มตรงหน้ากลายเป็นคนละคนกับในตอนแรก
หัวหน้าโจรเห็นเช่นนั้นก็เริ่มลังเลเขามองไปทางหวานที่กำลังคุยกับตำรวจทางโทรศัพท์ สัญชาตญาณในใจของเขากำลังบอกว่าให้หนีแต่ทว่าเมื่อเขามองไปยังมุมตึกข้างร้านมินิมาร์ท สายตาเขาก็เปลี่ยนไป เขาออกคำสั่งให้ลูกน้องเข้าไปโจมตีติ๊กทันทีส่วนตัวเขากำมีดในมือบุกเข้าหาติ๊กเช่นกัน
ติ๊กที่เห็นโจรพุ่งเข้ามาเขากวาดตามองทั้ง 3 คนพร้อมกับก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วออกหมัดแย็ปด้วยแขนซ้ายอย่างรวดเร็วเข้าใส่ใบหน้าของโจรที่อยู่ใกล้ที่สุดถึงจะบอกว่าหมัดแย็ปแต่ความแรงทำเอาโจรคนแรกต้องชะงักจนต้องเอามือขึ้นมากุมหน้าหลังจากนั้นติ๊กไม่รอช้าสืบเท้าก้าวไปข้างหน้าต่อทันทีพร้อมกับก้มตัวลงต่ำหลบหมัดของโจรอีกคนที่ต่อยออกมาพร้อมกับเสยหมัดอัปเปอคัดสวนเข้าปลายคางของโจรคนนั้นและยังไม่จบเท่านี้ติ๊กโยกตัวโค้งลงอีกครั้งพร้อมกับออกแรงถีบขาพุ่งเข้าไปคลุกวงใน
หัวหน้าโจรที่ถือมีดตกใจที่จู่ๆ ติ๊กเข้ามาประชิดในเวลาที่รวดเร็วจึงจ้วงแทงมีดไปข้างหน้าอย่างร้อนรนหวังจะสกัดการโจมตีของติ๊ก
ฟุ่บ!
ติ๊กเบี่ยงหลบมีดเพียงเล็กน้อยจนทำให้มีดเฉือนเข้าที่ชายเสื้อโดยที่สายตายังคงจ้องไปที่ลำตัวของหัวหน้าโจร
ปึก! อ๊อก!
ติ๊กออกหมัดฮุคเข้าใส่ลำตัวของหัวหน้าโจรจนถึงกับกระอักเลือดออกมา
ปึก! ปึก!
เมื่อหัวหน้าโจรโดนต่อยเข้าที่ท้องจนตัวงอติ๊กยืดตัวขึ้นพร้อมกับปล่อยหมัดออกไปติดต่อกันด้วยความเร็วอีกสองหมัดเข้าที่ใบหน้าและปลายคางของหัวหน้าโจร
ตุบ!
หัวหน้าโจรทิ้งตัวลงพื้นสลบไปทันทีโจรคนแรกที่โดนหมัดแย็ปตกใจกลัว ตั้งท่าจะวิ่งหนี ติ๊กที่เห็นเช่นนั้นมีหรือจะปล่อยให้โจรลอยนวลเขาพุ่งตัวตามไปทันทีพร้อมกับยื่นมือไปรั้งคอเสื้อของโจรเอาไว้
โจรหันกลับมาเขาคิดจะขัดขืนแต่กลับโดนติ๊กปล่อยหมัดเข้าใส่ใบหน้าสองหมัดติดต่อกันทำเอาดั้งที่จมูกหักโจรยกมือขึ้นมาพร้อมกับร้องออกมาทันที
“ข...ขอโทษ...ย..ยอมแล้วครับ” เขายกมือยอมแพ้ พูดขอร้องไม่หยุด
“พวกแกไปหัดทำมาหากินอย่างสุจริตซะบ้าง ไม่ใช่มาออกปล้นคนอื่นแบบนี้”ติ๊กต่อว่า
“ผ...ผมแค่ตามสองคนนั้นมาเฉยๆ ครับ ผมไม่เคยปล้นใครเลยจริงๆ นะครับ”โจรพยายามอธิบาย
“นั่งเฉยๆ ไว้รอไปแก้ตัวกับตำรวจเอง!” ติ๊กพูดจบ ก็เดินไปหาหวาน
