เมื่อเฮมี่ตายลงไปขวัญกำลังใจของฝ่ายศัตรูก็หดหายไปราวกับลำธารที่แห้งขอด พวกมันเริ่มค่อยๆถอยร่นออกไปช้าๆ ดวงตาของพวกมันประกายความสิ้นหวังออกมาอย่างไม่ปิดบัง เมื่อสิ้นนักเวทระดับอัศวินคอยคุ้มกะละหัวแล้วพวกมันก็ไม่ต่างจากเรือที่ไร้หางเสือ สายตาของพวกมันมองสอดส่ายไปทั่วด้วยความหวาดระแวงถึงภัยที่อาจจะมาถึงได้ทุกขณะ เมื่อเฮมี่ที่เคยคุ้มครองพวกมันกลับถูกสังหารลงไป หนทางของพวกมันในเวลานี้มีเพียงการถอยหนีออกไปเท่านั้น
แต่ไหนเลยที่แอเรียสจะยอมให้เหยื่อในมือหลบหนีไปโดยง่าย เขาและฟาร์ฮานสบตากันครู่หนึ่ง ดวงตาของปู่และหลานชายสาดประกายออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยวาจา ราวกับทั้งคู่อ่านจิตใจของกันได้ก็ไม่ปาน แอเรียสเป็นฝ่ายที่เริ่มพุ่งเข้าไปต่อสู้กับเหล่าศัตรูก่อน หนึ่งคมดาบสังหารโดยไม่มีปราณีใดๆ โลหิตสาดกระเซ็นราวละอองฝน แอเรียสหันมายิ้มให้กับฟาร์ฮานเล็กน้อยราวกับเอ่ยคำท้าทาย
ฟาร์ฮานไม่แม้แต่จะเคลื่อนตัวออกไป ระยะโจมตีของระดับอัศวินนั้นสามารถโจมตีได้ไกลกว่าระดับผู้ใช้มนตรามากนัก เพียงแค่ร่ายเวทออกมาก็ปรากฏสายน้ำล้อมรอบร่างของศัตรูผู้อับโชคผู้หนึ่ง สายน้ำที่บีบรัดมันอยู่นั้นราวกับอสรพิษที่มีแรงมหาศาล ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรนมากเท่าใดมันไม่อาจจะหลุดรอดไปได้ ปากของมันพะงาบๆด้วยสำลักน้ำเข้าไปจำนวนมาก เสียงกระดูกออกมันที่ถูกแรงบีบจากเวทวารีจนปี้ป่น ในที่สุดมันก็ตายลงอย่างไม่อาจจะดิ้นรนหนี
ราวกับเป็นการแข่งขันระหว่างแอเรียสและฟาร์ฮาน เมื่อนักเวทหนุ่มไล่สังหารคนหนึ่ง นักเวทที่ช่วงวัยสูงกว่าก็สังหารอีกหนึ่งเช่นกัน เมื่อสายฟ้าฉีกกระฉากร่างของนักเวทผู้หนึ่งออกจนลำตัวของมันกลายเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ เวทวารีที่ราวกับเกลียวคลื่นก็บีบรัดร่างของนักเวทอีกผู้หนึ่งเช่นกัน
การแข่งขันของสองนักเวทปู่และหลานชายอาจจะสร้างความตื่นเต้นและความตกตะลึงให้กับฝ่ายเดียวกัน แต่สำหรับศัตรูแล้วนี่มันราวกับฝันร้ายในยามกลางวัน สิ่งที่พวกมันเห็นคือยมทูตสองตนที่กำลังถือเคียวแห่งความตายแข่งขันกันไล่เก็บเกี่ยวดวงวิญญาณราวกับกำลังจะเอาใจเทพแห่งความตาย ขนหัวของพวกมันลุกซู่ด้วยความหวาดกลัว