การหวนกลับมาที่แดนเซียนอีกครั้ง

    บทที่ 50 เดินทางเพียงลำพัง

    บทที่ 50

    เดินทางเพียงลำพัง

    ขอบเขตที่ห้าไปสู่ขอบเขตที่หกมันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบแรก 

    เพราะว่าขอบเขตที่หกก็ถูกเรียกว่าเป็นปรมาจารย์แห่งการฝึกตนแล้ว 

    ขอบเขตใหญ่ของฝึกตนถูกแบ่งออกเป็นคอขวดช่วงใหญ่ 

    แน่นอนว่าขอบเขตหนึ่งถึงขอบเขตห้าเป็นช่วงแรกของผู้ฝึกตน 

    ส่วนขอบเขตที่หก ถึงขอบเขตที่สิบก็เป็นช่วงที่ถูกเรียกว่าเป็นปรมาจารย์แห่งการฝึกตนแล้ว 

    ส่วนเกี่ยวกับเรื่องขอบเขตที่สิบเอ็ดถึงขอบเขตที่สิบสี่คนพวกนี้ถูกเรียกว่าเป็นเทพเซียนไปแล้ว 

    เพราะแบบนั้นในสามช่วงใหญ่ทุกๆการก้าวขึ้นไปสู่อีกช่วงนึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง 

    มันถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของผู้ฝึกตนเลยทีเดียว 

    ในฐานะของผู้ฝึกยุทธและผู้ฝึกปราณในขอบเขตที่ห้าเมื่อพวกนางก้าวเข้าสู่ขอบเขตที่หก ตัวตนของพวกนางก็จะเปลี่ยนไปในทันที 

    พวกนางจะถูกเรียกได้ว่าเป็นท่านเซียนแล้วก็ได้ 

    แม้จะกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่พวกนางในฐานะสาวใช้ไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดถึงการตัดสินใจของนายน้อย 

    นั่นเป็นเพราะว่าคำสั่งของคุณชายนั้นถือได้ว่าเป็นที่สุด 

    แล้วอีกอย่างนึงคุณชายของพวกนางเองก็ไม่ใช่คนที่โง่เขลา

    พวกนางอาศัยอยู่กับนายน้อยมาเป็นเวลานานและก็เติบโตมาด้วยกัน 

    คนอื่นอาจจะมองว่าคุณชายของตนเองเป็นเพียงแค่บุรุษเสเพลผู้หนึ่งเท่านั้น 

    แล้วก็อาจจะมองว่าคุณชายของตนเองนั้นไม่ฉลาดเฉลียว แต่ว่ามีเพียงพวกนางสองคนเท่านั้นที่ไม่ยอมรับเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

    พวกนางรู้ดีที่สุดว่าคุณชายของตนเองนั้นฉลาดเฉลียวมากขนาดไหน 

    เมื่อคุณชายตัดสินใจออกไปด้านนอกด้วยตัวคนเดียวแล้ว แน่นอนว่านายน้อยต้องหาหนทางในการรับมือแล้วก็การเอาตัวรอดมาเรียบร้อยแล้ว 

    เมื่อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ความรู้สึกที่หนักอึ้งภายในใจของพวกนางก็ค่อยๆจางหายลงไป 

    “ข้ารู้ดีว่าท่านพ่อเองอีกไม่นานก็จะเดินทางไปชายแดนแล้ว” เจียงเฟิงยกชาขึ้นมาดื่ม 

    เจียงเฉินพยักหน้า “มีเรื่องหลายๆอย่างที่จำเป็นจะต้องจัดการ”

    “อย่างไรเสียภายในกองทัพก็มีเรื่องมากมายอยู่แล้วในแต่ละวัน”

    “อีกทั้งสถานการณ์ในตอนนี้ยังเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างจะละเอียดอ่อน”

    “กองทัพเองก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง มันจึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญพ่อจำเป็นจะต้องเดินทางไปชายแดนด้วยควบคุมกองทัพ”

    เจียงเฟิงไม่รู้ว่าบิดาของตนเองกำลังทำอะไรอยู่

    จากที่เขารู้ข่าวของผู้คนมากมายบอกว่ากองทัพของแม่ทัพเจียงมีจำนวนที่ลดน้อยลง

    แน่นอนว่าพวกเขาพยายามสื่อว่ากองทัพนั้นมีความอ่อนแอลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    เจียงเฟิงลองคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาก็พอคาดเดาได้ว่าอาจจะเป็นความตั้งใจของบิดาของเขา

