นายน้อยเจ้าสำราญ : คนบ้าแห่งต้าเฉิน (นิยายแปล)**จบแล้ว**

    ตอนที่ 60 ตัดขนม้า

    ตอนที่ 60 ตัดขนม้า


    หญิงสาวเดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์อยู่ในจวนสวี อยู่ ๆ นางก็เดินมาถึงห้องครัวโดยมิรู้ตัว


    น่าเสียดายที่ในห้องครัวว่างเปล่า มิมีไก่ฉีกอันเลิศรส


    หลังจากหยุดพักอยู่ชั่วครู่ นางก็รู้สึกว่ามิมีสิ่งใดที่จะนำติดไม้ติดมือไปได้เลย ดังนั้นนางจึงได้กระโดดข้ามกำแพงกลับไป


    สวีเสี่ยวเสียนพาบ่าวรับใช้สองคนเดินทางออกนอกเมือง แต่มิได้มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านไป่ฮวา พวกเขาพากันไปเก็บโกฐจุฬาลัมพาและจอกแหน พวกเขามิได้หยุดพักนานเท่าใดนักเพราะเจ้าสิ่งนี้จำต้องนำไปตากให้แห้ง อีกสองสามวันค่อยไปหาซื้อยาจีนจากร้านขายยาสักเล็กน้อย เพียงเท่านี้เครื่องหอมไล่ยุงก็จะสามารถทำออกมาได้สำเร็จแล้ว


    จี้เยวี่ยเอ๋อ จี้ซิงเอ๋อและโจวรั่วหลานกำลังชื่นชมบทกวีถวิลหาอยู่ที่ศาลา โจวรั่วหลานเดินทางมาทีหลัง ในฐานะสหายคนสนิทของจี้เยวี่ยเอ๋อ นางมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจของจี้เยวี่ยเอ๋อและรู้สึกว่าเรื่องนี้นางจำเป็นต้องเดินทางมาเอ่ยตักเตือนจี้เยวี่ยเอ๋อให้ระมัดระวังกว่าเดิม


    การที่สตรีจะออกเรือนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่โตที่สุดในชีวิต บัดนี้นางเห็นว่าจี้เยวี่ยเอ๋อเดินเข้าไปใกล้กองไฟมากขึ้นเรื่อย ๆ มิว่าเยี่ยงไรนางก็จะหาวิธีดึงจี้เยวี่ยเอ๋อกลับมา


    สวีเสี่ยวเสียนและบ่าวรับใช้เดินทางมาถึงตรอกเหลียงเยว่แล้ว


    “เอ๋...ที่นี่มีม้าสีขาวตัวใหญ่ด้วย ! ”


    จี้ซิงเอ๋อนำม้าสีขาวตัวใหญ่ผูกไว้ที่เรือนด้านหน้า ส่วนตัวนางมิรู้ว่าไปอยู่ที่ใด เมื่อสวีเสี่ยวเสียนเห็นดังนั้นก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันพลัน


    นี่เป็นม้าของจ้าวลี่อิง มิใช่สิ ! ม้าของแม่นางผู้นั้น เขาจำได้


    ดวงตาของสวีเสี่ยวเสียนกลอกกลิ้งไปมา เขาต้องการทำแปรงสีฟันมิใช่หรือ ? ดูเจ้าม้าขาวตัวนี้สิ มันช่างสง่างามเสียเหลือเกิน แผงคอของมันงดงามมากจริง ๆ !


    ขนม้าและขนหมูเหมาะที่จะนำมาทำแปรงฟัน ทว่าขนม้าจะอ่อนนุ่มกว่าขนหมู ในชาติที่แล้วคนโบราณใช้เจ้าสิ่งนี้ในการแปรงฟัน เพียงแต่ว่าม้ามีจำนวนค่อนข้างน้อย ดังนั้นจึงมีราคาแพงกว่าขนหมูมากโข ส่วนมากราษฎรทั่วไปจึงใช้แปรงฟันที่ทำมาจากขนหมู


    ทว่าในโลกนี้ดูเหมือนจะยังมิมีแปรงฟัน เนื่องจากสวีเสี่ยวเสียนมิเคยเห็นเจ้าสิ่งนี้วางขายอยู่ในตลาดเลย


    ผู้คนในโลกนี้ เวลาแปรงฟันพวกเขาต่างก็ใช้วิธีเดียวกันกับจือรุ่ย ซึ่งนั่นก็คือใช้กิ่งไม้หรือใช้ผ้าถูกับเกลือแล้วนำไปแปรง


    ดังนั้นเจ้าสิ่งนี้มีความต้องการมิน้อย


    “จือรุ่ย เจ้าไปนำกรรไกรมาให้ข้าสักหน่อย”


    “หลายฝู จูงม้าตัวนี้เข้าไปในจวนของเรา ! ”


    จือรุ่ยชะงักงัน หรือว่าคุณชายจะทำการขโมยม้าของผู้อื่นกลางวันแสก ๆ กัน ?


