เยว่ชิงเลิกคิ้วมองนักบวชที่ยังยืนขวางทางไม่ยอมหลบไปไหน “พุทธองค์อ่านคัมภีร์สงบจิตอยู่ในห้องตำราก็ดีอยู่แล้ว จะเสียเวลามาตามข้าน้อยทำไมกัน?”
พุทธองค์นั้นย่อมรู้กิจของตนเองเป็อย่างดี การออกจากวิหารระฟ้ามาข้างนอกแทบนับครั้งได้ เขาเคร่งในการบำเพ็ญและเจริญภาวนาอยู่เสมอ ใบหน้างดงามมาพร้อมดวงตาสีอำพัน มันคล้ายสุริยันกำลังทอแสงสาดส่องยามรุ่งอรุณ
เมื่อก่อนเยว่ชิงคงอบอุ่นใจยามได้มองแววตาสีอำพันของพุทธองค์ ทว่ายามนี้ยิ่งมองยิ่งร้อนรนราวกับถูกสุริยันแผดเผาอยู่ตลอดเวลา เยว่ชิงเบือนหน้ามองไปทางอื่น เลี่ยงที่จะสบตาหรือมองใบหน้าดัง์ประทานนี้
“ในเมื่อท่านไม่มีคำตอบ ก็อย่ามายุ่งวุ่นวายกับข้าน้อย”
“ไม่ให้อาตมายุ่งเกี่ยว แต่เยว่ชิงสามารถยุ่งกับอาตมาได้อย่างนั้นหรือ?” เยว่ชิงตวัดสายตาหันขวับทันทีที่ได้ยินคำถาม เกิดความสงสัยว่าวันนี้พุทธองค์สมองกลับไปแล้วหรืออย่างไร
“ข้าน้อยไม่มีเวลามาสนทนาโต้ตอบกับพุทธองค์ ฉะนั้นโปรดหลีกทางในตอนที่ข้าน้อยยังพูดดี”
“เหตุใดเยว่ชิงถึงมุ่งมั่นนัก”
ไป๋เยว่ชิงถอนหายใจพลางส่ายหน้าไล่อารมณ์ของตน “เสวี่ยฉินคิดการอันใดอยู่ สมณะผู้สูงส่งไม่รู้เลยอย่างนั้นหรือ?”
“...”
“สิ่งที่สำนักเทียนฉี้าจากพุทธองค์ คงมีค่ามากพอที่จะเสี่ยงต่อกรด้วย”
จริงอย่างที่หลี่จิ้งหยางคิดเอาไว้ หลังจากที่ไป๋เยว่ชิงไปวิ่งวุ่นอยู่ในยุทธภพ ก็ได้รับรู้เื่ราวมากมายกลับมา ทำเอาพุทธองค์เป็กังวลจนสงบใจไม่ได้ จนยอมออกนอกวิหารระฟ้ามายืนอยู่ตรงนี้
“เช่นนั้นอาตมาก็มีส่วนที่ต้องรับรู้ หากเื่มันเกี่ยวกับอาตมาและวิหารระฟ้า”
เ้าของดวงตาสีชายกยิ้ม พุทธองค์ไม่ได้สนชีวิตของเขาด้วยซ้ำ ที่มายืนขวางก็เพียงแค่อยากล้วงสิ่งที่เยว่ชิงสืบมา ที่แท้ก็ห่วงตัวเองและอำนาจในมือ!
“ข้าน้อยบอกท่านจนหมดแล้ว โปรดหลีกทาง”
“ถ้าเยว่ชิงยืนกรานจะไป”
“นี่พุทธองค์หลี่จิ้งหยาง ท่านควรกลับไปดูแลวิหารระฟ้าให้ดี ถืออำนาจในมือของท่านให้แน่น ก่อนจะโดนผู้ใดมา่ชิงเอาไป”
“...”
“ต่อให้พุทธองค์มีพลังสะท้านฟ้าสะท้านดิน มีทุกสิ่งอย่างที่เหนือกว่าผู้อื่น แต่ถึงคราวจำเป็ก็ต้องลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเองกันทั้งนั้น ลมหายใจเมื่อยังมีก็ควรรักษามิใช่รึ?”
“ไปกันเถอะ”
“ด...เดี๋ยว! พุทธองค์ท่านจะไปที่ใดกัน” เยว่ชิงเดินตามพุทธองค์หลี่จิ้งหยางที่ก้าวไปข้างหน้า สมณะผู้นี้กำลังออกจากวิหารระฟ้าเข้าสู่โลกยุทธภพ ไป๋เยว่ชิงรีบวิ่งไปยืนขวางหน้ากางแขนไม่ยอมให้เดินต่อ เป็ผลให้พุทธองค์ชะงักเล็กน้อยพร้อมกับสองขาหยุดอยู่กับที่
“มีอะไรเยว่ชิง”
“ท่านจะไปที่ใด?”
