Infinity Online

    ตอนที่ 47 หาผู้ช่วย


     

     

     

     

     

               หลังจากผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ ทุกอย่างก็เริ่มลงตัว ฝน ปูเป้ มิโกะ โอ๋เอก ชัย อาร์ต ทั้งเจ็ดคนได้รับหน้าที่อันยิ่งใหญ่นั่นก็คือ  การดูแลกิลด์  เพราะอีกไม่นานเชื่อว่าผู้เล่นคงจะแห่กันเข้ามาสมัครเข้ากิลด์แน่เพียงแต่ว่า การรับสมาชิกเข้ากิลด์จะอยู่ที่การพิจารณาของหัวหน้ากิลด์คนใดคนหนึ่งหรือก็คือพวกผมนั่นเอง

     

               มินนี่กับมาร์ซาร์คุณเธอทั้งสองได้เข้ามาช่วยพัฒนากิลด์หลังจากที่ได้จัดการเรื่องของพวกเธอเสร็จแล้วส่วนชาวบ้านหรือมังกรทั่วอาณาจักรก็ให้ความช่วยเหลือกิลด์อย่างเต็มที่ ทั้งด้านวัตถุดิบ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆรวมไปถึงของที่แปลกใหม่อีกเยอะแยะจนพวกมิโกะต้องออกไปศึกษากับชาวบ้านพักใหญ่เลยทีเดียว

     

               ส่วนเราลองการแก้คำสาปของชาวบ้านนั้น หลังจากองคมนตรีตายไปคำสาปก็ไม่หาย ผมจึงต้องใช้เลือดของผมรักษาชาวบ้านที่โดนคำสาปทั้งหมดซึ่งใช้เวลาเยอะพอสมควร เพราะต้องประกาศให้มารับยาถอนคำสาป  รวมถึงให้พวกเมฆาตามไปช่วยถึงบ้าน ทุกซอกทุกมุมของอาณาจักรเลย

     

               หลังจากเรื่องการแก้คำสาปจบลงแล้ว ผม เมฆา พิภพ ก็ขอออกเดินทางทันทีโดยฝากกิลด์และอาณาจักรไว้กับพวกไอ้ชัย แรกๆพวกนั้นก็คะยั้นคะยอขอตามไปด้วยแต่สุดท้ายก็โดนพิภพพูดคำๆหนึ่งที่เล่นแทงใจดำพวกนั้นอย่างแรงและยอมอยู่ดูแลกิลด์ในที่สุด

     

               วันแรกที่พวกเราทั้งสามออกมาจากอาณาจักรอาร์คเฟลเลียน  เป็นวันที่พวกผมเลือกเส้นทางที่จะเป็นเป้าหมายต่อไป โดยพวกเราเลือกทางที่มีสัตว์อสูรละดับน้อยลงไปเรื่อยๆจากจุดที่เรายืนอยู่ ไม่ใช่อะไรมากหรอกครับ แค่อยากจะลองไปสำรวจดูเท่านั้นเผื่อจะมีอะไรดีๆ  ตอนนี้ผมเปลี่ยนมาใช้ธนูระดับ Eหรือก็คือธนูที่ทำจากไม้ข้างทาง เหตุผลก็เพราะอยากฝึกมือไปในตัว ส่วนพิภพใช้ทวนไม้ระดับ E ที่ปลายทวนนั้นทำจากเศษเหล็กที่นำมาตีลวกๆ เมฆาใช้กระบองระดับ E ที่ทำจากกิ่งไม้ข้างทาง ส่วนเรื่องชุด ผมก็ใส่ชุดนักเรียนเวทย์หอน้ำที่ขาดๆหลายๆจุดส่วนอีกสองคนก็ชุดคลุมที่มันตั้งใจทำให้เก่า พวกเราเดินทางมาเรื่อยๆกำจัดสัตว์อสูรไปตามทาง จาก คลาส 7ที่เจอในอาณาจักรอาร์คเฟลเลี่ยน บัดนี้ ก็เจอแต่สัตว์อสูร คลาส 2 กว่าๆแล้วซึ่งการสังหารก็ง่ายดายยิ่งกว่าอะไรอีก

