เกรซี่ยังคงสบตาผมราวกับกำลังเค้นคำตอบว่าผมเป็นแฟนกับอิสราหรือไม่
“ไม่ใช่สักหน่อย”ผมปฏิเสธทันควัน แล้วพูดประโยคต่อไปในใจ “อย่างน้อยก็ในตอนนี้“
“อ๋อหรือว่าท่านไม่ชอบผู้หญิง”
“ไม่ใช่อย่างนั้นเขาเป็นแค่เพื่อนร่วมงานเฉย ๆ เราเป็นออริจินัลแมนนั่นแหละ“ผมต้องปรับตัวตามคนยุคนี้ที่ใช้คำนี้แทนคำว่าชายแท้ รู้สึกกระดากปากนิด ๆ
“เราก็ออริจินัลวูแมนเหมือนกัน งั้นก็แปลว่าท่านโสด...” เกรซี่เอียงคอทำหน้าครุ่นคิด “...ใช่สิ ไม่งั้นท่านจะมางานนี้ทำไม”
ผมพยักหน้ารับช้าๆ “ใช่ แต่เรามาที่นี่เพราะเพื่อนลากมาเฉย ๆ”
“เรามาที่นี่เพราะอยากตามหาคู่แท้”เธอเปิดเผยตรง ๆ อย่างไม่อาย สายตาที่จับจ้องมาทำผมเขินอายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ผมเตือนสติตนเองว่าอีกฝ่ายแค่เมาแล้วพูดส่ง ๆ ไม่ได้คิดอะไรจริงจัง ผมเงียบงันภายใต้ความกระอักกระอ่วนทางที่ดีควรเบี่ยงเบนไปประเด็นอื่น แต่ก็ไม่รู้จะคุยอะไร ไม่ได้มีเครื่องมือเอวีเอสอีที่ช่วยดูหัวข้อที่สนใจของฝ่ายตรงข้ามได้
“ปกติท่านดูกีฬารึเปล่า”ผมพูดโพล่งขึ้นมา ทดลองหว่านแหไปเรื่อยเปื่อย
“ดูค่ะเราชอบดูกีฬาทางน้ำ อย่างพวก ‘Jetpacksnorkeling’ หรือ ‘Hydrofoil surfing’ ก็สนุกดี แล้วก็มี ‘Underwater Archery’ อีกอย่าง” เกรซี่ตอบ ท่าทางดูตื่นเต้น เธอเล่าว่ามักจะไปเล่นกีฬาประเภทนี้ที่ชายทะเลบ่อยๆ ในวันหยุด ผมผงกหัวคล้อยตามเป็นระยะ โล่งใจที่แผนสำเร็จไปด้วยดีเกรซี่ทำไม้ทำมือเลียนแบบท่าทางนักกีฬาที่เธอชอบไปด้วยตอนเล่า พาผู้ฟังสนุกไปด้วยแม้จะไม่รู้จักกีฬาแห่งโลกอนาคตเหล่านี้สักอัน รู้แค่ว่าคนละอันกับสกูบาคลับที่อิสราเข้าร่วมตอนไปสนามกีฬาแห่งชาติเมื่อเดือนก่อนก็ไม่เห็นมี
“เราอยากเก่งเหมือนคนชิเมียม (Shimeom) บ้างนอกจากจะเป็นคนคิดกีฬาพวกนี้หลาย ๆ อย่างแล้ว พวกเขายังโคตรเก่งเลยอยากเล่นได้แบบนั้นบ้าง” หญิงสาวว่าต่อ ผมยิ้มแห้ง ๆไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูดแม้แต่น้อย มารู้ภายหลังว่าชิเมียมเป็นประเทศเกิดใหม่ที่ตั้งอยู่บนเกาะเทียมในมหาสมุทรแปซิฟิกห่างจากชายฝั่งประเทศเกาหลีใต้สามสิบไมล์ทะเล
“เดือนที่แล้วเราไปงานกีฬาแห่งชาติมากับเพื่อนอีกสองคน” ผมพยายามชวนเธอคุยสิ่งที่ตนเองรู้เกือบเผลอหลุดปากเผยว่าเป็นแฟนกับอิสราไปหนหนึ่ง ผมเล่าไปสักพักจึงเพิ่งตระหนักว่าตนเองยังอ่อนต่อโลกอยู่มากนอกจากการเมืองแล้วผมไม่รู้เลยว่าคนยุคนี้ส่วนใหญ่เขาสนใจเรื่องอะไรดูหนังเรื่องอะไร ดาราที่ชอบคือใคร หรือต้องคุยเรื่องงานศิลปะถ้าต้องแกล้งเป็นคนยุคนี้ให้แนบเนียนจริง ๆ ต้องศึกษาอีกมากโขสุดท้ายคงหนีไม่พ้นการซื้อเอวีเอสอีที่สั่งงานด้วยความคิดได้มาสักตัว
