เอี้ยเสวียนรู้สึกว่าตนเองอยู่ในความฝันอันมืดมิดเขาลอยล่องอยาในจักรวาลอันเวิ้งว้าง จิตวิญญาณของเขาดุจเรือน้อยที่ลอยเคว้งคว้างในมหาสมุทรแห่งความว่างเปล่าความเจ็บปวดจากบาดแผลทางกายและบาดแผลในใจที่ถูกฉีกกระชากจากการต่อสู้และการสูญเสียค่อยๆจางหายไป เหลือไว้เพียงความเงียบงันอันไร้ขีดจำกัด
กระทั่ง... แสงสว่างจางๆ ก็ปรากฏขึ้น
ไม่ใช่แสงที่เจิดจ้าบาดตา แต่เป็นแสงสีทองนวลที่อบอุ่นส่องนำทางสู่ดินแดนอันไร้ขอบเขต เบื้องหน้าคือห้องโถงโบราณอันกว้างใหญ่ไพศาลเสาหินขนาดมหึมาสลักลวดลายอักขระและค่ายกลซับซ้อนทอดตัวไปจนสุดสายตาเพดานสูงเสียดฟ้าประดับด้วยดวงดาวนับร้อยล้านดวง ราวกับเขายืนอยู่ท่ามกลางจักรวาลอันไพศาลเหนือพื้นดินที่แตกระแหงบ่งบอกถึงกาลเวลาที่ล่วงเลยนับพันปี
แต่ห้องโถงนั้นมิได้ว่างเปล่าเบื้องหน้าเขาคือม่านหมอกสีเงินที่บิดเบี้ยว ราวกับห้วงเวลาที่กำลังไหลย้อนกลับเอี้ยเสวียนรู้สึกราวกับตนเองถูกดูดเข้าไปสู่ความทรงจำอันเก่าแก่ของโลกนี้หมอกจางลงเผยให้เห็นภาพที่น่าตกตะลึง
ที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเป็นร่างของชายหนุ่มที่รูปร่างสูงโปร่งบุคลิกดูเยือกเย็นการแต่งตัวที่แปลกตาไม่เหมือนกับยุคสมัยแต่เป็นยุคสมัยที่เก่าแก่กว่านั้นมากมาย '
"พี่เสวียนเจิ้ง ท่านกำลังคิดอะไรอยู่?" เสียงหวานใสของหญิงสาวดังขึ้น
เอี้ยเสวียนหันไปมอง หญิงสาวผิวขาวใบหน้าอ่อนโยนแต่นัยน์ตาเปี่ยมด้วยความเฉลียวฉลาด เธอเดินเข้ามาหา อวี๋เสวียนเจิ้ง – 'ผู้สร้างอักขระที่มีชีวิต' ชายหนุ่มรูปงามที่ร่างพลิ้วไหวราวสายลม
"หยวนเอ๋อข้ากำลังคิดถึงความรับผิดชอบที่จะตกอยู่บนบ่าเราทั้งสอง"อวี๋เสวียนเจิ้งตอบด้วยเสียงเศร้าโศกทุกการเคลื่อนไหวของเขาสร้างอักขระแห่งชีวิตที่เปล่งประกายสีเขียวมรกต
"ยังไงเสียข้าก็เป็นหญิงเพียงคนเดียวไม่มีความสามารถเหมือนพี่ชาย แต่หากจำเป็นต้องเสียสละเพื่อโลกใบนี้ข้าก็พร้อม" หญิงสาวยิ้มอย่างอ่อนโยน
"หยวนเอ๋อ!" เสียงดังเอะอะดังขึ้นร่างสูงใหญ่วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว กู่เทียนหลง – 'ผู้สร้างอักขระที่ครอบครองสวรรค์' ร่างของเขาสูงสง่า แผ่ออร่าแห่งพลังที่กดดันจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
"เทียนหลง ท่านมาแล้ว"หยวนเอ๋อหันไปทักทาย