    น่าจะทำให้พวกราชวงศ์นั้นเบาใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้และก็ไม่ได้ตึงเครียดและตั้งใจจะเล่นงานเขาตลอดเวลา

    แต่ว่าถึงแม้ว่าจะรู้ว่ากองทัพของบิดานั้นน่าจะยังคงแข็งแกร่งเช่นเดิม

    แต่ในทุกวันนี้มีเรื่องของเขาเองก็ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องดูแลกองทัพและพัฒนากองทัพ

    ตัวของเขาก็ไม่เข้าใจเช่นเดียวกันว่าด้วยกองทัพในตอนนี้แล้วถือว่าเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดภายในราชวงศ์ต่างๆแล้วก็ว่าได้

    ในมาหาทวีปเทียนหยางเหนือแห่งนี้ ถ้าเกิดว่านับเพียงแค่กองทัพของราชวงศ์กองทัพบิดาของเขาน่าจะเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุด

    แต่ว่าในตอนนี้เหมือนว่าบิดากำลังวางแผนอันใดสักอย่างอยู่

    ราวกับว่าต้องพัฒนากองทัพอยู่ตลอดเวลา แล้วการพัฒนากองทัพจะพัฒนาไปเพื่ออะไร

    เรื่องนี้ตัวของเขาไม่เข้าใจ เพราะว่าถ้ามองถึงตามความเป็นจริงแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะรู้ดีว่าแม้ว่ากองทัพจะพัฒนาไปมากขนาดไหน

    แต่ว่าพวกเขาเองก็ไม่สามารถเทียบกับพวกพลังของเทพเซียนบนภูเขาได้

    พวกเทพเซียนพวกนั้นมีพลังเหนือธรรมชาติ ในขณะที่คนภายในกองทัพทหารส่วนใหญ่เป็นนักรบ

    เพราะแบบนั้นกำลังลบของพวกเขาทั้งสองฝ่ายจนแตกต่างกัน

    นักกองทหารของราชวงศ์จึงไม่สามารถต้านทานแล้วก็ต่อต้านอำนาจของพวกเทพเซียนในสำนักต่างๆได้

    นี่คือเหตุผลว่าทำไมสำนักต่างๆจึงมองพวกราชวงศ์ราวกับว่าเป็นการมองพวกมด และเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่ำต้อยกว่าตนเอง 

    นั่นเป็นเพราะว่าพวกสำนักต่างๆนั้นมีพลังมากกว่า 

    การที่พวกมันมีพลังมากและจะไม่เห็นพวกราชวงศ์อยู่ในสายตาเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด 

    แต่เจียงเฟิงถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่าบิดาของตนเองกำลังวางแผนทำอันใดอยู่ 

    แต่แผนการที่บิดาของเขาวางเอาไว้น่าจะไม่ใช่แผนการเล็กๆ 

    บางทีมันอาจจะเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่จะอาจจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเลยก็ว่าได้

    เจียงเฟิงพูดคุยกับบิดาของตนเองต่ออีกสักพักก่อนที่จะไปพักผ่อน 

    เขาตั้งใจที่จะออกเดินทางในอีกไม่ช้า ตอนนี้ขอบเขตของเขาได้มั่นคงเรียบร้อยแล้ว 

    ในขณะเดียวกันการหลอมรวมของอาวุธรากฐานชีวิตตอนนี้ก็ประสานเข้าหากันจนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว 

    เมื่อถึงเวลาที่ทุกอย่างเตรียมพร้อมเขาเองก็จะออกเดินทางออกจากดินแดนรกร้างทางเหนือทางนี้ 

    ในครั้งนี้ตัวของเขาตั้งใจที่จะเดินทางมุ่งตรงลงไปทางใต้สุดของทวีป 

    ในมหาทวีปเทียนหยางเหนือแห่งนี้ ระยะทางจากด้านเหนือสุดก็คือดินแดนรกร้างที่เขาอยู่ในตอนนี้ 

    แต่ว่าเมื่อมุ่งตรงลงไปทางใต้สุดต้องใช้เวลาเดินทางนานขนาดไหน เรื่องนี้ไม่ได้มีคนพูดถึงแล้วก็ไม่ได้มีคนเคยคำนวณเกี่ยวกับการเดินทาง 

