ตอนที่ 139 พลังจิต
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเมอร์ลินรับรู้ถึงพลังอักขระภายในดวงวิญญาณของตนเอง และการทดลองของเขาก็สังเกตอยู่ตลอดเวลาว่าพลังอักขระค่อยๆ แผ่ขยายออกมาจากอักขระที่ประทับในดวงวิญญาณ
“ผลลัพธ์ของการประทับอักขระลงบนวิญญาณทำให้พลังวิญญาณเปลี่ยนเป็นพลังอักขระ ซึ่งสามารถสังเกตความเข้มข้นของพลังได้จากสี”
เมอร์ลินจดบันทึกการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในการทดลองของเขา แน่นอนว่าเขาสังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสีพลังอักขระในทุกๆ วัน และพบว่าพลังอักขระจะค่อยๆ เปลี่ยนสีทุกครั้งที่ประทับอักขระแต่ละตัวลงไปในดวงวิญญาณ
การปล่อยดวงวิญญาณทิ้งไว้ไม่ได้เพิ่มพลังอักขระเหมือนพลังเวท
ใช่แล้ว เมอร์ลินกำลังเปรียบเทียบพลังอักขระกับพลังเวท ซึ่งพลังเวทนั้นมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเมื่อนักเวทมีอายุมากขึ้น ต่อให้นักเวทคนนั้นไม่ได้โคจรพลังเวทด้วยเคล็ดวิชาพลังสมาธิใดๆ แต่ผลลัพธ์อาจจะช้ากว่าการโคจรพลังเวทให้ควบแน่นในวงเวทเท่านั้น
ทั้งหมดนี้คืองานวิจัยที่เมอร์ลินได้อ่านมาจากรายงานวิชาการมากมาย
พลังอักขระนั้นเป็นพลังลี้ลับรูปแบบใหม่ที่สามารถบ่มเพาะได้ ซึ่งผลการทดลองของเมอร์ลินได้ข้อสรุปออกมาว่าจะต้องจารึกอักขระลงไปบนดวงวิญญาณของตนเอง
เมอร์ลินจดบันทึกผลการทดลองลงบนสมุดของเขา
“วันที่ยี่สิบสองหลังจากเริ่มการทดลอง หลังจากที่จารึกอักขระตัวที่สิบพลังลี้ลับอักขระก็เกิดการเปลี่ยนแปลง พลังอักขระสามารถแผ่ออกมาจากร่างกายได้ด้วยสำนึกรู้ ความคิดของผู้ทดลองสามารถควบคุมพลังนี้ได้เหมือนพลังเวท สีของพลังแสดงออกมาเป็นสีฟ้าอย่างชัดเจน การทดลองต่อไปคือการควบคุมพลังอักขระที่ทะลักออกมา”
นี่คือสิ่งที่เมอร์ลินบันทึกในสมุดการทดลองของเขา นักเวทยาศาสตร์ทุกคนล้วนเป็นเช่นนี้ พวกเขามักจะบันทึกระยะเวลาและผลทดลองของพวกเขาไว้เสมอ
เมอร์ลินวางปากกาเวทมนตร์ของตนเองลง แน่นอนว่าปากกาเล่มนี้คือปากกาที่เขาได้รับมาจากมหาจอมเวทธีออน หัวหน้าสมาคมนักเวทเมืองวินเซน
มันคือวัตถุเวทมนตร์ระดับสูงเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่ความพิเศษของมันคือความแข็งแกร่งของปากกาและหมึกที่เขียนออกมาได้ไม่มีวันหมดเท่านั้น เป็นวัตถุเวทที่ใช้อำนวยความสะดวก ไม่ใช่อาร์ติแฟคสำหรับใช้ต่อสู้ แต่ถึงอย่างนั้นเมอร์ลินก็ชื่นชอบมันไม่น้อย
เมอร์ลินมองไปรอบๆ ห้องทำงานของตนเอง
“ดูเหมือนว่าที่นี่จะไม่เหมาะสำหรับการทดลอง ฉันต้องหาสถานที่ที่ลับตาและสามารถทำการทดลองพลังอักขระได้”
เขาคิดหาสถานที่ที่ทำการทดลองโดยที่ไม่มีใครเห็น เพราะสิ่งที่เขาทดลองนั้นเกี่ยวข้องกับศาสตร์วิญญาณซึ่งเป็นศาสตร์ต้องห้าม
หากเป็นการทดลองเวทเขาอาจจะไปที่สมาคมนักเวทเพื่อใช้ห้องทดสอบเวทมนตร์ได้ หรือในมหาวิทยาลัยก็มีห้องแบบนี้อยู่
แต่น่าเสียดายที่ห้องเหล่านั้นล้วนมีค่ายกลบันทึกภาพติดตั้งเอาไว้ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของเจ้าของสถานที่และผู้ใช้สถานที่ มันจึงเป็นสถานที่ที่ไม่เป็นความลับ
เพราะเหตุนี้นักปราชญ์หรือจอมเวทจึงมักจะใช้หอคอยเวทมนตร์ของตนเองเพื่อเป็นสถานที่ทดลอง หรือมีห้องทำงานที่วางค่ายกลของตนเองเป็นอย่างดี
น่าเสียดายที่เรื่องนี้เมอร์ลินไม่สามารถบอกคนอื่นได้ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากเหล่าอาจารย์หรือบิดาของเขา