เมื่อติ๊กตรวจสอบเรียบร้อยว่าผู้จัดการคนเก่งของตนไม่ได้เป็นอะไรก็โล่งใจทั้งคู่นั่งเฝ้าโจรจนตำรวจมาพาไปสอบปากคำเมื่อให้ปากคำกับตำรวจเรียบร้อยทั้งคู่ก็เดินทางกลับร้านคาเฟ่โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่าที่มุมตึกใกล้ๆนั้นมีคนยืนอยู่พร้อมกับถือกล้องอัดวิดีโอเอาไว้
‘ไม่คิดจริงๆ ว่าเป้าหมายของผู้ว่าจ้างจะมีฝีมือเก่งกาจแบบนี้’
ภายในวิดีโอได้บันทึกทุกอย่างเอาไว้จนหมดโดยเฉพาะฉากที่ติ๊กสู้กับโจรนั้นยิ่งน่าทึ่งมากเพราะตั้งแต่ติ๊กออกหมัดแย็ปไปหมัดแรกจนถึงหมัดสุดท้าย ติ๊กไม่โดนโจมตีเลยสักครั้งนี่ไม่ใช่ฝีมือของคนทั่วไปแล้ว แต่นี่เหมือนกับว่าเขาเป็นนักมวยมืออาชีพมากกว่า
......
บนถนนแห่งหนึ่งในเมือง
ในขณะนี้ทั้งคู่กำลังนั่งอยู่ในรถของหวานรถในยุคสมัยปัจจุบันนั้น เป็นรถที่มีระบบขับอัตโนมัติแล้ว รถสามารถโลดแล่นไปบนถนนได้โดยที่คนขับแค่นั่งเฉยๆและไม่ต้องกังวลว่ารถจะเกิดอุบัติเหตุเพราะรถเหล่านี้เป็นรถที่มีการตั้งค่าเซนเซอร์มาอย่างดีด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย
เมื่อเจอสิ่งกีดขวางหรือรถคันอื่นบนท้องถนนระบบจะทำให้รถชะลอความเร็วหรือว่าเบรกเองทันทีโดยไม่ต้องให้คนขับบังคับแต่ว่าคนขับสามารถตั้งค่าได้เองอย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นระยะที่ต้องการให้รถเบรกหรือความเร็วของรถว่าจะให้รถวิ่งที่ความเร็วเท่าไหร่ถึงเท่าไหร่คนขับสามารถตั้งค่าได้ทันที
แล้วรถทุกคนในสมัยนี้จะมีตัวรับสัญญาณที่ลิงก์กับไฟจราจรตามท้องถนนทำให้สามารถตรวจจับไฟจราจรได้ซึ่งระบบเหล่านี้ถูกใช้และพัฒนามาหลายปีแล้วเพื่ออำนวยความสะดวกและลดปัญหาของอุบัติเหตุบนท้องถนนแต่ในทางกลับกันมีหลายคนที่ยังชื่นชอบในความเร็วก็สามารถปรับระบบเป็นระบบควบคุมด้วยตัวเองได้
ในความเป็นจริงโลกในยุคนี้มีรถที่ลอยได้แล้วแต่สุดท้ายรถเหล่านั้นก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เพราะกฎหมายจราจรต้องวุ่นวายรถที่ลอยได้คนขับมักจะขับลอยไปลอยมาไม่ค่อยทำตามกฎจราจรเนื่องจากบนอากาศคนขับมีอิสระในการขับมากเกินไปทำให้ก่อความเดือดร้อนให้อาคารและบ้านเรือนรอบๆ อยู่บ่อยๆสุดท้ายจึงมีเพียงบางประเทศเท่านั้นที่อนุญาตให้ใช้รถที่ลอยได้แต่ประเทศไทยที่ติ๊กอาศัยอยู่นั้นไม่อนุญาตให้ใช้รถลอยได้อย่างเด็ดขาด
“เถ้าแก่นี่เก่งไม่เบาเลยนะคะ” หวานเอ่ยถามติ๊ก
“ไม่เท่าไหร่หรอก พอดีตอนอยู่ในคุกมีอาจารย์ดีน่ะ” ติ๊กตอบ
“เห...ติดคุกนี่ก็ดีเหมือนกันนะคะเนี่ย” หวานกล่าวติดตลก