เหงื่อเย็นไหลทั่วร่างของพวกมันด้วยความหวาดหวั่น ขาของพวกมันสั่นอย่างไม่อาจจะควบคุม พวกมันเป็นเพียงระดับผู้ใช้มนตราเท่านั้น เมื่อไร้ดาร์คเอลฟ์ระดับอัศวินคอยปกป้องมันก็ราวกับสุกรที่กำลังถูกเอาคอไปพาดบนเขียง หลายคนเริ่มที่จะวิ่งหนีออกไปด้วยความกลัว แม้แอเรียสจะไล่ตามสังหารแต่พวกมันก็มีจำนวนมากเกินไป ทำให้พวกมันบางคนสามารถที่จะหนีรอดออกไปได้
แต่ยังไม่ทันที่มันจะออกไปพ้นเขตแดนตระกูลสการ์เชียมันก็กรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว ร่างของมันคนหนึ่งถูกดาบเรเปียร์แทงจนทะลุไปถึงด้านหลัง ฉับพลันคมดาบสีเงินก็พลันปรากฏประกายไฟลุกโชนขึ้น เปลวอัคคีอันร้อนระอุแผดเผาไปทั่วร่างของมัน เสียงกรีดร้องอันแสบหูของมันดังไปทั่วคฤหาสน์ แต่เพียงไม่นานร่างของมันก็ล้มลงกายเป็นเพียงก้อนถ่านรูปมนุษย์เท่านั้น
ศัตรูคนอื่นที่เล็ดรอดไปก็เผชิญชะตากรรมไม่ต่างกัน หากไม่ถูกรุมสังหารอย่างรวดเร็วพวกมันก็ถูกสังหารภายใต้คมดาบเรเปียร์อันงดงาม นักเวทรูปร่างสูงโปร่งในชุดเกราะอัศวินสีเงินไล่เข่นฆ่าพวกมันไปถึงสามคนในเวลาเพียงไม่นาน สำหรับผู้อื่นอัศวินผู้นี้อาจจะเต็มไปด้วยความองอาจ แต่สำหรับศัตรูแล้วเขาราวกับเงามฤตยูอันไร้ความปราณี
เสียงกรีดร้องของศัตรูดังก้องไปทั่วคฤหาสน์เมืองเบอเนียร์ ในที่สุดทั่วเขตตระกูลเบอเนียร์ก็ไม่หลงเหลือศัตรูเลยแม้แต่คนเดียว ที่หลงเหลืออยู่ก็เพียงซากศพเท่านั้น แต่สิ่งที่แอเรียสและฟาร์ฮานสงสัยคือเสียงร้องของศัตรูที่หนีออกไป พวกมันพบเจอกับสิ่งใดเข้า หรือพวกมันถูกสังหารเพื่อปกปิดความลับเอาไว้ แต่สงครามที่เปิดเผยเช่นนี้ยังมีสิ่งใดที่จำเป็นที่ต้องปกปิดอีกกัน แอเรียสขบคิดหาคำตอบ
แต่แล้วคำตอบของคำถามก็เดินเข้ามาหาแอเรียสเอง กลุ่มคนผู้มาใหม่เกือบยี่สิบชีวิตเดินเข้ามาด้วยท่าทีที่องอาจ แววตาแม้บางคนจะดูหยิ่งผยองเล็กน้อยแต่ก็พอรับรู้ได้ว่านี่ไม่ใช่ศัตรู
“ กำลังเสริมจากท่านดยุค นั่นเนสโต้อัศวินแห่งเมืองเบอเนียร์ “
ฟาร์ฮานหันมาบอกกับแอเรียสที่ตั้งดาบในมือเอาไว้ในท่าเตรียมพร้อมต่อสู้เพื่อให้คลายดาบลง
“ ข้าได้รับคำสั่งจากนายท่านให้มาช่วยเหลือตระกูลของพวกเจ้า“