    ม้าที่มีรูปร่างสง่างามเช่นนี้คาดว่าราคาคงมิน้อยกว่า 200 ตำลึงเป็นแน่... หากคุณชายขโมยม้าของเขาไปล่ะก็


    เจ้าของม้าอาจจะไปแจ้งความและอาจจะถูกจับได้ !


    หลายฝูกลืนน้ำลายลงคอแล้วเอ่ยออกมาด้วยความตื่นตระหนกว่า “คุณชายขอรับ ขโมยหมาย่อมได้ แต่ขโมยม้า...มิได้นะขอรับ ! ”


    “เร็วเข้าเถิด พวกเจ้าคิดอันใดอยู่กัน ? ข้าเพียงแค่จะตัดขนม้าก็เท่านั้น”


    ตัดขนม้าเยี่ยงนั้นหรือ ?


    ดูเหมือนจะมิผิดกฎหมายใด


    ว่าแต่คุณชายจะตัดขนม้าไปเพื่ออันใดกัน ?


    หลายฝูเดินเข้าไปจับเชือกม้าตัวนั้นเอาไว้ มันส่งเสียงร้องออกมา ฉางเหว่ยจึงวิ่งไปรอบ ๆ เจ้าม้าตัวนั้นแล้วส่งเสียงเห่าออกมา หลายฝูจึงฟาดแส้ไปยังบั้นท้ายของเจ้าม้าตัวนั้นทันใด


    “เจ้าสัตว์เดรัจฉาน ! จงเข้าไปด้านในเสีย ! มิเช่นนั้นข้าจะจัดการเชือดเจ้า ! ”


    ม้าขาวตัวนี้ติดตามนายหญิงของมันมาตั้งแต่เล็กจนโต อย่าว่าแต่แส้เลย ปกติแล้วมันมิเคยถูกดุด่าจนตกใจเสียด้วยซ้ำ


    ทว่าบัดนี้มันกลับถูกแส้ตีจนรู้สึกตกใจกลัวขึ้นมา แม้ว่ามันจะตกใจกลัวแต่ก็มิได้แสดงท่าทีขัดขืนออกมา ดังนั้นมันจึงเดินตามหลายฝูเข้าไปในจวนอย่างว่าง่าย


    สวีเสี่ยวเสียนรับกรรไกรที่จือรุ่ยส่งมาให้ จากนั้นก็นำเก้าอี้มาตัวหนึ่ง เขาขึ้นไปยืนอยู่ข้าง ๆ ลำคอของเจ้าม้าขาว


    ช่างเป็นม้าที่สง่างามเสียเหลือเกิน !


    แท้จริงแล้วสวีเสี่ยวเสียนมิค่อยมีความรู้เกี่ยวกับม้าสักเท่าใด เนื่องจากชาติที่แล้วเขามิเคยเห็นตัวเป็น ๆ ของมันเลยด้วยซ้ำ


    เขาแค่รู้สึกว่าเจ้าม้าตัวนี้อ้วนพีแข็งแรงขนเงางาม มองดูแล้วรูปลักษณ์ช่างสง่า ดูเหมือนว่าฝีเท้าของมันจะรวดเร็วมิน้อย และหน้าตาก็ดูดีกว่าม้าชราของเขามากทีเดียว


    เขาจับเข้าที่แผงคอของมันหนึ่งกำมือ จากนั้นก็ใช้กรรไกรตัดลงไป


    "จือรุ่ยเดินไปหยิบตะกร้ามา สวีเสี่ยวเสียนตัดขนมันอย่างมีความสุข ส่วนจี้ซิงเอ๋อที่อยู่เรือนข้าง ๆ หาได้รู้เรื่องรู้ราวแต่อย่างใดว่าบัดนี้ม้าขาวตัวใหญ่ของนางแทบจะถูกสวีเสี่ยวเสียนตัดขนจนเตียน


