ถ่ายรูปเพื่อทำเอกสารเสนอขายที่ดินเสร็จ แรงงานกิตติมศักดิ์ของเขาก็เรียกร้องค่าแรงวันนี้เป็นบุฟเฟต์เนื้อย่างที่ห้างสรรพสินค้า ณรัชต์ตกลงตามใจพี่สาวหลังจากนั้นนายตำรวจผู้เป็นสารถีก็ขับรถพาผู้โดยสารทั้งคู่ไปส่งห้างสรรพสินค้าด้วยความเต็มใจ
เมื่อลำเลียงเนื้อ ปิ้ง ย่างประเภทต่างๆ เข้ากระเพาะจนเริ่มอิ่มหนำแล้วพี่สาวณรัชต์ก็เป็นการเป็นงานขึ้นมาทันที
“จะให้ล้างรูปเอาภาพละกี่ชุด”ตากล้องสาวในวันนี้กล่าวถาม
“ล้างมาซักภาพละ 3 ชุดเลยก็แล้วกันเจ๊ ว่าจะส่งมันทั้งสามบริษัทค้าส่งเลย เพื่อความชัวร์ กันเหนียว”
“ปกติการเสนอขายที่ดินให้บริษัทแบบนี้ ทางบริษัทเขาพิจารณานานไหมน้องนะ” ผู้หมวดหนุ่มที่นั่งร่วมวงปิ้งย่างถามเป็นความรู้“ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ ตามปกติอาจจะซัก 3-6 เดือนล่ะมั้ง หรือถ้ามียืดเยื้อก็นานกว่านั้นอีก แต่ถ้ามีกรณีพิเศษก็อาจจะเร็วขึ้นได้”ณรัชต์ตอบ
เท่าที่เขารู้การส่งเอกสารเสนอขายที่ดินให้บริษัทที่สนใจจะหาที่ดินเพื่อทำธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ หรือขยายกิจการ พวกบริษัทต่างๆ นี้ก็จะมีระเบียบขั้นตอนของตัวเอง มีทั้งเร็วและช้า บางครั้งกว่าเรื่องจะถึงคนที่พิจารณาจริงๆ ก็อาจจะนาน แถมถ้าเกิดบริษัทนั้นสนใจก็ยังต้องเอาไปศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนอีก บางทีอาจจะใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปีก็มี
แต่ถ้าบังเอิญที่ดินที่เสนอขายมา ตรงกับความต้องการของบริษัทที่สนใจจะขยายสาขาในพื้นที่นั้นพอดี ทางบริษัทก็น่าจะพิจารณากันได้เร็วล่ะนะ
ณรัชต์พอรู้มาบ้างว่าการติดต่อยื่นเสนอขายที่ดินตามปกติไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในวงการที่เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพวกนี้ มักเต็มไปด้วยพวกเขี้ยวลากดินที่มีลูกเล่นจ้องจะหาผลประโยชน์ตรงนี้อยู่มาก ทั้งตัวพนักงานหรือผู้บริหารของบริษัทเองที่บางครั้งก็จะทำตัวเป็นนายหน้าหรือไม่ก็มาติดต่อขอซื้อที่ดินเพื่อไปขายต่อให้บริษัทอีกทีเพื่อกินส่วนต่างเองก็มี หรือไม่ก็ มีการเรียกแป๊ะเจี๊ยะเล็กๆ น้อยๆ ให้พนักงานฝั่งทางด้านฝ่ายที่มีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้เพื่อให้ที่ดินผ่านการพิจารณาก็มี
