กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 99 สุนัขประจบนาย

         เมื่อเฮมี่ตายลงไปขวัญกำลังใจของฝ่ายศัตรูก็หดหายไปราวกับลำธารที่แห้งขอด  พวกมันเริ่มค่อยๆถอยร่นออกไปช้าๆ  ดวงตาของพวกมันประกายความสิ้นหวังออกมาอย่างไม่ปิดบัง  เมื่อสิ้นนักเวทระดับอัศวินคอยคุ้มกะละหัวแล้วพวกมันก็ไม่ต่างจากเรือที่ไร้หางเสือ สายตาของพวกมันมองสอดส่ายไปทั่วด้วยความหวาดระแวงถึงภัยที่อาจจะมาถึงได้ทุกขณะ  เมื่อเฮมี่ที่เคยคุ้มครองพวกมันกลับถูกสังหารลงไป  หนทางของพวกมันในเวลานี้มีเพียงการถอยหนีออกไปเท่านั้น 

     

         แต่ไหนเลยที่แอเรียสจะยอมให้เหยื่อในมือหลบหนีไปโดยง่าย  เขาและฟาร์ฮานสบตากันครู่หนึ่ง  ดวงตาของปู่และหลานชายสาดประกายออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยวาจา  ราวกับทั้งคู่อ่านจิตใจของกันได้ก็ไม่ปาน  แอเรียสเป็นฝ่ายที่เริ่มพุ่งเข้าไปต่อสู้กับเหล่าศัตรูก่อน  หนึ่งคมดาบสังหารโดยไม่มีปราณีใดๆ  โลหิตสาดกระเซ็นราวละอองฝน  แอเรียสหันมายิ้มให้กับฟาร์ฮานเล็กน้อยราวกับเอ่ยคำท้าทาย 

     

        ฟาร์ฮานไม่แม้แต่จะเคลื่อนตัวออกไป ระยะโจมตีของระดับอัศวินนั้นสามารถโจมตีได้ไกลกว่าระดับผู้ใช้มนตรามากนัก  เพียงแค่ร่ายเวทออกมาก็ปรากฏสายน้ำล้อมรอบร่างของศัตรูผู้อับโชคผู้หนึ่ง สายน้ำที่บีบรัดมันอยู่นั้นราวกับอสรพิษที่มีแรงมหาศาล ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรนมากเท่าใดมันไม่อาจจะหลุดรอดไปได้  ปากของมันพะงาบๆด้วยสำลักน้ำเข้าไปจำนวนมาก เสียงกระดูกออกมันที่ถูกแรงบีบจากเวทวารีจนปี้ป่น  ในที่สุดมันก็ตายลงอย่างไม่อาจจะดิ้นรนหนี 

     

        ราวกับเป็นการแข่งขันระหว่างแอเรียสและฟาร์ฮาน  เมื่อนักเวทหนุ่มไล่สังหารคนหนึ่ง นักเวทที่ช่วงวัยสูงกว่าก็สังหารอีกหนึ่งเช่นกัน เมื่อสายฟ้าฉีกกระฉากร่างของนักเวทผู้หนึ่งออกจนลำตัวของมันกลายเป็นช่องว่างขนาดใหญ่  เวทวารีที่ราวกับเกลียวคลื่นก็บีบรัดร่างของนักเวทอีกผู้หนึ่งเช่นกัน 

     