“เธอนี่ชอบมีความคิดแปลกๆ อยู่เรื่อย ติดคุกเนี่ยจะไปดีได้ยังไงกันละ”
ทั้งคู่นั่งคุยกันได้ไม่นานรถก็มาถึงร้านคาเฟ่เมื่อเดินเข้ามาในร้าน
“พี่ติ๊ก คุณหวาน ทำไมมาด้วยกันได้ละ เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ” ต๋อง ถาม
“ฮี่ๆๆ จุ๊ๆ” ฮิวโก้ ทำหน้าเจ้าเล่ห์ พร้อมกับเอานิ้วชี้ขึ้นมาไว้ที่ปาก
“หยุดเลย” “อยากตายเหรอไงไอ้อ้วน!” ติ๊กกับหวานพูดพร้อมกันแต่คำพูดที่ออกมาต่างกันมาก
“เอ่อ...สรุปพวกพี่ไปไหนมาหรือ” ต๋องเอ่ยถามอีกครั้ง
“พอดีระหว่างออกกำลัง เจอหวานกำลังโดนโจรปล้นเลยเข้าไปช่วย สุดท้ายจึงต้องไปให้ปากคำกับตำรวจ”ติ๊ก หันมาอธิบายหลังจากที่เดินไปเขกหัวเจ้าอ้วนฮิวโก้ส่วนหวานขณะนี้กำลังหยิกแก้มเจ้าอ้วนจนแก้มแดงไปหมด
“จริงเหรอครับเนี่ย แล้วพวกพี่ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย” ต๋องถามอย่างเป็นห่วง
“จะเป็นอะไรได้ละ ดูหน้าผมสิ บวมไปหมดแล้ว” ฮิวโก้เป็นฝ่ายตอบขึ้นมาแทนแต่ติ๊กกลับมองไม่ออกว่าบวมตรงไหนเพราะปกติหน้าของฮิวโก้ก็บวมอยู่แล้วนี่
หลังจากที่ติ๊กเล่าทุกอย่างให้ฟังจนหมดก็กินข้าวเตรียมตัวกลับไปออนไลน์แต่ก่อนที่จะขึ้นไปชั้นบนก็นึกขึ้นได้พอดี
“หวาน วันนี้ทำงานแค่ครึ่งวันพอนะ กลับบ้านไปออนไลน์ดีกว่าพี่คิดว่าพวกเราน่าจะมากันครบพอดีจะได้ตั้งกิล”
“เอ๋...ผมยังไม่ถึงเมืองอู๋โจวเลยนะพี่” ฮิวโก้ หันมาถาม
“อ๋อ...พอดีพี่หาคนได้ครบแล้วน่ะ”
“โอเคคะ”
เมื่อเห็นว่าหวานตอบรับเรียบร้อยติ๊กก็กลับไปออนไลน์อีกครั้ง
…..
เมื่อกลับมาออนไลน์ทีชมุ่งหน้าออกไปเก็บเลเวลทันทีเนื่องจากยังไม่ถึงเวลาที่นัดกับเพื่อนๆ
ทีชเก็บเลเวลทั้งวันอยู่บริเวณหุบเขาใกล้เมืองอู๋โจวจนตกเย็นจึงเดินทางกลับเมืองมาพักผ่อนที่โรงเตี้ยม ‘หน้าต่างสถานะ’
ชื่อตัวละคร : ทีช เลเวล : 130
คลาสหลัก : จอมยุทธ
คลาสรอง 1 :ยังไม่มี / คลาสรอง 2 : ยังไม่มี
พลังชีวิต :20,520/20,520
ปราณ :3,041/3,041
พลังกายภาพ :273 พลังเวทย์ : 13
ความอดทน :206 ความว่องไว : 195
ความชำนาญ :40
ค่าสถานะคงเหลือ : 0
น้ำหนักสัมภาระ :1133/3100
วิชากระบวนท่า : ดรรชนีหกชีพจร ขั้นที่ 4 , กระบี่เจ็ดชีพจร ขั้นที่ 5
‘เก็บทั้งวันขึ้นมา 5 เลเวล ถือว่าไวกว่าที่คิดแฮะและที่สำคัญวิชาดรรชนีหกชีพจรในที่สุดก็เลื่อนขั้นไม่เสียเปล่าที่เราขยันฝึกซ้อม’ทีชคิดในใจหลังจากที่ดูหน้าต่างสถานะ
......