     

               ระหว่างทางพวกเราจะแบ่งหน้าที่กัน เป็นช่วงๆ ดังนี้ช่วงแรกผมทำหน้าที่ในการสังหารสัตว์อสูรพิภพทำหน้าที่ในการเก็บของดรอปและเก็บสมุนไพรข้างทาง เมฆาทำหน้าที่ในการรับผิดชอบเรื่องอาหารเราทำแบบนี้ผลัดกันไปเรื่อยๆจนมาถึงปัจจุบันนี้แหละ

     

               วันนี้เป็นวันที่ 16 หลังจากพวกเราเดินทางออกมาจากอาณาจักรก็ฝึกปรือฝีมือมาเรื่อยๆจนมาถึงป่าแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นป่าที่ดูอุดมสมบูรณ์ไม่น้อยกลิ่นผลไม้ที่ออกผลผุดออกมาจากดิน ผลไม้ที่ออกผลตามต้นไม้ขนาดสิบคนโอบรวมไปถึงสมุนไพรที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ บริเวณนี้มีสัตว์อสูรคลาส 1 -  2  เท่านั้น ส่วนคลาสสามไม่ค่อยจะเจอแล้วเมื่อเราทั้งสามเดินไปได้สักพัก ก็เจอกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่แต่งกายคล้ายๆนักรบมีชุดเกราะระดับสูง อาวุธที่เงางาม และลักษณะการเดินเหมือนกลุ่มที่มีฝีมือพอสมควรในกลุ่มนั้นมีผู้หญิงอยู่สองคน อีกสามคนเป็นผู้ชายที่รูปร่างกำยำเหมือนคนเพาะกล้ามเพียงแต่ว่ากล้ามนั้นเกิดจากการฝึกฝนอย่างหนักเท่านั้นเอง

     

               “ออฟ เจอกลุ่มคนแล้ว จะทำไงต่อ ตรงหรืออ้อม”  เมฆาถามผมขณะที่มันกำลังเคี้ยวเนื้ออสูรย่างอยู่

     

               “ไปตรงๆเลย ขอร่วมเดินทางไปกับเขาด้วย ทำเหมือนกับพวกเราหลงป่าหากเขาถามว่ามาจากไหน ก็ตอบว่าหมู่บ้านอีกา โอเคไหม” ผมหันไปกระซิบ

     

               “โอเค ตามนี้นะ” เมฆาตอบ

     

               “อืม ปะไปกัน”

     

     

     

     

     

    อีกด้านหนึ่ง

     

               “นภา ฉันว่าวันนี้เราพอแค่นี้ก่อนเถอะเราล่าอสูรได้เยอะพอสมควรแล้วนะ กลับเมืองไปส่งภารกิจที่กิลด์ก่อนเถอะพรุ่งนี้ค่อยว่ากันไหม่”  ผู้หญิงในกลุ่มคนหนึ่งหันไปพูดกับหญิงอีกคน

     

               “อืม ก็ได้ แล้วพวกนายล่ะว่าไง”  นภาหันไปพูดกับชายอีกสามคน

     

               “พะ.. พวกเรายังไงก็ได้จ้ะไม่ว่าน้องนภาจะไปไหนพวกเราก็ไปด้วยอยู่แล้ว ใช่มั๊ยพวกแก”  ชายร่างกำยำคนหนึ่งตอบอย่างสุภาพแฝงด้วยเลศนัยแล้วก็หันไปถามความเห็นชายอีกสองคนที่อยู่ด้านหลังที่ยืนขนาบข้างเหมือนกับเป็นบอดี้การ์ด

     

               “ท่านคามุยว่ายังไงก็หมายความตามนั้นเลยครับ”  หนึ่งในสองคนตอบ

     