    เพราะว่าคนส่วนใหญ่ พวกเขามักจะเดินทางโดยที่มีจุดแวะพักแตกต่างกันออกไป 

    แล้วก็ยังมีสถานที่ที่ตนเองเดินทางไปแตกต่างกันด้วย  เพราะแบบนั้นมันเลยทำให้เส้นทางในการเดินทางของแต่ละคนมีระยะทางที่แตกต่างกัน 

    เจียงเฟิงยังรู้อีกว่าอีกไม่นานบิดาของตนเองก็ต้องเดินทางไปชายแดน 

    ในตอนนี้เขาก็เตรียมตัวที่จะออกเดินทางแล้วเช่นเดียวกัน 

    หลังจากนั้นประมาณสิบวัน 

    ซินอวี้และเฉินอวี้ได้ปิดด่านเก็บตัวแล้วก็เข้าสู่การทะลวงขอบเขต 

    ที่พวกนางนั้นรีบเข้าสู่การทะลวงขอบเขตแน่นอนว่าย่อมเป็นเพราะว่าอยากจะติดตามคุณชายของตนเองไปให้เร็วที่สุด 

    ในตอนนี้คุณชายของพวกนางยังไม่ออกเดินทาง นั่นแสดงว่าช่วงเวลาตอนนี้ถ้าเกิดว่าพวกนางสามารถปาดทะลุขอบเขตได้เร็วเท่าไหร่ 

    พวกนางเองก็จะสามารถกลับไปติดตามอยู่ข้างกายคุณชายของตนเองได้เร็วขึ้นเท่านั้น 

    พวกนางเลยเริ่มปิดด่านเพื่อฝ่าทะลุขอบเขต 

    ในช่วงสิบวันที่ผ่านมาสองพ่อลูกพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องต่างๆกันมากมาย 

    เจียงเฉินสะสางงานภายในเมืองจนเสร็จแล้วในวันนี้ก็ได้โอกาสที่จะออกเดินทางไปที่ชายแดนแล้ว 

    แน่นอนว่าพวกเขาทั้งสองร่ำลากันตามประสาพ่อลูก 

    หลังจากนั้นแม่ทัพเจียงก็ออกเดินทางมุ่งตรงไปที่ชายแดน 

    เมื่อเห็นว่าบิดาของตนเองนั้นได้เดินทางจากไปแล้ว แถมสาวใช้ทั้งสองที่เป็นคนสนิทของเขาก็ปิดด่านไปแล้ว 

    เจียงเฟิงเลยคิดว่าตนเองควรจะออกเดินทางแล้ว 

    ในสองวันถัดมา 

    ร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดผ้าธรรมดาๆทั่วไป ด้านหลังสะพายสัมภาระที่เป็นห่อผ้าธรรมดาข้างเอวเหน็บกระบี่เหล็กเอาไว้หนึ่งเล่ม เดินทางออกมาจากเมือง 

    บุรุษผู้นี้ใบหน้าธรรมดาๆ แถมผิวยังเป็นสีเข้ม 

    แน่นอนว่าบุรุษหนุ่มปริศนาผู้นี้ก็คือ ตัวของเขาของเจียงเฟิงนั้นเอง

    ที่ใบหน้าของเขาถูกปกปิดเอาไว้ย่อมเป็นเพราะว่าเขาใช้ความสามารถพิเศษบางอย่าง 

    เป็นการที่เขานั้นวาดยันต์และสามารถใช้ยันต์นั้นเปลี่ยนแปลงใบหน้าของตนเองได้ 

    มันเป็นยันต์ชนิดพิเศษ เพียงแค่แปะที่ใบหน้าของตนเองใบหน้าของตนเองก็จะเปลี่ยนไป 

    มันเป็นยันต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เหมาะกับการปลอมตัว เพียงแต่ว่ามันเองก็มีจุดอ่อนเช่นเดียวกัน ตรงที่ถ้าเกิดว่าแผ่นยันต์นี้พบเจอกับคนที่มีขอบเขตสูงกว่าตนเองหลายขั้นจะถูกมองออกได้ง่ายๆ 

    เพราะว่ายันนี้ถูกสร้างขึ้นมาด้วยพลังปราณวิญญาณของขอบเขตที่สองเท่านั้น

    เจียงเฟิงออกเดินทางจากเมืองเฟิงเฉินลงไปทางทิศใต้ในวันนี้

    คล้ายกับเรื่องการหวนกลับมาที่แดนเซียนอีกครั้ง ที่คุณอ่าน