“อาตมาก็จะไปกับเยว่ชิงอย่างไร ยุทธภพนั้นมีหลายสิ่งที่อาตมายังไม่รู้ เยว่ชิงเป็คนบอกอาตมาเองก่อนหน้านี้”
เยว่ชิงกรอกตามองบน พุทธองค์หลี่จิ้งหยางคงหวั่นเกรงมากกว่ากระมัง กลัวว่าเขาจะเอาเื่เลวทรามพวกนั้นไปป่าวประกาศ คงกลัวอำนาจในมือสั่นคลอน หรือไม่ก็กลัวว่าตนเองจะไม่ได้ไปนิพพานอย่างที่ตั้งใจ
ช่างเป็ปีศาจในคราบนักบุญขนานแท้!
“เสวี่ยฉินคงจับได้ั้แ่แรกพบ”
“อาตมาปลอมตัวได้”
เยว่ชิงขมวดคิ้วอีกครั้ง ขึ้นชื่อว่าเป็ผู้อยู่ในศีลและธรรมอย่างตั้งมั่น แต่กลับบอกว่าจะปลอมตัวเพียงเพื่อจะตามติดชีวิตของเขาเนี่ยนะ! ในคำสอนที่พร่ำบอกศิษย์อยู่ทุกวันว่าอย่าลวงผู้ใด ไฉนตนจึงกระทำเองเสียเล่า
ดูเหมือนเยว่ชิงจะเอาแต่ครุ่นคิดจนไม่ได้สนใจรอบข้าง หันกลับมาก็พบพุทธองค์หลี่จิ้งหยางอยู่ในรูปลักษณ์ของบัณฑิตหนุ่ม ท่าทางเป็พวกเคร่งตำราและใฝ่เรียน ทว่าใบหน้านั้นกลับโดดเด่นเป็เอกลักษณ์ มองในระยะสองูเาก็ยังรู้ว่าเป็พุทธองค์จำแลงมา
“ท่านรูปงามเกินไป”
เยว่ชิงหลุดคำพูดที่อยู่ในใจของตนเองออกมา พุทธองค์ที่กำลังเดินก็ชะงักฝีเท้าอีกหน รูปโฉมนั้นเป็เพียงเปลือกนอก พุทธองค์เองก็ไม่เคยใส่ใจว่ามันจะเป็อย่างไรในสายตาของผู้อื่น แต่เพียงคำพูดที่เผลอหลุดออกมาอย่างไม่ตั้งใจของเยว่ชิง กลับทำให้พุทธองค์นั้นนิ่งงังไปในทันที
“ข้าน้อยไม่รู้ว่าพุทธองค์้าสิ่งใดจากข้าน้อยอีก”
“...”
“ความแค้นของข้าน้อยจะตามเป็เงาไปกับท่านทุกหนแห่ง เมื่อพุทธองค์เรียกร้องอยากเดินไปพร้อมกับข้าน้อย ก็อย่าหวังว่าจะได้ห่างหายไปจากสายตาคู่นี้เลย”
เยว่ชิงยื่นหน้าให้พุทธองค์ได้มองเห็นแววตาของตนให้ชัดเจน รอยยิ้มเหยียดหยันเผยขึ้น แต่หลี่จิ้งหยางนั้นไม่ได้แสดงท่าทีอะไร เขากลับหันหลังและเดินออกไป ปล่อยให้เยว่ชิงกำมือของตนสะกดอารมณ์ นี่อาจเป็แผนที่พุทธองค์คิดสังหารเขาอีกคราก็เป็ได้
ทั้งสองเดินลงจากเขาเข้าสู่หมู่บ้านที่เรียงรายอยู่เบื้องล่าง แถบนี้ไม่สนใจเื่ของยุทธภพ ทว่าก็ถูกคนจากสำนักในยุทธภพแวะเวียนมาเป็ประจำ สาเหตุหนึ่งคงเป็ทางผ่านด้วย และอีกสาเหตุหนึ่งก็คงเป็เพราะอยากดูความเคลื่อนไหวของวิหารระฟ้า
เหตุก็มาจากชื่อเสียงของพุทธองค์หลี่จิ้งหยางนั้น ที่เลื่องลือไปไกลถึงทั่วทั้งสามโลก
สังเกตโรงเตี๊ยมก็พบว่ามีคนของสำนักเทียนฉีอยู่ แสดงว่าเสวี่ยฉินคงปักใจเชื่อในสิ่งที่คิด การที่ไม่ยอมกลับสำนักเทียนฉีนั้น คงรอพิสูจน์ความเชื่อของตนเองกับพุทธองค์หลี่จิ้งหยางอยู่ และยิ่ง่นี้มีคนมากหน้าหลายตาจากสำนักอื่นวนเวียนมา เสวี่ยฉินก็คงใช้วิธีหว่านผลลงในใจ
“ก่อนอื่นข้าน้อยว่าเราต้องคุยกันก่อน”
“หืม...”
