ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 40 ฉายาแปลกประหลาด หญิงสาวผู้มีวาสนาแห่งต้นแบบเรื่องราวตัวเอกไร้ค่าหรือ

            “ตกไปเป็นสายรอง...”

            ใบหน้าเล็กๆของซูจื่อยวนซีดเผือด นางกลับบ้านด้วยความสิ้นหวัง หัวใจเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ

            ถึงแม้จะพยายามอย่างหนักแล้วอย่างไรเสียก็ยังไร้ผล ไม่ว่าจะฝึกฝนตนอย่างไร ก็ไม่อาจเพิ่มพูนพลังยุทธได้

            เมื่อกลับถึงบ้านซูจื่อยวนนอนราบลงบนเตียงไม้อย่างเหม่อลอย นางนึกภาพตัวเองต้องตกไปเป็นสายรอง และถูกส่งไปยังพื้นที่ห่างไกล

            รวมถึงป้ายวิญญาณพ่อแม่ของนางจะไม่มีวันได้เข้าไปในศาลบรรพบุรุษ ความรู้สึกราวกับขาดอากาศหายใจจุกแน่นอยู่ในอก

            “ทว่านี่คือกฎของท่านบรรพบุรุษ!”

            ซูจื่อยวนกัดริมฝีปากเบาๆแม้ในใจจะน้อยเนื้อต่ำใจ แต่นางก็ไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิด

            เพราะนี่คือกฎที่ซูฉางเซิงกำหนดขึ้น

            ท่านบรรพบุรุษฉางเซิงคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของตระกูลซูและยังเป็นบุคคลที่นางเคารพนับถือมาโดยตลอด

            ในความคิดของนางการตัดสินใจของท่านบรรพบุรุษฉางเซิงย่อมไม่ผิดพลาด

            ความผิดพลาดทั้งหมดนี้เกิดจากความไร้ความสามารถของนางเองที่สิ้นเปลืองทรัพยากรของตระกูลโดยใช่เหตุ

            “ข้าทำให้ท่านบรรพบุรุษผิดหวัง!”

            ซูจื่อยวนกัดริมฝีปากพึมพำด้วยความเศร้าในหัวใจ

            ท่านบรรพบุรุษฉางเซิงไม่ชื่นชอบสมาชิกตระกูลที่ไร้ค่าทว่านางกลับไร้ประโยชน์เสียอย่างนั้น

            “ไม่ได้การ ข้าจะจมจ่ออยู่กับความเสียใจไม่ได้ ข้ายังไปรับภารกิจ สมัครขุดแร่วิญญาณล่าสัตว์ร้าย หรืออื่นๆ ได้”

            ซูจื่อยวนลุกขึ้นทันทีเสียงพูดอัดแน่นความแน่วแน่ นางจะไม่มีวันยอมแพ้

            ตราบใดที่ยังคงทำงานให้ตระกูลอย่างหนักคะแนนของนางก็จะไม่ลดลง และในทางตรงกันข้ามก็อาจจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

            แม้ว่าจะไม่สามารถฟื้นฟูทรัพยากรของนางได้ทว่าอย่างน้อยก็รักษาสถานะของสายหลักเอาไว้ได้

            “เอาล่ะ เริ่มจากการใช้หินวิญญาณเพื่อเสริมสร้างพลังยุทธจากนั้นค่อยไปรับภารกิจ!”

            ซูจื่อยวนตั้งเป้าหมายในใจอย่างเด็ดเดี่ยวจากนั้นก็นำหินวิญญาณออกมา นั่งสมาธิ และเริ่มดูดซับพลังของหินวิญญาณ

            หนึ่งชั่วยามผ่านไป

            “ในที่สุดก็เสถียรแล้ว!”

            ซูจื่อยวนลืมตาขึ้นสัมผัสได้ถึงพลังยุทธในร่างกายที่มั่นคงและไม่ถดถอยอีกต่อไป นางขมวดคิ้วเล็กน้อย

            ครั้งนี้นางใช้หินวิญญาณไปห้าก้อนถึงจะหยุดยั้งการสูญเสียได้ และยังเหลือเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์

            “ค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละขั้นแล้วกัน!”

            ซูจื่อยวนถอนหายใจยาวจากนั้นก็ลุกขึ้น เตรียมไปรับภารกิจที่หอภารกิจ

            สำหรับศิษย์ตระกูลอย่างนางคงไม่ได้ภารกิจที่ดีนัก คงได้เพียงภารกิจทั่วๆ ไป

            “หากข้าเป็นเจ้า ข้าจะไม่ไปรับภารกิจ นั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ!”

            ขณะที่ซูจื่อยวนกำลังจะออกไปนั้นเสียงเรียบเฉยเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ทำให้นางตกใจร้องเสียงหลง รีบสะดุ้งโหยงออกไปอีกด้านอย่างรวดเร็ว

            ตึง!

