ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    วิธีเปิดเส้นทางเซียน

    หนานหมิงมองดูคู่ต่อสู้ระดับมหาเทพยุทธ์ด้วยแววตาจริงจังเล็กน้อยก่อนที่เขาจะวาดกระบี่เบาๆ

    ทันใดนั้นประกายแสงสีเงินก็ตัดผ่านร่างกายของมหาเทพยุทธ์ผู้นั้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้มหาเทพยุทธ์ผู้นั้นกลายเป็นเศษเนื้อในชั่วพริบตา

    หลังจากที่สังหารมหาเทพยุทธ์ของชั้นที่เก้าสิบแล้ว หนานหมิงก็ได้รับรางวัลเป็นสมบัติระดับศักดิ์สิทธ์ขั้นสูง

    หนานหมิงเปิดกล่องสมบัติและได้สมบัติเป็นกระดูกเซียนที่มีพลังเซียนที่หนาแน่น แต่น่าเสียดายที่กระดูกชิ้นนี้ถูกเก็บเอาไว้นานมากแล้ว ทำให้พลังเซียของมันลดลงอย่างมากเหลือเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น 

    “ นึกไม่ถึงเลยว่าแม้แต่กระดูกเซียนก็ยังมี? ” หนานหมิงอดไม่ได้ที่จะแปลกใจ

    ต้องรู้ก่อนว่าโลกใบนี้ไม่มีเซียนมานานหลายแสนปีแล้ว แต่การที่หอคอยแห่งนี้มีกระดูกเซียนแสดงให้เห็นว่าหอคอยแห่งนี้อาจจะมีความลับอะไรบางอย่างอยู่ก็ได้ 

    “ แม้ว่ากระดูกเซียนอันนี้จะเก่าไปหน่อยแต่อย่างน้อยก็มีพลังเซียน ถ้าหากข้าเป็นเซียนก็นับว่ามีประโยชน์แต่ตอนนี้โลกยังไม่สามารถเปิดเส้นทางแห่งเซียนได้ เพราะแบบนี้ของชิ้นนนี้จึงยังไม่ค่อยมีประโยชน์สักเท่าไหร่ ” หนานหมิงครุ่นคิดพร้อมกับเก็บกระดูกเซียนไว้ในอุปกรณ์มิติ

    จากนั้นหนานหมิงก็นั่งพักเพื่อปรับสภาพจิตใจก่อน 

    ผ่านไปราวๆสองเค่อ

    หนานหมิงปรับสภาพจิตใจพร้อมแล้วก็เข้าสู่ชั้นที่เก้าสิบเอ็ดในทันที

    หลังจากที่ชั้นที่เก้าสิบเอ็ดไปแล้ว คู่ต่อสู้ของหนานหมิงจะกลายเป็นมหาเทพยุทธ์ทั้งหมด ซึ่งความแข็งแกร่งของพวกเขาที่แสดงออกมานั้นเหนือกว่ามหาเทพยุทธ์จากกองกำลังต่างๆมาก

    แม้กระทั้งชั้นที่เก้าสิบสอง มหาเทพยุทธ์ในหอคอยปฐมกาลก็ยังแข็งแกร่งกว่ามหาเทพยุทธ์จากนิกายศักดิ์สิทธิ์แล้วด้วยซ้ำ ที่แข็งแกร่งกว่าไม่ใช่แค่ด้านพลังอย่างเดียว แต่รวมไปถึงทักษะการต่อสู้และประสบการณ์ในการต่อสู้ก็แตกต่างกันอย่างมาก

    แต่ถึงอย่างนั้นมหาเทพยุทธ์เหล่านี้ก็ไม่สามารถเทียบได้กับหนานหมิง 

    หนานหมิงเพียงแค่วาดกระบี่เบาๆก็สามารถสังหารมหาเทพยุทธ์ได้อย่างไม่มีปัญหา ต้องรู้ก่อนว่าหนานหมิงได้รับการฝึกฝนจากเซียนทองคำอย่างไป๋จวินแถมยังมีเซียนกระบี่อย่างอวี้เซียงอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้หรือทักษะต่างๆก็อยู่ในระดับเซียน ทำให้ความสามารถในการต่อสู้ของหนานหมิงสูงมาก ถ้าหากจะให้ตัวละครที่อัญเชิญมาบอกล่ะก็ ความสามารถในการต่อสู้ของหนานหมิงเทียบเท่ากับเซียนขั้นสมบูรณ์ด้วยซ้ำ หรือก็คือหนานหมิงสามารถต่อสู้ข้ามระดับขั้นใหญ่ได้เกือบหนึ่งขั้นเลยทีเดียว