"ข้าได้ยินเรื่องที่เจ้าพูดแล้ว!ไม่มีทางให้เจ้าต้องเสียสละ เจ้าคือหญิงที่ข้ารัก ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าต้องทำอะไรอันตราย!"กู่เทียนหลงกล่าวด้วยความโกรธ ปลายนิ้วของเขากรีดกรายในอากาศสร้างอักขระสีดำสนิทที่ดึงดูดพลังจากฟากฟ้า
"เทียนหลงเจ้าต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้" อวี๋เสวียนเจิ้งเอ่ยเตือน"พลังของเจ้าแข็งแกร่งเกินไป หากปล่อยให้อารมณ์เข้าครอบงำจะเกิดอันตรายได้"
"พี่เสวียนเจิ้งพูดถูกแล้ว"หยวนเอ๋อเดินเข้าไปจับมือกู่เทียนหลง"ความรักของเรานั้นไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อสันติภาพของโลก"
กู่เทียนหลงส่ายหน้า "ข้าไม่เข้าใจ ทำไมต้องเป็นพวกเจ้าทั้งสองคน? ทำไมต้องเป็นเจ้าหยวนเอ๋อ?" เขากำมือแน่นอักขระสีดำรอบกายเริ่มกระตุกไม่เป็นระเบียบ
"เพราะเราคือผู้มีพลังมากที่สุด"อวี๋เสวียนเจิ้งตอบอย่างเศร้าโศก "หากเทพปีศาจโบราณตื่นขึ้นมามีเพียงพลังของเราทั้งสองคนเท่านั้นที่จะสามารถผนึกมันได้"
"เทียนหลงเจ้าก็รู้ว่าคำสาปในสายเลือดของเจ้าเป็นอย่างไร" หยวนเอ๋อพูดเบาๆ"ยิ่งเจ้าใช้พลังมาก อิทธิพลของเทพปีศาจโบราณก็จะเข้มแข็งขึ้นเท่านั้น"
"ข้าควบคุมได้!" กู่เทียนหลงตะโกน"ข้าไม่ใช่บรรพบุรุษของข้า ข้าจะไม่ให้ความมืดมิดเข้าครอบงำ!"
"เทียนหลง..."อวี๋เสวียนเจิ้งถอนใจ "เจ้าดูตัวเองสิ นัยน์ตาของเจ้าเริ่มเป็นสีแดงแล้วและบนหน้าผากของเจ้า..."
กู่เทียนหลงหยุดทึ้ง เขาจับต้องหน้าผากของตัวเองเมื่อสัมผัสถึงรอยบวมเล็กๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้น "ไม่... ยังไม่ใช่เวลาข้ายังควบคุมได้อยู่"
"ข้าไม่อยากสูญเสียเจ้า"หยวนเอ๋อพูดด้วยน้ำตาคลอ"แต่ข้าก็ไม่อยากเห็นเจ้ากลายเป็นสิ่งที่เจ้าเกลียดชัง"
"งั้นหาทางอื่นสิ!"กู่เทียนหลงตะโกนอย่างสิ้นหวัง "ต้องมีทางอื่นแน่ๆ! ต้องมี!"
เงียบไปครู่หนึ่ง อวี๋เสวียนเจิ้งเอ่ยขึ้น "มี...แต่ข้าไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่"
"อะไร? พูดมาเร็ว!"กู่เทียนหลงร้องถาม
"หากข้าสามารถสร้างอักขระผนึกที่ใช้ชีวิตเป็นเชื้อเพลิงได้อาจจะสามารถแยกเทพปีศาจออกจากตัวเจ้าโดยไม่ทำลายเจ้าก็ได้"อวี๋เสวียนเจิ้งพูดช้าๆ
"แต่นั่นหมายความว่าพี่ชายจะต้อง..."หยวนเอ๋อปิดปากด้วยมือ
"ใช่ ข้าจะต้องแลกชีวิตแต่หากเป็นการชดใช้เพื่อให้ทั้งคู่มีความสุข ข้าก็ยินดี"
"ไม่!" กู่เทียนหลงตะโกน"ข้าจะไม่ให้เจ้าทำเพื่อข้า! ข้าจะไม่ยอมให้ใครเสียสละเพื่อข้า!"