แม้จะตั้งใจหลีกหนีแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องวกกลับมาสู่เรื่องการเมืองอยู่ดีเพราะเป็นประสบการณ์ร่วมที่พบเจอในชีวิตประจำวันของพวกเราสองคนแต่เธอจะพยายามเล่าเรื่องตลกที่เจอมากกว่าพูดถึงเนื้อหาสาระแบบที่ธรณีทำ
“วันนั้นเราไปเซนทรัลพาร์กแล้วคนเยอะมากเดินไปเดินมาหลงกับช่างภาพที่มาด้วยเฉย ที่ซวยคืออะไรรู้ไหม เราดันฝากกระเป๋าที่มีสมาร์ตโฟนไว้กับเขาด้วยเพราะต้องไปเค้นข่าวจากนักการเมืองสักคน จำไม่ได้ละ เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เจอย้อนกลับไปหาทางเดิมก็ไม่เจอ รู้มั้ยทำไง” เกรซี่พูดเร็วจนลิ้นเกือบพันกันหน้าเธอแดงขึ้นมากกว่าเดิมจากผลของไวน์ที่ยกจิบอย่างสม่ำเสมอ
“ยังไง”ผมเริ่มยิ้มล่วงหน้า แก้วค็อกเทลในมือหมดไปสักพักแล้ว
“ขึ้นเวทีไปแย่งไมค์พิธีกรมาประกาศหาเลย”หญิงสาวพูดแล้วตบมือฉาดขำตัวเอง
“โหห้าวนะเนี่ย แล้วทำไมไม่บอกตำรวจ หรือแจ้งประชาสัมพันธ์ดี ๆ” ผมหัวเราะตาม
“ก็ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออกวิธีนี้เร็วดี พอพูดปุ๊บ อีกไม่เกินหนึ่งนาทีก็เห็นช่างกล้องวิ่งชูมือมาหาเลยสุดยอดไปเลยมั้ย” เธอบอกท่าทางภาคภูมิใจ ผมอมยิ้มในความเป็นคนขี้เล่นของเธอถ้าไม่นับรูปร่างหน้าตาภายนอกและสไตล์การแต่งตัวที่ไม่ตรงใจนักก็นับว่าเกรซี่เป็นคนนิสัยใจคอน่ารักน่าคบหาคนหนึ่ง
“คุยกับท่านแล้วสนุกดี”จู่ ๆ ผมก็เอ่ยขึ้นมา ดันเป็นจังหวะเดียวกับที่เกรซี่หยุดหัวเราะแล้วเงยหน้าขึ้นมาพอดี สายตาเราสองคนประสานกันโดยบังเอิญ
“เราก็มีความสุขที่ได้คุยกับท่านนะ”หญิงสาวพูดขึ้นรอยยิ้มที่แจ่มใสของเธอกับแววตาที่ดูเคลิบเคลิ้มบนใบหน้าสีแดงระเรื่อบ่งบอกความรู้สึกของเธอได้ชัดเจน ผมรู้สึกตื่นตัวในทันที ใจเต้นระริกพูดอะไรไม่ออก หญิงสาวยังจ้องมาอย่างไม่ลดละ
“มีอะไรรึเปล่าครับ”ผมผงะถอยไปเล็กน้อย เมื่อเธอโน้มตัวมาด้านหน้า ยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ ผมพยายามเลี่ยงไม่เสียมารยาทจ้องเสื้อที่คอเว้าลึกจนถึงร่องเนินอกแต่อีกฝ่ายกระชั้นชิดเข้ามาทุกขณะ
เธอวางมือบนโต๊ะห่างจากมือผมไปแค่ไม่กี่เซนติเมตรแล้วกะพริบตาปริบ ๆ
