พอทำการค้ากับระบบเรียบร้อยแล้ว นางก็มองซ้ายขวาก่อนจะหายตัวเข้ามิติไป
หลินหยุนซีซื้อเครื่องมือทำการเกษตรมีหลายชนิด อาทิ จอบ บัวรดน้ำ จากที่นางสำรวจดูก็ได้พบความลับอันน่าใที่ว่าเวลาในมิตินั้นเดินเร็วกว่าด้านนอกมากนัก หนึ่งชั่วโมง(ครึ่งชั่วยาม) ด้านในมิติเท่ากับหนึ่งวันด้านนอกมิติ ฉะนั้นหากอยู่ด้านในหนึ่งปีเวลาด้านนอกก็จะผ่านไปราวๆ 15 วันเท่านั้น
เมล็ดพันธุ์ที่นางซื้อมาในครั้งนี้นั้นเป็จำพวกสมุนไพรและพวกไม้ยืนต้นที่ออกผล พวกธัญพืชนั้นมิใช่คิดจะทำก็ทำได้ ต้องดูแลและมีเวลา ส่วนผักต่างๆ ไม่มีปัญหาแต่ก็ไม่ได้ปลูกในตอนนี้ ด้วยระยะเวลาเติบโตเพราะความต่างของเวลาอีกทั้งยังมีตัวเร่งอย่างน้ำในทะเลสาบเซียน ถ้านางจะปลูกผักก็กระไรอยู่เสียดายที่ดินที่มีจำกัด อีกอย่างผักที่สวนหลังบ้านก็มี และยังสามารถซื้อผักจากชาวบ้านคนอื่นได้ที่เมืองนี้หาได้ขาดแคลนผัก ดังนั้นหลินหยุนซีจึงเลือกปลูกไม้ผลเพราะมันการเติบโตต้องใช้เวลาหลายปี
เมื่อทำการพรวนดินลงเมล็ดและรดน้ำจากทะเลสาบเซียนแล้ว หลินหยุนซีก็ออกจากมิติแล้วเดินกลับบ้านฮัมเพลงด้วยความอารมณ์ดี
“โอ้ เ้ายังนั่งอยู่ที่เดิมเลยนะอี้เหมย ฮ่าๆ”
หลินอี้เหมยสะดุ้งจนเข็มเกือบทิ่มมือเมื่อได้ยินเสียงร้องทักหลินหยุนซี “อื้ม เหตุใดเ้าจึงรีบกลับมานัก?”
หลินหยุนซีรีบนั่งลงข้างๆ หลินอี้เหมยอย่างไม่เกรงใจพร้อมกับกระเถิบไปใกล้ๆ ลูกพี่ลูกน้อง ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง “ข้ามีเื่อยากถามและอยากปรึกษาเ้าก็เลยรีบกลับ เพราะหัวข้าไม่ค่อยดีขี้หลงขี้ลืม หากไม่ถามทันทีที่คิดได้ก็เกรงว่าจะลืมน่ะสิ”
พอเห็นว่าหลินอี้เหมยไม่ต้องรับอะไร หลินหยุนซีก็ยังพูดต่อ “สินเดิมที่เ้า้านั้นต้องเป็เงินเท่านั้นหรือ?”
