Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์

    ตอนที่ 41 จุดประกายดวงดาว

    BRCO - บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ โดย MingGuang
    ตอนที่ 41 จุดประกายดวงดาว
    ซย่าจื้อเข้านอนทันทีที่รับประทานอาหารเย็นเสร็จ นางนอนหนุนหมอนของหลินสวิน คลุมตัวเองด้วยผ้าห่มของหลินสวิน และแน่นอนว่าหลับไปบนเตียงของหลินสวินเช่นกันแม่นางน้อยจริงใจและตรงไปตรงมา ไม่มัวยึดติดกับมารยาทที่ไม่จำเป็น นางไม่ใช่คนพูดมาก และนั่นยิ่งทำให้นางพิเศษกว่าคนอื่น มีเพียงแต่ยามนิทราเท่านั้นที่นางกลับไปดูเหมือนเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ผู้มีขนตาคู่งอนราวใบพัด ลมหายใจทั้งลึกและอ่อนโยน ใบหน้าอ่อนหวานละมุนละไม ช่างใสซื่อบริสุทธิ์เหลือเกินครั้นเห็นซย่าจื้อหลับลึกอยู่เช่นนั้น หลินสวินก็ลอบยิ้มที่มุมปากด้วยความเอ็นดูอย่างเสียมิได้ เขาสัมผัสได้ถึงความใจดี ความห่วงหา และแม้แต่ความต้องการที่พึ่งที่นางมีให้เขาเป็นพิเศษแม้จะยังไม่รู้ที่มาที่ไปของแม่นาง แต่หลินสวินก็หาได้ใส่ใจอีกต่อไป เขารู้สึกเหงาน้อยลงและมั่นคงมากขึ้นเมื่อมีซย่าจื้อมาอยู่ด้วย หรือบางที นี่ก็อาจเป็นความรู้สึกของการพึ่งพิงกันแบบหนึ่งก็เป็นได้ เด็กหนุ่มยังไม่แน่ใจนัก แต่เขาก็รู้สึกได้แล้วว่าซย่าจื้อได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาไปแล้ว...หลินสวินนั่งขัดสมาธิ กลั้นหายใจ กำหนดจิตและเริ่มฝึกปราณผู้ฝึกปราณขั้นเปิดองคาพยพ อันเป็นขั้นที่สามของระดับกำลังภายใน จำเป็นต้องโคจรพลังวิญญาณผ่านอวัยวะภายในทั้งห้า และผนึกรากฐานของตนให้มั่นคงผ่านการกำหนดลมหายใจเข้าออกขั้นต่อไปหรือขั้นบรรจบช่องทาง คือการเบิกจุดลมปราณและทวารทั่วทั้งร่างกายให้เปิดออก เพื่อให้สมาธิไปรวมศูนย์อยู่ที่จิตใจ ทั้งขยายทางเดินโลหิตและลมปราณ เมื่อบรรลุขั้นนี้ได้ ผู้ฝึกปราณคนนั้นจะทรงพลังขึ้นเป็นเท่าตัว ร่างกายได้รับการหล่อหลอมไปอีกขั้น และกำจัดสิ่งปฏิกูลภายในร่างกายได้หมดสิ้นหลังจากการต่อสู้อันดุเดือดเมื่อสี่วันที่แล้ว หลินสวินสัมผัสได้ว่าพลังปราณของเขาผสานเข้าหากันและพัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อน และคงใช้เวลาไม่นานนักกว่าที่เขาจะบรรลุขั้นต่อไป ตราบใดที่เขายังทุ่มเทฝึกปราณอย่างต่อเนื่องข้อดีของการลงสนามต่อสู้จริงหาใช่เพียงเพื่อพัฒนาทักษะการต่อสู้ ฝึกปรือวิชายุทธ์ หรือเพิ่มพูนประสบการณ์การต่อสู้ของผู้ฝึกปราณเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้การฝึกปราณอีกด้วยผ่านไปกว่าชั่วหนึ่งก้านธูป หลินสวินก็โคจรพลังวิญญาณไปทั่วทั้งร่างกายได้ 36 รอบและเริ่มเพ่งสมาธิพินิจไปยังระดับดาราจักรโคจรเคล็ดเวทบริกรรมหาใช่เคล็ดวิชาธรรมดาสามัญ ทั้งยังลึกล้ำเป็นที่สุด