เรื่องเลวร้ายผ่านไปหนึ่งเรื่อง สวีปิงเอ่อร์ยังไม่ได้กลับไปแต่รั้งอยู่ต่อเพื่อปรึกษานัดแนะลั่วอู่หลินถึงวันกำหนดการณ์ที่ใกล้จะมาถึง ซึ่งมันทำให้ชายหนุ่มรู้สึกประหลาดใจมากเลยทีเดียว เพราะจากที่นางกล่าวมาดูเหมือนว่าคนที่มาสู่ขอนางให้ขุมกำลังนี้ไม่ใช่ระดับเซียนแต่เป็นระดับเทพสวรรค์
หากถามว่าทำไมเขาถึงได้มั่นใจ นั่นเพราะสวีปิงเอ่อร์ได้อธิบายถึงลักษณ์ของคนๆนั้นเอาไว้ว่าเป็นผู้หญิงที่งดงามและมีกระบี่ลวดลายเกล็ดหิมะขนาดใหญ่อยู่เบื่องหลัง และนั่นเป็นจุดเด่นของดวงจิตศาสตราเทวะอย่างแน่นอน
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ลั่วอู่หลินก็ยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ขึ้นมาในทันที หากเป็นระดับเซียนย่อมมีปัญหาอยู่บ้าง ทว่าเมื่อเป็นระดับเทพสวรรค์แม้อีกฝ่ายจะเล่นไม่ซื่อเขาก็มีวิธีการสยบนางได้อย่างไม่ยากเย็น อีกทั้งในตอนนี้สวีปิงเอ่อร์ยังต้องพิษหยินอยู่ นี่จึงเป็นข้ออ้างชั้นดีได้เช่นเดียวกัน
"ข้าเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว แม่นางไม่ต้องกังวลในวันงานหากไม่จำเป็นข้าจะทำเพียงนั่งอยู่ข้างๆท่านเท่านั้นและปล่อยให้ผู้อาวุโสทั้งสองจัดการไป"ลั่วอู่หลินกล่าว
สวีปิงเอ่อร์พยักหน้าอย่างแผ่วเบาและนุ่มนวล ตั้งแต่นางได้รับการช่วยเหลือเรื่องพิษ เจ้าหญิงน้ำแข็งคนนี้ก็มองชายหนุ่มด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่มองเขาเป็นคู่แข่งแต่ตอนนี้กลับมองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคารพเลื่อมใสอย่างแท้จริง
แม้ลั่วอู่หลินจะดูอายุยังน้อยและมีบุคลิกที่สบายๆแต่ความจริงแล้วเขามีความเป็นผู้ใหญ่กว่าที่นางคิดเอาไว้มาก อีกทั้งบางครั้งความคิดความอ่านยังซ้บซ้อนเกินบรรยาย อย่างแผนการของเขาที่ให้นำพิษหยินมาเป็นหนึ่งในข้ออ้างในวันงาน ตัวสวีปิงเอ่อร์ บิดา หรือแม้แต่ท่านปู่ของนางก็คิดไม่ถึง นี่ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เลวร้ายอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้
"ปิงเอ่อร์ ขอขอบคุณคุณชายสำหรับทุกอย่างเจ้าค่ะ"นางก้มลงพร้อมกล่าวขอบคุณชายหนุ่มอย่างสุภาพอีกครั้ง
ลั่วอู่หลินที่ดื่มชามองนางด้วยแววตาอ่อนโยนและพยักหน้าให้ "ต่อไปท่านก็อย่าบ่มเพาะพลังอะไรที่มันอันตรายเช่นนี้ก็แล้วกัน ตัวท่านไม่มีต้นกำเนิดที่เป็นหยินแล้วจะใช้ปราณหยินได้อย่างไร"
"ต้นกำเนิดหยิน!!"