    “คุณชายเจ้าคะ พอแล้วดีหรือไม่ ? หากว่า...หากว่ายังตัดต่ออีก มัน...มันคงมิเหลือขนแล้ว ! ”


    กว่าจะเจอม้าที่งดงามเช่นนี้มิใช่เรื่องง่าย ดังนั้นสวีเสี่ยวเสียนจึงลงมือตัดเพลินไปหน่อย


    บัดนี้สวีเสี่ยวเสียนได้หยุดมือลงมิได้ตัดต่อ นั่นเป็นเพราะว่ามันมิมีขนให้เขาตัดแล้วต่างหาก


    เจ้าม้าขาวดูราวกับกำลังเปลือยกาย อากาศร้อนเช่นนี้คาดว่าเจ้าคงจะชอบและรู้สึกสบายตัว


    สวีเสี่ยวเสียนกระโดดลงมาจากเก้าอี้ จากนั้นก็สัมผัสไปที่ท้องม้าแล้วเอ่ยออกมาว่า “ช่างเป็นม้าที่งดงามมากจริง ๆ ต่อจากนี้หากข้ามีเงินมากพอ ข้าก็อยากจะเลี้ยงม้าสักตัวหนึ่งเช่นกัน”


    จือรุ่ยกลอกตามองเขา “คุณชายขี่ม้ามิเป็นสักหน่อย”


    “มิเป็น...ก็ฝึกได้นี่”


    สวีเสี่ยวเสียนมิรู้สึกว่าการฝึกขี่ม้าจะยากกว่าการทำใบขับขี่


    เขาตบมือเพื่อสะบัดขนม้าที่ติดอยู่ออกไป


    “เอาล่ะหลายฝู จูงมันออกไปข้างนอกเถิด จือรุ่ยเจ้าจงนำขนม้าเหล่านี้ไปเก็บเอาไว้ จากนั้นนำโกฐจุฬาลัมพากับจอกแหนตากแดดให้แห้ง จริงสิ ! ได้เวลาบดถั่วแล้ว”


    ......


    ......


    ที่เรือนด้านข้าง บัดนี้หญิงสาวทั้งสามยังคงพิจารณากวีบทนั้นอยู่


    ดวงตาของจี้เยวี่ยเอ๋อเป็นประกายแวววับ


    ธารน้ำเบียน ไหลรินทั่วทิศ


    ไหลไปสู่ท่าเรือข้ามฟากกู่โจว


    ภูเขาอู๋ซานช่างดูเงียบเหงา


    ......”


    “เขากำลังแสดงความคิดในจิตใจออกมา ความคิดถึงของเขาดุจดั่งธารน้ำเบียนที่ไหลพุ่งทะยาน ไหลไปถึงท่าเรือข้ามฟากกู่โจว ! แม้แต่ภูเขาอู๋...คำว่าภูเขาอู๋นี้คาดว่าเป็นการอ้างอิงถึงภูเขาทางตอนใต้ของแม่น้ำเจียงหนาน แม้แต่ภูเขาเหล่านี้ยังดูเงียบเหงา...เขาต้องโศกเศร้าถึงเพียงใดกัน ? ”


    “มิว่าจะเป็นความคิดถึงหรือความคับแค้นใจ ล้วนมิมีจุดสิ้นสุด...นอกเสียจากว่าคนที่เขาคิดถึงจะเดินทางกลับมา...เขาถึงจะหยุดมันลงได้ ท่ามกลางแสงจันทรา ยังคงโดดเดี่ยวเดียวดาย...”


    “เฮ้อ... ! ยืนเพียงลำพังท่ามกลางแสงจันทร์...นี่มันช่างโดดเดี่ยวเสียเหลือเกิน ! ”


    จี้เยวี่ยเอ๋อเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีคราม จากนั้นก็หลับตาลงอย่างช้า ๆ “ดังนั้นรั่วหลาน... เจ้าอย่าได้ห้ามข้าเลย ข้า...ข้าทำผิดต่อเขา ! ”


    เมื่อจี้ซิงเอ๋อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกงุนงงขึ้นมาทันใด นางเบิกตากว้างมองดูคราบน้ำตาบนใบหน้าของจี้เยวี่ยเอ๋อ จากนั้นก็สูดหายใจเข้าลึก นางรู้สึกว่ามิน่าให้พี่สาวดูบทกวีบทนี้เลย


    พี่สาวของนางร้องไห้เพราะสวีเสี่ยวเสียนอีกแล้ว !


