หากเป็นเพียงแค่การละเล่น คนทั่วๆ ไปย่อมไม่ให้ความสนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าโรงเตี๊ยมวิหคเงินจะให้การสนับสนุนผู้ขายดาบเล่มนี้อย่างมาก ดังนั้นมันจึงกลายเป็นจุดสนใจของทุกๆ คนในเมืองหลวงทันที
เมื่อมาถึงเวลานี้ ตระกูล เฉิง และตระกูล หลู่ ก็ไม่อาจรักษาความสงบได้อีกต่อไป
แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่พวกมันก็ยังไม่อาจจินตนาการได้ เนื่องจากสิ่งที่ทำให้พวกมันต้องตกตะลึงมากที่สุด มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นในเย็นของวันที่สาม เมื่อราคาของดาบถูกประกาศขึ้นมาอีกครั้ง
“สองพันสี่ร้อยตำลึงทอง!! นี่เป็นราคาที่แพงที่สุดในทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์!!”
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยลงสู่ขอบฟ้านั้น ไม่มีใครสังเกตเห็นพ่อค้าชาวตะวันตกผู้หนึ่งที่มีหนวดเครายาวเต็มใบหน้า ซึ่งยืนอยู่ด้านล่างโรงเตี๊ยมวิหคเงิน พ่อค้าคนนี้รู้จักกันในนาม โมเสด ซึ่งเขาเป็นพ่อค้าจากอาณาจักรเถียวจือ
********** เทียนซือ หรือที่รู้จักกันในปัจจุบันคือ อิรัก **********
โมเสด แตกต่างจากพ่อค้าทั่วๆ ไป เขาไม่ได้ซื้อขายอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่เขากลับมองว่านี่เป็นงานอดิเรกของเขา
เขาชื่อชอบดาบเป็นชีวิตจิตใจ และสามารถบอกได้ว่าเขาคลั่งไคล้มันก็ว่าได้
เขามีความหลงใหลในดาบชั้นยอด เมื่อใดก็ตามที่เขาเห็นมัน เขาจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อที่จะซื้อมันมาครอบครอง
ความต้องการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาก็คือ การได้เห็นดาบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก
ดังนั้น สิ่งแรกเมื่อเขามาถึงยังทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ก็คือ การเดินทางไปยังร้านขายอาวุธทุกๆ ร้านภายในเมืองหลวง
อย่างไรก็ตาม ไม่มีดาบแม้แต่เล่มเดียวที่จะสามารถดึงดูดความสนใจของเขาได้
“นี่คือร้านขายอาวุธที่ใหญ่ที่สุดของทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือ!?”
โมเสด พึมพำออกมาขณะที่เขาจ้องมองป้ายด้านหน้าโรงเตี๊ยมวิหคเงิน
หลังจากที่เดินทางไปยังร้านขายอาวุธทุกๆ ร้านแล้วนั้น เขาพบว่าร้านนี้เป็นร้านที่ขายอาวุธที่แพงที่สุด อีกทั้งยังเป็นร้านที่ถูกตกแต่งอย่างงดงามมากที่สุดอีกด้วย
สองพันสี่ร้อยตำลึงทองต่อดาบหนึ่งเล่ม นี่เป็นราคาที่แพงมาก แม้แต่ในอาหรับ และเทียนซือ เองก็ยังนับว่ามีราคาสูงลิ่ว
โมเสด ไม่เข้าใจในวัฒนธรรมของทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์มากนัก แต่สำหรับชาวเถียวจือเช่นเขาแล้วนั้น มีเพียงร้านขายอาวุธที่ดีที่สุดเท่านั้น จึงจะสามารถเสนอราคาออกมาได้สูงสุด
เมื่อตัดสินจากเหตุผลเหล่านั้น สำหรับเขาแล้วที่นี่จะต้องเป็นร้านขายอาวุธที่ดีที่สุดในทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ และคนที่กล้าเสนอราคาดาบสูงเช่นนี้ จะต้องเป็นช่างตีดาบที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน
“ก่อนที่ข้าจะมาที่นี่ ข้าได้ยินมาว่าการตีเหล็กของทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ด้อยกว่าที่ อาหรับ และที่เทียนซือ แต่จากที่เห็นดูเหมือนจะไม่ใช่เช่นนั้น เจ้าของร้านจะต้องมั่นใจมากแน่ว่าสามารถขายได้ในราคานี้ ถึงได้เอาผ้าสีดำห่อเอาไว้แบบนี้!!”