        การแข่งขันของสองนักเวทปู่และหลานชายอาจจะสร้างความตื่นเต้นและความตกตะลึงให้กับฝ่ายเดียวกัน แต่สำหรับศัตรูแล้วนี่มันราวกับฝันร้ายในยามกลางวัน  สิ่งที่พวกมันเห็นคือยมทูตสองตนที่กำลังถือเคียวแห่งความตายแข่งขันกันไล่เก็บเกี่ยวดวงวิญญาณราวกับกำลังจะเอาใจเทพแห่งความตาย  ขนหัวของพวกมันลุกซู่ด้วยความหวาดกลัว เหงื่อเย็นไหลทั่วร่างของพวกมันด้วยความหวาดหวั่น  ขาของพวกมันสั่นอย่างไม่อาจจะควบคุม  พวกมันเป็นเพียงระดับผู้ใช้มนตราเท่านั้น  เมื่อไร้ดาร์คเอลฟ์ระดับอัศวินคอยปกป้องมันก็ราวกับสุกรที่กำลังถูกเอาคอไปพาดบนเขียง  หลายคนเริ่มที่จะวิ่งหนีออกไปด้วยความกลัว  แม้แอเรียสจะไล่ตามสังหารแต่พวกมันก็มีจำนวนมากเกินไป  ทำให้พวกมันบางคนสามารถที่จะหนีรอดออกไปได้

     

        แต่ยังไม่ทันที่มันจะออกไปพ้นเขตแดนตระกูลสการ์เชียมันก็กรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว  ร่างของมันคนหนึ่งถูกดาบเรเปียร์แทงจนทะลุไปถึงด้านหลัง  ฉับพลันคมดาบสีเงินก็พลันปรากฏประกายไฟลุกโชนขึ้น เปลวอัคคีอันร้อนระอุแผดเผาไปทั่วร่างของมัน เสียงกรีดร้องอันแสบหูของมันดังไปทั่วคฤหาสน์  แต่เพียงไม่นานร่างของมันก็ล้มลงกายเป็นเพียงก้อนถ่านรูปมนุษย์เท่านั้น  

     

        ศัตรูคนอื่นที่เล็ดรอดไปก็เผชิญชะตากรรมไม่ต่างกัน  หากไม่ถูกรุมสังหารอย่างรวดเร็วพวกมันก็ถูกสังหารภายใต้คมดาบเรเปียร์อันงดงาม  นักเวทรูปร่างสูงโปร่งในชุดเกราะอัศวินสีเงินไล่เข่นฆ่าพวกมันไปถึงสามคนในเวลาเพียงไม่นาน สำหรับผู้อื่นอัศวินผู้นี้อาจจะเต็มไปด้วยความองอาจ แต่สำหรับศัตรูแล้วเขาราวกับเงามฤตยูอันไร้ความปราณี 

     

        เสียงกรีดร้องของศัตรูดังก้องไปทั่วคฤหาสน์เมืองเบอเนียร์ ในที่สุดทั่วเขตตระกูลเบอเนียร์ก็ไม่หลงเหลือศัตรูเลยแม้แต่คนเดียว  ที่หลงเหลืออยู่ก็เพียงซากศพเท่านั้น แต่สิ่งที่แอเรียสและฟาร์ฮานสงสัยคือเสียงร้องของศัตรูที่หนีออกไป  พวกมันพบเจอกับสิ่งใดเข้า  หรือพวกมันถูกสังหารเพื่อปกปิดความลับเอาไว้ แต่สงครามที่เปิดเผยเช่นนี้ยังมีสิ่งใดที่จำเป็นที่ต้องปกปิดอีกกัน  แอเรียสขบคิดหาคำตอบ

     

        แต่แล้วคำตอบของคำถามก็เดินเข้ามาหาแอเรียสเอง กลุ่มคนผู้มาใหม่เกือบยี่สิบชีวิตเดินเข้ามาด้วยท่าทีที่องอาจ  แววตาแม้บางคนจะดูหยิ่งผยองเล็กน้อยแต่ก็พอรับรู้ได้ว่านี่ไม่ใช่ศัตรู 

     

         “ กำลังเสริมจากท่านดยุค  นั่นเนสโต้อัศวินแห่งเมืองเบอเนียร์ “

     

        ฟาร์ฮานหันมาบอกกับแอเรียสที่ตั้งดาบในมือเอาไว้ในท่าเตรียมพร้อมต่อสู้เพื่อให้คลายดาบลง

     

         “ ข้าได้รับคำสั่งจากนายท่านให้มาช่วยเหลือตระกูลของพวกเจ้า“

     