“พุทธองค์ เอ่อ ไม่สิ! จะให้ข้าน้อยเรียกท่านอย่างไร?”
“อาตมาไม่รู้”
“นี่ล้อข้าน้อยอยู่หรือไง? ไม่เห็นหรือว่าคนของสำนักเทียนฉีอยู่กันเต็ม ท่านปลอมตัวทั้งทีก็ควรมีแผนการรองรับสิ พุทธองค์เองก็ฉลาดเฉลียวถึงเพียงนี้”
เสียงบ่นของเยว่ชิงเชิงตำหนิเอ่ยขึ้น สายตาก็จดจ้องมองผู้คนของสำนักเทียนฉี พุทธองค์หลี่จิ้งหยางนั้นสงบเสงี่ยมไม่พูดมากความ ยินยอมรับในสิ่งที่เยว่ชิงพูดขึ้นมาทุกอย่าง
“เรียกอาตมาว่า หลี่จิ้ง ก็แล้วกัน”
“ท่านยังแทนตนว่า อาตมา อีกเรอะ?”
“...”
“อย่าลืมว่าตอนนี้ท่านเป็บัณฑิตคลั่งตำรา หาใช่สมณะแห่งวิหารระฟ้าไม่ และนี่ก็เป็การปลอมตัวที่ท่านอยากทำมันเอง หากเกรงละเมิดศีลหรือเป็การไม่สมควร พุทธองค์ก็ควรกลับวิหารระฟ้าไปเสีย”
“เข้าใจแล้ว”
สมกับเป็พุทธองค์แห่งองค์พระสัมมา ยังคงสงวนกิริยามารยาทไม่เปลี่ยน ท่าทางคำพูดและการกระทำนั้นบอกได้ว่าถูกอบรมสั่งสอนมาเป็อย่างดี เยว่ชิงแอบขัดใจใบหน้าอันโดดเด่นของหลี่จิ้งหยาง เขาเกรงว่ามันจะสร้างความยุ่งยากให้กับตัวของพุทธองค์เอง
เมื่อวางแผนกันเสร็จสิ้นเยว่ชิงก็เตรียมจะเดินไปโรงเตี๊ยม ทว่าพุทธองค์นั้นเรียกเอาไว้เสียก่อน “เยว่ชิงอย่าเพิ่งเข้าไป”
“มีอะไรอีก?”
หลี่จิ้งหยางหลับตาลงสักพัก ก็ลืมตาพร้อมโบกมือไปทางเยว่ชิง ปรากฏเป็แสงสีทองล้อมกายและหายเข้าไปในิญญาของเยว่ชิง “พุทธองค์ทำอันใดกับข้าน้อย!”
“เนตรจักรดาราของเสวี่ยฉินมองทะลุปรุโปร่ง อาตมาเพียงแค่ปกปิดตัวตนของเยว่ชิงเอาไว้”
“ปกปิด?”
“แสงทองนี้เป็ส่วนหนึ่งของกายวัชระ มันช่วยควบคุมและสมานพลังในิญญาให้คงที่” เยว่ชิงได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้าเป็เชิงเข้าใจ หลังจากที่รับแสงทองนี้มา ก็ััได้ว่าพลังดาราดับนั้นหยุดนิ่งไม่วนเวียนคอยจะออกมาทักทายอย่างที่เคย
เพียงแค่เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมนั้น เยว่ชิงก็พบเข้ากับสายตาของคนในสำนักเทียนฉีมองมา เห็นเสวี่ยฉินกับหลงเย่าที่นั่งดื่มชาอยู่อีกโต๊ะ ส่วนพุทธองค์ที่ปลอมเป็บัณฑิตนั้นกลับทำตัวเฉยชา สมกับเป็ผู้ที่ละวางอารมณ์
เ้าสำนักเทียนฉีเพ่งมองใบหน้าของบัณฑิตหนุ่มที่นั่งถัดออกไปไม่ไกล เหตุใดจึงรู้สึกคุ้นเคยนัก
“หลงเย่า”
“หือ?”
“เ้าว่าบัณฑิตโต๊ะนั้นเป็เช่นไร ท่าทางสงบเยือกเย็นเช่นนี้ ข้ารู้สึกเหมือนเคยเห็นมาก่อน”
สดับเพียรหมื่นภพชาติ