โมเสด ได้ศึกษาภาษาของทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์มาบ้าง เขาจึงสามารถเข้าใจตัวอักษรที่เขียนอยู่บนป้ายได้อย่างชัดเจน นั่นจึงทำให้เขาประทับใจในตัวของช่างตีเหล็กอย่างมาก
ในมุมมองของชายที่มาจาก เถียวจือ แล้วนั้น เขามองว่าช่างตีเหล็กคนนี้เป็นคนที่มีฝีมือดีที่สุดในทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์
ทันใดนั้น โมเสด ก็ถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง เขาต้องการพบกับปรมาจารย์ช่างตีเหล็กที่เป็นสุดยอดของทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้อย่างมาก
***** ตึ่ก *****
เมื่อความคิดนี้พลุ่งพล่านในใจของเขา โมเสด ก็ก้าวเข้าไปในโรงเตี๊ยมวิหคเงินทันที อย่างไรก็ตาม ขณะที่เขาก้าวเข้าไปได้เพียงก้าวเดียวนั้น สายลมแรงสายหนึ่งก็พัดโชยขึ้นมา
“อ๊า!! ผ้าพันคอของข้า!!”
ไม่ไกลออกไปนัก เสียงร้องด้วยความตกใจของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น พร้อมกับที่มีผ้าพันคอสีเขียวล่องลอยมาตามกระแสลม
แต่เดิมแล้ว โมเสด ไม่ได้ให้ความสนใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่นิดเดียว แต่เมื่อเขาก้าวออกไปอีกครั้ง เขาก็ตระหนักได้ว่าผ้าพันคอผืนนี้กำลังลอยตรงมาที่ใบหน้าของเขา
“นายท่านระวัง!!”
องครักษ์ที่ติดตาม โมเสด มาจากเถียวจือ ร้องตะโกนขึ้นพร้อมกับออกมาด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
“ฮี่ๆ!!”
โมเสด หัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนจะหยุดฝีเท้าลง ฝ่ามือของเขาเคลื่อนไหวลงมาที่เอว
พริบตานั้นแสงสีน้ำเงินเป็นสายก็ได้ส่องสว่างขึ้น เพียงชั่วพริบตาผ้าพันคอผืนนั้นก็ถูกตัดออกเป็นสองส่วน ก่อนจะลอยลงไปบนพื้นอย่างช้าๆ
เมื่อเห็นเช่นนั้น องครักษ์ของเขาก็หยุดฝีเท้าลงในทันที
ในระยะที่ห่างออกไป เสียงอุทานของผู้หญิงคนนั้นก็เงียบลง ขณะที่นางจ้องมองมายัง โมเสด
ตัดผ่านแม้เส้นผมที่กำลังล่องลอย!!
นี่คืออานุภาพของดาบชั้นยอดจากเถียวจือ
หลังจากตัดผ้าพันคอเป็นสองส่วนแล้วนั้น โมเสด ก็หัวเราะออกมาเบาๆ ขณะที่เก็บดาบเข้าไปในฝักดังเดิม
นี่เป็นอาวุธที่ดีที่สุดที่เขามีในครอบครอง และเป็นอาวุธที่เขาชื่นชอบมากที่สุดอีกด้วย
“นำทองสองตำลึงไปให้ผู้หญิงคนนั้น!!”
หลังจากกล่าวจบ โมเสด ก็ก้าวเข้าไปภายในโรงเตี๊ยมวิหคเงินทันที ขณะเดียวกันนั้นเององครักษ์ด้านหลังของเขาก็ได้นำตำลึงทองไปมอบให้กับผู้หญิงคนนั้นสองแท่งตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
....................
หลังจากยกเรื่องการจัดการดาบเหล็กหวู่จือให้กับ เว่ย ฮ่าว แล้วนั้น หวัง ชง ก็ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการฝึกฝนของตัวเอง
“ด้วยความสามารถกระดูกเสือดาวของข้า ข้าน่าจะสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาต่างๆ ในช่วงชีวิตที่แล้วของข้าได้บ้าง!!”
