“ในกล่องนี้คืออะไรเหรอคะ” หว่านซูเจินถามสามี
หงอวี้หลุนเดินมาหาภรรยา เขาไม่รู้ว่าภรรยาหมายถึงกล่องใบไหน เมื่อมองเห็นกล่องกระดาษสีชมพูแปลกตาก็นึกออก “ข้างในนั้นคือขนม เรียกว่าอะไรนะ...อ๋อใช่แล้ว เค้กไข่ไต้หวัน”
“ถ้างั้นฉันชิมแล้วนะคะ” หว่านซูเจินหยิบเค้กออกมากินหนึ่งชิ้น จากนั้นชิ้นที่สองชิ้นที่สามก็ตามมา จนในกล่องเหลือเค้กอยู่แค่ชิ้นเดียว “ทำยังไงดีล่ะคะ ฉันกินเค้กจะหมดแล้ว คุณยังไม่ได้กินเลยใช่ไหม”
“ไม่เป็ไร คุณอยากกินเท่าไหร่ก็กินเลยนะ” หงอวี้หลุนเดินมากอดภรรยา “ั้แ่คุณท้อง คุณก็ไม่ได้กินอะไรดีๆ เลย แต่ครั้งนี้คุณกินเค้กได้ตั้งหลายชิ้น แค่นี้ผมก็ดีใจแล้ว”
“นั่นสิคะ ก่อนหน้านี้ฉันกินอะไรเข้าไปก็อาเจียนออกมาหมด แต่เค้กพวกนี้ยิ่งกินยิ่งอร่อย ฉันไม่รู้สึกอิ่มเลยค่ะ”
“ถ้าคุณชอบ พรุ่งนี้ผมซื้อมาให้คุณอีกนะ”
“คุณซื้อมาจากไหนเหรอคะ จากร้านสหกรณ์หรือจากร้านอาหารของรัฐ ถ้าคุณไม่ว่าง ฉันไปซื้อเองก็ได้”
“ไม่ใช่ทั้งสองที่นั่นล่ะครับ มีคนทำมาขายในตลาดมืด แต่กล่องนี้ผมไม่ได้ซื้อมาหรอกนะ มีคนให้มาเป็ของฝาก”
“ขนมชิ้นนี้มีทั้งไข่ทั้งน้ำตาล คนทำต้องเคยเป็แม่ครัวในเมืองใหญ่มาก่อนแน่นอนเลยค่ะ ถ้างั้นพรุ่งนี้คุณให้ฉันไปที่ตลาดมืดด้วยได้ไหมคะ ฉันอยากทำความรู้จักกับคนขายสักหน่อย”
หงอวี้หลุนหันมองภรรยาแล้วยิ้มอย่างรู้ทัน “คุณอยากเอาขนมไปขายที่ร้านของคุณเหรอครับ”
“คุณช่างรู้ใจฉันจริงๆ” หว่านซูเจินหอมแก้มสามี “คุณก็รู้ว่าฉันลงทุนไปไม่น้อยกว่าจะได้ใบอนุญาตประกอบกิจการ ทีแรกฉันตั้งใจไว้ว่าจะเปิดร้านขายอาหาร แต่เ้าหน้าที่กลับไม่อนุมัติคำขอของฉัน พวกเขาคงกลัวว่าถ้าร้านอาหารของฉันเปิดขึ้นมา ร้านอาหารของรัฐจะมีรายได้ลดลง พวกเขาจึงเขียนในใบอนุมัติให้ฉันขายขนมแทน”
“ทำไมคุณไม่บอกปัญหาให้ผมรู้เลยล่ะ เื่แค่นี้ผมจัดการให้ได้นะ”
“ฉันไม่อยากให้มันกระทบกับตลาดของคุณน่ะค่ะ”
“มันจะกระทบได้ยังไง ตลาดของผมมีคนสนับสนุนมากมาย เบื้องลึกเื้ัก็แข็งแกร่งไม่น้อย”
“นั่นล่ะค่ะ ฉันถึงไม่อยากเอาเื่เล็กๆ ของฉันไปรบกวนคุณ” หว่านซูเจินกอดแล้วอ้อนสามี “พรุ่งนี้คุณให้ฉันไปตลาดมืดด้วยนะคะ ฉันอยากไปเจอคนทำขนมจริงๆ”
