เมื่อทุกคนเปลี่ยนอาชีพ: สัตว์อัญเชิญของข้าล้วนเป็นขนาดยักษ์!

    เล่มที่ 2 บทที่ 52 การสังหารอันทรงประสิทธิภาพ

            บนแท่นชมการต่อสู้หลังประตูทองแดงหลีเซี่ยเฝ้ามองหวังเฉินที่บุกตะลุยฝ่าฝูงออร์คในดันเจี้ยนลับด้วยความหวัง

            นั่นคือนักเรียนที่เธอเคยภาคภูมิใจและพึงพอใจมากที่สุด

            เธอเชื่อว่าการที่หวังเฉินเลือกดันเจี้ยนลับระดับนรกไม่ใช่ความโอหัง แต่เป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของความสามารถที่แท้จริง

            ยิ่งไปกว่านั้นหวังเฉินผู้มีพรสวรรค์ระดับ SSS ก็มีคุณสมบัติมากพอที่จะอวดอ้างได้เช่นกัน

            “เจ้าตัวแสบ ครูรอให้เธอสร้างปาฏิหาริย์อยู่นะ อย่าทำให้ครูผิดหวังเชียว!”

            แม้ในใจหลีเซี่ยจะเชื่อมั่นว่าหวังเฉินจะไม่มีทางล้มลงที่นี่แต่เมื่อเห็นร่างนั้นพุ่งเข้าใส่เหล่าออร์คหัวใจของเธอก็ยังคงเต้นระรัวด้วยความกังวล

            ภายในดันเจี้ยนลับ

            ร่างของหวังเฉินพุ่งทะยานราวกับเสือดาวเขาลดระยะห่างระหว่างตัวเองกับออร์คนักรบได้อย่างรวดเร็ว

            “โฮก!”

            ออร์คนักรบที่อยู่แนวหน้าสุดเห็นมนุษย์วิ่งเข้ามาใกล้ก็คำรามอย่างโหดเหี้ยมอาวุธในมือเหวี่ยงออกไปพร้อมกับลมกระโชกหวังจะฟาดร่างมนุษย์ตรงหน้าให้แหลกเป็นชิ้นๆ

            ทว่าในตอนนั้นเอง

            เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีของออร์คนักรบหวังเฉินไม่มีความหวาดกลัวปรากฏบนใบหน้า ขณะวิ่ง เขาก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นพุ่งเข้าใส่ร่างของออร์คนักรบโดยตรง

            เข่ากระแทก!

            เสียงกระดูกแตกร้าวแผ่วเบาดังขึ้นหน้าอกของออร์คนักรบถูกเขากระแทกจนบุบยุบร่างสูงสามเมตรของมันลอยกระเด็นออกไปราวกับกระสอบข้าว

            จากนั้นขณะที่ยังลอยอยู่กลางอากาศ หวังเฉินก็หมุนตัวดาบยาวสำหรับผู้เริ่มต้นในมือตวัดออกไป

            ฉับฉับ!!

            แสงเย็นยะเยือกสาดผ่านปลายดาบกรีดผ่านลำคอของออร์คนักรบสองตนที่หมายจะโจมตีพร้อมกันอย่างไร้ซึ่งความลังเล

            เลือดสาดกระเซ็นร่างของออร์คนักรบทั้งสองก็ล้มลงบนพื้นอย่างอ่อนปวกเปียก

            สังหารในพริบตา!

            ในพริบตาเดียวออร์คนักรบทั้งสิบเก้าตนก็ถูกหวังเฉินจัดการไปสามตนอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด

            โฮกโฮก โฮก!!

            ทว่าในเวลานั้นเองออร์คนักรบที่อยู่ด้านหลังก็ไล่ตามมาติดๆ

            การตายของพวกเดียวกันไม่ได้ทำให้พวกมันหวาดกลัวตรงกันข้าม กลิ่นคาวเลือดกลับกระตุ้นให้พวกมันคำรามอย่างบ้าคลั่งพุ่งเข้าโจมตีหวังเฉินอย่างไม่ลดละ

            ในพริบตาออร์คนักรบสี่ตนก็พุ่งเข้ามาพร้อมกับอาวุธในมือ

            ฟิ้วฟิ้ว ฟิ้ว!!

            อาวุธทั้งสี่เหวี่ยงออกไปพร้อมกับลมกระโชกอย่างรุนแรงพุ่งเข้าโจมตีหวังเฉินที่ยังลอยอยู่กลางอากาศ

            แต่เมื่อเห็นเช่นนั้นหวังเฉินที่เท้ายังไม่แตะพื้นก็ยื่นมือข้างหนึ่งออกไปรับ

            วิชาลมวายุคลั่ง!