ถึงแม้จะมีเพียงสามระดับ อันได้แก่ระดับดาราจักรโคจร ระดับจันทราเคลื่อนคล้อย และระดับตะวันจรัสแสง ทว่าแต่ละระดับกลับครอบคลุมแทบทุกสิ่งบนโลก ยิ่งหลินสวินทำความเข้าใจมันได้มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงปริศนาอันสุดหยั่งของมันมากขึ้นเท่านั้นตอนนี้ทะเลดาวอันเร้นลับไม่มีที่สิ้นสุดก็ปรากฏขึ้นในภาพนิมิตของเขา แต่งแต้มไปด้วยดวงดาวนับพันล้านดวง ทว่าแต่ละดวงกลับอยู่ไกลเกินเอื้อม และมืดมิดไม่มีแม้เสี้ยวแสงหลินสวินรู้สึกละอายเล็กน้อยที่ฝึกฝนเคล็ดเวทบริกรรมทั้งวันทั้งคืนมาอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ยังไม่อาจก้าวเข้าสู่ระดับดาราจักรโคจรได้เต็มตัวเสียทีถึงกระนั้นทุกครั้งที่เขาทำความเข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้ จิตวิญญาณของเขาก็ได้รับการหล่อหลอมและแข็งแกร่งขึ้น สิ่งนี้เห็นผลชัดเจนที่สุด!ฟู่…หลินสวินหายใจลึกขึ้น กำหนดสัมผัสรับรู้ทั้งหมดของเขาไปยังภาพนิมิตตรงหน้า พินิจดวงดารานับพันล้านบนฟากฟ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เขารู้สึกได้ถึงวงโคจรของดวงดาว และฉายแสงดาวผ่านวงโคจรนั้นได้ เขาจึงจะก้าวเข้าสู่ระดับดาราจักรโคจรอย่างเต็มตัว ซึ่งขั้นตอนนั้นเรียกกันว่าการจุดประกายดวงดาวหลินสวินละทิ้งความคิดและความปรารถนาทุกอย่าง แล้วเพ่งสมาธิอย่างสุดขีดความสามารถ ระหว่างที่ฝึกสมาธิอย่างเงียบงันและลึกซึ้งอยู่นั้น เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโบยบินไปไกลหลายพันลี้โดยไร้ซึ่งความเหนื่อยล้าหรือกิเลสใดๆ ทั้งสิ้น ประหนึ่งธรรมชาติแห่งสัญชาตญาณเป็นผู้นำทางเขาให้ล่องลอยไปสู่นภาฟ้าคราม เหินเวหาข้ามสวรรค์ทั้งเก้าชั้น ขึ้นไปสู่ห้วงจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุดดวงดารานับไม่ถ้วนสะท้อนอยู่ในภาพนิมิตของเขา ตอนนั้นเองที่หลินสวินสังเกตเห็นว่าดาวทุกดวงนั้นหาได้อยู่กับที่ไม่ แต่กำลังโคจรไปตามเส้นทางที่แตกต่างกันอยู่วงโคจรของดาวทุกดวงประหนึ่งอาชาสวรรค์พยศ ขับเคลื่อนไปคล้ายมีมืออันมองไม่เห็นคอยกุมบังเหียนอยู่ เต็มไปด้วยความลึกล้ำสุดหยั่งถึง ผืนฟ้าพราวดูราวกับกระดานหมากขนาดใหญ่ อันมีดวงดาวทั้งหลายเป็นตัวหมาก และเส้นทางโคจรนั้นคือตำแหน่งแห่งที่ที่ตัวหมากจะต้องเคลื่อนไปหลินสวินมองดูภาพทะเลดาวนั้นและทำความเข้าใจอยู่อย่างเงียบๆ ครั้นเมื่อเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความรับรู้อันยากจะอธิบายได้ก็ฉายชัดขึ้นในใจของหลินสวิน‘หากท้องฟ้าเป็นกระดานหมาก และดวงดาวเป็นเบี้ยหมากแล้วไซร้ ใครเล่าเป็นผู้เล่น’‘ข้าอย่างไรเล่า!’