ตอนที่ 14 ร่างเซียนของเสี่ยวจื่อ
ตอนที่ 14 ร่างเซียนของเสี่ยวจื่อเฟยหลงสลบเหมือดไปแล้วเพราะความเหนื่อยอ่อน ทางด้านของเสี่ยวจื่อเองก็เพิ่งจะลืมตาตื่นขึ้นมาในยามเช้าตรงเวลาตามวัฏจักรพืชแบบไม่มีล่าช้าเลยสักวันวันนี้เสี่ยวจื่อรู้สึกไม่ค่อยสดชื่นสักหน่อยเพราะตื่นขึ้นมายามเช้าแล้วรู้สึกว่าร่างกายติดขัดแปลกๆ ทั้งยังไม่ได้รับสารอาหารจากดินเสียเวลายืนงงเบลอๆ ลอยๆ ไปตามประสาอยู่ชั่วครู่หนึ่ง จนเมื่อได้ลืมตาขึ้นมามองเหตุการณ์รอบตัวอย่างชัดเจนจึงได้รู้ว่าในยามนี้ตนเองกำลังนอนตะแคงแอ้งแม้งอยู่ในสภาพต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคนอยู่ในอ้อมกอดของจื่อหลงร่างเซียนวัยรุ่นนี่เอง“…? … จื่อหลง? …. จื่อหลงหลับเหรอ? …..”เรียกครั้งแรกเฟยหลงยังไม่ตอบ เสี่ยวจื่อก็รีบเอ่ยปากเรียกครั้งที่สองและสามต่อไป“จื่อหลงงงงงงงง” “จื่อหลงตื่นเถอะ!” “จื่อหลงตื่นมาคุยกับเสี่ยวจื่อหน่อยยยยยย”แต่เฟยหลงก็ยังไม่มีท่าทีจะลืมตาตื่นขึ้นมาเลยแม้แต่น้อยทำให้เสี่ยวจื่อทำอะไรไม่ได้ต้องนอนมองเงียบๆ ไปอย่างนั้นเองแม้จะอึดอัดอยู่บ้างที่ถูกกอดรัดและไม่ได้ตั้งลำต้นลงดินดีๆ แต่เสี่ยวจื่อก็รู้สึกมีความสุข เพราะยามที่ได้นอนกอดจื่อหลงใกล้ๆ แบบนี้ เสี่ยวจื่อก็สามารถสำรวจร่างเซียนของจื่อหลงได้ชัดขึ้นโดยเฉพาะส่วนใบหน้าเพราะมันเป็นส่วนที่อยู่ใกล้กับลำต้นของเสี่ยวจื่อมากที่สุด‘อืม… เมื่อคืนในฝันเสี่ยวจื่อก็มีร่างเซียนแบบนี้นี่นา… แต่หน้าตาของเสี่ยวจื่อไม่เหมือนจื่อหลงเลยแฮะ… ผมของเสี่ยวจื่อย้าวยาวดูเหมือนเซียนผู้หญิงมากกว่าอีก เสี่ยวจื่อชอบร่างเซียนกึ่งเด็กกึ่งผู้ใหญ่แบบของเฟยหลงมากกว่าอ่า… เอ๊ะที่แก้มจื่อหลงมีรอยบุ๋มเล็กๆ เหมือนเป็นลักยิ้มเลย แต่จื่อหลงไม่ค่อยยิ้มเท่าไหร่เสี่ยวจื่อเลยไม่ค่อยได้เห็นรอยยิ้มของจื่อหลงเลยน้า แล้วที่ใต้ตาขวานั่นมีขี้แมลงวันเล็กๆ ด้วยเหรอ? น่ารักจังเลย… เสี่ยวจื่ออยากจับจังเลยน้า >_< น่าเสียดายจังที่เสี่ยวจื่อไม่มีมือเลยอดจับเลยอ่า’“…อ๊ะ!!! หว๋าาาาา!!!”