หลังจากผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ ทุกอย่างก็เริ่มลงตัว ฝน ปูเป้ มิโกะ โอ๋เอก ชัย อาร์ต ทั้งเจ็ดคนได้รับหน้าที่อันยิ่งใหญ่นั่นก็คือ การดูแลกิลด์ เพราะอีกไม่นานเชื่อว่าผู้เล่นคงจะแห่กันเข้ามาสมัครเข้ากิลด์แน่เพียงแต่ว่า การรับสมาชิกเข้ากิลด์จะอยู่ที่การพิจารณาของหัวหน้ากิลด์คนใดคนหนึ่งหรือก็คือพวกผมนั่นเอง
มินนี่กับมาร์ซาร์คุณเธอทั้งสองได้เข้ามาช่วยพัฒนากิลด์หลังจากที่ได้จัดการเรื่องของพวกเธอเสร็จแล้วส่วนชาวบ้านหรือมังกรทั่วอาณาจักรก็ให้ความช่วยเหลือกิลด์อย่างเต็มที่ ทั้งด้านวัตถุดิบ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆรวมไปถึงของที่แปลกใหม่อีกเยอะแยะจนพวกมิโกะต้องออกไปศึกษากับชาวบ้านพักใหญ่เลยทีเดียว
ส่วนเราลองการแก้คำสาปของชาวบ้านนั้น หลังจากองคมนตรีตายไปคำสาปก็ไม่หาย ผมจึงต้องใช้เลือดของผมรักษาชาวบ้านที่โดนคำสาปทั้งหมดซึ่งใช้เวลาเยอะพอสมควร เพราะต้องประกาศให้มารับยาถอนคำสาป รวมถึงให้พวกเมฆาตามไปช่วยถึงบ้าน ทุกซอกทุกมุมของอาณาจักรเลย
หลังจากเรื่องการแก้คำสาปจบลงแล้ว ผม เมฆา พิภพ ก็ขอออกเดินทางทันทีโดยฝากกิลด์และอาณาจักรไว้กับพวกไอ้ชัย แรกๆพวกนั้นก็คะยั้นคะยอขอตามไปด้วยแต่สุดท้ายก็โดนพิภพพูดคำๆหนึ่งที่เล่นแทงใจดำพวกนั้นอย่างแรงและยอมอยู่ดูแลกิลด์ในที่สุด
วันแรกที่พวกเราทั้งสามออกมาจากอาณาจักรอาร์คเฟลเลียน เป็นวันที่พวกผมเลือกเส้นทางที่จะเป็นเป้าหมายต่อไป โดยพวกเราเลือกทางที่มีสัตว์อสูรละดับน้อยลงไปเรื่อยๆจากจุดที่เรายืนอยู่ ไม่ใช่อะไรมากหรอกครับ แค่อยากจะลองไปสำรวจดูเท่านั้นเผื่อจะมีอะไรดีๆ ตอนนี้ผมเปลี่ยนมาใช้ธนูระดับ Eหรือก็คือธนูที่ทำจากไม้ข้างทาง เหตุผลก็เพราะอยากฝึกมือไปในตัว ส่วนพิภพใช้ทวนไม้ระดับ E ที่ปลายทวนนั้นทำจากเศษเหล็กที่นำมาตีลวกๆ เมฆาใช้กระบองระดับ E ที่ทำจากกิ่งไม้ข้างทาง ส่วนเรื่องชุด ผมก็ใส่ชุดนักเรียนเวทย์หอน้ำที่ขาดๆหลายๆจุดส่วนอีกสองคนก็ชุดคลุมที่มันตั้งใจทำให้เก่า พวกเราเดินทางมาเรื่อยๆกำจัดสัตว์อสูรไปตามทาง จาก คลาส 7ที่เจอในอาณาจักรอาร์คเฟลเลี่ยน บัดนี้ ก็เจอแต่สัตว์อสูร คลาส 2 กว่าๆแล้วซึ่งการสังหารก็ง่ายดายยิ่งกว่าอะไรอีก