    ทว่าในใจของนางก็รู้สึกประทับใจมากเช่นกัน นางรู้สึกว่าสวีเสี่ยวเสียนช่างน่าสงสารเสียเหลือเกิน ชีวิตของเขากว่าจะได้รับคัดเลือกให้เป็นเจี่ยหยวนมิใช่เรื่องง่าย ทว่าสุดท้ายกลับมิมีรายชื่ออยู่ในประกาศ


    มันมิใช่เรื่องง่ายที่จะหมั้นหมายกับใครสักคน ทว่าสุดท้ายก็ถูกท่านพ่อยึดสัญญาหมั้นหมายคืนกลับไป


    เมื่อได้ยินพี่สาวของนางเอ่ยเช่นนี้ นางก็รู้สึกว่าเขาเก่งกาจมากจริง ๆ แต่เป็นเพราะชะตากรรมที่เล่นตลกกับเขา จึงทำให้เขาเป็นโรคประสาท และทำให้เขาต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นที่รักไป


    มิน่าเล่าเขาถึงเศร้าโศกมากมายเพียงนั้น !


    มิน่าเล่าพี่สาวของนางถึงได้พยายามขวนขวายซื้อเรือนหลังนี้เอาไว้โดยมิสนใจสิ่งใด นางถอนหายใจยาวออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพราก


    โจวรั่วหลานดีกว่านางเล็กน้อย เมื่อได้ยินจี้เยวี่ยเอ๋อกล่าวตีความออกมา นางจึงได้เข้าใจว่า


    บัดนี้เขาได้แต่งกวีขึ้นมาทั้งหมดสามบท นั่นหมายความว่าเขาเป็นผู้มีความสามารถในเขตเหลียงอี้จริง ๆ “เยวี่ยเอ๋อเอาเช่นนี้ดีหรือไม่” ดูเหมือนว่าโจวรั่วหลานจะยังมิละทิ้งความพยายามที่จะตักเตือน สายตาของนางกลอกไปมาพลางเอนกายลง “ตอนนี้ใกล้จะถึงเทศกาลเรือมังกรแล้วมิใช่หรือ ? ที่สำนักศึกษาจูหลินจะจัดงานชุมนุมวรรณกรรมขึ้นมา เมื่อถึงเวลาก็ให้ท่านจางหวนกงมาเชิญเขาไปเข้าร่วมงานด้วยเป็นเยี่ยงไร ? ”


    “จากนั้นก็ให้เขาประพันธ์กวีสักหนึ่งบท เพื่อสร้างชื่อเสียงให้แก่เขาในเขตเหลียงอี้ เจ้าเห็นเป็นเยี่ยงไร ? ”


    “ข้าได้ยินลูกพี่ลูกน้องของข้าเอ่ยว่า ในงานเทศกาลเรือมังกรนี้ ท่านจางหวนกงจะคัดเลือกผู้ที่มีความสามารถมากที่สุดหนึ่งคน หากเป็นเช่นนั้นเขาก็มิต้องสอบคัดเลือกแล้ว หากว่าเขาได้เป็นขุนนาง ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะเดินทางออกจากเขตเหลียงอี้นี้”


    “หากว่าเขาเดินทางไปที่อื่นก็จะมิมีผู้ใดรู้เรื่องที่เขาเคยเป็นบ้าแล้ว หากว่าให้เขากินยารักษาตามอาการอย่างสม่ำเสมอ และมิถูกกระตุ้นขึ้นมาอีก ในมิช้าเขาอาจจะดีขึ้นก็เป็นได้ เจ้าเห็นเป็นเยี่ยงไรบ้าง ? ”


    จี้เยวี่ยเอ๋อยกยิ้มออกมาอย่างโศกเศร้า พวกเจ้าจะไปเข้าใจความคิดของสวีเสี่ยวเสียนได้เยี่ยงไรกัน ?


    เขาถูกกดดันและถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง บัดนี้เขาได้ละทางโลกแล้ว สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงแค่นั่งชมทิวทัศน์ภูเขาลำเนาไพร ฟังเสียงลมเสียงฝนยามหลับใหล มองดูแขกเหรื่อเดินทางไปมา และดอกไม้ที่ผลิบานในแต่ละปี !



    คล้ายกับเรื่องนายน้อยเจ้าสำราญ : คนบ้าแห่งต้าเฉิน (นิยายแปล)**จบแล้ว** ที่คุณอ่าน