               “เห็นไหมจ๊ะน้องนภา ได้ยินคำตอบแล้วใช่ไหม”  ชายที่ชื่อคามุยเอ่ยเสียงหวาน

     

               “อืม ดี ไปกันเถอะเดี๋ยวจะค่ำซะก่อน”  ว่าแล้วนภาก็ควบแขนหญิงอีกคนเดินนำพวกนั้นไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะรอ

     

               เมื่อเดินไปได้สักพักหญิงที่เดินข้างเธอก็สังเกตเห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งสวมเสื้อผ้าเก่าๆ เดินเถียงกันเหมือนกับว่ากำลังเถียงกันเรื่องเส้นทาง

     

               “นี่นภา เห็นคนพวกนั้นไหม พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่ล่ะเราเข้าไปดูกันเถอะ”   ฮานะกระตุกแขนเสื้อของนภา

     

               “ไม่ต้องไปสนใจหรอกฮานะ เรื่องของพวกเขาใช่เรื่องของเรา” นภาพูดเสียงเย็นชา

     

               “แต่ดูเหมือนพวกเขาต้องการความช่วยเหลือนะ ไปช่วยพวกเขากันเถอะ”ฮานะลากแขนนภาไปยังกลุ่มคนพวกนั้น

     

               “เดี๋ยวสิฮานะ จะลากฉันไปทำไม”

     

               “น่าๆ ไปช่วยพวกเขากัน”

     

     

     

               เมื่อฮานะลากแขนนภามาได้ระยะหนึ่งก็ได้ยินเสียงของผู้ชายสามคนกำลังเถียงกันอยู่ เหมือนจะเถียงกันเรื่องทิศทางนะ

     

               “ไอ้ออฟ ตรูว่าไปทางซ้ายดีสุด”

     

               “ไม่ๆ ตูว่าขวา”

     

               “แต่ฉันว่าเดินตรงไปดีกว่านะ”

     

               “ไม่ๆซ้ายสิดีสุด ซ้ายๆๆ เข้าใจป่าวฟร๊ะ”

     

               “ซ้ายอะไร ขวา ตูว่าขวาก็ขวาสิเฮ้ย”

     

               “ตรงกลางไอ้ออฟไอ้เมฆา ตรงก….ดูเหมือนว่าเราไม่ต้องเถียงกันแล้วมีคนมาให้ช่วยแล้วล่ะ”

     

               “ห๊ะ ไหนๆ เย้ย จริงด้วย”

     

               “เจอตัวช่วยแล้ว ฮ่าๆ”   ชายคนหนึ่งหัวเราะแล้วก็วิ่งเข้ามาหากลุ่มของพวกเธอ

     

              

     

     

     

               “เอ่อ คือ มีอะไรให้ช่วยเหรอคะ” ฮานะตอบด้วยน้ำเสียงเกร็งๆ

     

               “ฮะๆ พอดีว่าพวกเราหลงทางครับ ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนเลยเถียงกันเรื่องเส้นทางที่จะพาไปยังหมู่บ้านหรือเมืองแหละครับ” ชายคนนั้นกล่าวอย่างสุภาพ

     

               “แล้วไง”  นภาถามเสียงห้วนๆ

     

               “คือเราอยากจะขอติดตามพวกคุณไปด้วยครับแค่ไปถึงหมู่บ้านหรือเมืองก็พอครับ”  เมฆารีบกล่าวอย่างอ่อนน้อม

     

               “แล้วพวกฉันต้องช่วยพวกนายด้วยเหรอ ไม่เห็นจำเป็นเลยนี่” นภาตอบอย่างไม่ใยดี

     

               “เอาน่านภา  ไหนๆเราก็จะกลับเมืองแล้วให้พวกเขาตามเราไปด้วยเถอะนะ ไม่เสียหายอะไรหรอก”  ฮานะพูดช่วย

     

               “แล้วถ้าพวกนี้เป็นโจรล่ะ จะทำยังไง”  นภาพูด

     