"เทียนหลง เจ้าต้องเข้าใจนี่คือทางเดียว..." อวี๋เสวียนเจิ้งพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเด็ดขาดว่า
“การเสียสละของข้าเพียงคนเดียวจะสามารถช่วยทั้งเจ้าและโลกใบนี้ได้ข้าว่ามันคุ้มค่าที่จะทำ”
"ไม่! ไม่! ไม่!"กู่เทียนหลงตะโกนอย่างสิ้นหวัง อักขระสีดำรอบกายเขาเริ่มหมุนวนอย่างรุนแรง"หากเช่นนั้น ข้าจะเลือกพลังแห่งความมืดมิด! ข้าจะกลายเป็นจอมมารเพื่อที่จะมีพลังปกป้องคนที่ข้ารัก!"
"เทียนหลงเจ้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังพูดอะไร!" อวี๋เสวียนเจิ้งตกใจ
"ข้ารู้ดี!ข้ารู้ว่าถ้าข้ายอมรับพลังของเทพปีศาจ ข้าจะกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนกลัวแต่ข้าก็จะมีพลังมากพอที่จะปกป้องหยวนเอ๋อได้!"
เขาหันไปมองหยวนเอ๋อ "หยวนเอ๋อ เจ้าจะยังรักข้าไหมแม้ว่าข้าจะกลายเป็นจอมมารก็ตาม?"
น้ำตาไหลบนแก้มของหยวนเอ๋อ "ข้ารักเจ้าเสมอไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครก็ตาม แต่ข้าไม่อยากให้เจ้าทำลายตัวเองเพื่อข้า"
"งั้นนี่คือทางเลือกของข้า!"กู่เทียนหลงยกมือขึ้น อักขระสีดำมืดหม่นเริ่มก่อตัวบนหน้าผากของเขา
"เทียนหลง หยุด!"อวี๋เสวียนเจิ้งพุ่งเข้าไป แต่ก็สายเกินไป
“บัดซบ....เป็นถึงปรมาจารย์อักขระซะเปล่าทำไมเฮียถึงเลือกทางที่ไม่สร้างสรรค์แบบนี้”เอี้ยเสวียนที่เห็นภาพนั้นถึงกับรำพึงในใจก่อนที่ความรู้สึกขบขันของเอี้ยเสวียนหายวับไปทันทีเขาจ้องมองภาพนั้นด้วยความสยดสยอง นี่... ไม่ใช่เรื่องตลกแล้ว
แสงสีดำพวยพุ่งออกจากร่างของกู่เทียนหลง ร่างกายของเขาเริ่มบิดเบี้ยวผิวหนังซีดเผือด นัยน์ตาแดงก่ำบนหน้าผากเปิดออกเผยให้เห็นดวงตาที่สามที่เปล่งแสงสีดำมืดมิด!
"หยวนเอ๋อ!" เสียงแหบพร่าดังขึ้นแต่ไม่ใช่เสียงของกู่เทียนหลงอีกแล้ว
หยวนเอ๋อมีสีหน้าและแววตาที่เศร้าสร้อยเวลาเห็นสิ่งที่คนรักกลายเป็น"เทียน... หลง..."
"ข้ายังเป็นเทียนหลงอยู่!"เสียงที่ดังขึ้นมีทั้งเสียงของเขาและเสียงของสิ่งอื่น "ข้าแค่...แค่ได้รับพลังเพิ่มเติมเท่านั้น!"