หลินอี้เหมยหน้าแดงซ่านเมื่อได้ยินเื่นี้ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า “เปล่าหรอก สินเดิมมีได้ทั้งเครื่องประดับพวกกำไล แหวน ปิ่น พวกผ้าพับก็จัดว่าดีเยี่ยม”
“แล้วเ้ารู้จักน้ำตาลหรือไม่ น้ำตาลที่หวานๆ น่ะ”
หลินอี้เหมยทำหน้างุนงง “เ้าหมายถึงน้ำผึ้งหรือเปล่า หากเป็น้ำผึ้งข้าก็พอรู้จักอยู่บ้าง พ่อของข้ากับพ่อของเ้าเคยเข้าไปในป่าและได้รวงผึ้งมา ท่านพ่อให้ลองชิมก่อนที่จะขายไป”
หลินหยุนซีพยักหน้าอย่างพอใจในคำตอบของหลินอี้เหมยที่ช่วยไขความกระจ่างให้เธอ แต่แล้วนางก็ต้องย่นหน้าเมื่อคิดถึงรสชาติอาหารที่กินทุกวัน กระทั่งผักที่ปลูกไว้ของบ้านหลิน ผักงามๆ เอาไปขาย ผักเหี่ยวถึงค่อยเอาไว้กิน
‘นี่ข้าอยู่ในโลกที่ไม่มีแม้แต่น้ำตาลเหรอเนี่ย อาหารการกินแย่เหลือเกิน! รสชาติไม่หลากหลายเอาเสียเลย ถึงว่าได้แต่กินแผ่นแป้ง โหมวกับผัก’
ใครจะไปคาดคิดว่าที่หลินหยุนซีคาดเดานั้นถูกต้องทั้งหมด บนโลกใบนี้ไม่มีน้ำตาลอย่างน้อยในแคว้นเลี่ยวโจวก็ยังไม่มีผู้คิดค้นน้ำตาลขึ้น อีกทั้งพืชสำคัญอย่างอ้อยก็ไม่เคยปรากฏบนแผ่นดินนี้ กระทั่งรสชาติเผ็ดอย่างพริกก็ยังไม่มี ผู้คนล้วนเคยชินกับรสชาติจืดและเค็ม หากมีฐานะหน่อยก็จะได้ลิ้มลองรสชาติหวานจากน้ำผึ้งหรือผลไม้ แต่ผลไม้ในยุคนี้โดยเฉพาะผลไม้ป่านั้นมีรสชาติเปรี้ยวและฝาดขมเป็ส่วนใหญ่
“เครื่องประดับพวกนั้นคงเป็พวกเงินทองสินะ แล้วหากเป็อย่างอื่นที่สวยงามกว่านั้นนี่พอจะใช้ได้หรือเปล่า?” หลินหยุนซียังคงซักไซ้หลินอี้เหมยไม่เลิก
หลินอี้เหมยส่ายหน้า “เ้าหมายถึงอัญมณีจำพวกหยกอย่างนั้นหรือ แบบนั้นไม่ได้หรอก ราคาของหยกไม่ได้แตกต่างจากเงินทองเลย”
“ข้ามีอะไรให้เ้าดู เ้ารอข้าสักประเดี๋ยว” หลินหยุนซีแกล้งทำเป็เดินไปเปิดหีบไม้แล้วทำทีค้นหาของเหมือนกับที่หลินอี้เหมยทำเมื่อก่อนหน้านี้ แต่ที่จริงแล้วนางกำลังกดสั่งซื้อลูกปัดหลากสีทั้งแบบใสแบบขุ่นหลากหลายขนาด อีกทั้งยังมีลูกปัดที่เลียนแบบอัญมณีอีกหลากหลายแบบและที่สำคัญต้องมีเอ็นใสและเอ็นยางยืดไว้ใช้ร้อยลูกปัดพวกนี้ ซึ่งอุปกรณ์ทำมือพวกนี้มีราคาถูกมาก หลินหยุนซีจึงซื้อมาจำนวนมากโดยใช้เหรียญที่ได้จากการขายผ้าปักของหลินอี้เหมยนั่นเอง อีกทั้งนางยังสั่งกำไลข้อมือแบบที่ทำสำเร็จมาหนึ่งชิ้นเพื่อให้หลินอี้เหมยดูเป็ตัวอย่าง
เมื่อการซื้อสินค้าเสร็จสิ้น หลินหยุนซีจึงเลือกลูกปัดมาเพียงแค่หนึ่งกำมือ ส่วนที่เหลือยังคงใส่ไว้ในช่องวาง จากนั้นก็เดินกลับมานั่งแหม่ะใกล้ๆ หลินอี้เหมย แล้วยื่นกำไลจากลูกปัดส่งให้หลินอี้เหมยดู
“เ้าว่าของสิ่งนี้เป็เช่นไร งามหรือไม่?”