ฉับพลันหลินสวินก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง การรับรู้ทั้งหมดทั้งมวลของเขาแผ่ไพศาลออกไปประดุจกระแสธาร จุดประกายดาวดวงหนึ่งในกลุ่มดาวเกิดเป็นลำแสงพุ่งสูงขึ้นสู่ฟากฟ้าวินาทีนั้นเอง เสมือนว่ามือที่มองไม่เห็นข้างนั้นได้ปล่อยตัวหมากลงสู่กระดานแล้ว!ดวงดาราทั้งหลายคือตัวหมาก เมื่อจุดประกายขึ้น พวกมันก็จะพลันมีชีวิต การละเล่นที่แท้จริงและการเดินทางจึงจะเริ่มต้นขึ้นตรงนั้นวาบ...ขณะนั้นเอง ดาวสลัวดวงหนึ่งบนฟากฟ้ามืดมิดก็พลันสว่างไสวขึ้น ณ ใจกลางภาพนิมิต ฉายแสงสีเงินสว่างจ้าไปทั่วทั้งความว่างเปล่าอันหนักอึ้งนั้นหลินสวินสะดุ้งตื่นขึ้นจากการฝึกสมาธิของเขาในจังหวะนี้เช่นกัน วิญญาณของเขาสัมผัสได้ถึงความสดชื่นอันยากจะพรรณนา ประหนึ่งได้ลงไปชุบร่างในบ่อน้ำร้อนที่ช่วยขยายรูขุมขนให้เปิดกว้างขึ้น พาให้สบายเนื้อตัวจนแทบถอนหายใจออกมาในที่สุดเขาก็ก้าวเข้าระดับดาราจักรโคจรได้เต็มตัวเสียที!หลินสวินตื่นเต้นเป็นที่สุด เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะบังเอิญจุดประกายดวงดาวในภาพนิมิตได้สำเร็จ หลังจากพยายามมาถึงสองเดือนเต็มตอนนี้การรับรู้ของเขาพลันละเอียดอ่อนและกระจ่างชัดประหนึ่งใยแมงมุมที่แผ่ขยายออกไป ปกคลุมไกลถึงลานหน้าบ้านในชั่วพริบตาทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ณ ลานหน้าบ้านกลับสะท้อนชัดอยู่ในภาพนิมิตของเขา ยอดหญ้าโบกไสวไปตามแรงลมโชยอ่อนกลางราตรี หมู่มวลจิ้งหรีดหลับใหลอยู่ใต้กรอบหน้าต่าง หยาดน้ำค้างเย็นเยียบเกาะอยู่ตรงขอบบ่อน้ำ ต้นหลิวลู่ลมอย่างทรงสง่าใต้แสงจันทรา... ทุกอย่างกระจ่าง ชัดเจน และละเอียดอ่อนยิ่งนักนี่เองคือทักษะการรับรู้ อันเป็นพลังแห่งจิตวิญญาณโดยแท้ดังคำกล่าวที่ว่า ‘จิตวิญญาณแผ่ออกนอกกาย สรรพสิ่งสะท้อนอยู่ภายในใจ’โดยปกติแล้ว ผู้ฝึกปราณจำเป็นจะต้องบรรลุระดับกำลังภายในไปสู่ระดับจิตผสานวิญญาณก่อนจึงจะได้ครอบครองการรับรู้อันล้ำลึกเช่นนี้ ทว่าตอนนี้หลินสวินผู้ที่เพิ่งบรรลุขั้นที่สามของระดับกำลังภายในมาไม่นาน กลับสามารถครอบครองพลังที่ว่านั้นได้แล้วจากการฝึกฝนเคล็ดเวทบริกรรมเพียงข้ามธรณีประตูสู่ระดับดาราจักรโคจร เขาก็ได้รับความสามารถที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว คงไม่ใช่เรื่องยากหากจะให้จินตนาการว่าเคล็ดวิชาชำระล้างหลอมวิญญาณนี้เต็มไปด้วยปริศนาอันลึกล้ำสักปานไหนตอนนี้เขาเพิ่งบรรลุระดับพื้นฐานเท่านั้น เท่าที่หลินสวินรู้ หากเขาฝึกทักษะการรับรู้ได้เต็มขั้นจนชำนาญ และจุดประกายดวงดาวทุกดวงในภาพนิมิตให้เฉิดฉายทั่วทั้งฟากฟ้าได้แล้ว เขาก็จะบรรลุระดับดาราจักรโคจรได้อย่างสมบูรณ์หลินสวินสำรวจอย่างระมัดระวัง และพบว่าการรับรู้ของเขาครอบคลุมเพียงแค่ในระยะรัศมีสิบจั้ง หากไกลกว่านั้นก็ไม่อาจรับรู้ได้แล้วหืมขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นไปลองจารึกรอยสลักวิญญาณ เพื่อทดสอบว่าจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งขึ้นนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าซย่าจื้อกำลังนอนหนุนตักเขาอยู่ ดวงหน้าอันงามพริ้งและอ่อนหวานฉายชัดว่าไม่ประสงค์จะลุกไปไหนทั้งนั้นแถมนางยังคลี่ยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก อันเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่งนัก!หลินสวินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกศีรษะของแม่นางน้อยออกอย่างเบามือ ทว่าซย่าจื้อก็เลิกคิ้วขึ้นพลางพึมพำ “อย่า!” แล้วคว้าขาของหลินสวินเอาไว้แน่นเด็กหนุ่มยิ้มแหย ทำอะไรไม่ได้นอกจากจะเลื่อนไปทดสอบพลังวันพรุ่งนี้แทน เพราะไม่อยากจะรบกวนฝันหวานของแม่นางน้อยหลินสวินล้มตัวลงนอนแล้วมองแม่นางน้อยที่หลับอยู่ข้างเขา เขาเอาแต่ครุ่นคิดว่าบททดสอบที่สองของโถงมรรคาสวรรค์จะเป็นเช่นไร จนผล็อยหลับไปในที่สุดเช้าวันถัดมา หลินสวินลุกจากที่นอนแล้วไปฝึกเพลงมวยยาตราทัพอยู่ที่ลานหน้าบ้าน ครั้นเหงื่อผุดพรายทั่วทั้งร่าง และเลือดลมสูบฉีดอยู่ภายในเขาจึงค่อยหยุด ชำระล้างร่างกายด้วยน้ำเย็นๆ จากบ่อน้ำ สวมใส่ชุดใหม่สะอาด ก่อนเข้าไปขลุกตัวอยู่ในครัวเขารู้สึกได้ชัดเจนว่าพลังวิญญาณของเขากระปรี้กระเปร่าประดุจมังกรและแข็งแกร่งประดุจพยัคฆ์ ผัสสะทั้งหกของเขารู้สึกเหมือนเกิดใหม่ซย่าจื้อตื่นขึ้นทันทีที่ได้กลิ่นหอมโชยมาจากห้องครัว ราวกับการกินและการนอนเป็นเพียงสองสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตของนาง ไม่อาจผัดผ่อนได้ระหว่างมื้อเช้า หลินสวินนึกอะไรบางอย่างออกและถามขึ้น “ซย่าจื้อ เจ้าได้ฝึกเคล็ดวิชาหลอมกายบ้างหรือเปล่า”“เปล่า” ซย่าจื้อตอบด้วยสีหน้างุนงงหลินสวินจึงชี้ไปยังค้อนยักษ์ที่มุมลานแล้วถามต่อ “แล้วเจ้าสร้างค้อนนั่นขึ้นมาได้อย่างไร”“ก็ใช้มือข้าสร้างน่ะสิ” ซย่าจื้อตอบเหมือนไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรหลินสวินอึ้งไปครั้นได้ยินคำตอบนั้นซย่าจื้อจ้องหลินสวินอยู่ครู่หนึ่งแล้วขมวดคิ้ว “เจ้าตั้งใจจะฝึกหลอมกายกระนั้นหรือ”หลินสวินพยักหน้า เขาไตร่ตรองอยู่นานสองนานเมื่อคืน บททดสอบที่สองของโถงมรรคาสวรรค์คือ ‘การหลอมกาย’ เขามีโอกาส 108 ครั้งเพื่อผ่านบททดสอบนั้นให้ได้ นั่นแสดงให้เห็นว่ามันต้องยากมากและมีโอกาสจะประสบความล้มเหลวสูงทีเดียวหลินสวินจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อการนั้น ซึ่งจะให้ดีเขาควรจะหลอมกายและยกระดับไปให้ได้มากขึ้นไปอีกทว่าเขากลับไม่มีความรู้เรื่องเคล็ดวิชาหลอมกายอื่นใดเลย นอกจากการใช้เลือดเนื้อของสัตว์ปีศาจผสมเข้ากับวัตถุดิบวิญญาณอื่นๆ เพื่อปรุงออกมาเป็นโอสถที่ช่วยบำรุงร่างกายแท้จริงแล้วมีเคล็ดวิชาที่ช่วยหล่อหลอมร่างกายมากมาย