แต่เมื่อเขาเงื้อมือไปหาหยวนเอ๋อพลังแห่งความมืดมิดที่เปล่งออกมาทำให้ดอกไม้รอบกายเหี่ยวเฉา
"เสวียนเจิ้ง เจ้าต้องหยุดข้า"เสียงของกู่เทียนหลงที่ยังคงเหลืออยู่ร้องตะโกนออกมา"ข้าควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วเจ้าต้องหยุดข้า ก่อนที่ข้าจะทำลายทุกอย่างที่ข้ารัก"
อวี๋เสวียนเจิ้งก้าวไปข้างหน้า อักขระแห่งชีวิตนับพันเริ่มก่อตัวรอบกาย"เทียนหลง เพื่อนรัก ข้าขอโทษ"
"ไม่เอา! ไม่เอา!"หยวนเอ๋อร้องไห้ "ต้องมีทางอื่น ต้องมี!"
แต่ร่างที่เคยเป็นกู่เทียนหลงเริ่มเปลี่ยนแปลงมากขึ้นพลังทำลายล้างแผ่ซ่านออกไป บรรยากาศรอบตัวของเขาบิดเบี้ยวพลังมารสีดำกระจายออกมามากขึ้นท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม
"หยวนเอ๋อ เจ้าต้องไปให้ไกล"อวี๋เสวียนเจิ้งบอกด้วยความเด็ดขาด "ข้าจะผนึกเขาแต่การผนึกนี้ต้องใช้ชีวิตของข้า"
"พี่ชาย..." หยวนเอ๋อยื่นมือออกไป
"ไป! ตอนนี้เลย!"อวี๋เสวียนเจิ้งตะโกน แล้วหันไปหาร่างที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปร่างกายที่มีขนาดใหญ่โตมากขึ้นผมกลายเป็นสีแดงในขณะที่ตรงหว่างคิ้วปรากฎดวงตาขึ้นมาหนึ่งดวง "เทียนหลงเพื่อนรัก ข้าจะปลดปล่อยเจ้าให้เป็นอิสระ"
เขาร่ายอักขระแห่งชีวิตและใช้พลังแห่งอักขระของดวงดาวสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีผู้ใดสร้างมันได้มาก่อน“หมุดผนึกมาร” ทันทีที่อักขระตัวสุดท้ายที่จารึกลงบนร่างปรากฏเสียงดังสนั่นบนฟากฟ้า มันคืออุกาบาตขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างเหมือนตะปูปลายแหลมของมันแทงเข้าไปในร่างของจอมมาร ทะลุเข้าผนึกร่างของจอมมารที่เคยเป็นกู่เทียนหลงพลังอันมหาศาลปะทะกันจนผืนฟ้าฉีกขาด ก่อนที่หมุดผนึกมารจะพาร่างของจอมมารจมลึกลงไปใต้ผิวโลกด้านบนที่เป็นหัวตะปูปรากฏเป็นพื้นที่ที่เป็นลานกว้างมากกว่าพันลี้
"เสวียนเจิ้ง..."เสียงสุดท้ายของกู่เทียนหลงที่ยังเป็นมนุษย์อยู่ดังขึ้น "ข้าขอโทษ...ดูแลหยวนเอ๋อด้วย..."