แต่ตอนนี้บริษัทค้าส่งดิสเคาน์สโตร์ทั้งหลายที่เป็นเป้าหมายของณรัชต์ ทีมผู้บริหารที่มีตำแหน่งสูงส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวต่างชาติที่มาจากบริษัทแม่ในต่างประเทศทั้งนั้น และฝ่ายอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทค้าปลีกพวกนี้ยังมีโมเดลธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งของสาขาอีกด้วย ดังนั้นการซื้อที่ดินนอกจะเป็นไปเพื่อขยายกิจการ บริษัทยังถือว่าเป็นการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์อีกทางหนึ่งด้วย เพราะที่ดินของสาขาก็เปรียบเสมือนทรัพย์สินที่มีค่าของบริษัทที่จะทวีมูลค่าในอนาคตเมื่อฝ่ายอสังหาริมทรัพย์ก็ถือเป็นฝ่ายสำคัญ แน่นอนว่าผู้บริหารฝ่ายนี้น่าจะใช้ผู้บริหารต่างชาติจากบริษัทแม่ นั่นอย่างน้อยคงการันตีได้ว่าวัฒธรรมแบบไทย ๆ อย่างการจ่ายใต้โต๊ะหรือพนักงานบริษัทแอบดึงเรื่องเพื่ออยากเป็นนายหน้า กินค่าคอมมิชชั่นหรือแอบมาต่อรองเพื่อซื้อที่ดินไปขายต่อบริษัทอีกทีคงไม่มี
พิจารณาจากความพร้อมทั้งหลายแล้ว ที่ดินของเขาน่าจะดึงดูดคณะกรรมการที่พิจารณาสรรหาที่ดินเพื่อการขยายสาขาของบริษัทค้าส่งดิสเคาน์สโตร์อย่างแน่นอน
และอีกอย่างหนึ่งณรัชต์ยังมีไพ่เด็ดที่จะทำให้บริษัทดิสเคาร์สโตร์รีบวิ่งมาซื้อที่ดินที่เขาเสนอไปภายในเวลาอันรวดเร็วโดยไม่เกี่ยงราคาที่เขาเสนออีกด้วย
“เจ๊ว่าที่ดินของเราตรงนี้ถ้าเทียบกับห้างค้าส่งอีกเจ้า เจ๊ว่าที่ไหนทำเลดีกว่า”
ณรัชต์กล่าวถึงห้างค้าส่งแห่งแรกของจังหวัดที่ตั้งอยู่บนนถนนอีกเส้นที่ออกจากตัวเมืองอีกด้านของตัวเทศบาลนครฯ คล้ายกับที่ดินของเขาแต่คนละฝั่งเมือง และห้างนั้นก็เป็นห้างดิสเคาน์สโตร์ที่ทางบ้านณรัชต์ได้ไปใช้บริการอยู่หลายครั้ง อย่างล่าสุดก็เมื่อคราวต้องไปซื้อข้าวของเครื่องใช้เตรียมงานกฐินเมื่อคราวก่อนนั่นล่ะ
“ห้างโน้นเหรอ ก็ออกไปเกือบๆ รอบเมืองพอกัน แต่ถ้าเป็นคนในเมืองห้างนั่นถ้าไม่มีรถยนต์ส่วนตัวก็ไปซื้อของลำบาก” พี่สาวเขาตอบขณะกำลังตักไอศกรีมกิน
“ใช่เจ๊ ลองเทียบกับที่ดินของเราดูสิ ที่ดินตรงของเราดีว่าเห็นๆตรงที่มีรถสองแถวจากตัวเมืองกับรถเมล์เล็กผ่านหลายคัน”ณรัชต์กล่าว“สำหรับธุรกิจค้าปลีกอ่ะ “ทำเลที่ตั้ง” เป็นปัจจัยความสำเร็จอันดับแรกเลยนะเออ” เขาบอกออกมา
“ทำเลดีกว่า จะทำให้ราคาที่ดินขึ้นได้เท่าไหร่เหรอ”พี่สาวเขาถาม
“จริงๆก็ไม่เยอะเท่าไหร่หรอกเจ๊ อาจจะได้ราคาสูงกว่าปกติหน่อยเท่านั้นล่ะ ต้องรอเศรษฐกิจฟื้นโน่นล่ะถึงจะได้ราคางาม”เขาตอบ