ระหว่างทางพวกเราจะแบ่งหน้าที่กัน เป็นช่วงๆ ดังนี้ช่วงแรกผมทำหน้าที่ในการสังหารสัตว์อสูรพิภพทำหน้าที่ในการเก็บของดรอปและเก็บสมุนไพรข้างทาง เมฆาทำหน้าที่ในการรับผิดชอบเรื่องอาหารเราทำแบบนี้ผลัดกันไปเรื่อยๆจนมาถึงปัจจุบันนี้แหละ
วันนี้เป็นวันที่ 16 หลังจากพวกเราเดินทางออกมาจากอาณาจักรก็ฝึกปรือฝีมือมาเรื่อยๆจนมาถึงป่าแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นป่าที่ดูอุดมสมบูรณ์ไม่น้อยกลิ่นผลไม้ที่ออกผลผุดออกมาจากดิน ผลไม้ที่ออกผลตามต้นไม้ขนาดสิบคนโอบรวมไปถึงสมุนไพรที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ บริเวณนี้มีสัตว์อสูรคลาส 1 - 2 เท่านั้น ส่วนคลาสสามไม่ค่อยจะเจอแล้วเมื่อเราทั้งสามเดินไปได้สักพัก ก็เจอกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่แต่งกายคล้ายๆนักรบมีชุดเกราะระดับสูง อาวุธที่เงางาม และลักษณะการเดินเหมือนกลุ่มที่มีฝีมือพอสมควรในกลุ่มนั้นมีผู้หญิงอยู่สองคน อีกสามคนเป็นผู้ชายที่รูปร่างกำยำเหมือนคนเพาะกล้ามเพียงแต่ว่ากล้ามนั้นเกิดจากการฝึกฝนอย่างหนักเท่านั้นเอง
“ออฟ เจอกลุ่มคนแล้ว จะทำไงต่อ ตรงหรืออ้อม” เมฆาถามผมขณะที่มันกำลังเคี้ยวเนื้ออสูรย่างอยู่
“ไปตรงๆเลย ขอร่วมเดินทางไปกับเขาด้วย ทำเหมือนกับพวกเราหลงป่าหากเขาถามว่ามาจากไหน ก็ตอบว่าหมู่บ้านอีกา โอเคไหม” ผมหันไปกระซิบ
“โอเค ตามนี้นะ” เมฆาตอบ
“อืม ปะไปกัน”
อีกด้านหนึ่ง
“นภา ฉันว่าวันนี้เราพอแค่นี้ก่อนเถอะเราล่าอสูรได้เยอะพอสมควรแล้วนะ กลับเมืองไปส่งภารกิจที่กิลด์ก่อนเถอะพรุ่งนี้ค่อยว่ากันไหม่” ผู้หญิงในกลุ่มคนหนึ่งหันไปพูดกับหญิงอีกคน
“อืม ก็ได้ แล้วพวกนายล่ะว่าไง” นภาหันไปพูดกับชายอีกสามคน
“พะ.. พวกเรายังไงก็ได้จ้ะไม่ว่าน้องนภาจะไปไหนพวกเราก็ไปด้วยอยู่แล้ว ใช่มั๊ยพวกแก” ชายร่างกำยำคนหนึ่งตอบอย่างสุภาพแฝงด้วยเลศนัยแล้วก็หันไปถามความเห็นชายอีกสองคนที่อยู่ด้านหลังที่ยืนขนาบข้างเหมือนกับเป็นบอดี้การ์ด
“ท่านคามุยว่ายังไงก็หมายความตามนั้นเลยครับ” หนึ่งในสองคนตอบ
“เห็นไหมจ๊ะน้องนภา ได้ยินคำตอบแล้วใช่ไหม” ชายที่ชื่อคามุยเอ่ยเสียงหวาน
“อืม ดี ไปกันเถอะเดี๋ยวจะค่ำซะก่อน” ว่าแล้วนภาก็ควบแขนหญิงอีกคนเดินนำพวกนั้นไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะรอ
เมื่อเดินไปได้สักพักหญิงที่เดินข้างเธอก็สังเกตเห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งสวมเสื้อผ้าเก่าๆ เดินเถียงกันเหมือนกับว่ากำลังเถียงกันเรื่องเส้นทาง