         เนสโต้เอ่ยจุดประสงค์ในการมาของเขาทันทีโดยไม่รอให้ใครต้องเอ่ยถาม  ใบหน้าของเขาเชิดขึ้นอย่างหยิ่งผยองในยศอัศวิน

     

         “ ฝากคำขอบคุณไปยังท่านดยุคโคเว่นด้วย  ..แต่ข้าได้ยินเสียงแตรสงครามมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเมืองเบอเนียร์กัน“

     

         แม้การช่วยเหลือจะดูล้าช้าจนเกินไปมากแต่ฟาร์ฮานก็ยังคงเอ่ยคำขอบคุณออกมา  แต่ด้วยเหตุที่เกิดการทรยศต่อตระกูลของเมอร์สันจึงทำให้ฟาร์ฮานนั้นไม่อาจจะรู้สถานการณ์สงครามของเมืองเบอเนียร์เลยแม้แต่น้อย แม้จะร้อนใจยามที่ได้ยินเสียงแตรสงครามแต่ด้วยสถานการณ์ของตระกูลที่อาจจะมุ่งสู่ทางวิบัติ ฟาร์ฮานย่อมเลือกที่จะจัดการสถานการณ์ในตระกูลเป็นอันดับแรกอย่างไม่ต้องสงสัย 

     

         “ ในตอนนี้สถานการณ์ยังไม่ย่ำแย่นัก มีข้าศึกไม่ทราบที่มายกทัพมาอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำ  ไม่รู้ว่ามันมีจุดประสงค์อะไรกันแน่ นายท่านจึงอยากให้พวกเจ้าไปยังกำแพงเมืองในตอนนี้ “ 

     

          วาจาอันราบเรียบของเนสโต้นั้นดูเหมือนจะเน้นย้ำคำว่า‘ในตอนนี้’มากเป็นพิเศษ  นี่ทำให้แอเรียสรู้สึกไม่ค่อยจะชอบใจในการวางอำนาจบาดใหญ่ของชายผู้นี้มากนัก ทั้งๆที่เห็นว่าผู้คนในตระกูลสการ์เชียต่างบาดเจ็บแต่ชายผู้นี้กลับต้องการให้ตระกูลสการ์เชียไปเข้าร่วมการต่อสู้ในทันที  นี่ไม่เท่ากับว่าส่งผู้คนไปตายอย่างนั้นรึ

     

         “ แต่ว่า.. “

     

         ฟาร์ฮานอ้ำอึ้งอยู่เล็กน้อย  เขาปรายตาไปรอบๆราวกับบอกเป็นความนัยถึงสภาพของผู้คนในตระกูลของเขายามนี้ที่ไม่มีผู้ใดเลยที่บนร่างไม่มีแม้รอยบาดแผล ฟาร์ฮานหาได้เกรงกลัวเนสโต้แต่ด้วยเป็นคำสั่งของดยุคโคเว่นจึงทำให้เขาลำบากใจไม่น้อยที่จะกล่าวปฏิเสธโดยตรง 

     

         “ ข้าศึกใกล้จะประชิดกำแพงเมืองเข้ามาทุกที  ไม่มีแต่ใดๆทั้งนั้น  อีกครู่พวกเจ้าต้องตามข้าไปเข้าร่วมศึก “

     

         เนสโต้พูดจาอย่างวางอำนาจโดยหาได้สนใจฟาร์ฮานแต่อย่างใด เขาเดินไปสำรวจร่างของศัตรูที่ตายลงไปอย่างช้าๆราวกับกำลังค้นหาความลับบนตัวศพ  แต่แอเรียสกลับมองเห็นว่าชายผู้นี้ลอบถอดแหวนมิติจากนิ้วมือของร่างอันไร้ชีวิตไป  นี่มันเป็นการฉกชิงอย่างไร้อย่างอายชัดๆ  ในที่สุดความอดทนของแอเรียสก็เริ่มหมดไป

     

