ตอนที่ 74 ดวงเนตรสีเงิน
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินทำภารกิจที่กำหนดไว้เสร็จเร็วกว่ากำหนด
“ไม่คิดเลยว่าจำนวนรายงานทางวิชาการที่นี่จะมีน้อยขนาดนี้”
เขาไม่เชื่อว่ารายงานทางวิชาการในรอบพันปีจะมีจำนวนเพียงแค่นี้ เนื่องจากรายงานทางวิชาการเหล่านี้คือองค์ความรู้ของนักวิชาการร้อยประเทศ
มหาทวีปแห่งนี้มีจำนวนประชากรนับพันล้าน ต่อให้นักวิชาการมีน้อยเพียงใดก็ต้องมีอยู่หลายล้านคนอยู่ดี ดังนั้นเพียงแค่จำนวนรายงานทางวิชาการเพียงแค่หนึ่งปีอาจมีจำนวนนับล้านก็ว่าได้ ไม่ต้องเอ่ยถึงหนึ่งพันปีเลย ไม่ต้องถามออสตินก็รู้ว่ามันมีจำนวนมากมายแค่ไหน
ดังนั้นรายงานทางวิชาการหนึ่งแสนกว่าชิ้นที่อยู่ในหอสมุดประจำเมืองวินเซนแห่งนี้ย่อมเป็นเพียงปลายยอดภูเขาน้ำแข็งอย่างแน่นอน
เมอร์ลินส่ายศีรษะไปมาและเอ่ยอย่างจนใจว่า “ยังในที่นี่ก็เป็นแค่หอสมุดประจำเมืองเท่านั้น ภายในหอสมุดมหาวิทยาลัยย่อมมีจำนวนมากกว่านี้อย่างแน่นอน แค่เพียงนิตยสารทางวิชาการที่มหาวิทยาลัยรวบรวมคงมีจำนวนรายงานทางวิชาการหลายชิ้นแน่”
วินาทีนั้นเองเมอร์ลินก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
ตอนนี้เขารู้สึกไม่อยากเข้าเรียนโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูงแล้ว เพราะยังไงที่นั่นก็เป็นเพียงสถานที่บ่มเพาะเด็กน้อยเท่านั้น มันย่อมไม่ใช่สถานที่ของเขาอย่างแท้จริง
องค์ความรู้ของเมอร์ลินในตอนนี้เรียกว่ามีมากมายมหาศาล
ความจริงด้วยสมองของเด็กน้อยวัยสิบเอ็ดขวบคนหนึ่งย่อมไม่มีทางรับข้อมูลมากมายขนาดนี้ได้แน่ เพียงแต่สิ่งที่รับข้อมูลเหล่านี้กลับเป็นกลุ่มก้อนพลังสีเงินที่แฝงอยู่ในร่างกายของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
กลุ่มก้อนพลังสีเงินนี้ทำให้ร่างกายของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนเส้นผมและดวงตาให้กลายเป็นสีเงิน ทั้งนี้ขุมพลังสีเงินกลับเป็นก้อนพลังที่เหล่าจอมเวทไม่สามารถตรวจจับได้ด้วย แม้แต่ออสตินที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กน้อย หรือมหาจอมเวทธีออนที่เคยพบเมอร์ลินมาแล้วก็ไม่สามารถตรวจจับได้เลย
นับได้ว่าขุมพลังสีเงินนี้คงอยู่ในสภาวะที่ลึกล้ำยิ่ง
การคงอยู่ของมันแม้แต่เมอร์ลินผู้เป็นเจ้าของร่างกายก็เรียกได้ว่าไม่รับรู้ สิ่งที่เขาสัมผัสได้มีเพียงการเปลี่ยนแปลงทางดวงตาเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงแอบเรียกขุมพลังนี้ว่า “ดวงเนตรสีเงิน”