คิดอะไรเพลินๆ อยู่ได้ไม่นานอยู่ๆ เฟยหลงก็นอนดิ้นจนผลักเอาเสี่ยวจื่อกลิ้งหลุนๆ ออกมาจากอ้อมแขนหลุดออกไปไกลหลายฉื่อ ทำเอาเสี่ยวจื่อหัวหมุนตาลายไปหมด กว่าจะตั้งสติคิดได้ว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้นก็ผ่านไปสักพัก จึงได้รีบหันกลับมามองจ้องเฟยหลงอีกครั้งเพราะสงสัยว่าเหตุใดเฟยหลงจึงได้ผลักตนออกมา พอเห็นเฟยหลงยังนอนหลับตาอย่างปกติดีก็เข้าใจว่าละเมอไปเท่านั้นเอง“อั๊ยหยาาาา เป็นร่างเซียนแล้วยังนอนดิ้นเหมือนตอนเป็นร่างงูเลยน้าาาา”เรื่องหนึ่งที่เสี่ยวจื่อหงุดหงิดนักคือในยามที่เฟยหลงหลับมักจะนอนดิ้นและกรนเสียงดังมาก…มากแบบที่ยามที่เริ่มเปล่งเสียงกรนออกมาเสียงดังคล้ายกับฟ้าคำรามอย่างไรอย่างนั้น และยิ่งในยามที่อยู่ในร่างงู ยามนอนดิ้นทีหางก็ตวัดไปมาฟาดกิ่งเสี่ยวจื่อหักไปหลายครั้งแล้ว พอจะไล่ให้ออกไปนอนไกลๆ เฟยหลงก็ไม่ยอมไปเพราะบอกว่านอนไกลไม่ได้รับพลังบำเพ็ญ สุดท้ายเสี่ยวจื่อก็ต้องทนให้เฟยหลงนอนขดตัวรัดพันลำต้นของตนเองไปอย่างนั้นยามที่ได้ออกห่างแล้วมองกลับไป ทำให้เสี่ยวจื่อได้มองเห็นร่างกายของเฟยหลงเต็มๆ เห็นทั้งร่างเต็มไปด้วยรอยแผลจากกระบี่และแผลพุพองก็ให้ตกใจนัก อยากจะลุกเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ให้ชัดๆ แล้วดูว่าจะช่วยอะไรให้เฟยหลงหายเจ็บได้บ้างมั้ย แต่ก็มาติดที่ว่าร่างของตนเป็นเพียงต้นไม้ จึงไม่อาจขยับเข้าไปหาเฟยหลงใกล้ๆ ได้ตามที่ใจคิด“เสี่ยวจื่ออยากเข้าไปหาจื่อหลงจังเลย… ฮะ…ฮึก ฮือออออ จื่อหลงเจ็บมั้ย…… เสี่ยวจื่ออยากช่วยจังเลย ฮือออ”คิดไปก็หงุดหงิดตัวเองไป ทำอะไรไม่ได้ก็ร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร เป็นครั้งแรกในรอบหลายแสนปีที่เสี่ยวจื่อนึกเกลียดร่างต้นไม้ของตนเองที่ไม่สามารถขยับกายเคลื่อนไหวได้ จึงไม่สามารถเดินไปหาเฟยหลงได้ในเวลานี้…ฉับพลันนั้นภาพในอดีตหลายอย่างก็ย้อนมาให้เห็น เป็นภาพที่เสี่ยวจื่อในร่างต้นไม้ยืนมองเพื่อนหลายคนเดินจากไป ตอนนั้นเสี่ยวจื่อก็เสียใจแบบนี้ทั้งยังอยากเดินตามไปด้วย แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ ยกเว้นภาพหนึ่งที่เหมือนจะสำคัญมากคือในยามที่เสี่ยวจื่อได้เห็นเพื่อนคนหนึ่งกำลังจะเดินจากไป คนๆ นั้นคือเพื่อนที่เคยฝึกกระบี่กับเสี่ยวจื่อก่อนหน้านี้ ความเสียใจที่เห็นเพื่อนคนนั้นต้องจากไปรุนแรงมากจนเสี่ยวจื่อไม่อาจยืนมองเฉยๆ ได้อีกเลยต้องรีบเปลี่ยนร่างของตนให้กลับมาเป็นร่างเซียนแล้วเดินตามชายคนนั้นออกไป แต่ภาพก็หยุดลงแค่นั้น เสี่ยวจื่อไม่ได้รู้ว่าหลังจากนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่เสี่ยวจื่อยังอยู่ที่นี่… และอยู่คนเดียว… คิดว่าเสี่ยวจื่อคงตามเขาไปไม่ทันละมั้ง…..