เสียงของไก่ขันยามเช้าพร้อมกับเสียงนกที่บินมาเกาะที่หน้าต่างโรงเตี้ยม ทีชลืมตาตื่นขึ้นด้วยความสดชื่น เขาได้แต่คิดว่าทำไมโลกภายนอกอากาศถึงไม่ดีแบบในเกมบ้างเสียงไก่ขันที่ปลุกให้ตื่นและอากาศที่ได้สูดให้เต็มปอดเมื่อตื่นขึ้นมามักสร้างความรู้สึกที่สดชื่นและแปลกใหม่กว่าเสียงของนาฬิกาปลุกกับมลพิษในอากาศของโลกภายนอกเสมอนี่คือเสน่ห์อีกหนึ่งอย่างสำหรับเกม LC
หลังจากที่ตื่นมาได้สักพักท้องก็เริ่มร้องทีชจึงเดินออกจากห้องคิดจะไปยังชั้นบนสุดที่เป็นห้องอาหารของโรงเตี้ยมเป็นห้องที่สามารถชมวิวทิวทัศน์ของทะเลสาบและวิวรอบๆ เมืองได้ซึ่งถือเป็นจุดขายของโรงเตี้ยมแห่งนี้เลยทีเดียว
แต่ในขณะที่กำลังจะเดินขึ้นไปยังชั้นบนทีชได้พบกับสมิทที่เดินทางมาถึงเมืองอู๋โจวเรียบร้อยแล้วทั้งคู่จึงชวนกันไปนั่งคุยที่ชั้นบนสุด เมื่อขึ้นมากลับพบว่าที่ชั้นบนมีคนนั่งอยู่3 คน เป็นผู้หญิง 2 คนและผู้ชายที่สวมชุดซามูไรอีก 1 คน
ผู้หญิงคนแรกไม่ใช่ใครอื่นเป็นองค์หญิงผิงหยางที่กำลังนั่งจิบชาบนโต๊ะข้างหน้าต่างส่วนผู้หญิงอีกคนนั่งอยู่กับผู้ชายที่สวมชุดซามูไรท่าทางน่าเกรงขาม
เมื่อทีชมองไปที่ผู้ชายสวมชุดซามูไรกลับพบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองมาที่เขาเช่นกันเมื่อเห็นเช่นนั้นทีชจึงส่งยิ้มทักทายตามประสาคนไทยออกไป ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้าให้เล็กน้อยหลังจากนั้นชายคนนั้นก็หันไปคุยกับผู้หญิงที่มาด้วยกันต่อ
หญิงสาวที่นั่งหันหลังให้ทีชเธอสวมชุดซามูไรเช่นกันแต่เป็นชุดสำหรับซามูไรหญิงที่อวดทรวดทรงเล็กน้อยทีชพิจารณาหุ่นและบุคลิคของเธอก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นหญิงงามคนหนึ่งโดยเฉพาะเส้นผมสีดำที่เงางามยาวจนถึงแผ่นหลังของเธอรวมกับทรวดทรงองเอวและบรรยกาศสุขุมที่แผ่ออกมา ทำเอาทีชถึงกลับลอบกลืนน้ำลาย
‘ขนาดยังไม่เห็นหน้า ก็ทำเอารู้สึกใจเต้นแรงซะแล้วไม่รู้ว่าเป็นผู้เล่นหรือNPC กันแน่ ถ้าเป็นผู้เล่นก็ต้องสวยมากแน่ๆ บางทีอาจจะสวยพอๆกับองค์หญิงผิงหยางเลยก็ได้’ ทีชคิดอย่างมั่นใจ
องค์หญิงผิงหยางที่นั่งจิบชาอยู่เงียบๆเมื่อเห็นทีชเดินขึ้นบันไดมาก็พยักหน้าให้เป็นการทักทายหลังจากนั้นก็มองไปนอกหน้าต่างเพื่อชมวิวทีชที่เห็นองค์หญิงกำลังดื่มด่ำกับบรรยกาศเงียบสงบจริงไม่คิดจะเข้าไปรบกวนเลยพาสมิทไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่งสมิทที่สงสัยว่าทำไมผู้หญิงที่งดงามแบบนั้นถึงได้รู้จักกับทีชเลยถามออกไปจนได้ความว่าเธอเป็นขุนพลของคนรู้จักและเธอยังเป็นองค์หญิงอีกด้วย