“นี่นภา เห็นคนพวกนั้นไหม พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่ล่ะเราเข้าไปดูกันเถอะ” ฮานะกระตุกแขนเสื้อของนภา
“ไม่ต้องไปสนใจหรอกฮานะ เรื่องของพวกเขาใช่เรื่องของเรา” นภาพูดเสียงเย็นชา
“แต่ดูเหมือนพวกเขาต้องการความช่วยเหลือนะ ไปช่วยพวกเขากันเถอะ”ฮานะลากแขนนภาไปยังกลุ่มคนพวกนั้น
“เดี๋ยวสิฮานะ จะลากฉันไปทำไม”
“น่าๆ ไปช่วยพวกเขากัน”
เมื่อฮานะลากแขนนภามาได้ระยะหนึ่งก็ได้ยินเสียงของผู้ชายสามคนกำลังเถียงกันอยู่ เหมือนจะเถียงกันเรื่องทิศทางนะ
“ไอ้ออฟ ตรูว่าไปทางซ้ายดีสุด”
“ไม่ๆ ตูว่าขวา”
“แต่ฉันว่าเดินตรงไปดีกว่านะ”
“ไม่ๆซ้ายสิดีสุด ซ้ายๆๆ เข้าใจป่าวฟร๊ะ”
“ซ้ายอะไร ขวา ตูว่าขวาก็ขวาสิเฮ้ย”
“ตรงกลางไอ้ออฟไอ้เมฆา ตรงก….ดูเหมือนว่าเราไม่ต้องเถียงกันแล้วมีคนมาให้ช่วยแล้วล่ะ”
“ห๊ะ ไหนๆ เย้ย จริงด้วย”
“เจอตัวช่วยแล้ว ฮ่าๆ” ชายคนหนึ่งหัวเราะแล้วก็วิ่งเข้ามาหากลุ่มของพวกเธอ
“เอ่อ คือ มีอะไรให้ช่วยเหรอคะ” ฮานะตอบด้วยน้ำเสียงเกร็งๆ
“ฮะๆ พอดีว่าพวกเราหลงทางครับ ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนเลยเถียงกันเรื่องเส้นทางที่จะพาไปยังหมู่บ้านหรือเมืองแหละครับ” ชายคนนั้นกล่าวอย่างสุภาพ
“แล้วไง” นภาถามเสียงห้วนๆ
“คือเราอยากจะขอติดตามพวกคุณไปด้วยครับแค่ไปถึงหมู่บ้านหรือเมืองก็พอครับ” เมฆารีบกล่าวอย่างอ่อนน้อม
“แล้วพวกฉันต้องช่วยพวกนายด้วยเหรอ ไม่เห็นจำเป็นเลยนี่” นภาตอบอย่างไม่ใยดี
“เอาน่านภา ไหนๆเราก็จะกลับเมืองแล้วให้พวกเขาตามเราไปด้วยเถอะนะ ไม่เสียหายอะไรหรอก” ฮานะพูดช่วย
“แล้วถ้าพวกนี้เป็นโจรล่ะ จะทำยังไง” นภาพูด
“ถึงเป็นโจรเธอก็จัดการได้สบายอยู่แล้วนี่ ไม่เห็นเป็นไรเลย นะๆถือว่าฉันขอร้องนะ นภา” ฮานะใช้เวลาสิบกว่านาทีในการอ้อนนภาในที่สุดเธอก็ยอมจนได้
“แล้วพวกนายมาจากไหนกันล่ะ ไม่ใช่คนแถวนี้นี่” นภากล่าว
“พวกเรามาจากหมู่บ้านอีกาครับ เดินทางมานานแล้วแต่ก็ไม่เจอหมู่บ้านอื่นสักที” เมฆาตอบ
“แล้วพวกนายรอดจากอสูรได้ยังไง ความจริงไม่น่าจะรอดนี่”
“หนีครับ พวกเราวิ่งหนีตลอด แบบว่าไม่กล้าสู้อ่ะครับ” ชายคนนั้นตอบ
“เอางั้นก็ได้ แต่อย่ามาเป็นตัวถ่วงพวกฉันล่ะ” นภาเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้นนิดนึง