แต่หลินสวินไม่รู้จักสักวิชา และไม่มีทางที่เขาจะเรียนรู้มันได้ภายในหมู่บ้านเฟยอวิ๋นแห่งนี้หากพิจารณาจากระดับการฝึกปราณ แท้จริงแล้วทั้งเก้าขั้นของระดับกำลังภายในเป็นเสมือนการฝึกฝนอันมุ่งเน้นไปที่ร่างกายของผู้ฝึกปราณขั้นแรกสุด ขั้นกำหนดปราณ มุ่งเน้นไปที่การหลอมสร้างลมปราณภายในร่างกายขั้นที่สอง ขั้นรากฐานมั่นคง มุ่งเน้นไปที่กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่เชื่อมต่อแขนขาและกระดูกทั่วทั้งร่างกายขั้นที่สาม ขั้นเปิดองคาพยพ มุ่งเน้นไปที่อวัยวะภายในทั้งห้าขั้นที่สี่ ขั้นบรรจบช่องทาง มุ่งเน้นไปที่จุดลมปราณและทวารทั้งหมดขั้นที่ห้า ขั้นชำระล้างแกนจิต มุ่งเน้นไปที่ไขกระดูกและพังผืดขั้นที่หก ขั้นโลหิตเดือดพล่าน มุ่งเน้นไปที่โลหิตในร่างขั้นที่เจ็ด ขั้นอนุจักรวาล และขั้นที่แปด ขั้นมหาวัฏจักร คือการหล่อหลอมเลือดเนื้อ เส้นปราณ กระดูก จุดลมปราณ และอวัยวะภายในทั้งหมดทั้งมวลในร่างกายอย่างสมบูรณ์ โดยขั้นอนุจักรวาลเป็นการหลอมขั้นต้น ในขณะที่ขั้นมหาวัฏจักรจะละเอียดและเข้มข้นยิ่งขึ้นจนบรรลุขั้นที่เก้า ขั้นแปรลักษณ์วิญญาณนั่นเอง ที่ร่างกายและพลังวิญญาณจะได้รับการหล่อหลอมชำระล้างรวมกัน และนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงการหลอมร่างกายทั้งเก้าขั้นนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อปูพื้นฐานของผู้ฝึกปราณให้มั่นคง เพื่อจะได้ควบรวมลมปราณจิตผสานได้สำเร็จเมื่อบรรลุสู่ระดับสูงขึ้นไปแต่ตอนนี้หลินสวินเพิ่งจะบรรลุขั้นที่สามของระดับกำลังภายในเท่านั้น หากไม่ได้หนทางอื่นมาช่วย คงจะเป็นการยากอย่างยิ่งยวดสำหรับเขามาก ที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกายได้ภายในระยะเวลาอันสั้นซย่าจื้อกล่าวขึ้นหลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “เราสู้กันเองอาจจะช่วยได้นะ”หลินสวินงุนงงไปเล็กน้อย “สู้กันเนี่ยน่ะรึ”ซย่าจื้อพยักหน้าอย่างจริงใจ “ใช่แล้ว การต่อสู้ด้วยพลังกายล้วนๆ ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางหลอมร่างกายโดยตรงเหมือนกันนะ”หลินสวินประหลาดใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไร”นัยน์ตาของซย่าจื้อเปี่ยมไปด้วยความสับสน นางส่ายศีรษะหลังจากครุ่นคิดอีกครู่หนึ่ง “ข้าก็จำไม่ได้ รู้เพียงแต่ว่าทำแล้วจะได้ผล”หลินสวินขบริมฝีปากแน่นและตัดสินใจเชื่อซย่าจื้อดูสักตั้ง “เอาเถอะ ลองดูก็ไม่เสียหายนี่!”...................................

    TBC

    เข้าไปพูดคุยกับผมได้ที่ FB Group : Battling Records of the Chosen One แปลไทย by Ming Guang นะครับ

    คล้ายกับเรื่องBattling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ ที่คุณอ่าน