“ความจริงห้องนี้ก็ไม่เลว แต่เกรงว่ามันจะไม่สามารถควบคุมความเสียหายได้”
เมอร์ลินส่ายศีรษะอย่างจนใจ
ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าพลังอักขระนั้นจะให้ผลลัพธ์อย่างไร มันจะคล้ายเวทสนับสนุน? เวทป้องกัน? หรือเวทโจมตี? เขาไม่อาจรู้เรื่องนี้ได้หากไม่ได้ทำการทดลอง
ระหว่างนั้นเมอร์ลินก็เดินมาด้านล่าง เขาพบมาร์เทลที่กำลังนั่งโคจรพลังเวทฝึกฝน
ทันทีที่เมอร์ลินลงมา มาร์เทลก็หยุดการฝึกฝนของเขา
“คุณต้องการอะไรรึป่าว?” มาร์เทลเอ่ยถาม
“ไม่ครับ คุณฝึกต่อเถอะผมแค่ลงมาเดินเล่นเท่านั้น” เมอร์ลินตอบกลับไป
“ครับ”
มาร์เทลเริ่มชินกับพฤติกรรมของคุณชายน้อยพริสตันผู้นี้แล้ว ช่วงนี้เด็กน้อยไม่ค่อยไปที่มหาลัย แต่จะหมกตัวอยู่ในห้องทำงาน
เขาเองก็เห็นผลงานที่ตีพิมพ์ลงนิตยสารวิชาการเล่มนั้นแล้ว จึงคาดเดาไม่ยากว่าเด็กน้อยกำลังทำงานวิจัยของตนเองอยู่ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกของผู้ที่ได้รับเข็มกลัดสีเงิน
ดังนั้นมาร์เทลจึงไม่ต้องการที่จะรบกวนเด็กน้อย
เมอร์ลินเดินลงมาดื่มน้ำข้างล่าง เขาเทน้ำจากเหยือกลงแก้วแล้วเดินสำรวจบ้านไปเรื่อยๆ
แต่ด้วยพลังจิตของเขาที่เพิ่มขึ้นจึงทำให้สัมผัสรับรู้ของเขามีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
ความได้เปรียบของพลังจิตคือไม่จำเป็นต้องร่ายเวทมันเหมือนทักษะติดตัวที่สามารถใช้งานได้ทุกเวลา
ตอนนั้นเมอร์ลินก็ได้ใช้พลังจิตโดยบังเอิญ เขารู้สึกว่าพรมในห้องครัวนี้มีบางอย่างแปลก เมื่อเขามองเข้าไป เหมือนว่าพลังจิตของเขาจะทำงานร่วมกันได้ดีกับดวงเนตรสีเงิน นั่นทำให้ดวงตาของเขาสามารถมองทะลุทะลวงพรมไปได้
แล้วเขาก็พบว่าใต้พรมผืนนี้มีบานประตูบานหนึ่งซ่อนอยู่ เมื่อเขาเพ่งจิตมองลึกเข้าไปอีก สิ่งที่เห็นก็คือบันไดทางเดินที่ทอดลงไปด้านล่าง
“มีห้องใต้ดินอยู่ที่นี่อย่างนั้นหรอ?”
“แต่เดี๋ยวก่อนการมองของฉัน … ดวงเนตรสีเงินไม่น่าจะทำงานได้ดีขนาดนี้?”
เมอร์ลินเงียบงันอยู่นาน เขาเริ่มสำรวจตัวเองอีกครั้ง
เมื่อกวาดผ่านร่างกายของตนเองเขาก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ นอกจากวงเวทบ่มเพาะกับดวงวิญญาณที่จารึกอักขระแล้วก็ไม่มีสิ่งใดแปลกออกไป
“ไม่มีอย่างนั้นหรอ?”
“ไม่หรอก มันต้องมีอะไรซักอย่าง …”
เขายังหาสิ่งผิดปกติในร่างกายของตนเองไม่ได้ เนื่องจากไม่มีกลิ่นอายของพลังอักขระและพลังเวทในการมองทะลุของเขา เขาจึงตัดพลังทั้งสองอย่างออกไป
ซึ่งตอนนี้ก็เหลือแต่พลังดวงเนตรสีเงิน
แต่เขาก็ไม่เคยเห็นว่าดวงเนตรสีเงินมีความสามารถนี้มาก่อน
ก่อนหน้านี้ดวงเนตรสีเงินทำได้แค่จดจำทุกอย่างที่มองเห็นและตรวจจับสัมผัสทุกประเภท แต่มันไม่มีอำนาจในการมองทะลุทะลวงได้ขนาดนี้
เพื่อความแน่ใจเมอร์ลินจึงตั้งใจมองไปยังตู้ในห้องครัว
“ขอทดสอบหน่อยก็แล้วกัน”
ในสามัญสำนึกหากต้องการเห็นของด้านในตู้สิ่งแรกที่ทุกคนจะทำคือการเปิดประตูตู้ออกมา เมอร์ลินก็เช่นกันเขายังไม่ทิ้งสำนึกนี้ เพียงแต่เขาเลือกที่จะไม่ลงมือปฏิบัตินั่นเอง
เขาต้องการมองเห็นสิ่งที่อยู่ในตู้ด้วยดวงตาคู่นี้
แต่ทว่า ...
ปัง!
บานประตูทั้งสองของตู้พลันเปิดออกด้วยพลังลึกลับบางอย่าง
ดวงตาของเมอร์ลินเบิกกว้างขึ้น
ด้วยความรู้มากมายจากการอ่านหนังสือ อีกทั้งยังมีดวงเนตรสีเงินที่สามารถจดจำได้ทุกเนื้อหา นั่นทำให้เขารู้ว่าพลังแบบนี้เข้าข่ายพลังประเภทใด
“เป็นพลังจิตอย่างนั้นหรอ?”