เพราะแบบนั้นเสี่ยวจื่อจึงยิ่งรู้สึกเศร้า… ยิ่งมาในยามนี้ได้เห็นเฟยหลงนอนเจ็บตัวอยู่ก็ยิ่งเศร้ามาก จนกลายมาเป็นแรงผลักดันให้ความรู้สึกในใจปรารถนาที่จะได้กลายร่างกลับมาเป็นคนอีกครั้ง จะได้เดินไปหาเฟยหลงได้เมื่อความปรารถนาอันแรงกล้าเกิดขึ้นพร้อมกับภาพความทรงจำในอดีตเมื่อนานมาแล้ว และภาพของเฟยหลงที่แปลงร่างจากร่างมังกรเป็นร่างเซียนให้เห็นต่อหน้าต่อตา อยู่ๆ เสี่ยวจื่อก็พลันกลายร่างกลับมาเป็นร่างเซียนได้อย่างงงๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นง่ายดายราวกับไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย แค่ต้องมีความต้องการในใจให้มากหน่อย ทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้เองเสี่ยวจื่องุนงงไปเล็กน้อยยามที่คืนร่างกลับมาแล้วมุมมองสายตาก็เปลี่ยนไปเพราะว่าเขาสูงขึ้นมากจนทำให้มองทุกอย่างได้กว้างขึ้น และเพราะเขาเองก็ตัวโตขึ้นคล้ายกับเซียนสตรีที่โตเต็มวัยแล้วเหมือนร่างที่เห็นในความฝัน ยามนี้จึงไม่ได้เห็นว่าเฟยหลงตัวใหญ่ยักษ์กว่าตัวเองมากแล้ว ที่ขัดใจหน่อยก็คงจะเป็นผมที่ยาวสยายลากยาวไปจนถึงพื้นนี่และก็ชุดสีขาวที่โปรงบางจนกรุยกรายลากพื้นนี่แหละที่ทำเอาเสี่ยวจื่อต้องค่อยๆ เดินไปหาเฟยหลงอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวังเพราะมันเอาแต่จะไปเกี่ยวตรงนั้นตรงนี้จนพานจะทำเอากิ่งของเพื่อนต้นไม้ต้นอื่นหักไปเสียหมด“อ๊ะ? … เกล็ดมังกรของจื่อหลงนี่… ทำหล่นได้ยังไงกัน ไม่ได้นะ จื่อหลงอุตส่าห์ให้เสี่ยวจื่อเป็นของขวัญห้ามทำหายเด็ดขาด!”ว่าแล้วก็จัดการหยิบเถาวัลย์ที่เลื้อยอยู่ที่พื้นขึ้นมาร้อยเข้าไปในเกล็ดย้อนทำเป็นสร้อยแล้วคล้องใส่ไว้ที่คอของตนเองต่อไปเดินเข้ามาใกล้เฟยหลงได้แล้วเสี่ยวจื่อก็รีบทรุดกายลงไปสำรวจบาดแผลของอีกฝ่าย เห็นเลือดไหลซิบๆ ออกมาตามรอยฟันและแผลพุพองบวมแดงดูเจ็บนัก น้ำหูน้ำตาก็พลันจะไหลออกมากอีก พยายามเอื้อมมือไปจับแล้วเห็นจื่อหลงเบ้หน้าไปคล้ายกับว่าเจ็บมาก