เช้าตรู่ที่ลานหลังตำหนักตระกูล หวัง , หวัง ชง กำลังคลึงลูกแก้วเล็กๆ ในมือของเขา ขณะนั้นความคิดหนึ่งก็เปล่งประกายขึ้นภายในห้วงความคิดของเขา
หวัง ชง มีความรอบรู้ในเคล็ดวิชาต่างๆ จำนวนมากจากช่วงชีวิตที่แล้วของเขา อย่างไรก็ตาม เขายังไม่อาจฝึกฝนเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งเหล่านั้นได้ เนื่องจากความแข็งแกร่งของกระดูกยังไม่เพียงพอ
แต่ทว่าตอนนี้มันต่างออกไป แม้ว่ากระดูกของเขายังไม่แข็งแกร่งมากนักก็ตาม แต่มันก็อยู่ในระดับกระดูกเสือดาวแล้ว เมื่อรวมกับความรู้พื้นฐานที่เขามีจากช่วงชีวิตที่แล้วนั้น มันก็ทำให้ หวัง ชง สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาที่ต่ำกว่าระดับสูงได้แล้ว
“ข้าควรจะเริ่มจาก กำปั้นสะท้าน ก่อน!!”
หวัง ชง ครุ่นคิดเป็นเวลานานก่อนจะตัดสินใจในที่สุด
ในช่วงชีวิตที่แล้วของเขา เมื่อกองทหารม้าเหล็กบุกเข้ามาภายในต้าถังนั้น ด้วยความแข็งแกร่ง และการป้องกันที่แน่นหนาของพวกเขา มันก็ทำให้เหล่านักรบของต้าถังเกิดความสับสนขึ้นอย่างมาก
นั่นจึงทำให้ กำปั้นสะท้าน ถูกคิดค้นขึ้นมา
การชกของ กำปั้นสะท้าน นั้นเป็นการดึงพลังเกินกว่าขีดจำกัดของร่างกายออกมา การคิดค้นเคล็ดวิชานี้ขึ้นจึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสนามรบอย่างมาก
หากกล่าวตามตรงแล้วนั้น มันเป็นการใช้การเคลื่อนไหว ผนวกเข้ากับพลังที่ยากเกินจะหยั่งถึง
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นก่อเกิดลมปราณนั้น มันเป็นเคล็ดที่สามารถเสริมแข็งแกร่งให้ได้อย่างมาก ดังนั้น หวัง ชง จึงเลือกเคล็ดวิชานี้เพราะมันเหมาะสมกับเขามากที่สุดแล้วในเวลานี้
“คุณชาย มีคนมาขอพบท่าน!!”
ขณะที่ หวัง ชง เริ่มฝึกฝนอยู่นั้น เสียงของ เฉิน ไห่ ก็ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“พวกเขาคือไต้ซือสองรูป!!”
“โอ้!!”
หวัง ชง ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะตอบรับด้วยรอยยิ้ม หลังจากผ่านเวลามาพักใหญ่เช่นนี้ มันจึงไม่แปลกที่ภิกษุชาวสินธุทั้งสองรูปจะเริ่มเคลื่อนไหว
“เชิญพวกเขาเข้ามา!!”
“ขอรับ!!”
เฉิน ไห่ กล่าวรับพร้อมกับก้าวออกไปทันที
เพียงไม่นาน ภิกษุทั้งสองรูปก็ได้ก้าวเข้ามาภายในตำหนัก
“คุณชาย!!”
อาลัวโนดัน และ อาลัวเจีย โค้งคำนับพร้อมกับกล่าวออกมาด้วยภาษาสันสกฤต
“ท่านไต้ซือ พวกท่านรออีกต่อไปไม่ได้แล้วหรือ!?”
หวัง ชง ยิ้มบางพร้อมกับกล่าวถึงจุดประสงค์ในการมาของพวกเขาทันที
“คุณชาย พวกเราต้องขอโทษจริงๆ แต่ว่าเรื่องนี้สำคัญกับพวกเรามาก ในก่อนนี้พวกเราได้ทำสัญญากับคุณชาย ว่าตราบใดก็ตามที่ท่านรวบรวมเงินได้เก้าหมื่นตำลึงทอง ท่านจะได้รับแร่ไฮเดอราบาดสามร้อยจวิน และได้รับสิทธิ์ในการแจกจ่ายแร่ไฮเดอราบาดภายในทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์!!”
“มันก็ผ่านมาพักใหญ่นับตั้งแต่วันนั้นแล้ว พวกเราอยากรู้ว่าคุณชายดำเนินการเป็นเช่นไรบ้าง!!”
ภิกษุทั้งสองกล่าวขอโทษออกมา พลางกล่าวถามถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมา
“ไต้ซือ พวกท่านกังวลว่าข้าจะไม่สามารถจ่ายเงินเก้าหมื่นตำลึงทองให้กับพวกท่านได้ใช่หรือไม่!?”
หวัง ชง หัวเราะดังลั่น พร้อมกับกล่าวถามถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังในการมาเยือนของพวกเขา
“เราหวังว่าคุณชายจะไม่โกรธเคืองสำหรับคำถามนี้ แต่ว่ามันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเรามากจริงๆ!!”