               “ถึงเป็นโจรเธอก็จัดการได้สบายอยู่แล้วนี่ ไม่เห็นเป็นไรเลย นะๆถือว่าฉันขอร้องนะ นภา”  ฮานะใช้เวลาสิบกว่านาทีในการอ้อนนภาในที่สุดเธอก็ยอมจนได้

     

               “แล้วพวกนายมาจากไหนกันล่ะ ไม่ใช่คนแถวนี้นี่”  นภากล่าว

     

               “พวกเรามาจากหมู่บ้านอีกาครับ เดินทางมานานแล้วแต่ก็ไม่เจอหมู่บ้านอื่นสักที” เมฆาตอบ

     

               “แล้วพวกนายรอดจากอสูรได้ยังไง ความจริงไม่น่าจะรอดนี่”

     

               “หนีครับ พวกเราวิ่งหนีตลอด แบบว่าไม่กล้าสู้อ่ะครับ” ชายคนนั้นตอบ

     

               “เอางั้นก็ได้ แต่อย่ามาเป็นตัวถ่วงพวกฉันล่ะ”  นภาเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้นนิดนึง

     

               “ครับ จะพยายามครับ”  ชายคนนั้นตอบแล้วก็หันไปเรียกเพื่อนอีกสองคนเข้ามาซึ่งในกลุ่มตอนนี้ พวกสามถึกนั้นยังตามมาไม่ทันแต่เมื่อพวกนั้นตามมาทันก็กล่าวดูถูกสารพัด แต่ชายสามคนนั้นแค่ยิ้มตอบเฉยๆเหมือนไม่ใส่ใจ แต่นั้นก็ยิ่งทำให้คนที่ชื่อคามุยเลือดขึ้นหน้าทันทียังดีที่ลูกน้องสองคนคอยปรามไว้ไม่งั้นคงพุ่งไปต่อยหน้าสามคนนั้นแน่  ไม่รู้ว่าสามคนนั้นรอดมาได้ยังไงแถมการแต่งตัวแต่ละคนก็เหมือนกับ เอ่อ

     

               คนหนึ่งสวมชุดคล้ายๆนักเวทย์แต่มีรอยขาดคล้ายๆโดนไฟเผาอยู่เต็มไปหมดหน้าตาดูมอมแมมไม่ต่างกับอีกสองคนเท่าไรแต่แววตานั้นแปลก แววตาเหมือนให้ความมั่นคงยังไงไม่รู้แค่อยู่ใกล้ก็รู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก เขาสะพายธนูไม้ธรรมดาๆ  และมีลูกดอกอยู่ในกระบอกไม้ประมาณสิบกว่าดอก

     

               อีกคนหนึ่งสวมชุดคลุมเก่าๆ ผมขาว นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มแววตาว่างเปล่าเหมือนคนไม่มีวิญญาณ  ใช้กระบองไม้เป็นอาวุธ เอาเป็นว่าหน้าตาก็พอๆกับคนสะพายธนูนั่นแหละ

     

               ส่วนอีกคนก็สวมชุดคลุมเก่าๆเหมือนกัน ผมสีน้ำตาลเข้ม นัยน์ตาสีฟ้าแววตาเหมือนกับคนที่ยืนอยู่จุดสูงสุด คล้ายๆกับนักปราชญ์ที่รอบรู้ทุกเรื่อง  หน้าตาก็พอๆกับคนแรกเหมือนกันใช้ทวนไม้ที่ปลายเป็นเหล็กธรรมดาตีลวกๆ

     

               ดูภายนอกสามคนนี้คล้ายๆกับยาจกหรือพวกขอทานแต่ความรู้สึกที่แผ่ออกมากลับต่างกันไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าพวกนี้เป็นอะไรที่เกินจินตนาการก็ไม่รู้ แต่ก็ช่างเถอะ

     

               “ไปกันได้แล้ว”  นภาพูดด้วยเสียงเย็นชา

     