ณรัชต์คำนวณดูแล้วที่ดินของเขาถ้าจะตั้งราคาซักตารางวาละ 5,000 ทั้งหมดตกประมาณ 30 ล้านก็เป็นราคาเต็มที่แล้วตอนนี้ ถ้าเขาอยากได้ราคาดีกว่านี้ก็ต้องรออีกสองสามปีตอนเศรษฐกิจฟื้นโน่นล่ะ ถึงจะได้ราคาที่เพิ่มขึ้นอีกสักสองสามเท่าจากที่ซื้อมา
“คิดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นจริงเหรอน้องนะ ทำไมมองไปทางไหนเศรษฐกิจโลกก็แย่ไปหมด”
นายตำรวจผู้เริ่มอ่านข่าวเศรษฐกิจมากขึ้นแล้ว ร่ายยาวถึงวิกฤติการเงินในโลกที่ลากยาวส่งผลกระทบมาหลายปี ไม่ว่าจะวิกฤติต้มยำกุ้งในบ้านเรา วิกฤติการเงินในรัสเซีย วิกฤติดอทคอมในอเมริกา วิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำในอาร์เจนตินา และเศรษฐกิจที่ถดถอยในญี่ปุ่น
“ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็มีวัฏจักร มีวงจร มีขึ้นมีลงทั้งนั้นล่ะพี่ เศรษฐกิจก็เหมือน มันไม่มีทางที่จะพุ่งไปได้ตลอดหรือจะฟุบไปได้ตลอดหรอก ถึงจุดหนึ่งมันก็ต้องฟื้น”
“อย่างตอนนี้พี่ดูจีนสิ ตัวเลขเศรษฐกิจก็เกินหน้าเกินตาชาวบ้าน เกาหลีที่เจอวิกฤติหนักพร้อมๆ เราก็เริ่มฟื้นไปแล้ว ยุโรปก็กำลังคึกคักจากการหันมาใช้เงินยูโรแทนเงินสกุลเดิมอยู่”
“เดี๋ยวเราก็ฟื้นพี่ รอดูได้เลย ถ้าพี่เห็นดัชนีหุ้นในบ้านเราเริ่มวิ่งกระฉูด นั่นล่ะสัญญาณการฟื้นตัว” ณรัชต์ตอบตามทฤษฎีตลาดหุ้นนำเศรษฐกิจ
หลังจากกินของหวานและไอศกรีมตบท้ายแล้วณรัชต์ก็เรียกเช็กบิล งวดนี้เป็นครั้งแรกเลยมั้งที่เขาได้จ่ายตังค์ค่าอาหารเลี้ยงพี่สาวกับนายตำรวจ
“กลับเลยไหมเจ๊” เขาถามพี่สาวหลังเดินออกจากร้านบุฟเฟต์ วันนี้เป็นวันศุกร์แล้ว ตามปกติณรัชต์กับพี่สาวก็จะกลับบ้าน
“เดี๋ยวเดินดูอะไรให้อาหารย่อยก่อนสิ” พี่สาวเขาตอบ
“งั้นพี่ขอตัวไปเข้าเวรฯ ก่อนนะ” ผู้หมวดหนุ่มที่ไหวตัวทันว่าอาจจะต้องเหนื่อยเดินตามคนช็อปปิ้งรีบขอตัว
“บ๊าย บายค่ะพี่อาท” พี่สาวเขาโบกมือให้นายตำรวจที่เกิดขยันขึ้นมา รีบร้อนกลับไปทำงานทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาเข้าเวรฯ
ปกติถ้าณรัชต์กับพี่สาวเจอกันวันศุกร์ก็มักจะกลับบ้านด้วยรถประจำทางพร้อมกันอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องไปเดินช็อปปิ้งเพื่อย่อยอาหารเป็นเพื่อนพี่สาว เพราะยังไงก็ต้องรอกลับพร้อมกันอยู่ดี
เดินตามพี่สาวเข้าช็อปต่าง ๆ จนมาถึงช็อปโทรศัพท์มือถือ
“สีไหนสวย” พี่สาวณรัชต์หันมาถามขณะกำลังเลือกมือถือรุ่นหนึ่งอยู่กับพนักงาน
“เจ๊มีมือถือแล้วนี่”
