โลกของชวีหนานอีถูกครอบครองโดยสตรีสามนาง คนแรกคือนักพรตหญิง คนที่สองคือซานเซียวปลอม คนที่สามคือหูเหยียน บ่อยครั้งที่เขามักจะคิดว่าหากทั้งสามคือคนคนเดียวกัน คง... ไม่สนุกเป็นอย่างมาก
เป็นเรื่องที่เขาไม่อยากยอมรับเลยจริง ๆ หญิงสาวคนเดียวสามารถใช้ตัวตนที่แตกต่างกันทำลายเขาอย่างน่าอนาถเช่นนี้
โชคดีที่วิธีรับมือของชวีหนานอีไม่อ่อนหัด มิเช่นนั้นผลลัพธ์ที่ได้คงไม่อาจบรรยาย กลัวเพียงเบื้องบนก็พอเป็นบทเรียนต่อชวีหนานอีแล้ว
ข้าวต้มก็ให้ทานต่อไป แต่สถานที่เปลี่ยนจากหน้าตลาดมาเป็นหน้าที่ว่าการเขต ดีที่ตอนกลางวันชวีหนานอีและเหล่าหยาอีได้กินข้าวต้มร้อน ๆ สักชาม รสชาติทำให้จิตวิญญาณล่องลอย
อันที่จริง เดิมชวีหนานอีอยากแอบเก็บเสบียงอาหารไว้บางส่วน แต่หญิงร่างกำยำอ้วนกลมตัวใหญ่สองคนนั้นช่างมีจิตใจเมตตาและเอาใจใส่ ซึ่งไม่รู้ว่าหูเหยียนไปหาสองคนนี้มาจากที่ไหน ควบคุมดูแลเสบียงอาหารถึงขนาดสามารถนับได้ว่าหายไปกี่เม็ด
ชวีหนานอีพบว่าต่อให้ท่านใต้เท้าแข็งแกร่งเพียงใด อยู่ต่อหน้าหญิงร่างกำยำก็ไร้ประโยชน์
ชวีหนานอีรีบคลายความปวดร้าวเป็นพลัง ประกาศให้เงินรางวัลนำจับหูเหยียน แต่คนผู้นี้เหมือนกับระเหยไปแล้ว แม้เพียงเส้นขนก็ตามหาไม่เจอ
ชวีหนานอีไม่ชอบเรื่องเทพยดาภูตผี แต่กลับไม่สามารถไม่ยำเกรง
เมื่อที่ว่าการเขตลิ้วเหอเกิดเพลิงไหม้ มิต้องสนใจว่าจะเป็นคนตั้งใจวางเพลิงหรือไม่ แค่เปิดปากเรื่องนี้ก็หล่นใส่ศีรษะชวีหนานอีแล้ว เพียงประชาชนร้องทุกข์ ท่านใต้เท้าก็ไม่สามารถหลบเลี่ยง
บรรดาคนที่รอดูชวีหนานอีตกจากที่สูงและร่างแหลกสลายคงถูกกำหนดให้ผิดหวังเสียแล้ว
หนังสือร้องทุกข์เกี่ยวกับการรังแกประชาชนของชวีหนานอียังไม่ถูกส่งขึ้นไป ที่ว่าการเขตลิ้วเหอก็ซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว หนังสือสำคัญที่สูญหายเหล่านั้นพึ่งพาสมองที่เพียงกวาดสายตาก็จำได้ไม่ลืมของชวีหนานอีซ่อมเสริมให้ไม่ต่างจากเดิม หากยังมีคนคิดจะหยิบเรื่องที่ว่าการเขตไฟไหม้มากล่าวให้ออก ชวีหนานอีคงยิ้มหวานกล่าวออกไปประโยคหนึ่งว่า “เก่าไม่ไป ใหม่ไม่มา ข้าอยากเปลี่ยนที่ว่าการเขตไว้นั่งใหม่ เกี่ยวอะไรกับเจ้า?” ให้อุดเข้าไปอยู่ในคอของผู้นั้นจนไม่มีคำกล่าวใด
สำหรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่ว่าการเขต แน่นอนว่าชวีหนานอีควักจากกระเป๋าของบรรดาเจ้าถิ่นที่ข่มเหงรังแกผู้อื่น ชวีหนานอีทบทวนการกระทำความผิดทั้งเล็กใหญ่ต่าง ๆ ของพวกอันธพาลเจ้าถิ่นผ่านเอกสารเก่า แค่ยื่นมือก็จับจุดสำคัญได้แล้ว อย่างไรก็ตามชวีหนานอีไม่ใช้วิธีรุนแรง แต่ใช้วิธีไม่เจ็บไม่แสบเหล่านั้นเหน็บแนมจิตใจของพวกอันธพาลเจ้าถิ่น ให้จิตใจคนขึ้น ๆ ลง ๆ บางครั้งบางคราถูกเชิญให้เข้าพบท่านใต้เท้าเพื่อกล่าวคุย มองดูที่ว่าการเขตซึ่งถูกเผาทำลาย หากมิใช่เพราะหวาดกลัวไปทั้งตัวจนเหงื่อแตก อ้อ ๆ ๆ ผิดแล้ว หากมิใช่เพราะความเสียใจที่เข้าอกเข้าใจ จึงทยอยเปิดกระเป๋าบริจาค ใช้เงินซื้อความสงบใจ ในเมื่อชวีหนานอีกล้ารับเงินเหล่านี้ เรื่องเล็กน้อยที่ตนเองได้ทำลงไปก็กลายเป็นละอองฝนอย่างง่ายดายแล้ว
แน่นอนว่ายังมีพวกมีความรู้ที่ฟังเสียงดีดสายเครื่องดนตรีก็ทราบถึงความงดงาม ไม่เพียงกระตือรือร้นมอบเงินให้เอง ยังกระตือรือร้นที่จะเกี่ยวดองสืบสานสัมพันธ์
ตอนกลางวัน แสงแดดร้อนแรงเผาไหม้พื้นดิน แม้กระทั่งจักจั่นบนต้นไม้ยังหลบเข้าไปซ่อนในร่มเงาไม้ และร้องเรียกอย่างหมดแรง
เงาคนผู้หนึ่งกลิ้งเข้ามายังที่ว่าการเขตราวกับลูกบอลสีรุ้งแวววับ แล้วก้าวฉับ ๆ ตรงดิ่งไปยังลานด้านหลัง
หลี่ต้าจ้วงที่ถือชามรูปทรงเบี้ยวมองดูลูกบอลนั่น อ้อ ผิดแล้ว เป็นคนผู้นั้นต่างหาก ยิ่งกล่าวให้ถูกต้องคือสตรีผู้นั้น ก่อนที่เขาจะละสายตาไปอย่างเงียบ ๆ ก้มหน้าก้มตากินข้าวต้มต่อ กล่าวในใจ ‘กินข้าวต้ม กินข้าวต้ม ให้กินไปถึงเมื่อใดกัน?’
ใต้เท้าชวีกล่าวว่าน้ำสายเล็กไหลยาว ให้ทำข้าวต้มเพียง 1 หม้อต่อวันเพื่อรับประทาน อีกทั้งยังสั่งให้เหล่าหยาอีต่อแถวรับข้าวต้ม ไม่มีหน้ากลับไปพบมารดาที่บ้านแล้ว! ว่าแต่ ข้าวต้มที่ใช้ข้าวสารต้มนี่อร่อยจริง ๆ!