"ใช่! ทั้งลมปราณหยินและหยางล้วนแต่เป็นลมปราณที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลก การจะฝึกฝนมันได้จำเป็นต้องมีต้นกำเนิดอย่างเช่นกายศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็เส้นลมปราณศักดิ์สิทธิ์ของสายนั้นๆถึงจะทำการฝึกมันได้ การที่ท่านดันทุรังฝึกฝนเช่นนี้ไม่เพียงแต่ไร้ความหมายแต่มันจะทำร้ายตัวท่านเองด้วย"ชายหนุ่มกล่าวขึ้น แต่เขาไม่ได้บอกวิธีการฝึกอีกอย่างให้ฟัง เพราะการผสานหยินของเขานั้น มันเป็นกรณีพิเศษเกินไป
"เป็นเช่นนี้นี่เอง ขอบคุณคุณชายที่ให้ความกระจ่าง ปิงเอ่อร์จะจำไว้ให้ขึ้นใจ"นางกล่าวก่อนที่จะหันไปทำความเคารพหลินชิงหลวนและเดินกลับไปยังคฤหาสน์ของตนเอง
บรรยากาศในคฤหาสน์กลับมาเงียบงันอีกครั้ง ลั่วอู่หลินที่นั่งชมดวงจันทร์ในตอนนี้ถูกท่านป้าของเขาจ้องมองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย
"เจ้าทำได้อย่างไร?"ผ่านไปสักพักหลินชิงหลวนก็กล่าวถามออกไป นางไม่อาจจะเก็บความสงสัยนี้เอาไว้ได้อีกแล้ว
"หืม ก็ง่ายๆใช้แสงและพลังชีวิตที่มีสถานะเป็นหยาง ยับยั้งพิษหยินเอาไว้ก็เท่านั้น"
"ไม่! ไม่ใช่ เจ้าใช้พลังได้อย่างไรในขณะที่โดนผนึกปราณอยู่"นางกล่าวถามอย่างไม่ลดละ
"ท่านป้า นี่คือความลับของข้าไม่สามารถบอกท่านได้ และท่านก็ห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกตาแก่ด้วย ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวก็หาข้ออ้างไม่เปิดผนึกตันเถียนให้ข้าอีก"ลั่วอู่หลินกล่าวแววตาของเขาเป็นประกายเมื่อมองไปที่ป้าของตน
ต้องบอกก่อนว่าในตระกูลหลินคนที่เขาสนิทด้วยมากที่สุดคงหนีไม่พ้นหลินชิงหลวนและหลินเยว่เฟยดังนั้นชายหนุ่มถึงกล้าที่จะทำอะไรเช่นนี้ออกไป โดยเชื่อว่านางจะไม่ขายความลับของเขาอย่างแน่นอน
"หึ แล้วแต่เจ้า ท่านป้าคนนี้ไม่ถามเจ้าแล้ว"หลินชิงหลวนกล่าวราวกับแง่งอน ลั่วอู่หลินพลันหัวเราะร่า
หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาถึงสามวันด้วยกัน ลั่วอู่หลินตอนนี้กำลังนั่งเคียงข้างกับสวีปิงเอ่อร์ด้านในโถงบัลลังก์ของประมุขตระกูลพร้อมกับสวีเหอ สวีซาน หลินชิงหลวน และเหล่าผู้อาวุโส เนื่องจากวันนี้เป็นวันนัดหมายของตระกูลสวีและแดนเซียนเพื่อที่จะแสดงหลักฐานว่าสวีปิงเอ่อร์นั้นมีคู่หมั้นแล้วจริงๆหาได้เป็นเรื่องจกตา
ในเวลาเดียวกันบนท้องฟ้ามิติพลันถูกฉีกขาด หญิงสาวคนหนึ่งออกมาพร้อมกับดวงจิตศาสตราเทวะกระบี่ลวดลายเกล็ดหิมะที่อยู่ด้านหลัง พร้อมทั้งยังแผ่อำนาจกดขี่อย่างเห็นได้ชัด จนลั่วอู่หลินสงสัยเหลือเกินว่านี่คือสิ่งที่พันธมิตรควรที่จะกระทำหรือไม่
สวีปิงเอ่อร์ที่นั่งอยู่ข้างๆชายหนุ่มเมื่อสัมผัสได้ถึงอำนาจกดขี่ก็ตัวสั่นเทา เพราะนอกจากมันมันแรงกดดันแล้วยังมีความหนาวเย็นเอาเสียมากๆ ลั่วอู่หลินเอื้อมมือไปนางมือของนางเอาไว้และปลดปล่อยปราณแสงเข้าสู่ร่างกายของนางในทันที เนื่องจากด้วยพิษหยินที่อยู่ในกายทำให้นางไม่สามารถที่จะปลดปล่อยพลังปราณออกมาต่อต้านได้นั่นเอง