               “ครับๆ หยิ่งจังเลยนะครับ คุณ...เอ่ออะไรนะไอ้เมฆา”  เขาหันไปถามชายผมขาว

     

               “นะองนะอาอะไรเทือกนี้แหละ  เอ่อแล้วจะถามตรูทำไม ไปถามเขาสิฟร๊ะ”  ชายผมขาวโวย

     

               “เออๆ ถามเจ้าตัวก็ได้”  ชายผมดำสะพายธนูโวยเพื่อนจากนั้นก็หันมา

     

               “คุณหญิงครับ  ไม่ทราบว่าชื่ออะไรเหรอครับจะได้เรียกถูก”  ชายคนนั้นหันมาถามด้วยน้ำเสียงที่สุภาพแต่มันน่านัก น่ากระทืบให้ตายเสียจริง

     

               “ไม่จำเป็นต้องรู้ นายยังไม่บอกชื่อฉันเลยแล้วจะให้ฉันบอกชื่อนายงั้นเหรอ ไม่มีมารยาท”  นภาพูดเหมือนชายคนนั้นจะผงะเล็กน้อย

     

               “เออจริงด้วย ผมชื่อออฟครับ เป็นนักผจญภัยธรรมดาๆคนนึงแล้วคุณล่ะครับ”  ชายที่ชื่อออฟกล่าวแล้วส่งยิ้มเล็กๆมา

     

               “นภา นักผจญภัย กิลด์อาเทมิส”  นภาตอบเชิงประชด

     

               “เห เป็นนักผจญภัยด้วยเหรอครับ และยังมีกิลด์ด้วย”  ชายที่ชื่อออฟทำท่าตกใจ แล้วถามมาอีกละ

     

               “ก็มีสิ ไม่มีก็แปลกแล้ว การเลื่อนเลเวลมันต้องใช้ค่าประสบการณ์เยอะและกิลด์นี่แหละที่ช่วยได้เยอะที่สุด”  นภาตอบ

     

               “จริงสิครับ ไม่เคยรู้เลยนะเนี่ยว่ามีแบบนี้ด้วย”  ออฟกล่าว

     

               “นี่นายไปอยู่ซอกไหนของโลกมาเนี่ย เขารู้กันไปทั้งโลกแล้ว” นภาหันมาเอ่อ  ด่ามั้ง

     

               “ก็พวกผมมาไกล แถมหมู่บ้านยังอยู่ชนบทจะไปรู้ได้ยังไงครับคุณ” ออฟตอบหน้าตาย

     

               “เรื่องนี้มันเกิดขึ้นมาตั้งสองปีแล้วนะ  เมืองแต่ละเมืองเขาก็ทำกันทั้งนั้น อีกอย่างมันประกาศไปทั้งโลกได้ยินทุกคน อย่าบอกนะว่านายไม่ได้ยิน”  นภายังกล่าวเย็นชา

     

               “เอ่อ  ไม่รู้ครับ แฮะๆ”  ออฟยังตอบหน้าตาย ให้ตายสิจะมีเรื่องไหนที่หมอนี่รู้ไหมเนี่ย

     

               “ไว้ไปถึงเมืองนายก็จะรู้เอง ถ้าจะเล่า มันยาว ขี้เกียจแล้วอย่ามาเดินใกล้ฉันถอยไปห่างๆเลยนาย”  นภาไม่พูดเปล่าผลักชายที่ชื่อออฟไปด้านข้างอย่างแรง แต่ว่าตอนผลักเธอรู้สึกเหมือนว่ามือเธอแตะเขาแค่นิดเดียวเองแต่ก็เก็บไว้ให้สงสัยอยู่อย่างนั้น

     

             “แหม่ คุณนภาจอมหยิ่งครับ รังเกียจผมมากขนาดนั้นเลยเหรอเนื่ย หุหุใกล้นิดใกล้หน่อยก็ไม่ได้”  หลังจากโดนผลักจนเซก็เดินกลับมาอยู่ข้างๆนภาอีกครั้ง