ลูกบอลสีรุ้งแวววับนั้นกลิ้งมาตลอดทางจนเข้ามาถึงลานด้านใน
“ท่านพี่...” เสียงสูงร้องเรียกที่มาพร้อมกับความตื่นเต้น ไร้เดียงสา ดีใจ ร่างขาวนุ่มกลมดังไข่มุกของคุณหนูที่ไม่สามารถต้านทานปรากฏต่อหน้าชวีหนานอี
ชวีหนานอีแค่รู้สึกหายใจไม่ออก ที่แท้อากาศร้อนอบอ้าวเปลี่ยนเป็นหายใจกระอักกระอ่วน
ถังโยววิ่งมาตลอดทาง เหนื่อยจนสำลัก ก้นนั่งลงบนม้านั่ง ฉวยถ้วยชาที่วางอยู่สองสามใบเงยหน้ากระดกดื่ม สบายจนส่งเสียงร้องอ้า
ถังโยวสวมเสื้อผ้าสีชมพูฉูดฉาด ที่เอวผูกพู่หยกเส้นหนึ่งกว้างสามนิ้วฝังอัญมณีหลากสีสัน เนื่องจากความอ้วน พู่หยกจึงกลืนเข้าไปในสะดือ เห็นเพียงเส้นที่กว้างประมาณนิ้วโป้ง ผลุบ ๆ โผล่ ๆ เพิ่มอีกสองนิ้วเป็นบางคราตามการหายใจเฮือกใหญ่ของนาง และบางคราก็เปลี่ยนเป็นกว้างหนึ่งนิ้ว
ชวีหนานอีเหลือบมองรอยริมฝีปากสีแดงบนถ้วยชา ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่กล่าวอะไร
รอจนลมหายใจนิ่ง ถังโยวยกก้นขึ้นจากม้านั่ง ก้าวขึ้นไปเบื้องหน้าชวีหนานอี ค่อย ๆ คุกเข่า เงยหน้ากลม ๆ ที่เหมือนซาลาเปาขึ้น ยิ้มระรื่นกล่าว “ท่านพี่ ข้ามาเยี่ยม”
ชวีหนานอีวางหนังสือในมือ กล่าวเสียงเย็นชาว่า “คุณหนูถัง ข้าเคยบอกแล้ว เจ้ากับข้ามิได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด”
ถังโยวยืนขึ้น ใช้มืออ้วน ๆ แทนพัด พัดให้กับตนเองนิดหน่อย ตอบกลับอย่างไม่สนใจว่า “ท่านพ่อของข้าบอกว่าไล่ดูลำดับวงศ์ตระกูลแล้ว สี่รุ่นก่อน พวกเราเป็นญาติกันจริงๆ ก็แค่...ห่างกันมากไปหน่อย” อืม ห่างกันสิบกว่ารุ่น แค่เลี้ยวอ้อมมาให้ใกล้ขึ้นก็ได้แล้ว
ชวีหนานอีไม่เคยเห็นหญิงสาวที่ดำขนาดนี้ อ้วนขนาดนี้ อีกทั้งยังหน้าหนาขนาดนี้ ทำได้แค่ไม่ถกเถียง เลือกที่จะนิ่งเฉย
ถังโยวคือคนที่มีชื่อเสียงในเขตลิ้วเหอ ทั้งดำทั้งอ้วนทั้งโง่เขลา ตระกูลของนางเปิดร้านขายข้าวสาร โรงเตี๊ยม ร้านขายไข่มุก นับว่าเป็นตระกูลที่มีเงินเป็นอันดับต้น ๆ ของเขตลิ้วเหอ เมื่อครั้งซ่อมแซมที่ว่าการเขต ตระกูลของนางออกเงินเยอะที่สุด การเกี่ยวดองญาตินี้ก็ยิ่งแน่นแฟ้น