“ครับ จะพยายามครับ” ชายคนนั้นตอบแล้วก็หันไปเรียกเพื่อนอีกสองคนเข้ามาซึ่งในกลุ่มตอนนี้ พวกสามถึกนั้นยังตามมาไม่ทันแต่เมื่อพวกนั้นตามมาทันก็กล่าวดูถูกสารพัด แต่ชายสามคนนั้นแค่ยิ้มตอบเฉยๆเหมือนไม่ใส่ใจ แต่นั้นก็ยิ่งทำให้คนที่ชื่อคามุยเลือดขึ้นหน้าทันทียังดีที่ลูกน้องสองคนคอยปรามไว้ไม่งั้นคงพุ่งไปต่อยหน้าสามคนนั้นแน่ ไม่รู้ว่าสามคนนั้นรอดมาได้ยังไงแถมการแต่งตัวแต่ละคนก็เหมือนกับ เอ่อ
คนหนึ่งสวมชุดคล้ายๆนักเวทย์แต่มีรอยขาดคล้ายๆโดนไฟเผาอยู่เต็มไปหมดหน้าตาดูมอมแมมไม่ต่างกับอีกสองคนเท่าไรแต่แววตานั้นแปลก แววตาเหมือนให้ความมั่นคงยังไงไม่รู้แค่อยู่ใกล้ก็รู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก เขาสะพายธนูไม้ธรรมดาๆ และมีลูกดอกอยู่ในกระบอกไม้ประมาณสิบกว่าดอก
อีกคนหนึ่งสวมชุดคลุมเก่าๆ ผมขาว นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มแววตาว่างเปล่าเหมือนคนไม่มีวิญญาณ ใช้กระบองไม้เป็นอาวุธ เอาเป็นว่าหน้าตาก็พอๆกับคนสะพายธนูนั่นแหละ
ส่วนอีกคนก็สวมชุดคลุมเก่าๆเหมือนกัน ผมสีน้ำตาลเข้ม นัยน์ตาสีฟ้าแววตาเหมือนกับคนที่ยืนอยู่จุดสูงสุด คล้ายๆกับนักปราชญ์ที่รอบรู้ทุกเรื่อง หน้าตาก็พอๆกับคนแรกเหมือนกันใช้ทวนไม้ที่ปลายเป็นเหล็กธรรมดาตีลวกๆ
ดูภายนอกสามคนนี้คล้ายๆกับยาจกหรือพวกขอทานแต่ความรู้สึกที่แผ่ออกมากลับต่างกันไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าพวกนี้เป็นอะไรที่เกินจินตนาการก็ไม่รู้ แต่ก็ช่างเถอะ
“ไปกันได้แล้ว” นภาพูดด้วยเสียงเย็นชา
“ครับๆ หยิ่งจังเลยนะครับ คุณ...เอ่ออะไรนะไอ้เมฆา” เขาหันไปถามชายผมขาว
“นะองนะอาอะไรเทือกนี้แหละ เอ่อแล้วจะถามตรูทำไม ไปถามเขาสิฟร๊ะ” ชายผมขาวโวย
“เออๆ ถามเจ้าตัวก็ได้” ชายผมดำสะพายธนูโวยเพื่อนจากนั้นก็หันมา
“คุณหญิงครับ ไม่ทราบว่าชื่ออะไรเหรอครับจะได้เรียกถูก” ชายคนนั้นหันมาถามด้วยน้ำเสียงที่สุภาพแต่มันน่านัก น่ากระทืบให้ตายเสียจริง
“ไม่จำเป็นต้องรู้ นายยังไม่บอกชื่อฉันเลยแล้วจะให้ฉันบอกชื่อนายงั้นเหรอ ไม่มีมารยาท” นภาพูดเหมือนชายคนนั้นจะผงะเล็กน้อย
“เออจริงด้วย ผมชื่อออฟครับ เป็นนักผจญภัยธรรมดาๆคนนึงแล้วคุณล่ะครับ” ชายที่ชื่อออฟกล่าวแล้วส่งยิ้มเล็กๆมา
“นภา นักผจญภัย กิลด์อาเทมิส” นภาตอบเชิงประชด
“เห เป็นนักผจญภัยด้วยเหรอครับ และยังมีกิลด์ด้วย” ชายที่ชื่อออฟทำท่าตกใจ แล้วถามมาอีกละ