    หนานหมิงใช้เวลาประมาณสองเค่อในการขึ้นสู่ชั้นที่เก้าสิบเก้า

    เวลานี้คู่ต่อสู้ของหนานหมิงในชั้นที่เก้าสิบเก้าก็คือกึ่งเซียนหนึ่งคนและมหาเทพยุทธ์อีกสิบสองคน ซึ่งความแข็งแกร่งของมหาเทพยุทธ์เรียกได้ว่าแข็งแกร่งอย่างมาก แม้กระทั้งมหาเทพยุทธ์ของตระกูลหนานบางคนก็ยังทำได้เพียงแค่เสมอเท่านั้น

    สำหรับกึ่งเซียนต้องบอกว่าคลื่นพลังของเขาที่ปลดปล่อยออกมานั้นเหนือกว่ากึ่งเซียนของนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนเลยเดียว แม้กระทั้งบรรพชนสูงสุดซือเส้าไป่ก็ยังเทียบไม่ได้

    “ น่าสนใจดีนิ อย่างน้อยๆก็น่าจะทำให้ข้าตรึงมือขึ้นมาบ้างนะ ” หนานหมิงยิ้มอย่างตื่นเต้น

    ในฐานะที่เขาเป็นถึงกึ่งเซียนเขาก็อยากที่จะลองสู้กับกึ่งเซียนคนอื่นๆบ้าง ไม่ใช่ต่อสู้กับตัวละครที่เขาอัญเชิญมาตลอด เพราะแบบนี้เขาจะได้ลงมือได้อย่างเต็มที่และใช้พลังทั้งหมดที่มี

    ไม่มีการพูดคุยกันเกิดขึ้น มหาเทพยุทธ์ทั้งสิบสองคนก็ลงมือทันที

    ความเร็วของพวกเขานับว่าเร็วอย่างมากเมื่อเทียบกับมหาเทพยุทธ์คนอื่นๆ แต่ทว่าในสายตาของหนานหมิงแล้วพวกเขาก็เหมือนเต่าคลานเล็กน้อย

    เพียงแค่พริบตาเดียวมหาเทพยุทธ์ทั้งสิบสองคนก็ถูกสังหารอย่างรวดเร็ว จนพวกมันยังไม่รู้ตัวเลยว่าถูกสังหารไปแล้ว

    ทางด้านของกึ่งเซียนชายวัยกลางคน รูปร่างสูใหญ่กำยำ มือของเขาถือดาบคู่ ที่ดูอันตรายอย่างมาก

    เมื่อกึ่งเซียนเห็นว่าลูกน้องทั้งสิบสองถูกสังหารไปแล้ว เขาก็พุ่งใส่หนานหมิงทันที

    หนานหมิงตั้งรับอย่างต่อเนื่องและปัดป้องดาบคู่ของศัตรูอย่างรวดเร็ว

    เสียงของดาบและกระบี่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    ด้วยความเร็วของทั้งสองที่ต่อสู้กัน ถ้าหากกึ่งเซียนคนอื่นมาเห็นพวกเขาก็แทบจะมองตามการเคลื่อนไหวของทั้งสองคนไม่ทันด้วยซ้ำ

    หนานหมิงมองดูชายวัยกลางคนที่กำลังวาดดาบคู่อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องด้วยความตื่นเต้น 

    “ แข็งแกร่งจริงๆ ” หนานหมิงพึมพำด้วยความตื่นเต้น

    แต่ถึงแม้ว่าคู่ต่อสู้ของหนานหมิงจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถเทียบได้กับเซียนที่แท้จริง ทำให้เพียงเวลาไม่นานหนานหมิงก็สามารถตอบโต้และเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างไม่ยากเย็นสักเท่าไหร่

    หลังจากที่หนานหมิงเอาชนะศัตรูที่ชั้นเก้าสิบเก้าได้ เขาก็ถูกวาร์ปไปยังอีกสถานที่หนึ่งทันที

    ซึ่งสถานที่หนานหมิงถูกวาร์ปมาเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่และมีบ้านไม้หลังหนึ่งตั้งอยู่

    จากนั้นหนานหมิงก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นจากด้านหลังบ้าน เขาจึงเดินไปดูและพบกับชายชรารูปร่างผอมสูง ใบหน้าอ่อนโยนกำลังตัดไม้เพื่อทำฟืนอยู่

    ชายชราเองก็ได้ยินเสียงเดินเขาจึงหันไปมองและพบกับหนานหมิง ไม่นานนักดวงตาของเขาก็แสดงถึงความประหลาดใจออกมา