นึกย้อนไปเมื่อคราแรก ชวีหนานอีสวมชุดคลุมสีฟ้า เอวผูกพู่ยาวขอบสีเงิน มือถือพัดสีหยกขาว ยิ้มหวานปรากฏตัวอยู่หน้าห้องรับแขกตระกูลของถังโยว ใจของถังโยวเต้นเร็วอย่างผิดแปลก เมื่อชวีหนานอีโบกพัดเบา ๆ กล่าวเหน็บแนมสองสามประโยคอยู่ข้าง ๆ ท่านพ่อของถังโยว นางก็พุ่งออกมาจากฉากกั้นอย่างรีบร้อน ใช้ข้อศอกสะกิดที่หลังเอวของท่านพ่อ บังคับให้รับปากบริจาคห้าร้อยตำลึงเงินซ่อมแซมที่ว่าการเขต กับสร้างตลิ่งแม่น้ำ
ตั้งแต่นั้นมา ทั้งเขตลิ้วเหอล้วนรู้ว่า ถังโยวมีลูกพี่ลูกน้องเป็นท่านใต้เท้า แซ่ชวี ชื่อหนานอี ชื่อเล่น...ชื่อเล่นว่าอะไร นางก็ไม่รู้
ถังโยวตบมือส่งสัญญาณเรียกสาวใช้สองคนให้เข้ามา นำขนมที่นางนำมาส่งไปยังเบื้องหน้าชวีหนานอี “ท่านพี่ชิมดู ขนมนี่ข้าลงมือเข้าครัวทำเอง อร่อยจนสามารถทำให้คนกลืนลิ้นเข้าไปด้วยได้เลย”
ชวีหนานอีรู้ว่าถังโยวนับเป็นประเภทที่หน้าไม่อาย หากไม่ยอมกินขนมที่นางทำ นางสามารถเดินเล่นไปมาอยู่ด้านหน้าได้ทั้งวัน นอกจากนี้ สัดส่วนระหว่างร่างเนื้อของถังโยวกับความถนัดด้านการทำอาหารเมื่อเทียบกันแล้ว ชวีหนานอีถือว่าได้ประโยชน์
ชวีหนานอียื่นมือหยิบขนมหนึ่งชิ้นเข้าปาก กวาดสายตามองสาวใช้สองคนนั้น ชวีหนานอีจำได้ว่าเมื่อครั้งก่อนที่ถังโยวมา ข้างกายยังไม่มีสาวใช้
การมองครั้งนี้ ทำชวีหนานอีตกใจจนขนมติดคอ! ทั้งตบอก ทั้งไอแรง ๆ ท้ายที่สุดจับกาน้ำชากรอกปาก ครานี้ถึงกับบังคับขู่เข็ญขนมชิ้นนั้นที่เกือบจะเอาชีวิตของเขาให้ลงไปให้ได้
ถังโยวถามอย่างระมัดระวัง “ท่านพี่ ขนมนี้อร่อยจนสามารถกลืนลิ้นเข้าไปด้วยใช่หรือไม่?”
หน้าชวีหนานอีเขียวแล้ว สำลักนั่นเหี้ยมโหดเสียจริง ยังคงไม่ทันหายดี
ถังโยวยิ้มหัวเราะเหอะ ๆ : “กิน ๆ ๆ กินอีกชิ้น กินอีกชิ้น”
ชวีหนานอีกรอกน้ำชาอีกหนึ่งอึก ครานี้ถึงได้มองไปยังสาวใช้สองคนนั้นใหม่อีกรอบ เป็นการฝึกฝนควบคุมอารมณ์มิให้ตกใจเมื่อเจอผี
สาวใช้คนหนึ่งหน้าตาอัปลักษณ์ ฟันหน้าเหยิน หน้าผากสั้นแคบ มองผ่าน ๆคิดว่าเป็นวิญญาณกระต่าย อันที่จริงค่อนข้างตลกนิดหน่อย ไม่ทำให้คนตกใจสักเท่าไร แต่อีกคนมีความน่ากลัวขึ้นแล้ว ชวีหนานอีอยากจะกล่าวคุยกับนาง กลางวันแสก ๆ เช่นนี้ออกมาแล้วก็ช่างเถอะ แต่กลางคืนห้ามออกมาเป็นอันขาด หากทำคนตกใจตายไปแล้ว คิดว่าท่านใต้เท้าเช่นเขาตัดหรือไม่ตัดหัวของนางดี? ตัด เป็นเหตุเป็นผล ไม่ตัด เป็นน้ำใจคน รูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ก็มิได้ตั้งใจเสียหน่อย?