“ก็มีสิ ไม่มีก็แปลกแล้ว การเลื่อนเลเวลมันต้องใช้ค่าประสบการณ์เยอะและกิลด์นี่แหละที่ช่วยได้เยอะที่สุด” นภาตอบ
“จริงสิครับ ไม่เคยรู้เลยนะเนี่ยว่ามีแบบนี้ด้วย” ออฟกล่าว
“นี่นายไปอยู่ซอกไหนของโลกมาเนี่ย เขารู้กันไปทั้งโลกแล้ว” นภาหันมาเอ่อ ด่ามั้ง
“ก็พวกผมมาไกล แถมหมู่บ้านยังอยู่ชนบทจะไปรู้ได้ยังไงครับคุณ” ออฟตอบหน้าตาย
“เรื่องนี้มันเกิดขึ้นมาตั้งสองปีแล้วนะ เมืองแต่ละเมืองเขาก็ทำกันทั้งนั้น อีกอย่างมันประกาศไปทั้งโลกได้ยินทุกคน อย่าบอกนะว่านายไม่ได้ยิน” นภายังกล่าวเย็นชา
“เอ่อ ไม่รู้ครับ แฮะๆ” ออฟยังตอบหน้าตาย ให้ตายสิจะมีเรื่องไหนที่หมอนี่รู้ไหมเนี่ย
“ไว้ไปถึงเมืองนายก็จะรู้เอง ถ้าจะเล่า มันยาว ขี้เกียจแล้วอย่ามาเดินใกล้ฉันถอยไปห่างๆเลยนาย” นภาไม่พูดเปล่าผลักชายที่ชื่อออฟไปด้านข้างอย่างแรง แต่ว่าตอนผลักเธอรู้สึกเหมือนว่ามือเธอแตะเขาแค่นิดเดียวเองแต่ก็เก็บไว้ให้สงสัยอยู่อย่างนั้น
“แหม่ คุณนภาจอมหยิ่งครับ รังเกียจผมมากขนาดนั้นเลยเหรอเนื่ย หุหุใกล้นิดใกล้หน่อยก็ไม่ได้” หลังจากโดนผลักจนเซก็เดินกลับมาอยู่ข้างๆนภาอีกครั้ง
“เฮ้อ จะทำอะไรก็ช่างนายละกัน ขี้เกียจต่อปากต่อคำ”
“ครับๆ ผมแค่เดินเฉยๆเองนะนั่น” ออฟยังพูดหน้าตาย
อีกด้านหนึ่ง
“ไอ้นั่นมันเป็นใครวะ กล้ามาเดินข้างน้องนภาของข้า บังอาจนัก” คามุยสบถ
“เอาน่าใจเย็นก่อนลูกพี่เดี๋ยวเราค่อยไปจัดการตอนมันอยู่ห่างๆจากคุณนภาก็ยังได้นะครับ” ลูกน้องคนนึงยอเจ้านาย
“ฮึ่ม เอาอย่างงั้นก็ได้อย่าให้ถึงตอนนั้นก็แล้วกัน” คามุยสบถเบาๆแล้วก็เดินตามหลังต่อไป
ทางด้านพวกผม
“ไอ้เมฆาแกเก็บก้อนหินได้กี่ก้อน ฉันได้สี่ก้อนแล้วนะเฟ้ย” พิภพหันไปกระซิบเมฆาที่กำลังก้มเก็บก้อนหินขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยอยู่
“กระจอกว่ะ ฉันได้สิบเอ็ดก้อน ไอ้ออฟแล้วแกได้กี่ก้อน” เมฆาหันไปตอบ
“ฉันเหรอ” หลังจากที่ผมถอยออกมาจากคุณนภาก็มาแข่งกันเก็บก้อนหินเล็กๆ
ผมก้มลงไปเก็บก้อนหินขนาดเท่าฝ่ามือ แล้วก็บีบให้มันแตกคามือ
“นี่ไง น่าจะยี่สิบกว่าได้มั้ง” ผมตอบหน้าตาย
“เฮ้ยไอ้ขี้โกง” พิภพตะโกนเบาๆ
“เล่นอย่างงี้เลยเหรอฟร๊ะไอ้ออฟ” เมฆาสบถ
“หึหึ ของมันแน่อยู่แล้วว่าแต่เตรียมพร้อมยัง เอาให้เนียนที่สุดนะ” ผมหันไปถามพวกนั้น