สมิทที่พอรู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าเป็นถึงองค์หญิงก็ตกใจเอ่ยถามประวัติของเธอจากทีชเป็นการใหญ่สมิทนั้นเป็นชาวอังกฤษที่ชื่นชอบหนังกำลังภายในแต่ไม่ได้หมายความว่าจะรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของจีน ถึงจะอ่านสามก๊กอยู่บ้างแต่กลับองค์หญิงผิงหยางที่เกิดในราชวงศ์ถังที่เป็นเรื่องราวหลังจากยุคสามก๊กถึง 300 กว่าปี สมิทย่อมไม่รู้จัก
ในระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่นั่นเองดาร์คและอลาโน่ก็เดินเข้ามาพร้อมกับบุรุษสูงวัยอีกคนหนึ่ง
“ไง ไม่เจอกันนานนะ ละนั่นใครกันละ” สมิทเอ่ยทักทาย
“คนที่ข้าพามาร่วมกิล” ดาร์คตอบ
“อ้อสวัสดีครับไม่ทราบว่าคุณเอ่อ....” ทีช ยื่นมือออกไปซึ่งอีกฝ่ายก็จับตอบ
“กระผมอัลเฟรด เป็นพ่อบ้านประจำตัวของนายน้อยขอรับ” อัลเฟรด ตอบ
“พ่อบ้าน!” ทีชตกใจ
“นายเดาไม่ออกเหรอไงข้าเองก็ยังไม่เคยเจอดาร์คที่โลกภายนอกยังเดาออกเลยว่าหมอนี่ต้องเป็นลูกของคนใหญ่คนโตจะมีพ่อบ้านโผล่มาสักคนก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน” สมิท พูดขึ้น แต่ในทันใดนั้นเอง
“สวัสดีครับทุกคน”
“อ้าวหมิงมาแล้วเหรอ นี่สมาชิกใหม่ของเราเป็นพ่อบ้านของดาร์ค”ทีชเอ่ยทักพร้อมกับผายมือไปทางอัลเฟรด
“พ่อบ้าน!” หมิงตกใจ
“ฮ่าๆๆๆ พวกนายสองคนนี่เหมือนกันจริงๆ” สมิท ที่เห็นหมิงตกใจเหมือนทีชก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
ดาร์คกับหมิงเดินมานั่งร่วมโต๊ะพลางสั่งอาหารมาทานแต่อลาโน่กลับยืนจ้องไปยังโต๊ะขององค์หญิงผิงหยางท่าทางบ่งบอกชัดเจนว่าอยากไปร่วมโต๊ะด้วย สุดท้ายหมิงทนไม่ไหวจึงเอ่ยถาม
“พี่อลาโน่ พี่จะเข้าไปหาเธองั้นเหรอครับ”
“อ้อ...ข้าย่อมอยากเข้าไปเพียงแต่ว่าดูเหมือนแม่นางจะโกรธที่ข้าจากเธอไปนานน่ะข้าเลยกำลังคิดหาวิธีให้แม่นางท่านหายโกรธ” อลาโน่ ตอบ
“.........”ทุกคนต่างอึ้งจนพูดไม่ออกยกเว้นคนคนหนึ่ง
“ฮ่าๆๆๆๆๆ” สมิทหัวเราะชอบใจจนเสียงดังออกไปด้านนอกโรงเตี้ยม
……
“เมื่อครู่เสียงของใครหัวเราะน่ะ” เว่ยเถียนเดินขึ้นมาชั้นบนพร้อมกับปรางจีและมอนจีเอ่ยถามขึ้น
“อ๋อขอแนะนำให้รู้จักคนนี้ชื่อสมิทเป็นช่างตีเหล็ก” ทีชตอบ
“สวัสดีๆ ข้าสมิทยินดีที่ได้รู้จักนะ” สมิทลุกขึ้นพร้อมกับยื่นมือออกมา
“สวัสดีค่ะ ข้าชื่อเว่ยเถียน” เว่ยเถียนจับมือทักทายกลับ
“สวัสดีค่ะ ท่านหญิง”องค์หญิงที่เห็นเว่ยเถียนมาลุกขึ้นเดินมาหาพร้อมกับกล่าวทัก