เมื่อวันนี้เมอร์ลินได้อ่านรายงานทางวิชาทางทั้งหมดจบลง เขาจึงตัดสินใจทำเรื่องที่ควรทำ
นั่นคือการจารึกคาถาเวทใหม่
ออสตินได้มอบวัสดุเวทสำหรับจารึกเวททั้งสี่บทที่เขาต้องการมาแล้ว
ในจำนวนวัสดุเวทที่ส่งมอบมา ออสตินได้จัดหาวัสดุสำรองแต่ละคาถาเวทไว้สามชุดด้วยกัน
น้อยมากที่นักเวทคนหนึ่งจะจารึกคาถาเวทให้สำเร็จในคราเดียว ในกรณีของเมอร์ลินที่ทำสำเร็จในตอนแรกนั้นเรียกว่าปาฏิหาริย์ก็ว่าได้
เพราะเหตุนี้นักเวทส่วนใหญ่จึงมีภาระค่าใช้จ่ายที่มากอีกทั้งยังต้องศึกษาความรู้ในคาถาเวทที่จะจารึกให้เชี่ยวชาญ
วัสดุเวทและความรู้ในคาถาเวท หากตีมูลค่าเป็นเงินย่อมถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย
เพราะความเหลื่อมล้ำนี้จึงไม่แปลกที่มหาทวีปแห่งนี้นักเวทระดับต่ำจำนวนมาก
นักเวทที่ต่ำกว่าสี่วงเวทมีจำนวนมากที่สุด ส่วนนักเวทที่มีห้าวงเวทขึ้นไป นอกจากพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นอัจฉริยะแล้ว พวกเขาต้องร่ำรวยมากอีกด้วย
อย่างไรก็ตามการเป็นนักเวทก็ไม่ได้ยากจนขนาดนั้นเพราะสมาคมเวทมนตร์แต่ละแห่งล้วนมีภารกิจล่าสัตว์อสูรให้พวกเขาทำ เพียงแต่ภารกิจระดับต่ำนั้นเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ดังนั้นนักเวทมากมายจึงแก่งแย่งกัน จนนักเวทบางคนต้องยอมแพ้หางานอย่างอื่นทำแทน
ส่วนภารกิจระดับสูงก็เสี่ยงอันตรายเป็นอย่างมาก นักเวทที่ความสามารถไม่ถึงก็เอาชีวิตไปทิ้ง
มหาทวีปแห่งนี้แม้จะมีนักเวทและอัศวินมากมาย แต่สัตว์อสูรก็ผุดออกมาจำนวนมากเช่นกัน บางครั้งสัตว์เลี้ยงในบ้านก็มีสิทธิ์กลายพันธุ์กลายเป็นสัตว์อสูรอย่างไม่มีสาเหตุก็ได้
โลกนี้ลึกลับยิ่ง สัตว์อสูรนั้นสามารถปรากฏได้ทุกที่ไม่ว่าในเมืองหรือในป่า
ดังนั้นภารกิจกำจัดสัตว์อสูรจึงมีอยู่ตลอด
เมอร์ลินโชคดีที่ได้อาศัยอยู่กับออสติน เขาจึงไม่เคยพบสัตว์อสูรเหล่านี้มาก่อน
ภายในห้องพัก
เมอร์ลินมองแหวนที่ประดับผลึกเวทสีน้ำเงินในมือ มันคือแหวนเก็บของที่บรรจุวัสดุเวททั้งสิบสองชุด
ออสตินไม่ได้อยู่ในห้องพักกับเขา ชายชราออกเดินทางเมื่อสัปดาห์ก่อนและบอกกับเมอร์ลินว่าจะกลับมาก่อนวันสอบเทียบ
ดังนั้นช่วงนี้เมอร์ลินเลยว่างและสามารถทำอะไรก็ได้ตามที่เขาต้องการ
เมอร์ลินหยิบตราสัญลักษณ์ชิ้นหนึ่งขึ้นมาก่อนจะกระตุ้นการทำงานของมันและเอ่ย “คุณมาร์เทลอยู่ที่แถวนี้ไหมครับ?”