"ข้าสัญญา"อวี๋เสวียนเจิ้งพูดด้วยเสียงที่เริ่มอ่อนลงและร่างกายที่เริ่มเปลี่ยนแปลงจากชายหนุ่มอายุประมาณสามสิบปีผิวหนังเหี่ยวย่นผมขาวทั้งศรีษะดูเสมือนชายชราที่เป็นไม่ไกล้ฝั่ง"เจ้าสามารถหลับได้อย่างสงบแล้ว"
แต่ภาพความทรงจำยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ไฟแห่งความทรงจำก็ส่องให้เห็นอีกหลายร้อยปีต่อมาเมื่อปรมาจารย์ทั้งสี่ได้รับบันทึกจากอวี๋เสวียนเจิ้ง บันทึกที่เขาบันทึกให้คนรุ่นหลังทราบพร้อมทั้งแผนผังการก่อสร้างด่านซีเหมินก่อนที่ตนเองจะเสียชีวิต
"เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะสร้างสถานที่ตามที่ปรมาจารย์อวี๋เสวียนเจิ้งได้วางแผนเอาไว้?" ม่อหยงเฟยพูดด้วยความคิดใคร่ครวญ"เพราะจากโครงสร้างที่ข้าเห็นนี่เป็นแผนงานที่ใหญ่โตมโหฬารมากเพียงพวกเราแค่สี่คนคงไม่สามารถทำสำเร็จ"
"ไม่เพียงเท่านั้นนอกจากการก่อสร้างเมืองแล้วยังต้องมีการสร้างค่ายกลเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับผนึกที่ฝังอยู่ในตัวจอมมารด้วย"เจียงเหวินเหลียงเอ่ยเสริม"แต่ยังรวมถึงวิธีการที่จะสำเร็จสิ่งที่อวี๋เสวียนเจิ้งไม่สามารถทำได้การทำลายจอมมารอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่การผนึก"
หวังอู่เซิงก้มหน้าดูบันทึกในมือ "ตามที่อวี๋เสวียนเจิ้งเขียนไว้การที่จะทำลายจอมมารได้อย่างแท้จริงจะต้องรวบรวมวัตถุแห่งชีวิตทั้งเจ็ดอย่างเข้าด้วยกันจอมมารได้ทำสัญญากับเทพปีศาจบรรพกาลและได้ทำการแบ่งแยกจิตวิญญาณออกเป็นเจ็ดส่วนบรรจุไว้ใน วัตถุเจ็ดอย่าง"
หลินเหยาเฉิงเงยหน้าขึ้นจากบันทึกที่เขากำลังอ่าน "และวัตถุมั้งเจ้ดอย่างที่บันทึกไว้คือผลึกโลหิตมาร เป็นส่วนจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ที่ยังเหลืออยู่ของกู่เทียนหลงก่อนกลายเป็นจอมมาร"
"อันดับสองคือ นัยน์ตาที่สามของจอมมารซึ่งเป็นแหล่งรวมพลังแห่งความมืดมิดของเขา" ม่อหยงเฟยพูดต่อ
เจียงเหวินเหลียงเปิดหน้าถัดไป "อันดับสามคือคัมภีร์โบราณที่เกี่ยวกับบาปทั้งเจ็ดประการซึ่งเป็นแหล่งที่มาของคำสาปในสายเลือดของกู่เทียนหลง"
"อันดับสี่คือ กระบี่มารดอกท้อกระดูกไผ่ชิ้นเล็กๆ ที่อวี๋เสวียนเจิ้งใช้ในการผนึกครั้งแรก"หวังอู่เซิงอ่านต่อ
หลินเหยาเฉิงเอ่ยต่อ "อันดับห้าคือ ผลึกสีเงินที่ทึบแสงซึ่งสามารถดูดแสงสว่างเข้าไปได้และเป็นปีกของเทพปีศาจโบราณที่ถูกเปลี่ยนเป็นผลึก"
"อันดับหกคือ ระฆังมรณะที่ซ่อนไว้ในราชวังแห่งความมืดระฆังที่สามารถเรียกวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้วกลับมาได้"ม่อหยงเฟยพูดด้วยความตึงเครียด