“เราขอจับมือท่านได้ไหม”เกรซี่เอ่ยขออย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมแม้จะรู้ว่าเป็นนิสัยปกติของคนยุคนี้ แต่พอเจอกับตัวผมก็อดประหม่าไม่ได้ สมองผมเริ่มปั่นป่วน เราควรทำอย่างไรดีถ้ายอมจับมือก็เท่ากับต้องการสานสัมพันธ์ต่อ ผมควรปฏิเสธสิแต่บรรยากาศรอบตัวสุดแสนโรแมนติกชี้นำไปในอีกทิศทางหนึ่ง ดีเจเปิดเพลงรักจังหวะช้าๆ หลายคู่ก็กำลังเต้นรำบนฟลอร์หน้าเวทีบางคู่โอบกอดโยกตัวไปพร้อมกันอย่างไม่เคอะเขิน ไม่ว่าต่างเพศหรือเพศเดียวกันหรือผมควรเปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ โชคชะตาบันดาลให้ผมมาพบกับเกรซี่อีกครั้งในวันนี้ถ้าต้องอยู่ในโลกนี้ต่อใจหนึ่งก็อยากมีครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนคนอื่นเขา
มีสติหน่อย ประชา
ผมสั่งตัวเองดึงมือออกจากโต๊ะมาวางบนตัก แล้วตัดใจบอกเธออย่างตรงไปตรงมา “เราขอโทษนะ”
เกรซี่ชักมือกลับช้าๆ แล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจ มีวุฒิภาวะความเป็นผู้ใหญ่เกินกว่าที่ผมคาดไว้แต่แรกเธอไม่เอะอะโวยวายแม้แต่น้อย แต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่ลดละความพยายาม
“งั้นเราขอคอนแท็กต์ท่านไว้ได้ไหม เผื่อจะได้นัดเจอกันอีกบางทีเรามีเรื่องสงสัย จะได้ถามท่านได้ ปกติท่านใช้แอปสื่อสารอะไร”
เกรซี่ทำผมลำบากใจอีกแล้วถ้าให้ไปแล้วผมไม่คิดอะไรเกินเลย ก็มีโอกาสที่เธอจะทักมากวนใจจนรู้สึกรำคาญได้อยู่ดีแต่ถ้าไม่ให้ไปก็เหมือนแล้งน้ำใจ หรือว่าอนาคตผมอาจตัดใจจากอิสราได้แท้จริงจะมีช่องทางติดต่อเธอไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย
“เดย์แชต” ผมบอกไปในที่สุด เตรียมให้ไอดีของแอปแก่เธอเพื่อกดเพิ่มการติดต่อแทนการแจกเบอร์โทรศัพท์
ทันใดนั้นเองหญิงสาวที่นั่งตรงข้ามหันไปทางขวามือนัยน์ตาเธอพลันเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก ผมชำเลืองมองทิศเดียวกันจึงเห็นคนที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอหญิงสาวผมยาวคนหนึ่งยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของงานปาร์ตี้กำลังมองมาทางนี้ด้วยสายตาเย็นชาผมใจหายวูบ เย็นเฉียบไปทั้งตัว
อีฟ เธอมาทำอะไรที่นี่
อิสราสะบัดหน้าแล้วหมุนตัวจ้ำพรวดออกจากงานไปอย่างรวดเร็ว ขาของผมขยับไปเองราวกับรู้หน้าที่ที่ต้องทำ
“ท่านจะไปไหน”เสียงเกรซี่ตะโกนตามหลังอย่างตื่นตระหนก
“เราขอตัวก่อน…ขอโทษนะ” ผมตอบกลับไปไม่รู้อีกฝ่ายจะได้ยินแค่ไหน ไม่ได้เหลียวหลังกลับไปดูปฏิกิริยาของเธอด้วยซ้ำตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าสิ่งสำคัญสำหรับผมคืออะไร
ผมผละจากดาดฟ้าวิ่งย้อนกลับซอยเท้าถี่ ๆ ลงบันได มั่นใจว่าอิสราใช้เส้นทางนี้
“อีฟ!หยุดก่อน อีฟ! คุยกันก่อน” ผมตะโกนลงไปเบื้องล่างไม่สนใจคนสองสามคนที่อยู่ละแวกนั้น ซึ่งต่างหันเหมามองเป็นจุดเดียว ไม่มีเสียงใด ๆตอบกลับมา ไม่เห็นแม้แต่เงาของหญิงสาว
ผมเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นอีกเอี้ยวตัวหลบชายหญิงคู่หนึ่งที่กอดรัดกันเป็นเกลียวบริเวณเชิงบันได แล้วก็กระโจนลงสู่พื้นชั้นสามสิบเก้าของโรงแรมบริเวณนี้เปิดบริการให้คนในงานปาร์ตี้มาใช้ได้ แต่ผู้มาใช้บริการเบาบางกว่าด้านบน มีคู่รักแค่เพียงหยิบมือปลีกวิเวกมาใช้พื้นที่ชั้นนี้เพื่อความเป็นส่วนตัวจนแล้วจนรอดผมก็เห็นแผ่นหลังของเธอแม้เหลือบมองแค่ชั่วพริบตาก็จำชุดเดรสสีดำนั้นได้รองเท้าส้นสูงทำให้ความเร็วของเธอลดลง ผมวิ่งถลาพุ่งเข้าหาพอเลี้ยวตรงหัวมุมเสาก็เข้าประชิดตัวได้สำเร็จ ผมเอื้อมคว้าแขนอิสราไว้แต่เธอสะบัดมือผมทิ้งในทันที
“เราขอโทษ”ผมเอ่ยปากก่อน เกรงกลัวว่าจะใช้แรงบีบมากเกินไปจนชอกช้ำแต่อีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทีเจ็บปวดแต่อย่างใด ไม่มีอาการอิดโรยด้วยซ้ำ
“มีอะไรก็ว่ามา”อิสราพูดเสียงแข็งกร้าว แทนที่จะสบตา เธอทำทีเดินไปดูวิวริมหน้าต่างที่ใกล้ที่สุด ยังหันหลังให้ผมแม้แสงสีจากบ้านเรือนเบื้องล่างจะสวยงามแค่ไหน ก็ไม่ทลายบรรยากาศอึมครึมน่าอึดอัดในตอนนี้ได้
ผมใช้เวลาในช่วงที่พักเหนื่อยหอบสรรหาถ้อยคำที่เหมาะสมในการเชื่อมความสัมพันธ์แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก
“อีฟ เธอมาที่นี่ด้วยเหรอ”ผมเกริ่นถามแก้ขัด แม้จะพยายามใช้เสียงอ่อนโยนแค่ไหนก็ไม่เปลี่ยนความงี่เง่าไร้สาระของมัน เธอสวนกลับในทันที
“ท่านเองก็มาที่นี่เหมือนกันนี่”อิสราบอกโดยไม่เหลียวมองคู่สนทนา
“ธรชวนเรามา”
“นิวพลอยชวนเรามา”เธอล้อเลียนคำตอบผม น้ำเสียงยียวนแฝงเจตนายั่วยุชัดเจน
“ใครเหรอเธอไม่เห็นเคยเล่าให้ฉันฟัง” ผมถามดี ๆ ยังพอควบคุมอารมณ์ได้
“เพื่อนที่ชมรมปีนเขาท่านยังไม่รู้จักเราดีพอน่ะสิ ท่านเองก็ไม่ได้บอกเราทุกเรื่องเหมือนกัน” เธอพูดนิ่มๆ แต่กลับทิ่มแทงจิตใจผมเป็นอย่างมาก รฐรักษ์น่าจะอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้เธอคงคะยั้นคะยอให้อิสรามาเปิดหูเปิดตาเพื่อจะได้ตัดใจจากผมได้อย่างสมบูรณ์
หญิงสาวหันมาเผชิญหน้ากับแฟนเก่าแม้จะไม่แสดงอาการชัดแต่ผมก็เห็นความชื้นในดวงตาแดงก่ำที่ผ่านการร้องไห้มาหมาด ๆ
“แล้วท่านตามเรามาทำไม”อิสราเข้าสู่ประเด็น ดวงตาจ้องผมอย่างแน่วแน่อาฆาต ทำผมขนลุกชันด้วยความสะพรึงกลัว
ผมหลบตาทำปากขมุบขมิบ“ฉันไม่อยากให้เธอเข้าใจผิด”
“เข้าใจผิดเรื่องอะไรท่านไม่ได้เป็นอะไรกับเราสักหน่อย สำคัญตัวผิดไปรึเปล่า” อิสรายิ้มแห้งจากนั้นก็หัวเราะเบา ๆ เปลี่ยนไปมาเหมือนเป็นโรคอารมณ์สองขั้วถึงจะพยายามทำตัวเข้มแข็งแค่ไหน ก็ปิดความสั่นคลอนภายในใจได้ไม่มิด ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอ
“แล้ว...เราจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้เหรอ” ผมพูดขึงขังจริงจัง
“ตลกละ”อิสราหัวเราะเสียงแปร่งปร่า “แล้วที่ท่านหลอกลวงเรามาขนาดนี้ ทั้งเรื่องที่มีภรรยาอยู่แล้วแล้วก็เรื่องที่มาจากอดีต ยังคาดหวังให้เราเชื่อใจท่านอีกเหรอ”
เสียงเธอค่อนข้างดังโชคดีที่ชั้นนี้ไม่มีคนมากนัก คนแปลกหน้าเหล่านั้นไม่ได้ส่งสายตาสอดรู้สอดเห็นมาทางพวกเราสองคนตลอดเวลาเกือบเดือนตั้งแต่ที่เธอรู้ความจริงผมก็ยังหาโอกาสขอโทษอย่างเป็นทางการไม่ได้สักที ทุกครั้งที่เดินสวนกันผมจะสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลซึ่งบีบคั้นให้รู้สึกหดหู่บางครั้งเธอก็ทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินคำทักทาย ผมทนความอึดอัดนี้ไม่ได้อีกต่อไป
“ฉันขอโทษ”ผมจ้องไปในนัยน์ตาของอีกฝ่าย
“ขอโทษเรื่องอะไร”อิสราแสร้งถามเสียงแข็งทว่าดวงตากลับไหวระริกด้วยความโศกเศร้าที่ปิดไม่มิด
“ทุกอย่าง...ฉันผิดเอง”ผมเอ่ยเสียงพร่า “ฉันน่าจะบอกเธอให้เร็วกว่านี้ฉันขอโทษที่ไม่กล้าหาญพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริง ขอโทษที่แต่งเรื่องโกหกเธอขอโทษที่หงุดหงิดพาลใส่เธอตอนรู้ว่าเธอเลือกคลอว์ ขอโทษที่คิดไปเองว่าเธอกลับไปหาเขา”
เสียงผมสั่นเครือเหมือนใกล้ร้องไห้ธรณีบอกผมแล้วว่าอิสราไม่เลือกลุงของเขาเพราะอุดมการณ์ขัดแย้งกันไม่เกี่ยวกับอคติความใคร่ส่วนตัวแม้แต่น้อย
“ฉันผิดเองที่เห็นแก่ตัวคาดหวังว่าเธอต้องทำตามใจฉันพอฉันอยู่ในโลกนี้ฉันเริ่มรู้สึกห่างไกลจากชีวิตเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆจนสับสนว่าตัวเองเป็นคนโลกไหนกันแน่” ผมส่งสายตาอ้อนวอนให้อีกฝ่าย แทนที่จะหาข้อแก้ตัวกลับยอมรับผิดทั้งหมด
“แล้วถ้าท่านได้กลับไปท่านจะเลือกอยู่กับเราจริง ๆ เหรอ...ไม่เชื่อหรอก” อิสราสบประมาทผมทั้งที่ตนเองก็น้ำตานองหน้า
ผมอ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบคำถามเธออย่างไร จึงย้ำประโยคเดิม “...ฉันขอโทษที่ทำให้เธอเสียใจขอโอกาสแก้ตัวอีกครั้งได้ไหม”
อิสราส่ายศีรษะแล้วโต้กลับเสียงแข็ง “ไม่มีประโยชน์หรอกประชาถึงเราจะอยู่กับท่านก็คงไม่มีทางมีความสุขได้เหมือนเมื่อก่อนอีก ขนาดเครื่องเอวีเอสอีที่เราสวมอยู่ยังรู้เลยว่าเราไม่มีความสุขทั้งคลื่นสมอง ทั้งสารสื่อประสาทข้อมูลทุกอย่างมันฟ้องตรงกันหมด ตอบเราหน่อยสิประชาว่าจะฝืนทำไปทำไม? ถ้าท่านเป็นเรา ท่านจะยังเลือกทางนี้เหรอ?”