“เออๆ ข้าเอาสี่ตัวด้านซ้ายมือ พิภพแกเอาสี่ตัวด้านหน้าไอ้ออฟสามตัวด้านขวา โอมะ” เมฆาร่ายแผน
“เฮ้ย ทำไมฉันได้สามวะ”
“ข้อหาแกโกง เอาไปน้อยๆเลยไป เตรียมตัวได้แล้ว” เมฆาพูดเบาๆ
“ครับๆ/เออ”
ด้านนภา (บทนภา)
ฉันไม่รู้ว่าวันนี้มันเป็นวันซวยอะไรที่ต้องมาเจอกับผู้ชายปากมากกวนเบื้องล่างแบบนั้น ให้ตายสิแต่งตัวก็เชยเนื้อตัวมอมแมมแต่ทำไมถึงอยากอยู่ใกล้นะ เย้ย ไม่ๆๆๆเอาไอ้ความคิดนี้ออกไป
เมื่อฉันเดินนำทางมาสักพัก พระอาทิตย์ก็เริ่มตกดิน บรรยากาศป่าเริ่มเงียบลงอย่างเห็นได้ชัดสัตว์อสูรที่หากินกลางวันเริ่มหาที่หลบภัย อีกอย่างวันนี้ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ พอเดินไปได้สักพักฉันก็รู้สึกว่าพวกเรากำลังถูกล้อมอยู่ ฉันจึงส่งสัญญาณมือให้ทุกคนหยุดแต่ทว่าฉันคิดผิด เมื่อพวกเราหยุด พวกที่ล้อมก็พุ่งมาทางฉันอย่างรวดเร็วจนฉันมองไม่ทันแต่ก่อนที่มันจะถึงตัวฉัน รู้สึกว่ามันจะถูกอะไรกระแทกให้เซไปด้านข้าง
หมาป่าดำ คลาส 3 เลเวล 30 จำนวน 10 ตัวโจมตี
“มะ หมาป่า คลาส 3 “ ฉันลืมตัวอุทานออกมาเมื่อตั้งสติได้ ฉันก็ชักดาบคู่ใจพุ่งออกไปต่อสู้กับตัวที่พุ่งมาเมื่อกี้ทันที รู้สึกว่ามันจะช้าลง แถมยังดูอ่อนแอยังไงไม่รู้แต่ว่านะยังไงฉันต้องจัดการให้ได้ ผ่านไปประมาณสิบนาทีฉันก็จัดการหมาป่าตัวนี้ได้สำเร็จ ส่วนฮานะยังวนอยู่กับหมาป่าดำอีกตัวหนึ่งอยู่เห็นดังนั้นฉันจึงพุ่งไปช่วยจัดการและใช้เวลาอีกสองนาทีมันก็ตาย
ส่วนด้านคามุย เหมือนจะทุลักทุเลกับการต่อสู้อยู่แถมยังสามรุมหมาป่าตัวเดียวทั้งๆที่ฝีมืออย่างพวกนั้นตั้งสามคนน่าจะจัดการได้เร็วกว่าฉันนี่ทำไมถึงเป็นแบบนั้นไปได้ อีกอย่างหมาป่าตัวนั้น ทำไมถึงเคลื่อนไหวเร็วแถมยังโจมตีแรงมากตบแค่ทีเดียวมานต๋อง(ลูกน้องมือซ้ายของคามุย)ถึงกลับกระเด็นเลยเหรอ ฉันไม่อยากเก็บความสงสัยไว้ในใจ จึงพุ่งเข้าไปช่วยพวกคามุยอีกแรง
เมื่อหมาป่าตัวนั้นเห็นฉันก็พุ่งเข้ามาใช้กรงเล็บอันแหลมคมตวัดเข้าหาลำตัวฉัน ฉันก็รีบรับด้วยดาบคู่ใจทันที
ตูม!! อึก
แค่ครั้งเดียวฉันก็กระเด็นไปกว่าสองเมตร แต่ก็ยังทรงตัวไว้ได้หมาป่าอะไรแรงเยอะมาก เมื่อมันตบฉันพวกคามุยก็ได้จังหวะฟันไปที่หมาป่าหนึ่งแผลจนมันเซเล็กน้อย คราวนี้แหละฉันได้จังหวะแล้วก็ผนึกเวทย์เข้ากับดาบแล้วพุ่งเข้าไปหาหมาป่าตรงๆ บิดข้อมือตวัดดาบแนวตรงจากล่างขึ้นบน
กระบวนท่าที่สี เหมันต์ทมิฬ
ฉัวะ!! ตู้ม!!