เจียงเหวินเหลียงปิดบันทึกลง "และสุดท้ายคือ ประกาศิตจอมมารที่จอมมารฝากไว้กับสัตว์อสูรต้าเถี่ย เป็นคำประกาศสงครามต่อโลกมนุษย์"
ความเงียบปกคลุมพวกเขาไปครู่หนึ่ง ก่อนที่หวังอู่เซิงจะพูดขึ้น"การหาวัตถุเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายบางชิ้นอาจต้องใช้เวลาหลายร้อยปีกว่าจะหาได้"
"แต่เราต้องเริ่มสร้างสถานที่ที่จะผนึกจอมมารไว้ได้ก่อนข้าคิดจะสร้างเมืองและกำแพงเมืองขึ้นมาเพื่อจะเป็นที่รวบรวมบุคคลในอนาคต"หลินเหยาเฉิงลุกขึ้นยืน "สถานที่ที่จะเป็นทั้งโรงเรียน ห้องสมุดและป้อมปราการ"
ภาพเปลี่ยนไปสู่การก่อสร้างอันยิ่งใหญ่เอี้ยเสวียนเห็นภูเขาที่ยังไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ ปรมาจารย์ทั้งสี่ยืนอยู่บนยอดเขา
"เริ่มจากการจารึกอักขระพื้นฐานก่อน"ม่อหยงเฟยเริ่มงาน เขาใช้นิ้วมือกรีดกรายไปบนพื้นหินสร้างอักขระทองคำขนาดมหึมาที่ฝังลึกเข้าไปในใจกลางภูเขาเอี้ยเสวียนสังเกตเห็นความซับซ้อนของลายเส้นแต่ละขีดแต่ละลากล้วนมีความหมายลึกซึ้ง อักขระเหล่านี้ไม่เพียงแค่ให้พลังแต่ยังเป็นพื้นฐานของการปกป้องทั้งด่าน
ในระหว่างที่เอี้ยเสวียนเห็นม่อหยงเฟยกำลังจารึกอักขระมันทำให้เขาตกอยู่ในห้วงแห่งการรับรู้เขาใช้นิ้ววาดลายเส้นต่างๆตามที่ม่อหยงเฟยเขียนตาม
"ต่อไปคือการวางค่ายกลป้องกัน"เจียงเหวินเหลียงเดินรอบภูเขา ทุกก้าวของเขาสร้างจุดเชื่อมต่อที่มองไม่เห็นก่อเกิดเป็นรูปทรงสามมิติที่ซับซ้อน เอี้ยเสวียนเห็นการวางค่ายกลที่ใช้ศาสตร์แห่งธรรมชาติมาเชื่อมต่อกันเป็นตาข่ายรอบภูเขาค่ายกลที่ไม่เพียงป้องกันการโจมตี แต่ยังสามารถสะท้อนพลังกลับไปหาผู้โจมตีได้รวมถึงเสริมพลังให้กับผนึกที่ใช้ผนึดร่างของจอมมาร
"ทีนี้มาเสริมพลังกายให้กับโครงสร้าง"หวังอู่เซิงวางมือลงบนพื้นหิน พลังบริสุทธิ์ไหลผ่านร่างกายของเขาเข้าไปในหินทำให้หินธรรมดากลายเป็นวัสดุที่แข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้าเอี้ยเสวียนรู้สึกถึงการไหลเวียนของพลังชีวิตที่ผสานเข้าไปในทุกอนุของโครงสร้าง
เอี้ยเสวียนที่มองไปยังร่างของหวังอู่เซิงมีความรู้สึกเหมือนได้เรียนกายวิภาคด้วยนัยน์ตาของเขาสามารถเห็นการทำงานของกล้ามเนื้อ การเต้นของหัวใจรายละเอียดของการขยับต่างๆที่รวมพลังในร่างกายและสามารถใช้พลังในร่างกายออกมาได้มากกว่าคนธรรมดาหลายเท่าตัว“นี่มันสัตว์อสูรในร่างคนชัดๆ” เอี้ยเสวียนคิดในใจ เมื่อเห็นว่า หวังอู่เซิงใช้ร่างกายตนเองแทนค้อนในการทำลายหินผาหรือการแบกก้อนหินขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากกว่าหมื่นจิน เดินไปมา
