มีคำกล่าวที่ว่า... ไม่ใช่แค่คนบ้ากับเสียงหัวเราะเท่านั้นที่ติดต่อกันได้ แต่ความพยายามก็เป็เชื้อโรคที่แพร่ระบาดได้เหมือนกัน
หลังจากฟาดข้าวกล่องมื้อเที่ยงจนเกลี้ยง ใน่พักเบรกสั้นๆ
เฉินข่ายและเพื่อนอีกสองคนก็นั่งไม่ติด ได้แต่มองเ้าอสูรกินเหล็กที่ยังคงก้มหน้าก้มตาฝึกฝนอยู่อย่างบ้าคลั่ง
ขนาดเผ่าพันธุ์อสูรกินเหล็กที่ขึ้นชื่อเื่ความี้เีตัวเป็ขน ยังขยันขนาดนี้ ไม่ยอมปล่อยเวลาให้เสียเปล่าแม้แต่วินาทีเดียว แล้วพวกเขามีสิทธิ์อะไรมานั่งพักผ่อนกันล่ะ?
“ตอนนี้ฉันซึ้งแล้วว่าทำไมอัตราการสอบผ่านผู้ฝึกอสูรมืออาชีพของคนในเมืองถึงได้สูงลิ่วขนาดนั้น...”
“พวกผู้ฝึกอสูรในตัวเมือง เขาสู้ชีวิตกันขนาดนี้เลยเหรอ แล้วนายทำยังไงถึงเลี้ยงสัตว์อสูรให้มีวินัยได้ขนาดนี้เนี่ย...” เฉินข่ายถามด้วยมุมปากที่กระตุกยิกๆ
หรือว่าระดับการศึกษาในเมืองจะสูงกว่าแถบชานเมืองมากขนาดนั้นจริงๆ? เพราะเขาไม่เคยเจอผู้ฝึกอสูรคนไหนรอบตัวเป็เหมือนสืออวี่เลยสักคน
“ก็ไม่ได้เว่อร์ขนาดนั้นหรอก...” สืออวี่ตอบเสียงเรียบ
นี่เขาเผลอยกระดับมาตรฐานภาพลักษณ์ของผู้ฝึกอสูรในเมืองใหญ่ให้ดูสูงส่งเกินจริงในสายตาสามคนนี้ไปรึเปล่านะ?
เข้าใจผิดแล้ว เป็เื่เข้าใจผิดล้วนๆ!
ที่เขาพกยาบำรุงมาด้วย ก็เพราะความจำเป็บังคับต่างหาก เขาเองก็ไม่ได้อยากจะทุ่มสุดตัวขนาดนี้ แต่ค่าใช้จ่ายในการใช้งานสารานุกรมสกิล มันมหาโหดจริงๆ จะให้ทำยังไงได้
ส่วนเ้าสิบเอ็ดนั่นก็อุบัติเหตุล้วนๆ! มันมีความขยันติดตัวมาั้แ่แรก ไม่ได้เกี่ยวกับเขาเลยสักนิด...
เ้าสิบเอ็ดเป็ตัวที่คนอื่นเลือกเหลือทิ้งไว้ แล้วสืออวี่บังเอิญไปเก็บตกมาได้ ตอนนั้นคนที่มองออกว่าสิบเอ็ดมีศักยภาพไม่ธรรมดา น่าจะมีแค่หลินซิวจู๋กับเขาเท่านั้น
หลินซิวจู๋มองออกเพราะประสบการณ์การเลี้ยงดูที่โชกโชน ส่วนเขาแค่มั่นใจเพราะมีสารานุกรมสกิล ดังนั้นไม่ว่าจะเลือกสัตว์อสูรแบบไหนก็อุ่นใจเสมอ
ด้วยความบังเอิญประจวบเหมาะ ปฏิกิริยาเคมีที่ไม่เป็วิทยาศาสตร์ระหว่างสืออวี่กับสิบเอ็ดจึงเกิดขึ้น
สรุปคือไม่ต้องมาเลียนแบบพวกเขาหรอก พวกเขาเป็กรณีพิเศษ อย่าไปเชื่อสิ่งที่ตาเห็นเชียว! เดี๋ยวจะเสียคนเอาเปล่าๆ
ถึงจะคิดแบบนั้น แต่สืออวี่ก็พูดอธิบายลำบาก จะให้ไปบอกคนอื่นว่า ‘อย่าพยายามเลย’ ก็คงดูไม่ดี
“ไม่เว่อร์ที่ไหนกัน” เฉินข่ายสวนขึ้นมา
“แต่เว่อร์หน่อยก็ดี จะได้มีอนาคต ไม่ต้องพูดแล้ว ต่อไปฉันจะสั่งให้อสูรเกราะน้ำแข็งฝึกด้วยความเข้มข้นระดับนี้บ้าง”
“ตัวฉันเองก็เหมือนกัน พรุ่งนี้จะไปร้านยาซื้อแคปซูลจิตกระจ่างมาสักลัง แล้วอ่านหนังสือโต้รุ่งไปเลย”
“ไม่เชื่อหรอก มีสองแขนสองขาเหมือนกัน... ถ้าคนอื่นทำได้ ฉันก็ต้องทำได้สิวะ” เฉินข่ายกัดฟันกรอด
ที่เขาหน้าด้านขอตามสืออวี่มาทำภารกิจด้วย ก็เพื่ออยากรู้ว่าทำไมสืออวี่ถึงเก่งนัก ในเมื่อตอนนี้เจอสาเหตุแล้ว เขาก็ต้องลองทำตามดูบ้าง
จวงเยว่และอวี๋จิงจิงมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ถึงไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ลึกๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองดูจะหย่อนยานไปหน่อยจริงๆ ทั้งที่ยังมีเวลาให้พยายามได้อีกตั้งเยอะ... พรุ่งนี้เอาแน่!