ชวีหนานอีทำการเตรียมใจอีกครา ถึงใช้สายตามองไปทางสาวใช้อีกคนหนึ่ง
แต่เมื่อเห็นหญิงสาวนั่น...อึก คงนับว่าเป็นผู้หญิงแหละ ครั้นเห็นหญิงสาวนั่นมีดวงตาสามเหลี่ยมกลับหัวเล็ก ๆ คู่หนึ่ง บนจมูกแบน ๆ มีไฝสีดำเม็ดใหญ่ แก้มสองข้างอ้วนหนาเหมือนอมอะไรอยู่ ริมฝีปากทาชาดสีแดงสด ดูลักษณะรูปริมฝีปากไม่ออก แค่รู้สึกว่าทั้งใหญ่และหนา อาจเป็นเพราะมนุษย์บนโลกต่างก็มีใจรักสวยรักงามด้วยกันทั้งสิ้น สาวใช้ผู้นี้บนใบหน้าทาแป้งขาวเป็นชั้นหนา ๆ แก้มสองข้างทาด้วยชาดสีแดง ซ้ำยังวาดเส้นทั้งดำทั้งหนารอบดวงตาสามเหลี่ยมกลับหัวด้านนอก มองผ่าน ๆ คิดว่าเพราะสายตาของเขาไม่ดีเสียอีก จึงเห็นสิ่งของเป็นภาพเงาซ้อนกัน
พิจารณารูปร่างแล้ว นี่คือสตรีเพศ ยังดีที่มีหน้าอกใหญ่มาก ทว่ารูปร่างเช่นนี้คู่กับหน้าตาเยี่ยงนี้ พอที่จะทำให้บุรุษสูญเสียความเพ้อฝันทั้งหมดในตัวสาวงามหน้าอกโต
ถังโยวเห็นชวีหนานอีพินิจพิเคราะห์สาวใช้ของนางจึงกล่าวแนะนำด้วยตนเอง “นี่คือสาวใช้ที่ข้าซื้อมาใหม่ เป็นสินสอดออกเรือนของข้า ท่านพ่อบอกว่า ข้ามิใช่สาวงาม ไม่สามารถหาหญิงสาวแพรวพราวเย้ายวนมาอยู่ข้างกายไปล่อลวงใจลูกเขย” มืออ้วนยกขึ้นชี้ไปยังสาวใช้ที่เหมือนกระต่าย “ข้าซื้อเจ้านี่ก่อน ตั้งชื่อให้ว่าหงซิ้ว ต่อมาเมื่อหันหน้าไปก็เห็นเจ้าที่อัปลักษณ์ยิ่งกว่า” มือลื่นกลมเปลี่ยนทิศชี้ตรงไปที่หญิงโง่ “ท่านพี่ ท่านมองนางสิ น่าเกลียดจนทำให้คนกลืนข้าวแทบไม่ลงใช่หรือไม่? เฮ้อ กล่าวตามสัตย์จริง ตั้งแต่ซื้อนางมา ท่านพ่อข้าล้วนกล่าวแล้วว่าในแต่ละวันข้าค่อย ๆ ผอมลง อย่างน้อยผอมลงไปแล้ว 2 เหลียง ! จริงสิ ข้าตั้งชื่อให้นางว่าลวี่เยา” มุมปากยกขึ้น หน้าซาลาเปาเปลี่ยนเป็นลำพองภาคภูมิใจ “ท่านพี่เห็นเป็นอย่างไร ข้าก็มีพรสวรรค์อยู่เหมือนกันใช่ไหม?”