"สุดท้ายคือการหลอมรวมทุกสิ่งเข้าด้วยกัน"หลินเหยาเฉิงยกมือขึ้น วัตถุดิบที่ใช้ในการหลอมสร้างต่างๆลอยมาชุมนุมกัน ทองคำเงิน ไข่มุกหายาก หินมีนิคม ลาวาจากใจกลางโลกทุกอย่างละลายและหลอมรวมเข้าเป็นสิ่งเดียวกันก่อเกิดเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ไม่เพียงแค่แข็งแกร่งแต่ยังสวยงามอย่างหาตัวจับต้นแบบไม่ได้
เอี้ยเสวียนมองดูการก่อสร้างอย่างตะลึงงัน ทุกขั้นตอนที่เขาเห็นทุกการเคลื่อนไหว ทุกเคล็ดลับ ล้วนถูกบันทึกไว้ในความทรงจำที่ไม่มีวันลืมของเขาเขาเห็นการจารึกอักขระที่ซับซ้อนที่สุด การวางค่ายกลที่ต้องใช้การคำนวณอย่างแม่นยำการใช้พลังกายที่ต้องควบคุมอย่างสมบูรณ์แบบและการหลอมรวมวัสดุที่ต้องใช้ความรู้ด้านเล่นแร่แปรธาตุอย่างลึกซึ้ง
"ด่านซีเหมินจะเป็นมากกว่าเมือง"ม่อหยงเฟยพูดขณะที่ยืนดูผลงานที่เสร็จสมบูรณ์"มันจะเป็นความหวังสุดท้ายของโลก"
"และเมื่อไหร่ที่ผู้คนมาถึงที่นี่พวกเขาจะได้รับรู้ภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับ" เจียงเหวินเหลียงเสริม
ปรมาจารย์ทั้งสี่เริ่มแสดงความสามารถของพวกเขาต่อหน้าเอี้ยเสวียนในแต่ละครั้งที่พวกเขาแสดงการทำงาน เอี้ยเสวียนรู้สึกราวกับตนเองได้"ใช้" ทักษะนั้นจริงๆ ดวงตาหยินหยางและเนตรสูญตาของเขาสั่นสะท้านดูดซับทุกรายละเอียด ทุกแรงสั่นสะเทือน ทุกการเปลี่ยนแปลงของพลังทุกหลักการที่ซ่อนอยู่
เวลาผ่านไปในห้วงฝันนี้นานเท่าใด เขาไม่ทราบแต่เขารู้ว่าเขาได้ซึมซับทุกอย่างแล้ว ทั้งทักษะ ปรัชญาเบื้องหลัง ความจริงของอดีตและที่สำคัญที่สุดคือ วิธีการที่จะยุติความผิดพลาดแห่งอดีตอย่างถาวร
ทันใดนั้น แสงสีทองรอบกายก็เริ่มจางลงร่างเงาของปรมาจารย์ทั้งสี่ค่อยๆ เลือนหายไปทิ้งไว้เพียงคำพูดสุดท้ายที่แผ่วเบาราวเสียงกระซิบจากสายลม:"หน้าที่ของเจ้า... คือปกป้องทุกสรรพสิ่ง...และหยุดยั้งความผิดพลาดแห่งอดีต... จดจำวัตถุแห่งชีวิตทั้งเจ็ดนั้นไว้ให้ดี...เมื่อเจ้าตื่นแล้ว ให้เดินทางกลับบ้านและเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางค้นหาที่ยาวนาน"
จิตวิญญาณของเอี้ยเสวียนถูกดึงกลับสู่ร่างสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นของอากาศ และความเจ็บปวดที่เกิดจากการที่สมองรับข้อมูลจำนวนมากทำให้เอี้ยเสวียนรู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกระตุ้นให้เขาลืมตาขึ้นมา เขาสูดหายใจเฮือกใหญ่เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ลืมขึ้นช้าๆ...