สืออวี่: “......”
จะเอาจริงดิ? งั้นก็ขอให้โชคดีละกัน ยังไงความขยันหมั่นเพียรก็ไม่ใช่เื่แย่อะไร...
การที่ความดีงาม (แบบปลอมๆ) ของตัวเองส่งอิทธิพลต่อคนอื่นได้ สืออวี่ก็รู้สึกปลื้มปริ่มใจอยู่ลึกๆ
“สืออวี่ นายเตรียมจะสอบใบอนุญาตผู้ฝึกอสูรอาชีพใช่ไหม? ว่าแต่นายเรียนสาขาการเพาะเลี้ยง... หรือว่าตั้งใจจะสอบเป็นักเพาะเลี้ยงอาชีพล่ะ” เฉินข่ายถามด้วยความสงสัย
“เื่นั้นน่ะเหรอ...”
ผู้ฝึกอสูรอาชีพคือเส้นทางเลื่อนระดับตามขนบธรรมเนียมที่วัดกันที่ พลังการต่อสู้
ส่วนนักเพาะเลี้ยงอาชีพจะวัดกันที่ ทักษะการเลี้ยงดูและการเพาะพันธุ์ งานในอนาคตส่วนใหญ่จะอยู่ในศูนย์เพาะเลี้ยง
ถ้าระดับสูงหน่อย ก็ออกมาเปิดกิจการเองได้ ช่วยผู้ฝึกอสูรคนอื่นดูแลสัตว์อสูร หรือแม้แต่ไปเป็อาจารย์สอนสกิล หรือนักวางแผนวิวัฒนาการ
ตามหลักแล้ว สืออวี่เรียนสาขาการเพาะเลี้ยง แถมยังมีสารานุกรมสกิล ถ้าไปสอบเป็นักเพาะเลี้ยงอาชีพ รับรองว่าอนาคตได้นั่งนับเงินจนนิ้วล็อกแน่ๆ...
แต่พร์ที่สองของเขามันประหลาดเกินไป สืออวี่จึงกลัวจริงๆ ว่าถ้าความแตกจะโดนจับไปผ่าทดลอง
ถึงประเทศนี้จะเป็สังคมที่ปกครองด้วยกฎหมาย แต่การแบ่งชนชั้นระหว่างผู้ฝึกอสูรระดับสูงกับคนธรรมดาก็ชัดเจนมาก
ดูได้จากการที่ไม่มีเส้นทางเลื่อนระดับที่ยุติธรรมอย่างการสอบเอนทรานซ์ ก็พอจะเดาได้ว่าโลกนี้มีการผูกขาดอำนาจอย่างรุนแรง
เื่เล่นสกปรกระหว่างผู้ฝึกอสูรในการประลองสาธารณะก็มีให้เห็นไม่ขาดสาย จะมีก็แต่่วัยเรียนนี่แหละที่ยังพอมีความใสซื่อบริสุทธิ์อยู่บ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพวกสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่มีสติปัญญาสูงจ้องจะเล่นงานเขตที่อยู่อาศัยของมนุษย์อยู่อีก...
สืออวี่คิดแล้วว่า ถ้าวิธีสอนสกิลของสารานุกรมสกิลยังเปลี่ยนรูปแบบไม่ได้ ตราบใดที่เขายังไม่มีพลังแข็งแกร่งพอจะปกป้องตัวเอง เขาก็จะไม่สอนสกิลให้สัตว์อสูรของคนอื่นเด็ดขาด!
ต่อให้เป็สัตว์อสูรป่าที่มีสติปัญญาหน่อย เขาก็จะไม่ทำ ยกเว้นแต่จะเป็พวกสมองทึบอย่างหนอนไหมเขียว ที่สอนเสร็จแล้ว มันก็ยังงงว่าเกิดอะไรขึ้น แบบนั้นถึงจะปลอดภัยไร้กังวล
สรุปคือ ต้องเป็สัตว์อสูรที่ทำพันธสัญญากับเขาแล้วเท่านั้น สืออวี่ถึงจะวางใจยอมสอนสกิลให้ ดังนั้นสืออวี่เลยคิดว่า มุ่งเป้าไปที่การสอบผู้ฝึกอสูรอาชีพเพื่อเพิ่มพลังรบให้ตัวเองก่อนน่าจะดีกว่า
ผู้ฝึกอสูรเก่งๆ บางคนก็สอนสกิลนอกเหนือจากเผ่าพันธุ์ให้สัตว์อสูรตัวเองได้ อย่างอสูรกินเหล็กของสำนักยุทธ์ไผ่ศิลา ก็มีหลายตัวที่ใช้สกิลสายฟ้าหรือไฟได้
หรือกระทั่งสัตว์อสูรป่าหายากที่มีพร์ดีเยี่ยม ก็เป็ไปได้ที่จะเรียนรู้สกิลข้ามสายพันธุ์
เช่น จ่าฝูงของพวกหมาป่าหิมะ ที่มีสกิลข่มขวัญ เคล็ดลับการถ่ายทอดสกิลเฉพาะตัวพวกนี้ ถึงจะดูเหลือเชื่อ แต่ในวงการผู้ฝึกอสูรระดับสูงก็ถือเป็เื่ที่พบเห็นได้ทั่วไป ไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้
แต่ไอ้ประเภทคัดลอกสกิล แล้วแค่แตะตัวก็สอนให้สัตว์อสูรได้เลยเนี่ย แบบนี้ยังไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ แถมเขายังเป็ผู้ทะลุมิติ ที่เปิดเกมมาพร้อมสองพร์อีกต่างหาก...
พูดอีกอย่างคือ เขาเป็สิ่งแปลกปลอมที่รุกล้ำเข้ามา
ไม่ปลอดภัยเอาซะเลย... ในโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายแบบนี้ ความแข็งแกร่งคือรากฐานของทุกสิ่ง... การเร่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองก่อน ต้องดีแน่ๆ
“ถึงจะเรียนสาขาการเพาะเลี้ยง แต่ฉันอยากเตรียมตัวสอบผู้ฝึกอสูรอาชีพก่อนน่ะ” สืออวี่ตอบ
คำตอบของเขาดึงดูดความสนใจของทั้งสามคนทันที
เฉินข่ายพูดขึ้น “เดี๋ยวฉันลองนับดูนะ... รอบถัดไป... ไม่ใช่สิ ต้องรอบถัดไปของรอบถัดไปสินะ ดูเหมือนว่าถึงตอนนั้นพวกเราอาจจะได้ไปสอบพร้อมกันก็ได้”
การสอบผู้ฝึกอสูรอาชีพจัดขึ้นทุกวันที่ 1 มกราคม ปีละครั้ง ตอนนี้เดือนกรกฎาคมแล้ว เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งปี ก่อนจะเริ่มการสอบถัดไป
อสูรกินเหล็กของสืออวี่ตอนนี้อยู่ระดับตื่นรู้ขั้น 5 ส่วนอสูรเกราะน้ำแข็งของเฉินข่ายอยู่ขั้น 6 ซึ่งระดับแค่นี้ยังไม่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมการสอบอาชีพ
การสอบรอบแรกของการสอบผู้ฝึกอสูรอาชีพ ซึ่งเป็รอบพื้นฐาน มีมาตรฐานขั้นต่ำคือสัตว์อสูรของผู้เข้าสอบต้องมีพลังรบระดับเหนือสามัญ นั่นคือระดับพลังที่เหนือจากตื่นรู้ขั้น 10 ขึ้นไป
อีกครึ่งปีให้หลัง สัตว์อสูรของพวกเขาแค่จะไต่ไปถึงขั้น 10 ก็เืตาแทบกระเด็นแล้ว ไม่ต้องพูดถึงระดับเหนือสามัญเลย
ดังนั้นเฉินข่ายจึงเข้าใจไปเองว่าสืออวี่น่าจะวางแผนเหมือนเขา คือรอสอบรอบมะรืนปีนู้น
ทว่า...
“ถ้าฉันสอบรอบนี้ไม่ผ่าน ก็คงได้ไปสอบรอบถัดไปพร้อมพวกนาย” สืออวี่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เงินเก็บก้อนเล็กๆ ของเขา ถ้าไม่มีรายได้อื่นเข้ามาเสริม คงเลี้ยงเ้าสิบเอ็ดได้ไม่ถึงปีครึ่งหรอก... ดังนั้น การรีบคว้าใบรับรองวิชาชีพมาให้เร็วที่สุด ก็ถือเป็การลดภาระทางการเงินของสืออวี่ไปในตัว
เขาตั้งใจจะลงสอบอาชีพรอบถัดไปในอีกครึ่งปีข้างหน้านี้เลย!
เฉินข่าย: ???
“แต่อสูรกินเหล็กของนายเพิ่งจะเวล 5 เองไม่ใช่เหรอ เวลาแค่ครึ่งปีจะดันให้ถึงระดับเหนือสามัญ มันไม่ฝืนไปหน่อยเหรอ...”
เื่ระดับการเติบโตเนี่ย คือยิ่งระดับสูงก็ยิ่งขึ้นยาก โดยเฉพาะคอขวด่รอยต่อระหว่างระดับตื่นรู้ไปสู่ระดับเหนือสามัญ ไม่รู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตกี่รายที่ต้องติดแหง็กอยู่ตรงนี้
การผลัดเปลี่ยนจากปุถุชนไปสู่ความเหนือธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับว่าจะก้าวข้ามประตูบานนั้นได้หรือไม่
“ไม่เป็ไร ถึงระดับเหนือสามัญอาจจะยากไปหน่อย แต่ถ้าแค่ตื่นรู้ขั้น 10 ไม่น่ามีปัญหา...”
ขอแค่เสริมแกร่งสกิลเผ่าพันธุ์ของสิบเอ็ดอย่างต่อเนื่อง ระดับการเติบโตก็จะยกระดับตามไปด้วย สืออวี่คิดว่าเวลาครึ่งปีกับการปั้นให้ถึงขั้น 10 ไม่ใช่เื่ยาก เผลอๆ อาจมีลุ้นถึงระดับเหนือสามัญด้วยซ้ำ
และต่อให้ไม่ถึงระดับเหนือสามัญ ก็ใช่ว่าระดับตื่นรู้จะเข้าร่วมการสอบอาชีพไม่ได้ คนมีความสามารถก็ต้องมีสิทธิพิเศษอยู่แล้ว
“นายหมายถึงการทดสอบพิเศษนั่นเหรอ???” เฉินข่ายนึกอะไรขึ้นมาได้
“ไอ้ที่ว่าท้าดวลข้ามขั้นน่ะเหรอ??” สองสาวเองก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน
สำหรับผู้ฝึกอสูรอัจฉริยะและสัตว์อสูรที่มีระดับเผ่าพันธุ์สูง การสอบอาชีพจะมีเกณฑ์พิเศษรองรับอยู่
นั่นคือแม้ระดับการเติบโตจะยังไม่ถึงระดับเหนือสามัญ แต่ถ้าเอาชนะสิ่งมีชีวิตระดับเหนือสามัญตัวจริงได้… ก็จะมีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบอาชีพต่อไปได้
“ใช่ แบบที่ท้าดวลข้ามขั้นนั่นแหละ... ถ้าไปไม่ถึงระดับเหนือสามัญ ก็คงต้องใช้วิธีนี้เอา” สืออวี่ยิ้ม
สัตว์อสูรที่มีค่าความชำนาญของสกิลสูงลิบ บวกกับสกิลระดับสูง... การท้าดวลข้ามรุ่นคงไม่ใช่เื่ยากหรอก?
เฉินข่ายเข้าใจแจ่มแจ้งทันที สำหรับอสูรกินเหล็กที่แค่เวล 5 ก็มีสกิลขั้นเชี่ยวชาญแล้วเนี่ย... การท้าดวลข้ามขั้นมันไม่ยากเลยจริงๆ!
ขนาดตัวเขาเองยังโดนตบข้ามขั้นมาแล้วเลย! (น้ำตาจิไหล)
ยิ่งคิด เขาก็ยิ่งนึกเสียใจที่ถามซอกแซก จิตใจพังทลายหมดแล้ว
สัตว์อสูรแข่งกับสัตว์อสูรยังพอทน แต่คนแข่งกับคนนี่มันน่าโมโหชะมัด...
กลับไปถึงบ้าน ต้องสั่งให้อสูรเกราะน้ำแข็งเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกแบบซูเปอร์ดับเบิ้ลไปเลย!!!
ในสายตาของทั้งสามคน ตอนนี้สืออวี่ดูลึกลับและแข็งแกร่งมาก
ติดอยู่แค่เื่เดียวคือพวกเขาไม่รู้ว่า สืออวี่จะผ่านการสอบอาชีพในรอบหน้าได้จริงหรือไม่...