หลังจากตะลึงไปชั่วครู่ ภิกษุทั้งสองก็กล่าวถึงปัญหาของพวกเขาออกมาในที่สุด
“คุณชาย เราจะไม่ปิดบังท่าน ตอนนี้ที่สินธุกำลังประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอย่างหนัก ยิ่งเราปล่อยเวลาให้ผ่านไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีคนล้มตายมากขึ้นเท่านั้น อีกทั้งพวกเรายังได้รับจดหมายเรียกตัวกลับไป หลังจากที่ไม่มีทางเลือก เราจึงทำได้เพียงแค่เร่งรัดให้คุณชายดำเนินการให้เร็วขึ้นเท่านั้น!!”
ขณะที่ภิกษุทั้งสองกล่าวออกมาเช่นนั้น ใบหน้าของพวกเขาก็เผยให้เห็นถึงความกังวลอย่างชัดเจน มันไม่ใช่เพียงแค่การเสแสร้ง แต่มันเป็นแรงกดดันที่พวกเขากำลังแบกรับเอาไว้ เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ภายในถิ่นกำเนิดของพวกเขานั้นรุนแรงมากกว่าที่คิดเอาไว้ ไม่เช่นนั้นแล้วพวกเขาไม่มีทางมาพบกับ หวัง ชง ก่อนจะครบกำหนดเวลาแน่นอน
“ไต้ซือทั้งสองไม่ต้องกังวล ข้ารับรองว่าจะหาเงินเก้าหมื่นตำลึงทองมาจ่ายให้กับพวกท่านในเร็วๆ นี้ ......สำหรับสินธุ.......หากพวกท่านเป็นกังวล ข้าสามารถติดต่อพ่อค้าชาวเตอร์กให้จัดส่งวัว และลูกแกะไปยังสินธุก่อนได้!!”
แม้ว่า หวัง ชง จะไม่เหลือเงินมากนักก็ตาม แต่สำหรับหนึ่งร้อยตำลึงทองแล้วนั้น ก็ยังสามารถจัดซื้อวัว และลูกแกะได้หลายตัวอยู่ดี
“ท่านพูดจริงหรือ!?”
ภิกษุทั้งสองทั้งประหลาดใจ และดีใจอย่างมาก พวกเขาประทับใจในการกระทำของ หวัง ชง อย่างยิ่งทีเดียว หลังจากทั้งหมดแล้ว ชาวอาหรับก็อยู่ใกล้กับถิ่นกำเนิดของพวกเขามากกว่าทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก หากว่า หวัง ชง สามารถติดต่อพ่อค้าชาวอาหรับได้แล้วนั้น พวกเขาก็สามารถจัดส่งวัว และลูกแกะกลับไปยังถิ่นกำเนิดของพวกเขาได้อย่างรวดเร็วแน่นอน
ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของถิ่นกำเนิดพวกเขาแล้วนั้น นี่เป็นความช่วยเหลือที่ดีที่สุด แม้ว่าความจริงแล้ว หวัง ชง ไม่จำเป็นแบกรับภาระนี้ก็ตาม
“แน่นอน!!”
หวัง ชง พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม มีใครรู้ดีมากกว่าเขา ว่าสินธุต้องการความช่วยเหลืออย่างมากในเวลานี้ แม้จะเป็นเพียงความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย มันก็ทำให้ได้รับความกตัญญู และความชื่นชมจากพวกเขาอย่างมากล้น
“หากมอบน้ำเพียงหยดเดียวให้กับผู้กระหายน้ำ เขาจะตอบแทนกลับมาด้วยน้ำมหาศาล!!” นี่เป็นคำกล่าวที่มีอยู่ในอีกโลกที่เขาจากมา ดังนั้น การกระทำเช่นนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเขาอย่างในการเจรจาซื้อขายแร่ไฮเดอราบาดในอนาคต
“สำหรับเงินเก้าหมื่นตำลึงทอง หากว่าไต้ซือทั้งสองยังไม่มั่นใจ พวกท่านสามารถตามข้ามาดูบางอย่างได้!!”