“อ้าวเธออยู่ด้วยเหรอ โทษทีเมื่อกี้มัวแต่สนใจเสียงหัวเราะเลยไม่ทันมอง”เว่ยเถียน พูดขึ้น
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“สวัสดีขอรับกระผมอัลเฟรด พ่อบ้านประจำตัวของนายน้อยดาร์ค”อัลเฟรดเอ่ยแนะนำตัวอีกครั้งกับผู้มาใหม่ทั้ง 3
“พ่อบ้านเหรอ สวัสดีค่ะ” เว่ยเถียน ทักทายกลับ
“สวัสดีครับคุณอัลเฟรด” มอนจี ทักด้วยน้ำเสียงเกรงใจเพราะอัลเฟรดดูจะอายุเยอะกว่ามาก
“สวัสดีค่าคุณพ่อบ้าน ไม่จำเป็นต้องก้มให้พวกเราหรอกค่า”ปรางจีพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ สไตล์แม่ค้าอัธยาศัยดี
“ฮ่าๆๆๆๆๆ คงมีแต่นายสองคนแหละนะ ฮ่าๆๆๆๆๆ” สมิทหัวเราะชอบใจอีกครั้ง
“พอเถอะครับคุณสมิท คุณหัวเราะจนเสียงดังรบกวนคนอื่นไปหมดแล้วนะครับ”หมิงพยายามห้ามสมิท
“ฮ่าๆๆ โอเคๆ อยู่กับพวกนายข้าได้ตายเพราะหัวเราะแน่เอ้าแล้วมากันครบหรือยังละ จะได้รีบไป” สมิทพูดขึ้น
“ดูเหมือนจะขาดเพื่อนของปรางจีนะ” ดาร์คหันมาตอบ
“คะ? เพื่อนข้าก็มาแล้วนี่นั่งอยู่นั่นไงอ้าวเห็นนั่งกันอยู่ต้องนานแล้วไม่ใช่รึ อย่าบอกนะว่ายังไม่รู้จักกันอีก” ปรางจีพูดขึ้นด้วยความแปลกใจ พร้อมกับชี้ไปที่โต๊ะของซามูไรทั้งสองคน
“ว่าไงนะ! แต่เธอบอกเพื่อนเธอมาคนเดียวนี่ แต่นี่มีสองคนเดี๋ยวก่อนหรือว่า...” ทีช กล่าวอย่างตกใจเพราะนั่งมาครึ่งค่อนวันแล้วกลับยังไม่รู้อีกว่านั่นคือคนที่จะมาเข้ากิล
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะทุกคน ข้ามีนามว่า อิจิโนเสะ ส่วนผู้ชายคนนั้นเป็น NPCคะ” หญิงสาวชุดซามูไรยืนขึ้นพร้อมกับหันหน้ามาเอ่ยทักทาย
“...........”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งซึ่งไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว มีเพียง ปรางจีกับมอนจีที่พยักหน้าทักทายหญิงสาวตรงหน้า ส่วนคนอื่นๆ ต่างทำอะไรไม่ถูก เพราะผู้หญิงตรงหน้าสวยเกินไปซึ่งดูแล้วอาจจะสวยกว่าองค์หญิงผิงหยางเสียอีก เพราะคนตรงหน้าไม่สามารถสรรหาคำใดมาเปรียบได้เลยนอกจากคำว่าเพอร์เฟค
“อ้าปากค้างกันหมดเลย ฮิๆๆ” ปรางจีหัวเราะคิกคัก
“ข้าว่าแล้วต้องเป็นแบบนี้ แต่ดูเหมือนจะมีอยู่คนที่ต่างออกไปว่ายังไงมีอะไรหรือดาร์ค” มอนจีพูดขึ้น พร้อมกับมองไปทางดาร์ค
ดาร์คในเวลานี้ไม่ได้ตกตะลึงในความสวยหรือความงามแม้แต่น้อยแต่ดาร์คตะลึงที่ผู้หญิงตรงหน้าคือคนที่เขากับอลาโน่รู้จัก และบางทีอาจมีอีกหลายล้านคนด้วยซ้ำที่รู้จักเธอเพราะเธอคือผู้เล่นที่ทรงอำนาจคนหนึ่งในเกมแห่งยุค MO