แล้วตอนนั้นเองตราสัญลักษณ์ก็เรืองแสงพร้อมกับเปร่งเสียงออกมา
“ครับ”
“ไม่ทราบว่าแถวนี้พอจะมีสถานที่ทำพิธีจารึกคาถาเวทไหมครับ?” เมอร์ลินเอ่ยถาม
แม้เขาจะมีวัสดุเวทครบถ้วน แต่ก็ไม่สามารถทำมันในห้องพักของโรงแรมได้อยู่ดี เขาต้องการพื้นที่กว้างหรือห้องที่สามารถสกัดกั้นความผันผวนของพลังเวทได้
ก่อนหน้านี้เมอร์ลินทำมันบนสนามหญ้าหน้าบ้านอันเป็นภูเขาลอยฟ้า หากเกิดการผิดพลาดขึ้นมาคงจะไม่เกิดความเสียหายมากนัก
แต่ตอนนี้เขาอยู่ในเมืองวินเซนที่มีผู้คนพลุ้งพล่าน ย่อมไม่สามารถหาที่กว้างหรือสถานที่เป็นส่วนตัวได้อย่างแน่นอน
มาร์เทลเป็นคนในพื้นที่เขาจึงเอ่ยถามเรื่องนี้
“คุณสามารถเช่าห้องทำพิธีที่สมาคมเวทมนตร์ได้ครับ” มาร์เทลเอ่ยตอบ
“ดีครับ ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปตอนนี้เลย”
“ได้ครับ ผมจะเตรียมรถม้าให้คุณด้านล่าง”
เมื่อตกลงกันได้แล้ว เมอร์ลินจึงออกเดินทางไปที่อาคารสมาคมเวทมนตร์เมืองวินเซนในทันที
สมาคมเวทมนตร์นั้นให้ความสะดวกกับนักเวททุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบพลังเวท การรับส่งภารกิจ การซื้อขายแลกเปลี่ยนวัสดุเวทและคาถาเวท หรือบริการให้เช่าห้องทดลองวิจัยและห้องทำพิธีกรรมเวทมนตร์
เพราะเหตุนี้อาคารของสมาคมเวทมนตร์จึงมีขนาดที่ใหญ่โตโออ่า ผู้คนเข้าออกใช้บริการที่นั่นตลอดเวลา ไม่เว้นแม้กระทั่งยามค่ำคืน
ไม่นานเมอร์ลินก็เดินทางถึงที่นั่น ซึ่งมีมาร์เทลเดินติดตามมาด้วย
อย่างไรมาร์เทลก็เป็นนักเวทสองวงเวท เขาสามารถแนะนำเรื่องนี้ให้กับเมอร์ลินได้เป็นอย่างดี
เขาพอใจกับการทำงานนี้มาก ต้องรู้ไว้ว่าออสตินได้จ่ายค่าจ้างเขาตกวันละสองพันวอยส์เลยทีเดียว เพียงหนึ่งเดือนเขาก็ได้เงินถึงหกหมื่นวอยส์แล้ว จำนวนเงินมากขนาดนี้สามารถเทียบเท่ากับการรับภารกิจอันตรายได้ แค่เพียงดูแลเด็กน้อยคนหนึ่งกลับได้เงินดีแบบนี้ ย่อมทำให้เขาชื่นชอบงานสบายๆ แบบนี้เป็นอย่างมาก
มาร์เทลก็กระทั่งเสียดายหากสองพ่อลูกพริสตันจะจากไป เขายังมีความคิดว่าจะขอติดตามคุณชายน้อยพริสตันต่อ ไม่ว่าเด็กน้อยจะเข้าเรียนที่โรงเรียนเวทมนตร์หรือไปที่ไหนก็ตาม ต่อให้ได้เงินเดือนแค่ครึ่งเดียวเขาก็ยอม
หากเขาปฏิบัติหน้าที่ได้ดี ไม่แน่ว่าโอกาสนี้อาจจะเป็นของเขา