หัวใจของหลินอี้เหมยเต้นแรงทันทีเมื่อได้เห็นเครื่องประดับที่งดงามเช่นนี้ แววตาคู่นั้นซ่อนความหลงใหลไว้ไม่มิด
“นี่มัน..งดงาม งดงามมาก สิ่งนี้เรียกกว่าอะไร เหตุใดข้าจึงไม่เคยเห็นมาก่อน”
“นี่คือกำไลข้อมือทำจากลูกปัด ทำไมยากเลย แค่ร้อยมันกับเส้นด้าน หากอยากทำสีใดแบบใดก็สามารถรังสรรค์มันได้ตามใจชอบ”
หลินอี้เหมยยังคงลูบไปที่กำไลข้อมือลูกปัดสีชมพูไม่หยุด จนหลินหยุนซีอดยิ้มกว้างไม่ได้
“เ้าว่าหากทำเครื่องประดับเช่นกำไลข้อมือต่างหูและเครื่องประดับผมโดยใช้ลูกปัดจะขายได้หรือไม่?”
“แน่นอน! ขายได้แน่นอนของเช่นนี้ในอำเภอ ไม่สิแม้แต่ในเมืองก็ไม่มีขาย เ้าไปหาของพวกนี้มาได้อย่างไร”
หลินหยุนซีอึกอักเล็กน้อยก่อนจะจงใจพูดเสียงเบาว่า “ก็ ก็ที่ท่าเรือนั่นปะไร บางคราวก็มีเรือของคนตัวโตตาสีฟ้ามาขายของที่ตลาดตะวันตก ตอนข้าอยู่ที่เมืองเลี่ยวชิงมีตลาดท่าเรืออยู่ ข้าเลยซื้อมันมาจำนวนมาก”
หลินอี้เหมยส่งเสียงอ้อมาหนึ่งทีแล้วไม่ได้สงสัยอะไรอีก หลินหยุนซีจึงคลายความกังวลใจลงไปได้
“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ถ้าเ้ามีเวลาก็ลองร้อยลูกปัดพวกนี้ทำเป็กำไลข้อมือก่อน เดี๋ยวข้าจะสอนเ้าเอง แล้วหากวันใดเ้าไปขายผ้าปักในอำเภอก็เรียกข้าสักหน่อย ข้าจะได้นำกำไลลูกปัดที่เราช่วยกันทำไปขายด้วยเลย เ้าทำได้กี่ชิ้นก็จำเอาไว้ ข้าหักแค่ต้นทุนเท่านั้นส่วนกำไรที่เหลือเ้าเอาไปได้เลย” แม้จะพูดอย่างนั้นแต่ต้นทุนของลูกปัดนั้นถูกมาก หลินหยุนซีซื้อมาเยอะแต่จ่ายเงินไปเพียง 30 กว่าเหรียญเท่านั้น หากจะนำมาเทียบกับค่าเงินที่โลกภายนอกคงจะเทียบไม่ติด
“ได้เช่นไรกัน ของของเ้ามันมีวันหมดไป ใช่ว่าจะได้ไปเมืองจี้หยวนบ่อย”หลินอี้เหมยแย้งขึ้น
“เอ่อ งั้นเอาเช่นนี้เป็ไง แบ่งเป็สิบส่วน ต้นทุนสี่ส่วน ข้าสองส่วนเ้าสี่ส่วน”หลินหยุนซีถามด้วยความคาดหวัง
“ได้สิ แบบนั้นจะดีกว่า”
หลังจากนั้นกิจการของเด็กสาวบ้านหลินก็ได้เริ่มต้นขึ้น
หลินอี้เหมยใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็สามารถเรียนรู้การทำกำไลข้อมือได้ จนนางถึงเอ่ยปากว่าง่ายยิ่งกว่าการปักผ้าเสียอีก โดยลูกปัดที่หลินหยุนซีใช้ในครั้งนี้เป็ลูกปัดสีหลากสีที่มีทั้งแบบขุ่นและแบบใสหลากหลายรูปทรง ส่วนลูกปัดแบบอื่นที่นางซื้อมานั้นยังคงไม่ได้เอาออกมาเนื่องจากหลินหยุนซีคิดจะค่อยๆ ปล่อยสินค้าออกมาให้มีความสดใหม่อยู่เสมอ จะได้เรียกราคาได้แพงขึ้นและสินค้าจะได้เป็ที่รอคอยและเป็ที่รู้จัก ของพวกนี้ยิ่งหายากยิ่งตั้งตารอคอยก็จะยิ่งมีราคาแพง