            พลังเวทเข้มข้นปะทุขึ้นลมวายุคลั่งสีเขียวอ่อนสองสายพุ่งทะลุออกไปปะทะเข้ากับอาวุธทั้งสี่ของออร์คนักรบอย่างจัง

            ลมวายุคลั่งตัดผ่านอาวุธทั้งสี่ขาดสะบั้นจากนั้นก็ยังคงพุ่งเข้าชนร่างของออร์คนักรบอย่างต่อเนื่อง

            ฉัวะ!

            เสียงฉีกขาดของเนื้อหนังดังขึ้นร่างสูงใหญ่ของออร์คนักรบถูกลมวายุคลั่งผ่ากลางตัว

            เลือดและอวัยวะภายในกระจัดกระจายบนพื้นทำให้ถ้ำแห่งนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่น่าสะอิดสะเอียนในทันที

            เมื่อออร์คนักรบทั้งสี่ล้มลงช่องว่างก็ปรากฏขึ้นในแนวรบที่อัดแน่น เผยให้เห็นออร์คจอมเวทที่หวังเฉินเล็งเอาไว้

            “โอกาสนี้แหละ!”

            เมื่อเห็นดังนั้นแววตาของหวังเฉินก็ฉายแววเย็นชา เมื่อเท้าแตะพื้นเขาก็ออกแรงกระโดดพุ่งออกไปราวกับกระสุนปืนใหญ่

            คมดาบพริบตา!!

            วินาทีต่อมาเขาก็พุ่งไปหยุดตรงหน้าออร์คจอมเวทดาบยาวสำหรับผู้เริ่มต้นในมือฟาดฟันออกไปอย่างไม่ลังเล

            ฝั่งตรงข้ามออร์คจอมเวทสัมผัสได้เพียงเงาดำวูบผ่านตา ก่อนจะเห็นแสงเย็นยะเยือกพุ่งเข้าหา

            “โฮก!”

            เมื่อเห็นเช่นนี้ออร์คจอมเวทก็คำรามด้วยความโกรธ มันโบกไม้เท้าเวทมนตร์ในมือเพื่อรับดาบยาว

            ตูม!

            ในพริบตาอาวุธทั้งสองก็ปะทะกันอย่างรุนแรง เกิดเสียงดังสนั่น

            แต่ก่อนที่ออร์คจอมเวทจะดีใจที่มันสามารถป้องกันการโจมตีได้มันก็เห็นมนุษย์ตรงหน้าหมุนตัวพุ่งเข้าหาออร์คนักรบอีกครั้ง

            “โฮก!”

            เมื่อเห็นเช่นนั้นออร์คจอมเวทก็คุกรุ่นด้วยความโกรธ มันร่ายมนตร์เพื่อใช้ลำแสงลาวาสั่งสอนมนุษย์ที่ไม่รู้จักประมาณตนผู้นี้

            แต่ทันทีที่มันโบกมือมันก็พบว่าไม้เท้าเวทมนตร์ในมือหักเป็นสองท่อนจากนั้นโลกที่มันเห็นก็ถูกแยกออกเป็นสองส่วน

            ชิ้ง!

            วินาทีต่อมาร่างของออร์คจอมเวทก็แยกเป็นสองส่วน ล้มลงบนพื้นซ้ายขวา

            …

            บนแท่นชมการต่อสู้หลังประตูทองแดงหลีเซี่ยที่จับจ้องหวังเฉินมาโดยตลอดก็ตกตะลึงไปแล้ว

            รวดเร็วทรงพลัง การโจมตีแต่ละครั้งล้วนเป็นไปเพื่อสังหารในพริบตา!

            การเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพและไม่ยืดเยื้อของหวังเฉินทำให้หัวใจของหลีเซี่ยเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมาวูบหนึ่ง

            “เยี่ยมมาก!”

            เธออดไม่ได้ที่จะกำมือแน่นแล้วตะโกนชมเชยเสียงก้องกังวานดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในการแสดงที่ยอดเยี่ยมของลูกศิษย์

            “คุณครูหลีเซี่ย โปรดควบคุมกิริยาของคุณด้วย!”