     

               “เฮ้อ จะทำอะไรก็ช่างนายละกัน ขี้เกียจต่อปากต่อคำ”

     

               “ครับๆ  ผมแค่เดินเฉยๆเองนะนั่น” ออฟยังพูดหน้าตาย

     

     

     

    อีกด้านหนึ่ง

     

               “ไอ้นั่นมันเป็นใครวะ กล้ามาเดินข้างน้องนภาของข้า บังอาจนัก”  คามุยสบถ

     

               “เอาน่าใจเย็นก่อนลูกพี่เดี๋ยวเราค่อยไปจัดการตอนมันอยู่ห่างๆจากคุณนภาก็ยังได้นะครับ”  ลูกน้องคนนึงยอเจ้านาย

     

               “ฮึ่ม  เอาอย่างงั้นก็ได้อย่าให้ถึงตอนนั้นก็แล้วกัน”  คามุยสบถเบาๆแล้วก็เดินตามหลังต่อไป

     

              

     

    ทางด้านพวกผม

     

               “ไอ้เมฆาแกเก็บก้อนหินได้กี่ก้อน ฉันได้สี่ก้อนแล้วนะเฟ้ย” พิภพหันไปกระซิบเมฆาที่กำลังก้มเก็บก้อนหินขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยอยู่

     

               “กระจอกว่ะ ฉันได้สิบเอ็ดก้อน ไอ้ออฟแล้วแกได้กี่ก้อน” เมฆาหันไปตอบ

     

               “ฉันเหรอ”  หลังจากที่ผมถอยออกมาจากคุณนภาก็มาแข่งกันเก็บก้อนหินเล็กๆ

     

               ผมก้มลงไปเก็บก้อนหินขนาดเท่าฝ่ามือ แล้วก็บีบให้มันแตกคามือ

     

               “นี่ไง  น่าจะยี่สิบกว่าได้มั้ง” ผมตอบหน้าตาย

     

               “เฮ้ยไอ้ขี้โกง” พิภพตะโกนเบาๆ

     

               “เล่นอย่างงี้เลยเหรอฟร๊ะไอ้ออฟ”  เมฆาสบถ

     

               “หึหึ  ของมันแน่อยู่แล้วว่าแต่เตรียมพร้อมยัง เอาให้เนียนที่สุดนะ”  ผมหันไปถามพวกนั้น

     

               “เออๆ ข้าเอาสี่ตัวด้านซ้ายมือ  พิภพแกเอาสี่ตัวด้านหน้าไอ้ออฟสามตัวด้านขวา โอมะ” เมฆาร่ายแผน

     

               “เฮ้ย ทำไมฉันได้สามวะ”

     

               “ข้อหาแกโกง เอาไปน้อยๆเลยไป เตรียมตัวได้แล้ว”  เมฆาพูดเบาๆ

     

               “ครับๆ/เออ”

     

     

     

     

     

    ด้านนภา (บทนภา)

     

               ฉันไม่รู้ว่าวันนี้มันเป็นวันซวยอะไรที่ต้องมาเจอกับผู้ชายปากมากกวนเบื้องล่างแบบนั้น  ให้ตายสิแต่งตัวก็เชยเนื้อตัวมอมแมมแต่ทำไมถึงอยากอยู่ใกล้นะ  เย้ย ไม่ๆๆๆเอาไอ้ความคิดนี้ออกไป

     

               เมื่อฉันเดินนำทางมาสักพัก พระอาทิตย์ก็เริ่มตกดิน บรรยากาศป่าเริ่มเงียบลงอย่างเห็นได้ชัดสัตว์อสูรที่หากินกลางวันเริ่มหาที่หลบภัย  อีกอย่างวันนี้ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ พอเดินไปได้สักพักฉันก็รู้สึกว่าพวกเรากำลังถูกล้อมอยู่ ฉันจึงส่งสัญญาณมือให้ทุกคนหยุดแต่ทว่าฉันคิดผิด เมื่อพวกเราหยุด พวกที่ล้อมก็พุ่งมาทางฉันอย่างรวดเร็วจนฉันมองไม่ทันแต่ก่อนที่มันจะถึงตัวฉัน รู้สึกว่ามันจะถูกอะไรกระแทกให้เซไปด้านข้าง