“พอดีเขวี้ยงใส่หน้ารุ่นพี่คนนึงที่มหา’ลัยไปอ่ะ ตกแตกไปละ” เสียงพี่สาวเขาตอบแบบไม่รู้สึกผิด
ณรัชต์ชะโงกหน้าดูมือถือรุ่นที่พนักงานเอาออกมาให้พี่สาวเขาเลือกบนเคาน์เตอร์
เขาเห็นโทรศัพท์โนเกียรุ่นหรู ราคาแพง สีทอง สีเงิน กับสีดำที่พนักงานเอาออกมาวางเรียงกัน
“เลือกมือถือไฮโซจังนะเจ๊”
“ได้ตังค์มาตั้งเยอะก็ต้องใช้หน่อยสิ” เสียงตอบกวนๆ
“สีทองกับสีเงินนั่นล่ะ สีดำมันเรียบไปหน่อยผมว่า” เขาบอกพี่สาว

เดินไปดูมือถือที่ตู้เคาน์เตอร์อื่น ๆ บ้าง ณรัชต์เองก็สนใจมือถือขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะต่อไปเขาเริ่มจะจำเป็นต้องใช้เพื่อการติดต่อสื่อสารบ้างแล้ว ราคามือถือปีนี้ตกลงเร็วแฮะ นักลงทุนเน้นคุณค่าแบบเขาพอจะฝืนใจซื้อได้แบบไม่เสียดาย
ณรัชต์ดูโทรศัพท์มือถือยี่ห้อแปลกที่ไม่ได้เห็นมานานจากเคาน์เตอร์หนึ่งที่พนักงานกำลังหยิบออกมาให้เขาดู
“รุ่นนี้หนักเท่าไหร่ครับ เบาดี” เขาถามพนักงานขณะยกมือถือขึ้นมากะน้ำหนัก
“60 กรัมเท่านั้นครับ” พนักงานตอบ
“งั้นเอารุ่นนี้ล่ะครับ” เขาบอกพนักงาน โทรศัพท์เล็กและเบาเวลาใส่กระเป๋ากางเกงจะได้ไม่เกะกะ
พี่สาวณรัชต์ที่ซื้อโทรศัพท์มือถือเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดินมาดูโทรศัพท์มือถือที่น้องชายเพิ่งตกลงซื้อและกำลังควักกระเป๋าสตางค์จ่ายพนักงานอยู่
“ทำไมถึงซื้อยี่ห้อนี้ล่ะ ไม่ซื้อโนเกียหรือซัมซุง” พี่สาวเขาสงสัย
“ที่ระลึกอ่ะเจ๊ มือถือที่สองบริษัทยักษ์ใหญ่จับมือกันสร้างแบรนด์ทั้งที” ณรัชต์ตอบ
(Sony Ericsson T600)ส่วนเรื่องเครือข่ายมือถือ ตอนนี้ที่จังหวัดเขาคงเลือกใช้บริการได้แต่เจ้าสีเขียวอย่างเดียว เพราะมีสัญญาณดีที่สุด ส่วนเจ้าสีฟ้านั้นตอนนี้ยังต้องลำบากเดินหาสัญญาณเวลาโทรฯ อยู่เพราะเครือข่ายในจังหวัดยังไม่ครอบคลุม ไม่ต้องพูดถึงเจ้าสีส้มที่มีสัญญาณเฉพาะในเมืองเท่านั้น ส่วนอำเภอที่บ้านเขายังไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เลย
หลังจากได้โทรศัพท์มือถือกันคนละเครื่องแล้ว พี่สาวเขาก็เดินช็อปปิ้งต่ออีกพักใหญ่ ก่อนณรัชต์จะเร่งให้กลับเพราะไม่อยากให้ถึงบ้านดึกเกินไป
ต้นสัปดาห์ต่อมาหลังเลิกเรียน วันนี้แก๊งเขาไม่มีนัดเล่นเกม ดังนั้นวิทย์กับเต้จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน ส่วนณรัชต์กำลังนั่งอ่านเอกสารรายงานประจำปีกับบทวิเคราะห์หุ้นต่าง ๆ ที่พนักงานดูแลบัญชีเขาส่งมาให้อย่างกระตือรือร้นตอนเขาส่งอีเมลไปขอข้อมูล