“แต่ผมเป็ห่วงคุณกับลูกนะ” หงอวี้หลุนวางมือบนท้องภรรยา “ลูกคนนี้ไม่ได้มาง่ายๆ เลย”
“แต่ตอนนี้ฉันท้องได้สี่เดือนแล้วนะคะ พ้นระยะอันตรายไปแล้ว นะคะที่รัก คุณพาฉันไปเจอคนทำขนมเถอะนะ”
หงอวี้หลุนทนกับท่าทางออดอ้อนของภรรยาไม่ได้ จึงได้แต่ตอบตกลง “ตกลงครับ พรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปด้วย”
หว่านซูเจินเขย่งปลายเท้าหอมแก้มสามีอีกครั้ง จากนั้นหงอวี้หลุนก็มอบจูบให้ภรรยาต่ออีกนาน น่าเสียดายที่ภรรยาท้องอยู่ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่หยุดอยู่แค่จูบนี้แน่
“วันนี้ขายดีมากเลยสิคะ คุณกับพี่ใหญ่ถึงยิ้มไม่หุบเลย”
“มีคนไปแย่งที่ตั้งของเราก่อนด้วยนะ ผมกับพี่ต้าเฝิงก็เลยต้องย้ายไปขายในตลาด แต่เป็มุมที่คนเดินเข้าไปไม่ค่อยถึงหรอก ของที่ขายก็เหลืออีกเยอะ ดีที่ได้เจอกับปินเซ่อ ผมกับพี่ใหญ่ก็เลยจ้างให้ปินเซ่อเอาของไปขายที่ตลาดมืดในมณฑล ต่อไปนี้เราก็จะระบายสินค้าของเราได้มากกว่าเดิมแล้ว คุณรอนั่งนับเงินได้เลยนะที่รัก” เจียงโม่โฉวตอบภรรยา
“รอดูก่อนเถอะค่ะว่าผลตอบรับจะเป็ยังไง”
“มันต้องดีอยู่แล้วสิ ผมมั่นใจในผลผลิตของผมมาก และขนมของคุณก็อร่อยมากด้วย ไม่มีลูกค้าคนไหนไม่อยากชิมของอร่อยหรอกครับ”
“นั่นสิอ้ายเหม่ย พี่ยังคิดเลยนะว่าถ้ามีคนมาสั่งซื้อขนมเยอะๆ เธอจะทำไหวไหม” โจวต้าเฝิงให้ความเห็น
“ฉันทำขนมได้ถึงวันละห้าร้อยชิ้นเลยนะคะ ลืมไปหรือเปล่าว่าตู้อบกับเครื่องตีแป้งของพี่เป็ของที่ใช้ในห้องครัวใหญ่ ใช้อบขนมได้เยอะทีเดียวค่ะ” โจวอ้ายเหม่ยเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “ใช่แล้วพี่ใหญ่ วันนี้ฉันเห็นหลีไห่มาทำลับๆ ล่อๆ แถวบ้านเราด้วยนะคะ”
“เธอเห็นเขาที่ไหน?” โจวต้าเฝิงขมวดคิ้ว
“ฉันไปรดน้ำผักที่สวนหลังบ้านก็เลยเห็นเขาน่ะค่ะ แต่เขาไม่รู้หรอกนะคะว่าฉันมองเห็นเขาแล้ว”
“ถ้าเขายังไม่ลงมือเราก็ทำอะไรไม่ได้หรอก ยังไงเธอก็ระวังตัวไว้หน่อยก็แล้วกัน”
“แต่ฉันว่าเขากำลังสงสัยที่พี่กับโม่โฉวออกไปข้างนอกทุกวันมากกว่าค่ะ พี่เคยบอกฉันว่าหลีไห่แอบเอาธัญพืชไปขายในเมืองใช่ไหมคะ หรือว่าเขาจะเคยเห็นพวกพี่เข้าไปขายของในตลาดมืด”
“แต่พี่กับโม่โฉวไม่เคยเห็นหลีไห่ที่นั่นนะ”
“นั่นสิที่รัก ผมกับพี่ต้าเฝิงไม่เคยเห็นหลีไห่ที่ตลาดมืดเลยนะครับ” เจียงโม่โฉวใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว “ผมว่านะ ถ้าเราถูกหลีไห่จับตาอยู่อย่างนี้ ต่อไปเราคงเอาของออกมาขายลำบากแล้วล่ะ”
“รอดูทางปินเซ่ออีกทีว่าการค้าในมณฑลของเขาจะเป็ยังไง มาเถอะ...รีบกินข้าวกันก่อน เดี๋ยวไปเริ่มงานสาย ผู้ใหญ่บ้านจะมาหาเื่เราอีก”
ตกเย็นจางปินเซ่อก็มาหาเจียงโม่โฉวที่บ้าน
“สินค้าของพี่ขายดีมากเลยครับ ของเต็มสองรถเข็น แต่ใช้เวลาขายแค่ชั่วโมงเดียว” จางปินเซ่อพูดพร้อมยิ้มเต็มหน้า “มีแต่คนชมว่าขนมอบอร่อย พี่สะใภ้จะทำไปเยอะกว่านี้ก็ได้นะครับ”
“ร้อยกว่าชิ้นยังไม่พอขายอีกเหรอคะ ถ้างั้นพรุ่งนี้พี่จะเพิ่มจำนวนให้นะ แต่วันนี้พี่คงเพิ่มให้ไม่ทันแล้วล่ะ ได้แค่สองร้อยชิ้นเท่านั้น”
“สองร้อยชิ้นก็สองร้อยชิ้นครับ แต่วันหลังพี่อย่าลืมเพิ่มจำนวนให้ผมด้วยล่ะ” จางปินเซ่อถอนหายใจอย่างเสียดาย “ผมล่ะอยากทำรถเข็นให้ใหญ่กว่านี้จริงๆ กำลังซื้อของคนที่มณฑลสูงมากเลยครับ”
เจียงโม่โฉวหันไปยิ้มกับภรยาและพี่ชายภรรยา
“ปินเซ่อ ในหนึ่งวันนายเดินเข้ามณฑลได้กี่รอบ” เจียงโม่โฉวถาม
“อำเภอของเราอยู่ไม่ไกลมณฑลเท่าไหร่ ถ้าเดินเท้าไปกลับก็น่าจะได้วันละสามรอบครับ”
“งั้นเอาอย่างนี้ ฉันจะเช่าบ้านในเมืองไว้สักหลัง เอาเป็บ้านที่อยู่นอกๆ ออกไปหน่อย แต่เอาให้ใกล้กับตัวมณฑลมากที่สุด ต่อไปฉันกับพี่ต้าเฝิงจะเอาของไปเก็บไว้ที่นั่น ส่วนนายก็มีหน้าที่ไปเปิดเอาของไปขายต่อที่มณฑล แต่ให้ขนของไปขายวันละสองรอบพอ ถ้ามากกว่านั้นฉันกลัวว่าจะเป็จุดสนใจเกินไป ส่วนเงินที่ขายได้ในแต่ละวันจะเอาไปเก็บไว้ไหนเดี๋ยวฉันจะบอกนายอีกที”
“ผมเอาเงินมาให้พี่ที่นี่ทุกวันก็ได้นะครับ เอาเงินไปเก็บไว้ที่อื่นจะปลอดภัยได้ยังไง”
“ตอนนี้สถานการณ์ที่บ้านฉันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะมีคนคอยจับตาพวกเราอยู่”
“มีคนจับตาดูพวกพี่เหรอครับ”
“ก็ใช่น่ะสิ ต่อไปนี้หน้าที่ระบายสินค้าจะเป็ของนายคนเดียว ส่วนตลาดมืดในอำเภอ พวกฉันสองคนคงไปทำต่อไม่ได้แล้วเหมือนกัน ถูกจับไปจะไม่คุ้ม แต่นายต้องสัญญาว่านายจะระวังตัวเองให้ดีด้วย เข้าใจไหม”