     

     

     

               หมาป่าดำ คลาส 3 เลเวล  30  จำนวน 10 ตัวโจมตี

     

               “มะ หมาป่า คลาส 3 “ ฉันลืมตัวอุทานออกมาเมื่อตั้งสติได้ ฉันก็ชักดาบคู่ใจพุ่งออกไปต่อสู้กับตัวที่พุ่งมาเมื่อกี้ทันที รู้สึกว่ามันจะช้าลง แถมยังดูอ่อนแอยังไงไม่รู้แต่ว่านะยังไงฉันต้องจัดการให้ได้ ผ่านไปประมาณสิบนาทีฉันก็จัดการหมาป่าตัวนี้ได้สำเร็จ  ส่วนฮานะยังวนอยู่กับหมาป่าดำอีกตัวหนึ่งอยู่เห็นดังนั้นฉันจึงพุ่งไปช่วยจัดการและใช้เวลาอีกสองนาทีมันก็ตาย

     

               ส่วนด้านคามุย เหมือนจะทุลักทุเลกับการต่อสู้อยู่แถมยังสามรุมหมาป่าตัวเดียวทั้งๆที่ฝีมืออย่างพวกนั้นตั้งสามคนน่าจะจัดการได้เร็วกว่าฉันนี่ทำไมถึงเป็นแบบนั้นไปได้ อีกอย่างหมาป่าตัวนั้น ทำไมถึงเคลื่อนไหวเร็วแถมยังโจมตีแรงมากตบแค่ทีเดียวมานต๋อง(ลูกน้องมือซ้ายของคามุย)ถึงกลับกระเด็นเลยเหรอ  ฉันไม่อยากเก็บความสงสัยไว้ในใจ จึงพุ่งเข้าไปช่วยพวกคามุยอีกแรง

     

               เมื่อหมาป่าตัวนั้นเห็นฉันก็พุ่งเข้ามาใช้กรงเล็บอันแหลมคมตวัดเข้าหาลำตัวฉัน  ฉันก็รีบรับด้วยดาบคู่ใจทันที

     

               ตูม!!  อึก

     

               แค่ครั้งเดียวฉันก็กระเด็นไปกว่าสองเมตร แต่ก็ยังทรงตัวไว้ได้หมาป่าอะไรแรงเยอะมาก  เมื่อมันตบฉันพวกคามุยก็ได้จังหวะฟันไปที่หมาป่าหนึ่งแผลจนมันเซเล็กน้อย คราวนี้แหละฉันได้จังหวะแล้วก็ผนึกเวทย์เข้ากับดาบแล้วพุ่งเข้าไปหาหมาป่าตรงๆ บิดข้อมือตวัดดาบแนวตรงจากล่างขึ้นบน

     

               กระบวนท่าที่สี เหมันต์ทมิฬ

     

     

     

               ฉัวะ!!  ตู้ม!!

     

               หมาป่าถูกผ่าครึ่งจากนั้นคลื่นดาบของฉันก็ระเบิดทำลายต้นไม้ที่อยู่ตรงหน้าทันที

     

     

     

               “เฮ้อ กว่าจะจัดการได้เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันนะ”  ฉันบ่นกับตัวเอง หลังจากจัดการหมาป่าได้  จริงสิแล้วพวกนายปากมากนั่นล่ะพอฉันนึกได้ฉันก็กวาดสายตาหาพวกเขาทันที แล้วฉันก็พบกับ เอ่อพวกนั้นกำลังช่วยกันแล่เนื้อหมาป่ากองหนึ่ง มันมีประมาณแปดตัว พวกนั้นจัดการตอนไหนกัน