"ไม่ต้องกลัวไป ท่านคือภารกิจของข้า ไม่ว่าเทพหน้าไหนก็เอาตัวท่านไปไม่ได้"ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูอบอุ่น สวีปิงเอ่อร์พลันพยักหน้ารับในทันที
ต่อมาหญิงสาวนางนั้นได้ลอยเข้ามายังโถงพร้อมกับระดับเซียนมากมายที่ยืดอกเชิดหน้าคล้ายกับคนที่หยิ่งผยองไม่เห็นใครอยู่ในสายตา เมื่อมองมาที่ลั่วอู่หลินที่กำลังนั่งเคียงคู่เจ้าหญิงน้ำแข็งนางก็พลันขมวดคิ้วในทันที ก่อนที่สายตาของนางจะเต็มไปด้วยความดูถูกในเวลาต่อมา
"ประมุขตระกูลสวี นี่หรือคือคู่หมั้นของหลานสาวเจ้า ดูแล้วก็ไม่เห็นจะเท่าไหร่ เขาเทียบกับศิษย์ของข้าได้อย่างนั้นหรือ"หญิงสาวกล่าว นางมีนามว่าเสวียหลิง มีศักดิ์เป็นอาจารย์ของชายหนุ่มจากแดนเซียนที่ชมชอบในตัวสวีปิงเอ่อร์ ทั้งยังมีตบะถึงระดับเทพสวรรค์ขั้นต้นอีกด้วย
"ท่านเทพและสหายจากแดนเซียน หากจะให้เทียบคุณสมบัติหลานชายนี้เองก็ถือว่าเพรียบพร้อม พวกท่านคงจะรู้จักตระกูลหลินที่เป็นพันธมิตรกับหอประมูลและนิกายโอสถสวรรค์กระมัง อีกทั้งหลานสาวของข้าก็เต็มใจที่จะหมั้นหมายกับเขา ด้วยคุณสมบัติเช่นนี้บวกกับความรักไคร่ของชายหญิง มีเหตุผลใดที่พวกเราจะไม่ยินยอมกันละ"สวีเหอกล่าว
"หืม เขาคือทายาทของตระกูลหลิน??"เสวียหลิงกล่าวออกมาด้วยความตกตะลึงในใจ กฏของโลกใบนี้ตระกูลที่เป็นต้นกำเนิดของนักปรุงโอสถจะได้รับการให้เกียรติเป็นพิเศษและหากตระกูลนั้นไม่ได้ทำเรื่องร้ายแรงอะไรไม่ว่านิกายหรือขุมกำลังไหนก็ห้ามโจมตีโดยเด็ดขาดไม่เช่นนั้นจะโดนประนามจากทั้งโลกและไม่เป็นที่ยอมรับจากขุมกำลังไหนเลย ดังนั้นด้วยตัวตนของตระกูลหลินที่ทรงเกียรติเช่นนี้แม้แต่เทพยังต้องคิดหนักหากจะลงมือ
เสวียหลิงส่ายหน้าไปมาและเก็บดวงจิตศาสตราเทวะของตนเองในทันที "จริงอย่างที่ประมุขสวีกล่าว ทว่าศิษย์ของข้าก็รักมั่นใจตัวของหลานสาวท่านเช่นกัน งั้นก็เอาเช่นนั้นให้ทั้งสองประลองกันฝ่ายใดชนะก็จะได้นางไปครองมีใครคัดค้านหรือไม่"
นางกล่าวพร้อมกับแผ่ออร่าอันหนาวเย็นออกมาเพื่อข่มขู่ เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ข้อเสนอแต่เป็นคำสั่งเพื่อให้ศิษย์ของนางได้สวีปิงเอ่อร์ไปอย่างสง่างามโดยไม่มีข้อกังขา ทั้งสวีเหอและสวีซานในตอนนี้รู้สึกอยากจะคัดค้าน แต่ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าของระดับเทพสวรรค์พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้และเพียงมองไปที่ลั่วอู่หลินเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่เห็นคือชายหนุ่มที่พยักหน้าให้กับพวกเขาเป็นเชิงว่าให้ตอบรับไป
"ได้ เอาตามที่ท่านว่า"สวีเหอกล่าว ลั่วอู่หลินเผยยิ้มเจ้าาเล่ห์ออกมา คิดจะใช้วิธีนี้เห็นทีว่าอีกฝ่ายจะประเมินเขาเอาไว้ต่ำมากเลยทีเดียว ถึงได้มั่นใจว่าศิษย์ของตนจะชนะ ทั้งๆที่ตบะก็ยังเพียงแค่บรรพชนขั้นที่สองเท่านั้น