    “ โอ้…นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีแขกมาพบข้าด้วย ” ชายชรากล่าวจบเขาก็โบกมือเบาๆ 

    ทันใดนั้นหนานหมิงก็ถูกวาร์ปมายังศาลาแปดเหลี่ยมที่รอบๆเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่

    จากนั้นชายชราก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับนั่งลงที่ด้านหน้าของหนานหมิง

    หนานหมิงกวาดสายตามองดูด้วยความสนใจ

    “ นั่งสิ ” ชายชรากล่าวเชิญพร้อมกับรินชาให้กับหนานหมิง

    หนานหมิงจึงนั่งลงที่เก้าอี้และดื่มชาที่ชายชรารินให้

    “ เจ้าหนู นึกไม่ถึงเลยว่าโลกใบเล็กจะมีรุ่นเยาว์อัจฉริยะแบบนี้ ” ชายชรากล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม

    โลกใบเล็ก?

    “ นี้ท่านรู้ด้วยหรือว่าโลกที่ข้าอยู่เป็นโลกใบเล็ก? ” หนานหมิงถามขึ้นด้วยความสงสัย

    ชายชราแสดงสีหน้าประหลาดใจก่อนที่จะถามขึ้นว่า “ เจ้าหนูมาเจ้ารู้ด้วยหรือว่าเจ้าอยู่โลกใบเล็ก? ” 

    หนานหมิงพยักหน้าและกล่าวว่า “ ข้าเองก็พอรู้อยู่บ้าง ว่าแต่ท่านเป็นใครกันแน่? ” 

    ชายชราทำท่าเหมือนจะนึกขึ้นได้เขาจึงกล่าวขึ้นว่า “ ข้าลืมแนะนำตัวไปเลย ข้ามีนามว่า ฉีหนิงขุย เป็นผู้ดูแลโลกที่เจ้าอยู่ ” 

    “ ท่านฉีแล้วทำไมเส้นทางเซียนของโลกข้าถึงได้หายไป? ” หนานหมิงถามขึ้น แม้ว่าในอดีตเคยมีสงครามขนาดใหญ่ขึ้นทำให้เส้นทางเซียนตัดขาดไป แต่นั้นก็เป็นเพียงแค่บันทึกในอดีตเท่านั้น เขาจึงอยากรู้ว่าทำไมเส้นทางเซียนของโลกใบนี้ถึงได้หายไป

    ฉีหนิงขุยยิ้มและกล่าวขึ้นว่า “ เส้นทางเซียนของโลกเจ้าไม่ได้หายไปหรอก เพียงแต่พลังวิญญาณในโลกของเจ้าลลดลงอย่างรวดเร็วก็เท่านั้น ” 

    “ หมายความว่ายังไง? ” หนานหมิงถามขึ้นด้วยความสงสัย

    “ ทุกสรรพสิ่งย่อมมีเกิดและดับ โลกของเจ้าก็เช่นกันเมื่อพลังของโลกลดลง เส้นทางเซียนของโลกเจ้าก็ลดลงด้วยเช่นกัน การที่จะฟื้นฟูให้เส้นทางเซียนกลับมาก็คือต้องเพิ่มพลังให้กับโลกหรือย้ายไปยังโลกใบอื่น แต่จากที่ข้าเฝ้าดูโลกของเจ้า เส้นทางไปโลกอื่นก็น้อยมากนอกจากจะใช้พลังเซียนในการเปิดเส้นทางไปยังโลกอื่น แต่น่าเสียดายที่โลกของเจ้าไม่มีเซียนเหลืออยู่แล้ว ” ฉีหนิงขุยกล่าวขึ้น

    หนานหมิงครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะถามขึ้นว่า “ ถ้าหากว่าข้าสามารถใช้พลังเซียนในการเปิดเส้นทางไปยังโลกอื่น แล้วโลกใบนี้จะเป็นอย่างไร? ” 

    ฉีหนิงขุยยิ้มและกล่าวขึ้นว่า “ โลกนี้ไม่สามารถรองรับพลังเซียนได้ เพราะฉะนั้นแล้วโลกใบนี้ก็จะถูกทำลายยังไงล่ะ ” 

    “ เช่นนั้นก็มีทางเดียวคือการฟื้นฟูพลังของโลกให้กลับมาอีกครั้ง แล้วการฟื้นฟูพลังของโลกต้องทำยังไง? ” หนานหมิงถามขึ้น สำหรับการทำลายโลกก็ตัดทิ้งไปได้เลย