เรื่องวัว และลูกแกะ ไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้ในเวลานี้ อย่างน้อยต้องใช้เวลากว่าสิบวัน หรือมากกว่านั้นการขนส่งไปยังสินธุ อย่างไรก็ตาม เงินจำนวนเก้าหมื่นตำลึงทองเป็นเรื่องเร่งด่วนในเวลานี้มากกว่า
หากกล่าวอย่างชัดเจนแล้วนั้น ภิกษุทั้งสองยังคงแคลงใจในความสามารถของ หวัง ชง จึงทำให้พวกเขาเกิดความกังวลขึ้นเช่นนี้ ดังนั้น หวัง ชง จึงจำเป็นต้องแสดงหลักฐานในความสามารถของเขาออกมา
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้เป็นไปตามที่เขาคาดเอาไว้
ดังนั้น เขาจึงเรียกรถม้ามา และเดินทางไปยังโรงเตี๊ยมวิหคเงินทันที
“สองพันสี่ร้อย!!”
“ตำลึงทอง!!”
หวัง ชง กล่าวเน้นด้วยรอยยิ้ม
ขณะที่ยืมอยู่ท่านกลางฝูงชนโดยรอบนั้น ภิกษุทั้งสองต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความประหลาดใจ ขณะเดียวกันนั้น หวัง ชง ยังคงยืนอยู่ด้านหลังของพวกเขาพลางหัวเราะออกมาเบาๆ พวกเขามาเร็วไปเล็กน้อย ดังนั้นราคาที่เห็นจึงเป็นราคาของเมื่อวาน
เมื่อถึงเวลาช่วงบ่าย ราคาจะถูกเปลี่ยนเป็นสี่พันแปดร้อยตำลึงทอง เมื่อถึงเวลานั้น แม้แต่ หวัง ชง ก็ไม่อาจคาดเดาความตกตะลึงของภิกษุทั้งสองได้
“สองพันสี่ร้อย.....ดาบในทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์มีราคาสูงเช่นนี้เชียวหรือ!?”
แม้ว่าพวกเขาทั้งสองคนจะไม่สามารถอ่านตัวอักษรอื่นๆ ได้ก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังสามารถอ่านตัวเลขสองพันสี่ร้อยได้อย่างชัดเจน และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาตกตะลึงอย่างมากในเวลานี้
พวกเขาไม่เคยคาด8bfว่าตลาดอาวุธในทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์จะสูงเช่นนี้
“นี่คืออาวุธที่ท่านสร้างขึ้นมาหรือ!?”
“ถูกต้อง!!”
หวัง ชง พยักหน้ารับ
“ไต้ซือทั้งสองยังกังวลว่าข้าจะไม่สามารถรวบรวมเงินเก้าหมื่นตำลึงทองได้อีกหรือไม่!?”
“ไม่แล้ว!!”
พวกเขารีบส่ายศีรษะไปมาอย่างรวดเร็ว หากว่าอาวุธเพียงชิ้นเดียวสามารถขายได้ในราคาสองพันสี่ร้อยตำลึงทองแล้วนั้น การรวบรวมเงินจำนวนเก้าหมื่นตำลึงทองสำหรับคุณชายเบื้องหน้าของเขาย่อมไม่ใช่ปัญหาอย่างแน่นอน
นับเป็นข่าวดีสำหรับถิ่นกำเนิดของพวกเขาอย่างมาก หากว่าสามารถหาเงินกว่าหนึ่งแสนตำลึงทองได้ภายในหนึ่งเดือนเช่นนี้
ขณะเดียวกันนั้น พวกเขาทั้งสองกลับรู้สึกละอายใจอยู่มากที่สงสัยว่า หวัง ชง จะสามารถรวบรวมเงินเก้าหมื่นตำลึงทองมาได้หรือไม่
หวัง ชง หัวเราะในใจเบาๆ
การเขียนราคาสองพันสี่ร้อยตำลึงทองบนป้ายประกาศนั้น แตกต่างจากการขายอาวุธในราคาสองพันสี่ร้อยตำลึงทองอย่างมาก ภิกษุทั้งสองมีหน้าที่ในการขายแร่ไฮเดอราบาดเท่านั้น แต่พวกเขาไม่มีความเข้าใจสภาพของตลาดอย่างชัดเจนแต่อย่างใด
“โชคดีที่พวกเขาไม่เชี่ยวชาญในด้านภาษานัก ไม่เช่นนั้นแล้วคงเป็นเรื่องยากที่จะเกลี้ยกล่อมพวกเขาได้!!”
หวัง ชง โห่ร้องด้วยความยินดีภายในใจของเขา
“ท่านไต้ซือ เชิญพวกท่านทั้งสองขึ้นไปดื่มชาด้านบนก่อน!!”
หวัง ชง กล่าวพร้อมกับพา อาลัวโนดัน และ อาลัวเจีย เข้าไปภายในโรงเตี๊ยมวิหคเงินทันที
.....................