         “ เจ้าไม่มีดวงตามองรึอย่างไรว่าคนในตระกูลของข้าบาดเจ็บ แล้วอีกอย่างการชกชิงสมบัติของผู้อื่นไปแบบไร้ยางอายเช่นนั้นคือสิ่งที่อัศวินเขาทำกันอย่างนั้นรึ  ศัตรูทั้งหมดที่คนในตระกูลสการ์เชียสังหารลงสมบัติทุกชิ้นย่อมตกเป็นของตระกูล..รวมถึงแหวนมิติในมือของเจ้าด้วย“

     

        แอเรียสพูดออกมาด้วยความเย็นชา แววตาที่มองไปยังเนสโต้หาได้มีความเกรงกลัวแต่อย่างใด  เขารู้สึกชิงชังนักพวกที่ชอบอ้างเกียรติของอัศวินแต่กลับทำตัวเป็นแมวขโมยฉกชิงสมบัติของผู้อื่นไปอย่างหน้าด้านๆ หนำซ้ำยังเดินเข้ามาในบ้านผู้อื่นแล้ววางมาดใหญ่โตราวกับเป็นเจ้าของบ้านเสียเอง

     

        “ บังอาจ! เจ้ารู้รึไม่ว่ากำลังพูดอยู่กับผู้ใด“

     

         ดังคำที่คนได้กล่าวเอาไว้สุนัขมักจะชอบประจบเจ้านายของมัน ไม่ต้องรอให้เนสโต้ได้กล่าวคำใดๆออกมา ทหารผู้หนึ่งที่อยู่ใกล้แอเรียสมากที่สุดก็ยกดาบในมือของมันขึ้นชี้หน้าของแอเรียสในทันที  แรงกดดันของนักเวทระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่เก้าแผ่ออกมาหมายจะสะกดข่มแอเรียสให้หวาดกลัว

     

        แต่บางครั้งสุนัขก็มักประจบเจ้านายด้วยความโง่เง่า แอเรียสจ้องมองไปยังทหารผู้นั้นด้วยความไม่พอใจ แรงกดดันของมันไม่มีผลใดๆกับเขาเลยแม้แต่น้อย  จิตสังหารอันเย็นเยียบทิ่มแทงไปยังร่างของชายผู้นั้น  ดาบอสูรมายาในมือของแอเรียสตวัดฟันอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นเองใบดาบในมือของทหารผู้นั้นก็ร่วงหล่นลงมากับพื้นดิน เสียงของโลหะที่กระทบพื้นสร้างความตกตะลึงให้กับใครหลายคน  ในมือของทหารผู้นั้นเหลือเพียงด้ามดาบที่ไร้ซึ่งใบดาบ  มือของมันสั่นเครืออย่างหวาดกลัว  เพียงแค่คมดาบฟันเข้ามาลึกอีกเพียงไม่ถึงหนึ่งคืบมือของมันก็คงไม่หลงเหลืออีกต่อไป  มันที่กำลังก้าวถอยหลังกลับสะดุดล้มไปกับพื้น แม้จะอับอายแต่มันก็รีบถอยหนีต่อไปอย่างรวดเร็ว  แม้นั่นจะเป็นการกระเถิบก้นหนีอย่างน่าอายก็ตาม

     

        “ ข้าไม่ได้สนทนากับเจ้า  ..แล้วอย่าบังอาจเอาดาบมาชี้หน้าข้า  เพราะครั้งหน้าสิ่งที่ขาดออกมันจะไม่ใช่แค่ดาบในมือเจ้า“  

     

         สายตาและคำพูดของแอเรียสทำให้ใบหน้าของทหารผู้นั้นกลับกลายเป็นซีดเซียว มันที่เป็นถึงระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่เก้ากลับรู้สึกถึงความหนาวเหน็บยามที่สบตากับเด็กหนุ่มที่เป็นเพียงผู้ใช้มนตราขั้นที่หก จิตสังหารของเด็กหนุ่มทำให้มันรับรู้ได้ว่านี่ไม่ใช่แค่คำพูดล้อเล่นอย่างแน่นอน

         

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน