หมูป่าเขี้ยวดาบ
หลินมู่หยางลุกมาตรวจสอบกับดักแต่เช้า พบว่าไม่ได้รับความเสียหายหรือมีสัตว์อสูรตัวไหนมาติดกับ จึงออกเดินสำรวจเส้นทางที่จะหลอกล่อหมูป่าเขี้ยวดาบ คำนวณวิธีการหลบหนี ระยะทาง และอุปสรรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
“ให้ข้าเป็นคนล่อพวกมันเอง ความว่องไวของเจ้ายังด้อยกว่าข้าเล็กน้อย มีโอกาสที่จะได้รับอันตรายในระหว่างที่หลบหนี”
ไป๋หลิงซวงที่เดินตามมาเอ่ยขึ้นมาอย่างมีเหตุผล การแสดงออกนี้คล้ายห่วงใยหลินมู่หยางอยู่บ้าง ชายหนุ่มยักไหล่คราหนึ่ง กล่าวว่า
"เจ้าเคยล่าสัตว์มาก่อนหรือไม่ รู้พฤติกรรมของพวกมันมากน้อยเพียงใด การล่อสัตว์จำเป็นต้องรู้จักพฤติกรรมของมัน อาศัยความเร็วอย่างเดียวยังไม่พอ"
ไป๋หลิงซวงนิ่งไป เป็นเรื่องจริงที่นางยังไม่เคยเข้าป่าล่าสัตว์ ที่ผ่านมาหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือฝึกฝนการต่อสู้กับสร้างร่างกายให้แข็งแกร่ง เรื่องทำมาหากินล้วนเป็นหน้าที่ของบิดามารดา จึงว่า
"เช่นนั้นก็ระวังตัวด้วย หากสูญเสียเจ้าไป...หอไผ่เขียวคงต้องถูกทุบทิ้งแล้ว"
หลินมู่หยางไม่โต้ตอบ เพียงหัวร่อในลำคอเท่านั้น ไป๋หลิงซวงที่เย็นชาคล้ายน้ำแข็งกลับมีอารมณ์ขันแต่เช้า ทำให้เขาอดที่จะหันกลับมองดูนางรอบหนึ่ง
‘หญิงสาวผู้นี้ยิ่งมายิ่งงดงาม หากได้ออกมาทำภารกิจกับนางเช่นนี้ทุกครั้งคงจะดีไม่น้อย...เอ๊ะ!...นี่เรากำลังคิดอะไรอยู่...’
ชายหนุ่มรู้สึกขนลุกซู่พร้อมกับหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ ตั้งแต่เด็กเขาไม่ค่อยมีเพื่อนที่เป็นสตรีมากนัก ยิ่งโตยิ่งห่างเหินจากเพศตรงข้าม พอได้ใกล้ชิดกับสาวงามจึงเกิดอาการใจสั่นระรัวเช่นนี้
“รีบมา พวกนั้นเรียกประชุมแล้ว...”
เสียงของไป๋หลิงซวงกระชากหลินมู่หยางกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เขาขจัดความฟุ้งซ่านออกจากหัว วิ่งตามนางไปสมทบกับคนอื่นที่หน้าโพรงไม้
การประชุมใช้เวลาเพียงครึ่งเค่อ เว่ยเฉิงอันจัดวางตำแหน่งซุ่มโจมตีให้แต่ละคนอย่างช่ำชอง คล้ายกับว่ากำลังวางหมากในสมรภูมิ ทุกคำอธิบายล้วนมีเหตุและผลรองรับ พลิกแพลงกลยุทธ์ต่างๆ หากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น แสดงให้หลินมู่หยางเห็นว่าการศึกษานั้นสำคัญเพียงใด
หลินมู่หยางรับหน้าที่สำคัญที่สุด การล่อสัตว์อสูรออกจากอาณาเขตของพวกมันเต็มไปด้วยอันตราย หากผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจถึงแก่ชีวิตได้
เขาย่องเข้าไปใกล้โพรงสัตว์ร้ายด้วยฝีเท้าที่เบาที่สุด ยิ่งเข้าใกล้หัวใจยิ่งเต้นแรง เสียงหายใจครืดคราดของหมูป่าเขี้ยวดาบดังออกมาจากด้านใน เขาจึงหยุดอยู่ห่างจากโพรงประมาณเก้าวา กำหอกไม้ปลายแหลมในมืออย่างแนบแน่น สูดหายใจเข้าอย่างยาวนานรอบหนึ่ง ก่อนที่จะขว้างออกไปสุดแรง
เป้าหมายคือด้านในโพรงไม้ที่หมูป่าเขี้ยวดาบกำลังนอนหลับอยู่ หอกไม้พุ่งแหวกอากาศอย่างรวดเร็ว ปักเข้าใส่สัตว์ร้ายตัวหนึ่งอย่างแน่นอน เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของมันดังก้องป่าในทันที จากนี้ก็รู้สึกถึงการสั่นสะเทือนของผืนดิน
หมูป่าเขี้ยวดาบขนาดใหญ่แปดตัวพุ่งออกมาจากด้านใน ตัวแรกมีหอกไม้ปักอยู่บริเวณคอ พวกมันคล้ายจะพบเห็นผู้บุกรุกในทันที จึงพากันพุ่งเข้าใส่มนุษย์ที่เข้ามาท้าทายความตายอย่างดุดัน
หลินมู่หยางที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วไม่รอช้า หันหลังแล้ววิ่งสุดฝีเท้าตามเส้นทางที่วางเอาไว้ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังไล่หลังหลังมาอย่างกระชั้นชิด โชคดีที่หกเดือนมานี้เขาผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก เรี่ยวแรงที่มีจึงมหาศาลไม่แพ้สัตว์อสูรเหล่านี้
หมูป่าเขี้ยวดาบไล่ตามมาด้วยความโกรธเกรี้ยว พวกมันต้องการฉีกกระชากร่างของผู้รุกรานออกเป็นชิ้นๆ ร่างอันใหญ่โตเหล่านี้มีฝีเท้าที่รวดเร็วยิ่ง ทำเอาแผ่นดินสั่นสะเทือนจนต้นไม้บริเวณนั้นสั่นไหว
เส้นทางหลบหนีของหลินมู่หยางเอื้อประโยชน์แก่ตนเองไม่น้อย อาศัยต้นไม้ที่ขึ้นเรียงรายเป็นสิ่งกีดขวาง มนุษย์มีจุดถ่วงดุลและความคล่องตัวมากกว่าสัตว์ป่า จึงวิ่งหลบซ้ายหลบขวาได้อย่างง่ายดาย แต่หมูป่าเขี้ยวดาบไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ พวกมันจึงวิ่งชนใส่ต้นไม้ทุกต้นที่ขวางหน้า
เขี้ยวอันแหลมคมของหมูป่าเขี้ยวดาบทำลายต้นไม้ขนาดหนึ่งคนโอบได้อย่างง่ายดาย แต่ก็ทำให้พวกมันเชื่องช้าลงวูบหนึ่ง จึงถูกทิ้งห่างออกไปเล็กน้อย
เมื่อหลินมู่หยางทำระยะทิ้งห่างออกไปได้พอสมควร ก็วิ่งมาใกล้จุดที่วางกับดักเอาไว้ จากนั้นพยายามชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย แต่หมูป่าเขี้ยวดาบสองตัวกลับเร่งความเร็วขึ้นจนเกือบประชิดตัวของเขาได้
ทันใดนั้นชายหนุ่มก็กระโดดออกไปสุดแรงเกิด ร่างของเขาลอยล่องอยู่กลางอากาศครู่หนึ่ง พอดีกับที่หมูป่าเขี้ยวดาบสองตัวเร่งความเร็วมาถึงเบื้องล่างของเขา หากว่าร่างตกดิ่งลงตามแรงโดดต้องถูกโจมตีอย่างแน่นอน แต่เขากลับส่งเสียงหัวเราะออกมา พร้อมกับใช้สองมือคว้าจับเชือกที่ห้อยอยู่ด้านบน เหวี่ยงร่างไปด้านหน้าจนพ้นขอบหลุมพอดี
ทันใดนั้นเสียงกิ่งไม้หักดังเกรียวกราว หมูป่าเขี้ยวดาบสองตัวที่มาเร็วกว่าเพื่อนร่วงหล่นลงไปในกับดัก หลุมขนาดใหญ่ปรากฏอยู่เบื้องล่าง ก้นหลุมเต็มไปด้วยไม้แหลมตั้งตรงจำนวนนับไม่ถ้วน หลุมที่พวกเขาช่วยกันเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ปูด้านบนด้วยใบไม้และกิ่งไม้แห้งเพื่อหลอกล่อให้เจ้าสัตว์ร้ายร่วงหล่นลงไป
ไม้ปลายแหลมบริเวณก้นหลุมบ้างหักบ้างแทงทะลุผิวหนังของหมู่ป่าเขี้ยวดาบ พวกมันส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเดือดดาล พยายามดิ้นรนจนโลหิตกระจายไปทั่ว ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถดิ้นหลุดเพราะแต่ละตัวถูกปักร่างด้วยไม้นับสิบ
ไม่ทันไรหมูป่าเขี้ยวดาบที่ตามอีกสามตัวล้วนมาถึง สองตัวที่มาถึงก่อนพยายามหยุดฝีเท้าสุดชีวิต แต่ตัวที่มาทีหลังกลับไม่เห็นด้านหน้า จึงชนใส่หลังอีกสองตัวแล้วพากันร่วงหล่นลงไป เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดดังระงมอีกรอบ ปลายไม้แหลมด้านล่างแทงทะลุร่างของพวกมันจนพรุน
สองตัวแรกหล่นลงไปโดนไม้ปักจนพรุน อีกตัวกลับโชคดีหล่นใส่ตัวอื่น จึงไม่ถูกไม้ปักใส่ร่าง พยายามตะเกียกตะกายไต่ขึ้นมา แต่ความลึกของหลุมทำให้มันไม่สามารถออกมาได้
อีกสามตัวที่ตามหลังมาเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าก็วิ่งอ้อมไปด้านข้าง ทันใดนั้นเสียงสัญญาณลงมือจากเว่ยเฉิงอันดังขึ้น ทุกคนที่ซุ่มอยู่รอบด้านพุ่งออกมา ตัวที่อ้อมมาทางขวาเผชิญหน้ากับเล่ยจวิ้นที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว เขาแทงทวนใส่หมูป่าเขี้ยวดาบอย่างไม่หวาดหวั่น
ไป๋หลิงซวงที่อยู่ถัดไปก็ซัดมีดสั้นออกมาไม่หยุด ทั้งสองร่วมมือกันได้อย่างแนบเนียน หนึ่งจู่โจมอย่างดุดันด้วยเพลงทวน อีกหนึ่งวนอยู่รอบนอกแล้วลอบสังหารด้วยอาวุธลับ ถึงกระนั้นกลับไม่สามารถปิดฉากได้อย่างรวดเร็ว สัตว์อสูรประเภทนี้อึดและทรงพลังมาก ไม่ว่าจะถูกหอกหรือมีดสั้นทำร้ายนับไม่ถ้วน ยังคงต่อสู้อย่างดุดันไม่เปลี่ยนแปลง
เจียงอวี้หลานที่อยู่บนต้นไม้ก็ปล่อยลูกธนูลงมาอย่างต่อเนื่อง นางต้องช่วยเว่ยเฉิงอันที่เผชิญหน้ากับหมูป่าเขี้ยวดาบถึงสองตัว ลูกธนูทุกดอกล้วนเข้าเป้า แต่ไม่อาจหยุดยั้งสัตว์อสูรที่กำลังบ้าคลั่งได้
หลินมู่หยางเห็นเช่นนั้นก็รีบเข้าไปต้านทานหมูป่าเขี้ยวดาบตัวหนึ่ง เนื่องจากตอนล่อสัตว์อสูรเหล่านี้ไม่อาจพกพาโล่ติดตัว จึงมีเพียงดาบคู่กายที่ใช้ต่อสู้ประชิดได้ เขาอาศัยความคล่องตัวหลอกล่อคู่ต่อสู้จนหัวหมุน โดดไปโดดมาจนพื้นที่บริเวณนั้นกลายเป็นโล่งเตียน เพราะหมูป่าเขี้ยวดาบทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า
ถึงหลินมู่หยางจะใช้กลยุทธ์ในการถอย แต่ก็อาศัยจังหวะที่เอื้ออำนวยตอบโต้กลับไปบ่อยครั้ง ทำให้ลำตัวของสัตว์อสูรเต็มไปด้วยบาดแผลนับสิบแห่ง การต่อสู้เช่นนี้ยิ่งทำให้มันคลุ้งคลั่งกว่าเดิม
ในที่สุดลูกธนูของเจียงอวี้หลานก็พุ่งเข้ามาช่วยเขา พอหมูป่าเขี้ยวดาบสูญเสียสมาธิ หลินมู่หยางรีบพุ่งตัวเข้าใกล้ ใช้ดาบฟันลงไปยังบริเวณลำคอของมัน ดาบนี้ใช้พละกำลังสุดแรงเกิด หากไม่สามารถปิดฉากได้ จะเป็นโอกาสตอบโต้ของฝ่ายตรงข้ามแล้ว
แม้ว่าดาบเล่มนี้จะไม่ใช่อาวุธวิเศษ แต่ด้วยจังหวะและความแรงที่มากพอ สามารถตัดคอของสัตว์อสูรตัวนี้จนขาดสะบั้นทันที ร่างทั้งสองส่วนของหมูป่าเขี้ยวดาบล้มกลิ้งลงบนพื้น โลหิตหลั่งไหลออกมาเต็มไม่ขาดสาย
ในที่สุดเขาก็สามารถกำจัดสัตว์อสูรในแดนโลหิตได้
หลินมู่หยางหันไปมองดูคนอื่นในกลุ่ม ก็พบว่าพวกเขากำจัดหมูป่าเขี้ยวดาบที่ไม่ติดกับดักได้ทั้งหมด เหลือเพียงตัวที่อยู่ในหลุมเท่านั้น จึงพากันเดินไปยังขอบหลุมเพื่อมองดูผลงานของตนเอง
เจียงอวี้หลานรับหน้าที่สังหารพวกมันทีละตัว เมื่อพวกมันอยู่ในลักษณะของเป้านิ่งเช่นนี้ ฝีมือยิงธนูของหญิงสาวก็ฉายแววเพชฌฆาตออกมา สังหารทุกตัวได้ด้วยการยิงเพียงครั้งเดียว ลูกธนูล้วนปักใส่จุดอ่อนของพวกมันทุกตัว
“หากในการต่อสู้...มือของข้านิ่งเหมือนตอนนี้ ทุกคนก็ไม่ต้องเปลืองแรงเช่นนี้”
“เป้านิ่งกับเป้าเคลื่อนไหวไม่เหมือนกันเสียหน่อย ยามต่อสู้เต็มไปด้วยเรื่องเหนือความหมาย อีกทั้งยังต้องระมัดระวังคนในกลุ่มจะโดนลูกหลง แค่ตัดกำลังพวกมันได้บ้างก็ถือว่าดีมากแล้ว”
เว่ยเฉิงอันตอบเจียงอวี้หลานด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พวกเขาร่วมผจญภัยด้วยกันมาตั้งแต่ต้น จึงรู้ว่าปัญหาของสหายผู้นี้คือการขาดความมั่นคงทางจิตใจ มักสูญเสียความมั่นใจเวลาที่ไม่สามารถยิงธนูได้ดังใจ
ตึง...ตึง...ตึง...
หลินมู่หยางและพวกต่างรู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ คล้ายกับว่าผืนแผ่นดินที่ยืนอยู่กำลังสั่นไหว เสียงที่ได้ยินเป็นเสียงฝีเท้าของสิ่งมีชีวิตตัวใหญ่ยักษ์ มันดังมาจากทิศที่หมูป่าเขี้ยวดาบอาศัยอยู่
เพียงครู่เดียวก็ได้รับคำตอบ เงาร่างขนาดมหึมาปรากฏขึ้นระหว่างต้นไม้ พุ่งเข้าใส่พวกเขาอย่างแรง ใบไม้ใบหญ้าปลิวว่อน ต่างคนต่างหลบหนีคนละทิศคนละทางด้วยความตกใจ ไม่นึกฝันว่าจะต้องพบเจอสัตว์อสูรที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้ โชคดีที่แต่ละคนมีความเร็วเหนือปุถุชนทั่วไป จึงหลบหลีกได้อย่างฉิวเฉียด
เจ้าสัตว์ร้ายตัวนั้นวิ่งเลยไปราวสามสิบวาก็หยุดลง จากนั้นหันกลับมาหาพวกเขาอย่างช้าๆ ภาพที่เห็นกลับเป็นหมูป่าเขี้ยวดาบตัวหนึ่ง แต่เป็นหมูป่าเขี้ยวดาบที่ตัวใหญ่กว่าตัวอื่นหลายเท่า เขี้ยวสองข้างยาวราวกับดาบคมกริบเล่มหนึ่ง
กล้ามเนื้อทั่วร่างปูดนูนเป็นมัดกล้าม ขนสีเทาทั่วร่างตั้งตรงคล้ายขนเม่น ดวงตาสีแดงก่ำเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว มันย่อมได้กลิ่นเลือดของลูกหลานที่ล้มตายทุกตัว จึงเต็มไปด้วยความแค้นที่สุมแน่นเต็มอก
ทุกคนต่างนิ่งงันด้วยอาการตกตะลึง ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าหมูป่าเขี้ยวดาบจะมีขนาดใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ มันใหญ่กว่าพยัคฆ์เขี้ยวเงินตัวเต็มวัยเสียอีก คล้ายกับไอยราอหังการมิมีผิด
เว่ยเฉิงอันกำทวนในมือแนบแน่นกว่าเดิม ส่งสัญญาณให้ทุกคนประจำตำแหน่ง การต่อสู้ครั้งนี้จะแตกต่างจากก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครในกลุ่มที่สามารถหยุดหมูป่าเขี้ยวดาบตัวนี้ได้หากสู้ตัวต่อตัวกับมัน แม้ทั้งหมดจะร่วมมือกัน ก็ไม่สามารถล้มมันได้
หลินมู่หยางขยับเข้าใกล้เว่ยเฉิงอัน ใช้แขนสะกิดหัวหน้ากลุ่มโดยไม่ละสายตาจากพญามัจจุราชที่คุมเชิงอยู่ไม่ห่าง กล่าวว่า
“แผนสองของพวกเรายังอยู่ มันอาจช่วยยับยั้งสัตว์อสูรตัวนี้ ขอเพียงพวกเราสู้พลางถอยพลาง สมควรล่อมันไปยังลานประหารนั่นได้”
“ตกลงตามนี้ เจ้ารีบไปเตรียมให้พร้อมทันที คนที่เหลือฟังคำสั่งเราให้ดี จากนี้ให้สู้พลางถอยพลาง พยายามเอาตัวรอดโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ เมื่อถึงจุดหมายให้ปล่อยเป็นหน้าที่ของสหายหลิน”
หลินมู่หยางรีบถอยห่างออกไปเพื่อเตรียมการ ทันใดนั้นหมูป่าเขี้ยวดาบพุ่งเข้ามาอีกครั้งด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพียงอึดใจเดียวก็มาถึงเบื้องหน้าพวกเขาแล้ว
เล่ยจวิ้นดีดตัวลอยขึ้นแล้วแทงทวนเข้าใส่ลำตัวของมัน กลับถูกเขี้ยวคมกริบปัดกระเด็นทั้งคนทั้งทวน โชคดีที่ไม่ใช่การต่อสู้ระยะประชิด มิฉะนั้นคงถูกรุกไล่ต่อเนื่องจนสูญเสียความสามารถในการป้องกันตัว
เว่ยเฉิงอันเห็นเช่นนั้นก็รีบโดดไปอีกทาง ทวนในมือทิ่มแทงใส่เป้าหมายสิบกว่าครั้งในชั่วอึดใจเดียว กลับไม่สามารถแทงทะลุหนังของฝ่ายตรงข้าม หอกถูกกล้ามเนื้อดีดสะท้อนกลับมาจนแทบหลุดจากมือ คนต้องดีดตัวหลบหนีอย่างรวดเร็ว
ไป๋หลิงซวงพยายามใช้อาวุธลับโจมตีจากระยะไกล ประสานงานกับเจียงอวี้หลานในระยะกลางกับระยะไกล ทั้งอาวุธลับและลูกธนูไม่สามารถทำอันตรายสัตว์อสูรสุดแกร่งเบื้องหน้า ผิวหนังและกล้ามเนื้อของมันแข็งแกร่งในระดับของมีคมมิอาจเชือดเฉือน
ทั้งหมดจึงทำได้เพียงสู้พลางถอยพลาง ถูกต้อนจนตกอยู่ในสภาพทุลักทุเลยิ่ง แต่ยังดีที่พวกเขามีจำนวนหลายคน สามารถผลัดกันต้านรับได้อย่างต่อเนื่อง ถึงกระนั้นแต่ละคนล้วนมีบาดแผลตามร่างกาย โดยเฉพาะเว่ยเฉิงอันกับเล่ยจวิ้นที่เผชิญหน้าแบบใกล้ชิด ยากจะหลบหลีกได้ครบทุกรอบ
ถึงจะสะบักสะบอมมากเพียงใด แต่ในที่สุดก็มาถึงจุดที่วางกับดักเอาไว้ หลินมู่หยางที่อยู่บนก้อนหินใหญ่ส่งเสียงตะโกนดังก้อง หมูป่าเขี้ยวดาบที่กำลังบ้าคลั่งได้ยินดังนั้นก็พุ่งตัวเข้ามา ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็รีบตีลังกากลับหลังแล้ววิ่งไปหลบหลังต้นไม้ใหญ่
หมูป่าเขี้ยวดาบพุ่งเข้าต้นไม้ต้นนั้นด้วยความเร็วสูงสุด หมายมั่นกระแทกทั้งคนทั้งต้นไม้ให้แหลกเป็นผุยผงในพริบตา เวลานั้นเองก็มีไม้ซุงยักษ์ท่อนหนึ่งเหวี่ยงจากด้านข้าง กระแทกใส่สีข้างของหมูป่าเขี้ยวดาบตัวเขื่องจนล้มกลิ้งไปหลายตลบจนอยู่ในสภาพหงายท้อง
นี่เป็นไม้ซุงที่พวกเขาทำไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ต้องช่วยกันแบกท่อนไม้ยักษ์ขึ้นสู่ที่สูง ผูกเชือกยึดเหนี่ยวแล้วขึงไว้เป็นกับดัก พอหมูป่าเขี้ยวดาบวิ่งเกี่ยวเชือก กับดักจึงทำงานทันที
เว่ยเฉิงอัน เล่ยจวิ้น และหลินมู่หยางพากันทะยานเข้าจู่โจมเป้าหมายโดยพร้อมเพรียง นี่เป็นโอกาสดีที่เจ้าสัตว์ร้ายเปิดเผยจุดอ่อน บริเวณหน้าท้องของมันมิได้แข็งแกร่งเหมือนบริเวณอื่น
ทั้งทวนทั้งดาบเสียบแทงจมลึกเข้าไปในเลือดเนื้อเจ้าสัตว์ร้าย แต่หมูป่าเขี้ยวดาบที่ล้มลงกลับผงาดลุกขึ้นยืนโดยไม่สนใจบาดแผลที่ได้รับ รีบโจมตีใส่หลินมู่หยางที่อยู่ใกล้ที่สุด ลูกธนูและอาวุธลับจากเจียงอวี้หลานกับไป๋หลิงซวงพุ่งเข้าสกัดมันไว้ ทำให้เชื่องช้าลงวูบหนึ่ง
เว่ยเฉิงอันกับเว่ยจวิ้นอาศัยโอกาสนี้ในการฉุดร่างหลินมู่หยางออกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสามถอยไปจนหลังพิงก้อนหินใหญ่ ไม่มีทางให้หลบหนีอีก
ร่างของหมูป่าเขี้ยวดาบที่ตามมาอย่างกระชั้นชิดพุ่งเข้าใส่พวกเขา หากปะทะกันจริงร่างของทั้งสามคงถูกกระแทกติดก้อนหิน มีโอกาสที่ร่างจะแหลกเละสูงมาก
ทันใดนั้นยันต์แผ่นหนึ่งก็ลอยออกจากมือเว่ยเฉิงอัน วินาทีที่มันสัมผัสกับจมูกของหมูป่าเขี้ยวดาบก็ระเบิดออก แสงสีทองสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ เสียงระเบิดดังกัมปนาทจนทั้งป่าแตกตื่น
หมูป่าเขี้ยวดาบถูกกระแทกถอยหลังไปสองวา ล้มลงแน่นิ่งในท่าหมอบคลาน หัวของมันหายไปครึ่งหนึ่ง สิ้นชีวิตในลักษณะนี้
ทุกคนต่างจ้องมองเว่ยเฉิงอันด้วยความตื่นตระหนก ต่างไม่คาดคิดว่าหัวหน้ากลุ่มของตนเองจะพกพายันต์ระเบิดในตำนาน ยันต์ที่ถูกเล่าเสริมเติมแต่งจนเข้าใจว่ามันเป็นเพียงนิทาน ไม่นึกฝันว่าจะมีของจริงที่สามารถใช้งานได้
เมื่อเห็นสายตาเร่งเร้าจากพวกพ้อง เว่ยเฉิงอันรู้ว่าไม่สามารถปกปิดเป็นความลับได้อีก จึงทำได้เอ่ยวาจาบอกเล่าที่มาที่ไปของยันต์ใบนี้
“มันเป็นยันต์ช่วยชีวิตที่ตระกูลของเราใช้สมบัติครึ่งหนึ่งแลกมาจากหอการค้าสวรรค์ ตอนนั้นได้มาเพียงแค่สามใบ ท่านพ่อยกให้พี่ใหญ่ใบหนึ่ง เราได้มาใบหนึ่ง และท่านแม่ถือครองอีกใบหนึ่ง”
เว่ยเฉิงอันนั่งลงกับพื้น ใบหน้าของเขาหม่นหมองลงเล็กน้อย การใช้ยันต์ระเบิดเมื่อครู่นี้ทำให้เขาเสียของสำคัญไปหนึ่งชิ้น จึงออกอาการเสียดายของวิเศษอยู่บ้าง แต่เมื่อมองร่างของหมูป่าเขี้ยวดาบที่นอนตายอยู่เบื้องหน้า ก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่รอดชีวิตมาได้
พวกเขาเริ่มจัดการซากสัตว์อสูรยักษ์ตรงหน้า เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่อยู่ตรงหน้าด้วยความเบิกบาน ลืมเลือนประสบการณ์ที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายเมื่อครู่ไปสิ้น เพลิดเพลินไปกับการชำแหละร่างหมูป่าเขี้ยวดาบกันใหญ่
หลินมู่หยางมองดูเขี้ยวของสัตว์อสูรตัวใหญ่ยักษ์ตรงหน้า ทั้งสองเขี้ยวยังเหลืออยู่ครบครันโดยไม่บุบสลาย แม้แต่ยันต์ระเบิดก็ไม่สามารถทำลายมันได้ จึงหวังครอบครองไว้สักอัน เขาเคยได้ยินมาว่าเขี้ยวเหล่านี้สามารถดัดแปลงเป็นอาวุธได้
เมื่อพวกเขาแหวกอกของเจ้าตัวใหญ่ กลับพบหินวิญญาณที่แตกต่างและแปลกประหลาด โดยปกติแล้วหินวิญญาณจะเป็นก้อนกลมมีเหลี่ยมส่องแสงสีเขียว แต่ก้อนนี้กลับมีลักษณะเป็นวงรี ส่องแสงสีเหลืองเรืองรอง มีน้ำหนักมากกว่าก้อนอื่นหลายเท่า แม้จะมีขนาดไล่เลี่ยกันก็ตาม
“หรือว่านี่จะเป็นหินวิญญาณที่มีระดับสูงกว่าปกติ บางทีราคาของมันอาจมากกว่าปกติสิบเท่า ยี่สิบเท่า หรืออาจหนึ่งร้อยเท่าก็เป็นไปได้”
เว่ยจวิ้นที่ไม่ค่อยพูดกลับพ่นวาจาเหล่านี้ออกมา เรียกเสียงหัวเราะจากคนอื่นได้ในสถานการณ์เช่นนี้ บรรยากาศเลยเปลี่ยนเป็นครึกครื้นกว่าเดิม
พวกเขายังได้รับหินวิญญาณสีเขียวอีกแปดก้อนจากหมูป่าเขี้ยวตัน รวมกับเขี้ยว หนัง และเนื้อของพวกมัน นับว่ามีผลรับจำนวนมหาศาล เมื่อนำมารวมกับหินวิญญาณสีเหลือง อาจมีผลพลอยได้เกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการ
หลังจากแวะเก็บผลสาลี่ดำ ทั้งหมดก็เดินทางออกจากแดนโลหิตทันที
***ไอยราอหังการ คือ สัตว์อสูรที่กลายพันธุ์มาจากช้าง (จะปรากฏในนิยายช่วงกลางเรื่อง)
พยัคฆ์เขี้ยวเงิน คือ สัตว์อสูรที่กลายพันธุ์มาจากเสือ (จะปรากฏในนิยายช่วงกลางเรื่อง)