    “ การฟื้นฟูโลกก็ง่ายมาก เพียงแค่หาชีพจรโลกให้เจอแล้วก็ใส่พลังลงไปที่เส้นชีพจรโลกก็เสร็จแล้ว แต่การที่จะหาเส้นชีพจรโลกได้ต้องใช้ความพยายามอย่างสูงเพราะมันหาได้ยากมากๆ แต่ถ้าหากเจ้ามีเซียนอยู่ก็อาจจะง่ายหน่อยเพราะเส้นชีพจรโลกกับพลังเซียนนั้นเชื่อมโยงกัน ” ฉีหนิงขุยกล่าวขึ้น

    หนานหมิงที่ได้ยินก็พยักหน้ารับ ถ้าหากเป็นพลังเซียนละก็พวกเขาย่อมมี แม้ว่าจะไม่สามารถใช้ได้มากแต่เหล่าเซียนของเขาก็พอที่จะใช้พลังเซียนในระดับเบื้องต้นได้อยู่บ้าง

    จากนั้นหนานหมิงก็เหมือนกับนึกอะไรบางอย่างออกและถามขึ้นว่า “ แล้วชั้นที่หนึ่งร้อยนี้ไม่จำเป็นต้องต่อสู้งั้นหรือ? ” 

    ฉีหนิงขุยพยักหน้าและกล่าวว่า “ ไม่จำเป็นต้องสู้หรอกเพราะเจ้าดูเหมือนว่าจะจัดการกับเหล่าหุ่นเชิดได้อย่างง่ายๆแบบนั้นและอีกอย่างข้าเป็นเพียงแค่ผู้เฝ้าหอคอยปฐมกาลซึ่งเป็นเพียงดวงวิญญาณเท่านั้น แต่ถ้าหากเจ้ามาถึงชั้นที่หนึ่งร้อยได้ย่อมต้องมีรางวัลให้ ” 

    กล่าวจบฉีหนิงขุยก็หยิบเอากล่องไม้ใบหนึ่งให้กับหนานหมิง

    หนานหมิงรับมาและเปิดดูก็พบว่าเป็นลูกแก้วสีเงินขนาดเท่ากับฝ่ามือ

    “ นี้คือ? ” หนานหมิงถามขึ้นด้วยความสงสัย

    ฉีหนิงขุยยิ้มและกล่าวขึ้นว่า “ ข้ารู้สึกถูกชะตากับเจ้า นี้คือสมบัติที่ใช้ในการค้นหาเส้นชีพจรโลก แต่การที่จะใช้มันได้จำเป็นต้องใช้พลังเซียนในการใช้งาน ข้ารู้ว่าตอนนี้เจ้าอยู่ในระดับกึ่งเซียนแล้วคาดว่าอีกไม่นานก็น่าจะพอมีพลังเซียนอยู่เล็กน้อย ถึงตอนนั้นเจ้าก็ค่อยใช้สมบัติชิ้นนี้ค้นหาชีพจรโลกแล้วกัน ” 

    ดวงตาของหนานหมิงเปร่งประกายขึ้นมาทันที เขาเก็บลูกแก้วที่ใช้ค้นหาชีพจรโลกลงในอุปกรณ์มิติอย่างรวดเร็ว

    “ เจ้าหนูข้าอยู่ในนี้ก็นาน เฝ้ามองโลกมานับล้านปี ข้าเพิ่งจะเคยเจอคนที่แปลกประหลาดเช่นเจ้า ราวกับว่ามีพลังบางอย่างปิดกั้นไม่ให้ข้าดูเจ้าได้ ” ฉีหนิงขุยกล่าวพร้อมกับลูบเคราเบาๆ

    หนานหมิงคิดว่าพลังบางอย่างน่าจะเป็นพลังของระบบอย่างแน่นอน

    จากนั้นหนานหมิงก็หยิบเอาอาหารจำนวนมากออกมา รวมไปถึงเหล้ารสเลิศไว้บนโต๊ะอาหารก่อนที่จะถามขึ้นว่า “ ท่านฉีท่านสามารถกินอาหารได้ปกติหรือไม่? ” 

    ฉีหนิงขุยส่ายหน้าและกล่าวว่า “ ข้าเป็นวิญญาณไม่สามารถกินอาหารได้เหมือนกับเจ้า…แล้วนั่นเจ้ากำลังทำอะไรน่ะ? ”

    ยังไม่ทันที่ฉีหนิงขุยจะกล่าวจบหนานหมิงก็หยิบเอาธูปหนึ่งดอกออกมาปักไว้บนอาหารต่างๆและถามขึ้นว่า “ แล้วถ้าหากข้าปักธูปแบบนี้ท่านสามารถกินได้หรือไม่? ” 