เนสโต้เอ่ยจุดประสงค์ในการมาของเขาทันทีโดยไม่รอให้ใครต้องเอ่ยถาม ใบหน้าของเขาเชิดขึ้นอย่างหยิ่งผยองในยศอัศวิน
“ ฝากคำขอบคุณไปยังท่านดยุคโคเว่นด้วย ..แต่ข้าได้ยินเสียงแตรสงครามมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเมืองเบอเนียร์กัน“
แม้การช่วยเหลือจะดูล้าช้าจนเกินไปมากแต่ฟาร์ฮานก็ยังคงเอ่ยคำขอบคุณออกมา แต่ด้วยเหตุที่เกิดการทรยศต่อตระกูลของเมอร์สันจึงทำให้ฟาร์ฮานนั้นไม่อาจจะรู้สถานการณ์สงครามของเมืองเบอเนียร์เลยแม้แต่น้อย แม้จะร้อนใจยามที่ได้ยินเสียงแตรสงครามแต่ด้วยสถานการณ์ของตระกูลที่อาจจะมุ่งสู่ทางวิบัติ ฟาร์ฮานย่อมเลือกที่จะจัดการสถานการณ์ในตระกูลเป็นอันดับแรกอย่างไม่ต้องสงสัย
“ ในตอนนี้สถานการณ์ยังไม่ย่ำแย่นัก มีข้าศึกไม่ทราบที่มายกทัพมาอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำ ไม่รู้ว่ามันมีจุดประสงค์อะไรกันแน่ นายท่านจึงอยากให้พวกเจ้าไปยังกำแพงเมืองในตอนนี้ “
วาจาอันราบเรียบของเนสโต้นั้นดูเหมือนจะเน้นย้ำคำว่า‘ในตอนนี้’มากเป็นพิเศษ นี่ทำให้แอเรียสรู้สึกไม่ค่อยจะชอบใจในการวางอำนาจบาดใหญ่ของชายผู้นี้มากนัก ทั้งๆที่เห็นว่าผู้คนในตระกูลสการ์เชียต่างบาดเจ็บแต่ชายผู้นี้กลับต้องการให้ตระกูลสการ์เชียไปเข้าร่วมการต่อสู้ในทันที นี่ไม่เท่ากับว่าส่งผู้คนไปตายอย่างนั้นรึ
“ แต่ว่า.. “
ฟาร์ฮานอ้ำอึ้งอยู่เล็กน้อย เขาปรายตาไปรอบๆราวกับบอกเป็นความนัยถึงสภาพของผู้คนในตระกูลของเขายามนี้ที่ไม่มีผู้ใดเลยที่บนร่างไม่มีแม้รอยบาดแผล ฟาร์ฮานหาได้เกรงกลัวเนสโต้แต่ด้วยเป็นคำสั่งของดยุคโคเว่นจึงทำให้เขาลำบากใจไม่น้อยที่จะกล่าวปฏิเสธโดยตรง
“ ข้าศึกใกล้จะประชิดกำแพงเมืองเข้ามาทุกที ไม่มีแต่ใดๆทั้งนั้น อีกครู่พวกเจ้าต้องตามข้าไปเข้าร่วมศึก “
เนสโต้พูดจาอย่างวางอำนาจโดยหาได้สนใจฟาร์ฮานแต่อย่างใด เขาเดินไปสำรวจร่างของศัตรูที่ตายลงไปอย่างช้าๆราวกับกำลังค้นหาความลับบนตัวศพ แต่แอเรียสกลับมองเห็นว่าชายผู้นี้ลอบถอดแหวนมิติจากนิ้วมือของร่างอันไร้ชีวิตไป นี่มันเป็นการฉกชิงอย่างไร้อย่างอายชัดๆ ในที่สุดความอดทนของแอเรียสก็เริ่มหมดไป
“ เจ้าไม่มีดวงตามองรึอย่างไรว่าคนในตระกูลของข้าบาดเจ็บ แล้วอีกอย่างการชกชิงสมบัติของผู้อื่นไปแบบไร้ยางอายเช่นนั้นคือสิ่งที่อัศวินเขาทำกันอย่างนั้นรึ ศัตรูทั้งหมดที่คนในตระกูลสการ์เชียสังหารลงสมบัติทุกชิ้นย่อมตกเป็นของตระกูล..รวมถึงแหวนมิติในมือของเจ้าด้วย“