คำพูดของเธอเป็นเหมือนคำพิพากษาที่สิ้นสุดผมจะหน้าด้านขอโอกาสได้อย่างไร ในเมื่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในสมองของเธอมันชัดเจนขนาดนั้นผมได้แต่ยืนนิ่ง ปล่อยให้บรรยากาศเข้าสู่ความเงียบงันได้ยินกระทั่งเสียงลมพัดผ่านนอกหน้าต่างเราทั้งสองมองหน้ากันราวกับรอให้อีกฝ่ายเริ่มพูดก่อนหรือไม่ก็พักรบชั่วคราวเพื่อสงบสติอารมณ์ อิสราสูดหายใจเข้าลึก ๆใช้ผ้าเช็ดหน้าที่พกมาซับน้ำตา
“แล้วเราควรทำอย่างไรดี”ผมเอ่ยขึ้นในที่สุด
“อีกสามวันกฎหมายที่ท่านหวังก็จะเข้าสู่สภาหวังว่าคงผ่านไปด้วยดี ท่านไม่ต้องทำงานพิเศษให้เสียสุขภาพหรอกถ้าขัดสนเรื่องเงินเรายินดีช่วยได้” เธอกล่าวเรียบ ๆ คงใจเย็นลงบ้างแล้ว
“ไม่เป็นไรหรอกขอบคุณมาก”
“ไม่ต้องเกรงใจเราก็เห็นใจท่าน อยากช่วยอยู่เหมือนกัน” เธอรบเร้า
“ไม่เป็นไรจริงๆ เราเกรงใจ” ผมดื้อดึงปฏิเสธ ดันไปกระตุ้นต่อมโมโหของอีกฝ่ายเข้า อิสราทำหน้าบึ้งตึงอีกครั้งพูดโพล่งระเบิดออกมา
“เราอุตส่าห์เสนอความช่วยเหลือท่านเพราะมองว่าท่านยังเป็นเพื่อนเราอยู่ แต่ท่านก็ไม่เอาความคิดเห็นของเราสองคนแตกต่างกันมากเกินไป...ได้...ต่อไปนี้เราจะไม่ยุ่งกับท่านจริงๆ แล้ว”
อิสราพุ่งพรวดออกไปทางลิฟต์ตัวที่ใกล้ที่สุดผมหมายจะเคลื่อนตัวตาม แต่เธอหันมาตะเบ็งเสียงข่มขู่
“ห้ามตามมานะ”
ผมจำใจต้องปล่อยหญิงสาวเข้าไปในลิฟต์เพียงลำพังแววตาที่จ้องกลับมาดูสงบนิ่งจนอ่านยาก ผสมทั้งอารมณ์โกรธ เศร้าน้อยใจและเข้มแข็งในเวลาเดียวกัน
“ขอโทษนะที่เราตบหน้าท่านเมื่อวันก่อน... แล้วก็ถ้าครั้งหน้าท่านจะจับมือเราขออนุญาตด้วยนะ” เธอทิ้งท้ายก่อนที่ประตูลิฟต์จะเลื่อนปิด
ตัวเลขบนหน้าปัดลิฟต์ลดถอยหลังลงอย่างรวดเร็วพาหญิงสาวคนรักไปส่งถึงชั้นหนึ่งอย่างปลอดภัย ผมเดินไปยังหน้าต่างที่ใกล้ที่สุดทอดสายตาไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนอันเวิ้งว้าง เสียงเพลงรักจังหวะสนุกสนานจากชั้นดาดฟ้ายังคงดังแว่วลงมาเสียดแทงโสตประสาทคู่รักนับสิบนับร้อยคู่คงกำลังเริ่มต้นสานสัมพันธ์กันที่นั่นในขณะที่คนโสดอย่างผมได้แต่ยืนอยู่ชั้นล่างอย่างโดดเดี่ยว...ซึมซับบรรยากาศของจุดจบความสัมพันธ์ซึ่งไม่มีวันหวนคืน