ก้มอ่านเอกสารอยู่ที่โต๊ะประจำหลังอาคารมอปลายผ่านไปพักใหญ่จนปวดคอ ณรัชต์จึงเงยหน้าขึ้นจากเอกสารยกมือขวานวดคอ ก่อนยกแขนซ้ายขึ้นดูนาฬิกา วันนี้พี่สาวเขาบอกว่าจะเอาเอกสารกับรูปที่ล้างอัดเสร็จมาส่งตอน 5 โมงเย็นดังนั้นณรัชต์จึงอยู่รอพี่สาวที่โรงเรียน
ปกติโรงเรียนของเขาคาบสุดท้ายจะเลิกเรียนตอน 15.10 น. แต่ก็จะมีกิจกรรมชุมนุม หรือเด็กนักเรียนอยู่เล่นกีฬาทำกิจกรรมต่าง ๆ กันต่อจน บ่ายสี่โมงเย็น แต่พอเลย 16.30 น. ก็จะเริ่มเงียบเพราะนักเรียนทยอยกลับกันเกือบหมดแล้ว ดังนั้นเวลาเกือบห้าโมงเย็นในโรงเรียนตอนนี้จึงดูเปลี่ยวและวังเวงพอสมควร นอกจากหมากับแมวที่ป้วนเปี้ยนในโรงเรียนแล้วก็แทบจะไม่เห็นคนอีก
หันมองรอบตัวก็ไม่เห็นใครในโรงเรียนแล้ว ณรัชต์จึงลุกขึ้นจะล้วงกระเป๋าเพื่อหยิบโทรศัพท์โทรฯ หาพี่สาวหางตาเขาเหลือบเห็นรุ่นน้องคนหนึ่งเดินมาจากทางอาคารอำนวยการตรงมาทางนี้ ณรัชต์จึงเอ่ยปากทักเมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ถึงโต๊ะที่เขายืนอยู่
“อ้าวน้องบีน่า ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ”
“สวัสดีค่ะพี่นะ วันนี้ที่สภานักเรียนมีงานเอกสารยุ่งมากเลยค่ะ”รุ่นน้องสาวดาวโรงเรียนพยายามยกมือไหว้ณรัชต์ทั้งที่หอบเอกสารเต็มอ้อมแขน
“มาพี่ช่วยถือ” ณรัชต์ยื่นมือไปช่วยถือเอกสารหลายปึกที่รุ่นน้องถืออยู่ในอ้อมแขน
“จะกลับแล้วใช่ไหม เดี๋ยวพี่ไปส่งที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียน” เขาจำได้ว่าเต้เคยบอกเขาว่ารุ่นน้องคนนี้ ไปกลับโรงเรียนด้วยรถสองแถวสายหนึ่งที่ผ่านจากหน้าบ้านมาถึงโรงเรียน
“ค่ะ” รุ่นน้องรับคำก่อนกระชับกระเป๋าที่สะพายแล้วเดินตามณรัชต์มา
“พี่นะทำอะไรอยู่คะ ยังไม่กลับ”
“อ่านอะไรเพลินไปหน่อยน่ะ มีนัดกับพี่สาวด้วย” เขาตอบขณะเดินผ่านอาคารมอปลายไปทางด้านหน้าโรงเรียน ขณะเดินไปก็ไม่เห็นมีนักเรียนเหลืออยู่ในโรงเรียนแล้ว ณรัชต์จึงหันมาพูดกับรุ่นน้อง
“คราวหลังอย่าอยู่ค่ำแบบนี้อีกนะ มีงานอะไรก็เก็บไว้ทำวันหลังหรือไม่ก็เอากลับไปทำที่บ้านดีกว่า” ณรัชต์กล่าวเตือนรุ่นน้อง เพราะถึงจะเป็นภายในโรงเรียนก็ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัยอะไร ยิ่งสวยจัดแบบนี้ยิ่งไม่ปลอดภัยเข้าไปอีก
รุ่นน้องหยุดเดินทำให้ณรัชต์ต้องหยุดเดินด้วย ก่อนที่อีกฝ่ายจะเงยหน้าขึ้นสบตาณรัชต์พร้อมเอ่ยปากสอบถาม
“พี่นะเป็นห่วงบีน่าเหรอคะ”