“ผมเข้าใจแล้ว หน้าที่ขนของจากบ้านหลังนั้นจะเป็ของผมคนเดียว ผมจะไม่ให้ใครเข้าไปที่นั่นได้เลยครับ แม้แต่เพื่อนคนนั้นของผม ผมก็จะไม่บอกเขา” จางปินเซ่อถามอย่างลังเล “แล้วพรุ่งนี้ล่ะครับ เรายังเอาของไปขายได้อยู่ไหม”
“ได้สิ นายไปรอรับของตามจุดนัดได้เหมือนเดิม อ้อ...ฉันจะขึ้นค่าแรงให้นายเป็สามหยวนนะ ห้ามปฏิเสธ เพราะงานที่นายรับผิดชอบมันมีความเสี่ยงสูงเหมือนกัน”
จางปินเซ่อไม่คิดจะปฏิเสธ เพราะต่อให้เขาปฏิเสธ พี่โม่โฉวกับพี่ต้าเฝิงก็ไม่ฟังเขาอยู่ดีนั่นล่ะ
“อาหรง! แกจะไปไหน” หลีไห่ถามน้องสาว
“ฉัน...ฉันจะไปที่ลำธารสักหน่อย” หลีหรงรีบซ่อนสมุดคัดอักษรไว้ใต้กะละมัง “ฉันจะไปซักผ้า”
“จะมืดแล้วเนี่ยนะแกจะไปซักผ้า” หลีไห่หรี่ตาถาม
“พี่จะมาจับผิดฉันทำไม ตอนกลางวันฉันไม่มีเวลามาทำงานบ้านพวกนี้เลยพี่ก็รู้ งานในไร่ยุ่งจะตาย เวลานี้ถึงเป็เวลาว่าง่เดียวของฉัน”
“งั้นฉันไปเป็เพื่อนแกเอง เผื่อแกจะนัดผู้ชายคนไหนไว้”
“ก็ไปสิ แต่ถ้าพี่จะช่วยฉันซักผ้าพวกนี้ด้วยก็จะดีมาก พี่รู้ไหมว่าผ้าผืนนี้มันเปื้อนอะไร” หลีหรงหยิบกางเกงเปื้อนเืขึ้นมา
“นังน้องเวรเอ๊ย! กล้าหยิบของสกปรกพวกนี้มาไว้ตรงหน้าฉัน อยากถูกสั่งสอนหรือไง” หลีไห่ถอยหลังไปหลายก้าวอย่างขยะแขยง กางเกงของน้องสาวที่เปื้อนเื ไม่บอกก็พอจะเดาได้แล้วไหมว่ามันคือเือะไร
“ก็พี่กลัวว่าฉันจะนัดผู้ชายไว้ไม่ใช่เหรอ ฉันไม่ได้นัดใครไว้ทั้งนั้น แต่ที่ต้องมาซักผ้าตอนเย็นก็เพราะมันเป็เื่น่าอายของฉัน” หลีหรงแสร้งก้มหน้าปิดบังความอาย “ฉันเห็นว่าพี่เป็พี่ชายของฉันหรอกนะฉันถึงกล้าหยิบมันให้พี่ดู”
“งั้นแกก็รีบไปจัดการธุระของแกให้เสร็จเลย ฉันจะกลับบ้านก่อน”
“อ้าว...พี่ไม่ตามฉันไปแล้วล่ะ”
“ตามไปทำบ้าอะไร ของสกปรกพรรค์นั้นใครจะอยากดู” หลีไห่พูดจบก็วิ่งกลับบ้านไป เขาขยี้ตาอย่างแรงหลายที
หลีหรงเห็นท่าทางของพี่ชายแล้วก็แอบยิ้มที่มุมปาก ‘คิดไปไกลเชียวนะพี่ชาย กางเกงของฉันเปื้อนเืไก่ที่เพิ่งเชือดไปต่างหาก ใครมันจะกล้าเอาของสกปรกแบบนั้นมาให้คนอื่นดูกันเล่า’