แอเรียสพูดออกมาด้วยความเย็นชา แววตาที่มองไปยังเนสโต้หาได้มีความเกรงกลัวแต่อย่างใด เขารู้สึกชิงชังนักพวกที่ชอบอ้างเกียรติของอัศวินแต่กลับทำตัวเป็นแมวขโมยฉกชิงสมบัติของผู้อื่นไปอย่างหน้าด้านๆ หนำซ้ำยังเดินเข้ามาในบ้านผู้อื่นแล้ววางมาดใหญ่โตราวกับเป็นเจ้าของบ้านเสียเอง
“ บังอาจ! เจ้ารู้รึไม่ว่ากำลังพูดอยู่กับผู้ใด“
ดังคำที่คนได้กล่าวเอาไว้สุนัขมักจะชอบประจบเจ้านายของมัน ไม่ต้องรอให้เนสโต้ได้กล่าวคำใดๆออกมา ทหารผู้หนึ่งที่อยู่ใกล้แอเรียสมากที่สุดก็ยกดาบในมือของมันขึ้นชี้หน้าของแอเรียสในทันที แรงกดดันของนักเวทระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่เก้าแผ่ออกมาหมายจะสะกดข่มแอเรียสให้หวาดกลัว
แต่บางครั้งสุนัขก็มักประจบเจ้านายด้วยความโง่เง่า แอเรียสจ้องมองไปยังทหารผู้นั้นด้วยความไม่พอใจ แรงกดดันของมันไม่มีผลใดๆกับเขาเลยแม้แต่น้อย จิตสังหารอันเย็นเยียบทิ่มแทงไปยังร่างของชายผู้นั้น ดาบอสูรมายาในมือของแอเรียสตวัดฟันอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นเองใบดาบในมือของทหารผู้นั้นก็ร่วงหล่นลงมากับพื้นดิน เสียงของโลหะที่กระทบพื้นสร้างความตกตะลึงให้กับใครหลายคน ในมือของทหารผู้นั้นเหลือเพียงด้ามดาบที่ไร้ซึ่งใบดาบ มือของมันสั่นเครืออย่างหวาดกลัว เพียงแค่คมดาบฟันเข้ามาลึกอีกเพียงไม่ถึงหนึ่งคืบมือของมันก็คงไม่หลงเหลืออีกต่อไป มันที่กำลังก้าวถอยหลังกลับสะดุดล้มไปกับพื้น แม้จะอับอายแต่มันก็รีบถอยหนีต่อไปอย่างรวดเร็ว แม้นั่นจะเป็นการกระเถิบก้นหนีอย่างน่าอายก็ตาม
“ ข้าไม่ได้สนทนากับเจ้า ..แล้วอย่าบังอาจเอาดาบมาชี้หน้าข้า เพราะครั้งหน้าสิ่งที่ขาดออกมันจะไม่ใช่แค่ดาบในมือเจ้า“
สายตาและคำพูดของแอเรียสทำให้ใบหน้าของทหารผู้นั้นกลับกลายเป็นซีดเซียว มันที่เป็นถึงระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่เก้ากลับรู้สึกถึงความหนาวเหน็บยามที่สบตากับเด็กหนุ่มที่เป็นเพียงผู้ใช้มนตราขั้นที่หก จิตสังหารของเด็กหนุ่มทำให้มันรับรู้ได้ว่านี่ไม่ใช่แค่คำพูดล้อเล่นอย่างแน่นอน