ชวีหนานอีพยักหน้าอย่างซื่อสัตย์กล่าวในใจว่า ‘มีหงซิ้ว และลวี่เยานี้ เกรงว่าสามีของเจ้าคงมิกล้าฟุ่มเฟือยเช่นนั้นแล้ว หากให้หญิงสาวลวี่เยาผู้นั้นขยับเข้าไปใกล้เตียงของสามีอีกหน่อย เจ้าก็ไม่ต้องกังวลว่าสามีจะมีปัญหาไปแอบลักกิน แต่กลัวว่าคงต้องร่วมกันพาสามีไปพบแพทย์’
ถังโยวเห็นว่าตนเองได้รับการยอมรับจากชวีหนานอี ดวงใจพลันเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ โดยเฉพาะเมื่อเห็นชวีหนานอีที่ท่วงท่างดงาม หัวใจก็ปลื้มปีติอย่างไร้ขีดจำกัด อดไม่ได้ที่จะกล่าว “ท่านพ่อของข้าบอกว่าต้องแต่งลูกเขยที่สามารถทำดีกับข้า แต่...แต่ข้าคิดว่า หากใครคิดต้องการสู่ขอข้า ชอบกินอาหารรสเลิศที่ข้าทำ ข้า...ข้าก็ออกเรือนด้วยเช่นกัน”
ชวีหนานอีอดไม่ได้ที่จะกรอกน้ำชาเข้าปาก รู้สึกว่าขนมที่เพิ่งกินเข้าไปตีย้อนออกมานิดหน่อย เขาหรี่ตาและยิ้มกล่าว “นี่น่ะหรือ...คุณหนูถังผู้ขาวนุ่มกลมดังไข่มุก เกิดมาร่ำรวยสูงศักดิ์ หาสามีตบแต่ง นั่นคือไม่มีดีกว่านี้แล้ว ถึงเวลานั้น ข้าต้องเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่เข้าไปแสดงความยินดี ก็เป็นการนับรวมมิตรไมตรีที่เจ้าเรียกข้าว่าท่านพี่เช่นกัน”
ถังโยวหัวเราะเหอะ ๆ อย่างโง่ ๆ สองที รีบร้อนลุกขึ้นกล่าวลา ไม่คิด ถังโยวเดินอย่างรวดเร็วจนชนเข้ากับคนผู้หนึ่งตรงทางเลี้ยว โชคดีที่ร่างกายมือเท้าผู้นั้นไม่เลว หลบหลีกนิดหน่อยก็เลี่ยงการชนปะทะตรง ๆ กับถังโยว
ในตอนที่ถังโยวรู้สึกตัวว่าจะชนกับผู้อื่นก็พยายามหยุดเช่นกัน นางพยายามเอนร่างไปข้างหลังอย่างสุดกำลัง สองมือไขว่คว้าสะเปะสะปะอยู่ด้านหลัง โชคร้ายที่ลวี่เยาอยู่ใกล้ถังโยวเกินไป ถูกนางจับไว้ ถังโยวเดิมคิดจะยืมการจับนี้ให้ตนยืนอย่างมั่นคง กลับไม่คิดว่าลวี่เยาร่างเพรียวบางเกินไป ท้ายที่สุดถูกถังโยวเอามือคว้าบินไปข้างหน้า
ทางที่ผู้มาเยือนหลบอยู่ กับทางที่ลวี่เยาบินไป เป็นตำแหน่งเดียวกัน
ดังนั้น จึงมีคนเห็นหน้าอกใหญ่ยักษ์ของลวี่เยาชนเข้ากับใบหน้าของผู้มาเยือนอย่างรุนแรง ไม่เก็บแรงเผื่อไว้เลย! หลังจากนั้น ทั้งตัวก็แนบติดไปกับใบหน้าของผู้มาเยือน ค่อย ๆ ลื่นหล่นลงกับพื้น
ในที่สุดใบหน้าของผู้มาเยือนก็เผยออกมา เป็นอันธพาลผู้มีอิทธิพลแห่งเขตลิ้วเหอ ไป๋จื่อชี!