ณรัชต์ชะงัก ยังไม่ทันได้ตอบ เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นขัดจังหวะ เขาจึงใช้มือที่ว่างล้วงโทรศัพท์เครื่องใหม่ที่เพิ่งซื้อมาไม่กี่วันขึ้นมากดรับสาย
“เจ๊เหรอ อยู่ไหน มาถึงยังเนี่ย”เขาถามปลายสายที่นัดจะเอารูปมาส่งแต่ยังไม่เห็นมา
“รถจอดหน้าโรงเรียนแล้ว” ปลายสายตอบมา
ณรัชต์กับรุ่นน้องจึงเดินต่อเพื่อตรงไปที่หน้าโรงเรียน ด้วยตอนนี้ประตูใหญ่ของโรงเรียนปิดแล้วสารถีของพี่สาวณรัชต์จึงไม่สามารถขับรถเข้ามาในโรงเรียนได้
เดินมาถึงป้ายรถประจำทางหน้าโรงเรียน ณรัชต์จึงเห็นรถคันคุ้นตาจอดอยู่ใกล้ๆ ป้ายรถประจำทาง เขาเดินตรงไปเคาะกระจก พี่สาวเขาจึงเปิดประตูลงจากรถ
“มาถึงแล้วทำไมไม่เข้าไปไปในโรงเรียนอะเจ๊”
“ไม่มีเด็กหนุ่มให้ส่องแล้ว ขี้เกียจเดิน” พี่สาวเขาตอบกวน ๆ
ณรัชต์ได้ยินเพลงจากอัลบั้มใหม่ของนักร้องที่พี่สาวเขาชื่นชอบลอยออกมาจากในรถจึงรู้ว่าอีกฝ่ายคงนั่งฟังเพลงสบายใจเฉิบอยู่ในรถ
“อ่ะรูปกับสำเนาโฉนด สำเนาบัตรฯ ” พี่สาวณรัชต์ส่งเอกสารให้น้องชาย ก่อนหันไปทักทายรุ่นน้องสาวสวยของเธออย่างแปลกใจที่เห็นเดินมากับน้องชายเธอ
หลังจากตรวจเอกสารที่พี่สาวยื่นให้เสร็จแล้ว ณรัชต์ก็ชะโงกหน้าไปทักทายโชเฟอร์ของพี่สาวที่ไม่ได้ลงจากรถเพราะง่วนกับการนั่งอ่านเอกสารอะไรสักอย่างอยู่ในรถ
“เจ๊ก็เพลาๆ ใช้แรงงานโชเฟอร์เจ๊หน่อยนะ” เขาหันมาบอกพี่สาวเพราะสงสารนายตำรวจที่นอกจากงานหลวงที่หนักแล้วงานราษฎร์อย่างการตามมาเป็นโชเฟอร์ให้พี่สาวเขาก็หนักเหมือนกัน
พี่สาวเขาทำหูทวนลมหันไปคุยกับรุ่นน้องต่ออีกพักหนึ่ง ก่อนบอกลารุ่นน้องเปิดประตูรถกลับเข้าไปนั่งฟังเพลงในรถต่อ
ณรัชต์จึงเดินไปส่งน้องบีน่าที่ป้ายรถประจำทางที่อยู่ถัดไปเมื่อรถสองแถวสายที่ผ่านหน้าบ้านรุ่นน้องกำลังมาถึงเขาก็ยื่นเอกสารที่ช่วยถือคืนให้รุ่นน้อง
รถประจำทางเคลื่อนออกไปแล้ว รุ่นน้องที่อยู่บนรถหันมามองณรัชต์ยิ้มหวานให้เขาและโบกมือลา
ณรัชต์โบกมือตอบรุ่นน้อง ก่อนหันหลังเดินกลับเข้าไปภายในโรงเรียนอีกครั้งเพื่อเก็บเอกสารที่อ่านค้างไว้และยังวางอยู่ที่โต๊ะ แล้วตรงกลับหอพัก
เขาได้ที่อยู่ของบริษัทค้าส่งที่จะส่งเอกสารไปเสนอขายที่ดินให้แล้ว ตรวจสอบความเรียบร้อยอีกนิดหน่อย เขาก็จะส่งเอกสารได้ในวันพรุ่งนี้
ในวันหยุดสุดสัปดาห์หลังจากส่งเอกสารเสนอขายที่ดิน