“อี้เหมยเอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ข้าว่าผ้าที่เ้าปักเสร็จแล้วขายให้ข้าดีกว่า แต่ข้ายังไม่มีเงินให้เ้านะรอมีรายได้จากกำไลลูกปัดพวกนี้ก่อนค่อยให้เ้า”
“เ้ายังอยากได้ผ้าปักของข้าอีก? หรือว่าผืนที่ข้าให้เ้าไปนั้นไม่ถูกใจ” หลินอี้เหมยเอ่ยออกมาอย่างกังวลใจ เดิมทีนางคิดว่าผืนที่ให้หลินหยุนซีสวยมากแล้วแท้ๆ แต่เหตุใดหลินหยุนซีจึงไม่พอใจกันนะ
เมื่อเห็นท่าทีของหลินอี้เหมย หลินหยุนซีจึงรีบเอ่ยอย่างลนลาน “หาใช่เช่นนั้น ผ้าผืนนั้นข้าชอบมาก แต่ข้ามีลู่ทางการขายของข้าซึ่งได้เงินมากกว่าที่เ้าขายให้ร้านในเมืองเสียอีก ข้าจะทยอยรวบรวมไว้แล้วค่อยขายมันทีเดียว..ข้าให้เ้าผืนละ 10 อีแปะเลยเป็ไง ส่วนต่างพวกนั้นเ้าก็จะได้เก็บไว้เป็สินเดิมด้วย ข้าไม่ได้้าเยอะหรอกเ้าว่างก็ค่อยทำ จะทำกำไลลูกปัดก็ได้จะปักผ้าก็ได้”
แม้จะสงสัยว่าหลินหยุนซีจะไปขายให้ใคร แต่เมื่อมีข้อเสนอล่อตาล่อใจหลินอี้เหมยจึงตอบตกลงในที่สุด
“ข้าคิดจะทำสองอย่างควบคู่กันไปท่านย่าจะได้ไม่สงสัย แล้วนี่เ้าคิดจะชวนอาตี้มาทำด้วยกันไหม?”
หลินหยุนซีเหยียดยิ้มแล้วทำหน้าบ่งบอกว่าไม่ชอบหลินตี้ “เหอะ คุณหนูผู้นั้นอย่าไปยุ่งกับนางเลย เดี๋ยวพ่อนางก็ได้เป็ซิ่วไฉ่แล้วนี่”
คำพูดของหลินหยุนซีทำให้หลินอี้เหมยหลุดขำ แต่พอขำเสร็จก็เอ่ยเสียงขรึม“ก็จริงของเ้า เ้าต้องระวังอาตี้กับอาสะใภ้สี่หน่อยนะ เมื่อก่อนนางและข้าได้เรียนปักผ้าจากอาสะใภ้สาม ตอนนั้นพูดเสียงอ่อนเสียงหวานกับท่านอาสะใภ้ แต่พอมีวิชาแล้วกลับดูแคลนแม่ของเ้าสารพัด หากคราวนี้รู้ว่าเ้าคิดทำกำไลจากลูกปัดนางต้องวุ่นวายกับเ้าแน่ เผลอๆ บางทีอาจไม่จ่ายกระทั่งต้นทุนด้วยซ้ำ”
หลินหยุนซีไม่กังวลในคำเตือนของหลินอี้เหมยเพราะนางไม่คิดจะให้สองแม่ลูกนั้นมีส่วนร่วมอยู่แล้ว แต่นางสนใจคำพูดบางอย่างของหลินอี้เหมยต่างหาก
‘ท่านแม่ปักผ้าเป็? อีกเดี๋ยวคงต้องไปขอซื้อผ้าปักจากท่านแม่แล้ว ผ้าปักของศิษย์ยังงดงามและขายได้ราคาขนาดนี้ แล้วหากเป็ผ้าปักของผู้เป็อาจารย์เล่าจะขายได้ขนาดไหน’
หลินหยุนซีกระหยิ่มยิ้มย่องจนหลินอี้เหมยขนลุกเป็เกลียว
‘ดูเหมือนลูกพี่ลูกน้องของข้ากำลังคิดเื่บางอย่างที่ไม่ใคร่จะดีนัก’