เสี่ยวจื่อก็เอาแต่คิดว่า ‘ทำอย่างไรดี อยากให้แผลของจื่อหลงหายเจ็บจังเลย’ ฉับพลันนั้นก็รู้สึกราวกับมีกระแสอบอุ่นบางอย่างไหลเวียนออกจากร่างของตนไปที่รอยแผลของจื่อหลงทำให้รอยแผลน่ากลัวทั้งหลายพลันมลายหายไปเหมือนไม่เคยมี เมื่อแผลหายไปจุดหนึ่งเสี่ยวจื่อก็เลื่อนไปสำรวจจุดอื่นอีก แล้วแผลที่จุดนั้นก็หายไปอีกจนไม่นานแผลทั้งร่างของจื่อหลงก็พลันหายไปหมด สีหน้ายามหลับใหลของอีกฝ่ายก็พลันดูดีขึ้นมากจนคล้ายกับไม่ได้เจ็บป่วยที่ส่วนใดแล้ว เพียงแค่หลับไปอย่างปกติเท่านั้นแม้อยากจะปลุกให้เฟยหลงตื่นขึ้นมาพูดคุยกันมากเท่าไหร่ แต่เสี่ยวจื่อก็รู้ดีว่าเฟยหลงยังต้องการพักผ่อนอยู่จึงได้ทำแค่เพียงเข้าไปประคองหัวของอีกฝ่ายขึ้นมาให้นอนหลับดีๆ บนตักของตนเอง และเพราะเสี่ยวจื่อเคยชินกับการเป็นต้นไม้ที่ต้องอยู่นิ่งๆ ตลอดเวลาแล้ว จึงได้นั่งค้างอยู่ท่านั้นยาวนานไปหลายชั่วยามขณะที่สายตาก็เฝ้ามองเฟยหลงไป รู้ตัวอีกทีร่างกายก็เปลี่ยนกลับมาเป็นต้นไม้อีกครั้งตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้ตัวเลยสักนิด….… อีกด้านหนึ่งที่ขอบของดินแดนลับแลเทพสวรรค์เอ้อหลางหู่ หัวหน้าองครักษ์สวรรค์ผู้พิทักษ์ไท่จื่อ ผู้มีหน้าที่อารักขาองค์ไท่จื่อแห่งสวรรค์กำลังสำรวจแนวเขตแดนลับแลด้วยความเคร่งเครียดเป็นอย่างมากนับตั้งแต่ที่เขาและลูกน้องทำการอารักขาองค์ไท่จื่อยามแรกเกิดบกพร่องจนเป็นเหตุให้ถูกเผ่ามารลักพาตัวไปได้ มาถึงตอนนี้ก็ผ่านไปเกือบๆ หกร้อยปีแล้วที่เขาและองครักษ์ในสังกัดทั้งหมดยังคงหมกมุ่นอยู่กับการพยายามตามหาตัวไท่จื่อให้พบให้ได้เพื่อชดใช้ความผิด ต่อให้จะสืบทราบได้แล้วว่าสาเหตุที่องค์ไท่จื่อถูกลักพาตัวไปตั้งแต่ยังแบเบาะนั้นเป็นการจงใจสร้างความวุ่นวายจากเผ่ามารอีกทั้งตัวการที่ก่อเรื่องก็ถูกจับกุมตัวและลงโทษไปเรียบร้อยแล้ว แต่ในฐานะที่เขาต้องรับหน้าที่ดูแลอารักขาแล้วก็นับว่ายังบกพร่องอยู่มาก ทำให้หลังจากนั้นเขาและลูกน้องต้องพากันพลิกแผ่นดินตามหาองค์ไท่จื่อไปทุกหนทุกแห่ง แต่ไม่ว่าจะไปค้นหาที่ไหนก็ไม่เคยได้พบเจอตัวองค์ไท่จื่อเลยแม้แต่น้อยพวกเขาเริ่มปูพรมค้นหากันจากดินแดนปีศาจ เพราะเป็นที่สุดท้ายที่ได้เบาะแสว่ามีแม่เฒ่านางหนึ่งลักพาตัวไท่จื่อต่อไปอีกที