หมาป่าถูกผ่าครึ่งจากนั้นคลื่นดาบของฉันก็ระเบิดทำลายต้นไม้ที่อยู่ตรงหน้าทันที
“เฮ้อ กว่าจะจัดการได้เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันนะ” ฉันบ่นกับตัวเอง หลังจากจัดการหมาป่าได้ จริงสิแล้วพวกนายปากมากนั่นล่ะพอฉันนึกได้ฉันก็กวาดสายตาหาพวกเขาทันที แล้วฉันก็พบกับ เอ่อพวกนั้นกำลังช่วยกันแล่เนื้อหมาป่ากองหนึ่ง มันมีประมาณแปดตัว พวกนั้นจัดการตอนไหนกัน
“เฮ้ยไอ้เมฆาเร็วๆสิวะ เดี๋ยวมันก็เสียหมดหรอกของดรอปก็ไม่มีด้วยเนี่ยสัตว์อสูรพวกนี้” นายปากมากบ่น
“เออๆๆ รีบอยู่เนี่ย รอเดี๋ยวสิฟร๊ะ” ชายที่ชื่อเมฆาบ่นอีก
“ฉันเสร็จแล้วนะ” ชายผมน้ำตาลหรือพิภพพูด
“อ่าวเฮ้ย ทำไมแกสองคนเสร็จเร็วนักฟร๊ะ” ชายผมขาวหรือเมฆาอุทาน
ส่วนฉันก็ยืนงง ทั้งๆที่พวกเรายังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่พวกนั้นกลับทำตัวสบายๆเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา อยากรู้แล้วสิว่าพวกนั้นเป็นใครมาจากไหน โดยเฉพาะนายปากมากนั่น
ด้านของผม
ย้อนไปก่อนหน้านี้สักนิด ตอนที่หมาป่าพุ่งเข้าหาคุณนภากับคุณฮานะผมก็ใช้นิ้วดีดก้อนหินทะลุคอของมันทันที จึงทำให้มันควบคุมร่างกายไม่ค่อยได้ส่วนพวกคามุยนะเหรอ หน้าที่ไอ้พิภพนู่นไม่เกี่ยวกับผม จากนั้นไม่นานหมาป่าที่เหลืออีกแปดตัวก็พุ่งมาทางพวกผมเพราะมันคงเห็นว่าพวกผมอ่อนแอมั้ง แต่เท้ามันไม่ทันถึงพื้นสองตัวโดนผมยิงธนูเจาะหัวตายเรียบ สามตัวโดนเมฆาดีดก้อนหินใส่ตัวละสองก้อนส่วนไอ้พิภพก็ทำแบบเดียวกับเมฆา จากนั้นพวกเราก็ใช้เวลาไปกับการแล่เนื้อ หลังจากที่พวกเราจัดการกับหมาป่าเสียงระบบก็รายงานถึงค่าประสบการณ์แค่อย่างเดียว(ที่นี่รู้สึกว่าอสูรจะไม่ดรอปไอเทม)จากนั้นก็เก็บทุกอย่างเข้ากระเป๋าแล้วเดินทางต่อถึงแม้ว่าตลอดทางคุณหยิ่งจะซักไซร้ถามผมก็เถอะ
เมื่อเดินทางมาถึงประตูเมืองที่มีกำแพงขนาดเอ่อ ใหญ่ ใหญ่มาก สูงกว่าห้าสิบเมตรได้มั้งนั่น คุณหยิ่งก็จัดการคุยกับทหารให้ แล้วก็พาพวกผมเข้าเมืองมาแต่ทว่าว่าเธอดันลากผมไปพักที่กิลด์เธอซะนี่ แต่ยังไงก็เถอะกิลด์นี่ก็ดูดีพอสมควร ยังไม่ทันที่ผมจะสังเกตอะไรเลยเธอก็ลากพวกผมเข้าไปพักในห้องพัก จากนั้นก็ทิ้งท้ายด้วยคำว่าพรุ่งนี้พวกนายต้องรอฉันห้ามหนีไปไหนเด็ดขาด แล้วก็เธอกับฮานะก็จากไป
“เอาไงดี” ผมหันไปถาม แต่ก็เจอกับภาพที่พวกมันนอนหลับไปแร้ว
“เห้ย พวกแกไม่อาบน้ำเรอะ” ผมพูดแค่นั้นก็ทิ้งตัวลงนอนอีกคนแหะๆ แบบว่ามันเหนื่อยอ่ะ
………………………………………………………..