            ด้านข้างผู้อำนวยการหลี่ซึ่งได้ยินเสียงอุทานก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความไม่พอใจ

            อาจารย์หลีเซี่ยผู้นี้ตะโกนเสียงดังต่อหน้าท่านเจ้าเมือง ท่านผู้พิทักษ์ และผู้นำอีกหลายท่านช่างไม่รู้จักสำรวมตนเอาเสียเลย

            ขณะพูดเขาก็หันไปมองตามสายตาของหลีเซี่ย อยากรู้เสียจริง ว่าลูกศิษย์คนไหนกันที่เก่งกาจจนทำให้หลีเซี่ยถึงกับควบคุมอารมณ์ไม่อยู่

            ทว่า...

            “เฮ้ย! คือหวังเฉินงั้นเหรอ?”

            ผู้อำนวยการหลี่อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาใบหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ

            ปรากฏบนหน้าจอคือร่างอันสง่างามราวกับยมทูตที่กำลังโลดแล่นอยู่ท่ามกลางเหล่าออร์คนักรบ

            ในเวลาไม่ถึงยี่สิบวินาทีออร์คนักรบที่เหลืออีกสิบสี่ตนในดันเจี้ยนลับด่านแรกก็ล้มลงใต้คมดาบของร่างนั้นทั้งหมด

            “จะ… จะเป็นไปได้อย่างไร!”

            “หวังเฉินเขามีพลังแข็งแกร่งขนาดนี้เลยเหรอ?!”

            เมื่อเห็นฉากนี้ผู้อำนวยการหลี่ก็พึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง

            เขาไม่เคยคาดคิดว่าหวังเฉินที่ถูกเขาตัดสินประหารชีวิตไปแล้วในใจจะแสดงพลังอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ออกมา

            นี่…นี่คือสายอาชีพผู้ฝึกสัตว์อสูรยักษ์ที่ถูกมองว่าไร้ประโยชน์จริงๆ หรือ?!!

            “การสังหารที่ทรงประสิทธิภาพ ความตระหนักในการต่อสู้ที่ไร้ที่ติและการควบคุมร่างกายที่สมบูรณ์แบบ!”

            “เจ้าเด็กนี่ไม่ธรรมดาเลย!”

            ด้านข้างซือถูเฮ่าหนาน ท่านผู้พิทักษ์ที่ถูกเสียงอุทานดึงความสนใจไปได้ดูฉากการต่อสู้ของหวังเฉินจนจบแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม

            เมื่อได้ยินคำพูดของเขาผู้คนรอบข้างก็รู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย

            “ท่านผู้พิทักษ์ซือถูไม่แน่ว่าเจ้าเด็กนี่อาจจะมีความสามารถในการผ่านดันเจี้ยนระดับนรกได้จริงๆ?”

            ท่านเจ้าเมืองตงหลิงมองดูร่างอันสง่างามในภาพบนหน้าจอแล้วหันไปถามซือถูเฮ่าหนาน

            “เป็นไปได้ครับ ถ้าเขายังคงรักษาสภาพแบบนี้ต่อไปไม่แน่ว่าเขาอาจจะผ่านไปได้”

            เมื่อได้ยินดังนั้นซือถูเฮ่าหนานก็พยักหน้า

            ถึงแม้ว่าอาชีพของหวังเฉินจะเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรยักษ์ซึ่งด้อยกว่าอาชีพอื่นๆ โดยธรรมชาติเมื่อไม่มีสัตว์อสูร

            แต่ด้วยทักษะที่หวังเฉินแสดงให้เห็นในการต่อสู้ที่เฉียบคมและคล่องแคล่วเมื่อครู่ซือถูเฮ่าหนานจึงคิดว่า เจ้าหนูนี่อาจไปได้ไกลกว่าที่คิด

            ความแตกต่างจากคนอื่นก็เป็นเพียงเวลาที่ใช้ในการผ่านดันเจี้ยนที่อาจจะมากกว่าเล็กน้อยเท่านั้น

            “เป็นเช่นนั้นจริงเหรอ?”

            เมื่อได้ยินคำพูดของซือถูเฮ่าหนานดวงตาของท่านเจ้าเมืองตงหลิงก็ฉายแววแห่งความยินดี

            การมีนักเรียนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนที่จะสามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งได้จะทำให้ผลงานของเขาน่าชื่นชมยิ่งขึ้น

            ทว่าความยินดีของท่านเจ้าเมืองตงหลิงยังไม่ทันคงอยู่ได้นานก็ถูกขัดจังหวะโดยตรง

            “หาที่ตายนัก!”

            ซือถูเฮ่าหนานพลันเอ่ยเสียงเย็นสีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นไม่พอใจสุดขีด

             

    คล้ายกับเรื่องเมื่อทุกคนเปลี่ยนอาชีพ: สัตว์อัญเชิญของข้าล้วนเป็นขนาดยักษ์! ที่คุณอ่าน