     

               “เฮ้ยไอ้เมฆาเร็วๆสิวะ เดี๋ยวมันก็เสียหมดหรอกของดรอปก็ไม่มีด้วยเนี่ยสัตว์อสูรพวกนี้” นายปากมากบ่น

     

               “เออๆๆ รีบอยู่เนี่ย รอเดี๋ยวสิฟร๊ะ”  ชายที่ชื่อเมฆาบ่นอีก

     

               “ฉันเสร็จแล้วนะ”  ชายผมน้ำตาลหรือพิภพพูด

     

               “อ่าวเฮ้ย ทำไมแกสองคนเสร็จเร็วนักฟร๊ะ”  ชายผมขาวหรือเมฆาอุทาน

     

               ส่วนฉันก็ยืนงง ทั้งๆที่พวกเรายังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่พวกนั้นกลับทำตัวสบายๆเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา อยากรู้แล้วสิว่าพวกนั้นเป็นใครมาจากไหน โดยเฉพาะนายปากมากนั่น

     

     

     

     

     

    ด้านของผม

     

               ย้อนไปก่อนหน้านี้สักนิด ตอนที่หมาป่าพุ่งเข้าหาคุณนภากับคุณฮานะผมก็ใช้นิ้วดีดก้อนหินทะลุคอของมันทันที จึงทำให้มันควบคุมร่างกายไม่ค่อยได้ส่วนพวกคามุยนะเหรอ หน้าที่ไอ้พิภพนู่นไม่เกี่ยวกับผม จากนั้นไม่นานหมาป่าที่เหลืออีกแปดตัวก็พุ่งมาทางพวกผมเพราะมันคงเห็นว่าพวกผมอ่อนแอมั้ง แต่เท้ามันไม่ทันถึงพื้นสองตัวโดนผมยิงธนูเจาะหัวตายเรียบ สามตัวโดนเมฆาดีดก้อนหินใส่ตัวละสองก้อนส่วนไอ้พิภพก็ทำแบบเดียวกับเมฆา จากนั้นพวกเราก็ใช้เวลาไปกับการแล่เนื้อ   หลังจากที่พวกเราจัดการกับหมาป่าเสียงระบบก็รายงานถึงค่าประสบการณ์แค่อย่างเดียว(ที่นี่รู้สึกว่าอสูรจะไม่ดรอปไอเทม)จากนั้นก็เก็บทุกอย่างเข้ากระเป๋าแล้วเดินทางต่อถึงแม้ว่าตลอดทางคุณหยิ่งจะซักไซร้ถามผมก็เถอะ 

     

             เมื่อเดินทางมาถึงประตูเมืองที่มีกำแพงขนาดเอ่อ  ใหญ่  ใหญ่มาก สูงกว่าห้าสิบเมตรได้มั้งนั่น คุณหยิ่งก็จัดการคุยกับทหารให้ แล้วก็พาพวกผมเข้าเมืองมาแต่ทว่าว่าเธอดันลากผมไปพักที่กิลด์เธอซะนี่  แต่ยังไงก็เถอะกิลด์นี่ก็ดูดีพอสมควร ยังไม่ทันที่ผมจะสังเกตอะไรเลยเธอก็ลากพวกผมเข้าไปพักในห้องพัก จากนั้นก็ทิ้งท้ายด้วยคำว่าพรุ่งนี้พวกนายต้องรอฉันห้ามหนีไปไหนเด็ดขาด แล้วก็เธอกับฮานะก็จากไป

     

               “เอาไงดี”   ผมหันไปถาม แต่ก็เจอกับภาพที่พวกมันนอนหลับไปแร้ว

     

               “เห้ย พวกแกไม่อาบน้ำเรอะ”  ผมพูดแค่นั้นก็ทิ้งตัวลงนอนอีกคนแหะๆ แบบว่ามันเหนื่อยอ่ะ

     

    ………………………………………………………..