นางปีศาจเฒ่าคนนี้ตบะแก่กล้าและหลบซ่อนตัวเก่งนัก ทำให้ต้องเสียเวลาไปหลายปีกว่าจะตามรอยได้ ยามที่บุกไปค้นที่รังของนางก็เป็นอันต้องผิดหวัง เพราะในตอนนั้นองค์ไท่จื่อน้อยก็มาถูกปีศาจจิ้งจอกมาคาบไปหมายเอาไปกินเป็นอาหารอีกแล้ว ตอนนั้นพวกเขาร้อนใจมากรีบเกณฑ์กำลังพลทหารสวรรค์ออกตามหาไปทั่วทั้งสี่ดินแดนสี่สมุทรเว้นไว้แค่แดนลับแลจนได้ไปเจอตัวปีศาจจิ้งจอกคนนั้นและได้รู้ว่าไท่จื่อน้อยยังไม่ถูกกิน แต่ใช้ไหวพริบหนีเอาตัวรอดไปได้ก็ให้โล่งใจนัก แต่ข่าวที่น่าหนักใจก็ตามมา นั่นก็คือคำบอกเล่าที่เจ้าปีศาจจิ้งจอกบอกว่าองค์ไท่จื่อน้อยได้วิ่งหนีเตลิดไปที่ในดินแดนลับแลอันเป็นเขตหวงห้ามของเหล่าเทพสวรรค์ทุกคน…ตั้งแต่ที่เกิดสงครามใหญ่ปราบปรามเทพพฤกษาบรรพกาลในครั้งนั้น ผู้ที่ก่อความวุ่นวายทั้งหมดในถูกเนรเทศมากักขังอยู่ที่ดินแดนลับแลนี้ ทำให้ที่นี่เต็มไปด้วยผู้ที่เกลียดชังชาวสวรรค์มากมายจึงยากนักที่คนจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้าพลัดหลงเข้ามาแล้วจะรอดชีวิตกลับไปได้ ข่าวนี้สร้างความร้อนใจให้กับองค์เง็กเซียนฮ่องเต้เป็นอย่างมากจึงให้เหล่าบรรดาเทพเซียนทั้งหลายช่วยกันตามหาตัวเทพพฤกษาจากบรรพกาลให้พบเพื่อจะขอให้ช่วยคุ้มครองความปลอดภัยให้กับไท่จื่อน้อย น่าเสียดายที่เทพพฤกษาจากบรรพกาลเอาแต่เก็บตัวอยู่ที่ในแดนลับแล ไม่ว่าใครก็ไม่อาจพบตัวได้ การติดตามหาตัวไท่จื่อน้อยเฟยหลงจึงยังไม่อาจลุล่วงได้จนถึงบัดนี้จนเมื่อเช้าวานนี้ ที่อยู่ๆ องค์เง็กเซียนก็สัมผัสได้ถึงการกลายร่างเป็นร่างมังกรของไท่จื่อน้อยเป็นครั้งแรก ทั้งยังรู้พิกัดชัดเจนที่กลางป่าในดินแดนลับแล พวกเขาจึงได้ถูกเกณฑ์มาเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่ชายขอบของเขตแดนลับแลอีกครั้งท่ามกลางความรู้สึกยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่งความยินดีแรกคือพวกเขาได้รู้แล้วว่าไท่จื่อน้อยเฟยหลงยังไม่ตาย และยังอยู่ในดินแดนลับแลนี้และความยินดีที่สองคือดูเหมือนว่าไท่จื่อจะเติบโตมาได้ดีมากเพราะอายุยังไม่ถึงพันปีก็สามารถแปลงร่างเป็นมังกรที่เปี่ยมพลังจนรับรู้ไปได้ถึงบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าขนาดนี้…._____________ขอบคุณคอมเมนต์ค่า