    คิ้วของฉีหนิงขุยกระตุกและคิดว่าเจ้าสารเลวตัวน้อยนี้กำลังปั่นประสาทเขาอยู่หรือยังไง 

    “ ไม่ได้หรอก ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามข้าไม่สามารถกินอาหารได้เหมือนกับพวกเจ้า ” ฉีหนิงขุยกล่าวขึ้น

    หนานหมิงถอนหายใจพร้อมกับบ่นว่า “ ก็ตอนแรกข้าได้ยินว่าท่านบอกว่าท่านเป็นวิญญาณข้าก็นึกว่าท่านจะกินอาหารผ่านธูป นี้ข้าคิดไปคนเดียวสินะ ” 

    ฉีหนิงขุยหยิบถ้วยชาแล้วขว้างใส่หนานหมิงทันที

    หนานหมิงหลบได้อย่างง่ายดายและหัวเราะออกมาเบาๆ

    หลังจากที่ทั้งสองพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็นับว่าสนิทกันมากขึ้น หนานหมิงจึงได้รู้เรื่องราวต่างๆของโลกจากปากของฉีหนิงขุย รวมไปถึงการไปยังโลกอื่นคือต้องเปิดเส้นทางเชื่อมต่อโลกอื่นให้ได้ 

    การเชื่อมต่อเส้นทางโลกอื่นสามารถทำได้โดยการใช้ค่ายกลเชื่อมต่อเท่านั้น เพียงแต่การที่จะสร้างเส้นทางเชื่อมต่อจะต้องใช้ความพยายามที่สูงมากเพราะจะต้องหาตำแหน่งของโลกใบอื่นให้พบก่อนหรือก็คือจะต้องมีเซียนในการหาโลกใบอื่นก่อน

    เพราะเซียนจะถือว่าเกินขอบเขตมนุษย์ไปแล้ว พวกเขาสามารถบินขึ้นสู่ชั้นอวกาศได้ ซึ่งโลกระดับต่ำบางแห่งหรือโลกระดับกลางและระดับสูงจะมีเซียนคอยเฝ้าปกป้องโลกใบนั้นอยู่ ถ้าหากเจอโลกใบอื่นก็จะทำให้นักวางค่ายกลระดับเซียนสามารถสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายไปยังโลกใบอื่นได้

    หนานหมิงที่ได้ฟังเขาก็วางแผนต่างๆทันที โดยเริ่มจากการหาเส้นชีพจรของโลกจากนั้นก็รอให้โลกเปิดเส้นทางแห่งเซียนกลับมา จากนั้นพวกเขาก็ค่อยหาโลกใบใหม่ที่แข็งแกร่งกว่า

    “ จริงสิท่านฉีแล้วมีหนทางไหนที่จะสามารถทำให้โลกพัฒนากลายเป็นระดับกลางหรือระดับสูงไหม? ” หนานหมิงถามขึ้น ถ้าหากทำได้เขาก็จะทำให้โลกของเขากลายเป็นโลกระดับสูง

    ฉีหนิงขุยครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะพยักหน้าและกล่าวขึ้นว่า “ มีอยู่แล้วล่ะ แต่วิธีการจะว่าก็ง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะก็เหมือนกับที่ข้าเคยบอกถ้าหากเส้นชีพจรโลกแข็งแกร่งและมีพลังวิญญาณมาก โลกก็จะยกระดับตัวเอง ซึ่งการที่จะทำให้เส้นชีพจรโลกพัฒนาขึ้นได้นั้นจะต้องใช้สมบัติที่มีพลังวิญญาณไปอยู่ใกล้ๆกับเส้นชีพจรโลกและให้เส้นชีพจรโลกดูดซัพพลังวิญญาณเหล่านั้นเข้าไป ยิ่งมีสมบัติพลังวิญญาณมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้เส้นชีพจรโลกเติบโตได้เร็วขึ้นเท่านั้น ” 

    หนานหมิงเข้าใจได้ทันทีเพราะสมบัติที่มีพลังวิญญาณหาได้ยากมากๆ อย่างเช่นต้นโพธิ์เก้าสวรรค์ที่ปลูกอยู่ที่ตระกูลหนานเองก็นับว่าเป็นหนึ่งในนั้น 

    “ ข้าเข้าใจแล้วท่านฉี ” หนาหนมิงกล่าวขอบคุณ นอกจากนี้เขายังได้รับความรู้ต่างๆจากฉีหนิงขุยอีกด้วย นับว่ามีประโยชน์สำหรับอย่างมาก