“ตกลงว่าเสนอขายตารางวาละเท่าไหร่”พี่สาวณรัชต์ที่รู้ว่าน้องชายส่งเอกสารเสนอขายที่ดินไปแล้วแต่ไม่รู้ว่าเสนอขายไปเท่าไหร่เอ่ยปากสอบถามขณะที่น้องชายนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในบ้านด้วยกันในช่วงสายของวันเสาร์
เขาบอกราคาไป ทำเอาพี่สาวถึงกับตาโต
“อ้อเจ๊! ลืมบอกไป ถ้าหลังจากนี้แล้วมีพวกนายหน้าจากที่อื่น ‘บังเอิญ’ได้ยินว่าเราอยากขายที่ดินติดต่อเข้ามา เจ๊ไม่ต้องไปคุยกับพวกนี้ให้เสียเวลา วางหูใส่มันเลยนะเจ๊”
“ทำไมล่ะ” พี่สาวเขาถาม
“พวกชอบตุกติกหาช่องทางหากินง่ายๆ อ่ะเจ๊” เขาบอกถึงช่องทางหากินของวงการนี้เท่าที่รู้ให้พี่สาวฟัง
หลังจากฟังจบ พี่สาวเขายังคาใจเรื่องราคาที่เขาเสนอขายไปจึงถามอีกครั้ง
“ยังไม่ได้บอกเลยว่าทำไมบริษัทเขาถึงจะซื้อที่ดินเราแพงขนาดนั้นล่ะ”
ณรัชต์เห็นโทรทัศน์กำลังเสนอข่าวกลุ่มผู้ชุมนุมม๊อบหนึ่งที่ออกมาเรียกร้องรัฐบาลในโทรทัศน์พอดี เขาจึงกดรีโมทเร่งเสียงขึ้นพร้อมบุ้ยปากให้พี่สาวดูข่าวในโทรทัศน์
“.... กลุ่มผู้ค้ารายย่อยและค้าปลีกขนาดเล็ก …...จึงขอเรียกร้องให้ทางรัฐบาลเข้ามาดูแลและหามาตรการควบคุมห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ …...เพื่อช่วยเหลือและปกป้องผู้ค้ารายย่อยในประเทศจากค้าปลีกต่างชาติทั้งหลาย” เสียงแกนนำกำลังให้สัมภาษณ์พร้อมผู้สนับสนุนที่ถือป้ายอยู่ด้านหลังส่งเสียงออกมาจากโทรทัศน์
ณรัชต์ลดเสียงโทรทัศน์ลงก่อนหันมาตอบคำถามที่พี่สาวคาใจ
“เจ๊คิดว่าไง ถ้าจู่ ๆ มีการผลักดันกฎหมายควบคุมค้าปลีกที่จะกำหนดให้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ต้องออกไปสร้างนอกเมืองอย่างเข้มงวด ทั้งกำหนดว่าถนนที่อยู่ด้านหน้าต้องมีเขตทางไม่น้อยกว่า 40 เมตร และยังตั้งห้างติดถนนไม่ได้ต้องเว้นพื้นที่ด้านหน้าห้างเสียเปล่าไปมากกว่า 75 เมตรอีกต่างหาก ซึ่งคาดว่ากฎหมายนี้ไม่เกินปีก็จะออกมาได้ด้วย ถ้าเจ๊เป็นบริษัทดิสเคาน์สโตร์เจ๊จะทำยังไง”
“ก็ต้องรีบขออนุญาตและก่อสร้างให้เร็วที่สุดภายในปีนี้ก่อนที่กฎหมายจะออกมาน่ะสิ”
“บิงโก!!” เขาตอบพี่สาว
นี่ล่ะไพ่เด็ดของณรัชต์
กฎหมายจัดระเบียบควบคุมห้างค้าปลีก
-------------------------------------------Name : ณรัชต์Asset : ตึกแถว 6 ห้อง ราคาปัจจุบัน 2,050,000 บาท: เงินสดในบัญชีธนาคาร 143,300 บาท : เงินสดในบัญชีหุ้น 7,000,100 บาท: ที่ดินหนึ่งแปลง 15 ไร่ ราคาซื้อ 18 ล้าน ราคาประเมิน 24 ล้านมูลค่าสินทรัพย์รวม : 2,050,000 + 143,300 + 7,000,100 + 24,000,000 = ปัจจุบัน 33,193,400 บาท
------------------------