            พลังยุทธระดับทะเลปราณปะทุขึ้นพลังพลุ่งพล่าน ก่อให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงภายในตำหนักเล็กๆ แห่งนี้พุ่งทะยานขึ้นไปราวกับกระสุนปืนใหญ่

            “ความตื่นตัวของเจ้าไม่เลว!”

            เสียงเรียบเฉยดังขึ้นอีกครั้งครานี้มีรอยยิ้มแฝงอยู่ จากนั้นพลังปราณสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ปราบซูจื่อยวนในทันทีทำให้ใบหน้าเล็กๆ ของนางแดงก่ำด้วยความหวาดกลัว

            ระดับ...ระดับมนุษย์สวรรค์หรือ

            มีเพียงผู้ฝึกตนในระดับมนุษย์สวรรค์เท่านั้นที่ควบคุมพลังแห่งสวรรค์และพิภพได้ด้วยความคิดทั้งปราบปรามคู่ต่อสู้ได้

            ทว่านี่คือเขตตระกูลซูด้วยเหตุใดจึงมีศัตรูระดับมนุษย์สวรรค์ปรากฏขึ้นได้เล่า

            หรือว่ามีคนในตระกูลซูต้องการจะทำร้ายนาง

            “อ๊ะ!”

            จากนั้นร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้น เมื่อเห็นร่างนั้น ซูจื่อยวนก็เบิกตากว้าง ใบหน้าเล็กๆที่สวยงามปรากฏแววแห่งความตกตะลึง

            นางอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา

            “ท่านพี่บรรพบุรุษ!”

            ใบหน้าเล็กๆเต็มไปด้วยความตกใจและดีใจ

            ทว่าไม่นานนักนางก็เหมือนจะตระหนักถึงบางสิ่ง ใบหน้าแดงก่ำหัวใจเต็มไปด้วยความกังวลและไม่สบายใจ

            ท่านพี่บรรพบุรุษหรือ

            นี่มันคำเรียกกระไรกัน

            เขาจำไม่ได้ว่าเคยพบเจอนางมาก่อนนะ

            ซูฉางเซิงรู้สึกประหลาดใจมองซูจื่อยวนด้วยสายตาแปลกๆ

            “ขอ... ขอโทษ... ท่าน...”

            เมื่อเห็นสายตาแปลกๆของซูฉางเซิง ซูจื่อยวนหน้าแดงก่ำ ต้องการจะอธิบาย ทว่าด้วยความประหม่าทำให้นางพูดติดๆ ขัดๆ ขึ้นมา

            “ไม่เป็นไร เชิญตามสบายเถิด!”

            ซูฉางเซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแฝงไปด้วยพลังลึกลับ ทำให้ซูจื่อยวนที่ประหม่าค่อยๆ สงบลง

            “ขออภัย ท่านบรรพบุรุษฉางเซิง ข้าเสียมารยาท ข้าไม่ได้เจตนาเช่นนั้น ข้าเพียงเคารพท่านมากเกินไปเจ้าค่ะ!”

            หลังจากตั้งสติได้ซูจื่อยวนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในขณะเดียวกันก็โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวันอย่างตื่นตระหนก

            เมื่อเห็นซูจื่อยวนอธิบายอย่างร้อนรนซูฉางเซิงก็ค่อยๆ เข้าใจ

            ที่แท้สาเหตุที่เขาถูกเรียกว่าท่านพี่บรรพบุรุษไม่ใช่เพราะซูจื่อยวนรู้จักเขา กลับเป็นเพราะเขาดูอ่อนวัยเหมือนผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์

            บิดามารดาของซูจื่อยวนเสียชีวิตในสงครามเมื่อสามปีก่อนนางไม่มีญาติพี่น้อง หลังจากได้เห็นภาพวาดของซูฉางเซิงโดยบังเอิญ นางก็ถือเขาเป็นที่พึ่งทางใจ

            ในระหว่างการต่อสู้กับเซียนจื่อซานก่อนหน้านี้

            ซูจื่อยวนได้ประจักษ์ทุกอย่างด้วยตาของนางเองและยิ่งหลงใหลคลั่งไคล้ซูฉางเซิงมากขึ้นอีก

            นางมักจะพร่ำเพ้อถึงเขาในความฝันเรียกเขาว่าพี่ชาย และเมื่อเวลาผ่านไปนาน เขาก็กลายเป็นท่านบรรพบุรุษเสียแล้ว

            เดิมทีเป็นเพียงการเพ้อในความฝันทว่าเมื่อเห็นซูฉางเซิงด้วยความตกใจ ก็เผลอหลุดปากออกมา

            “...”

            ซูฉางเซิงเงียบไป

            ต้องบอกว่าพรหมลิขิตช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ

            หญิงสาวผู้มีวาสนาสตรีแห่งโชคชะตาของตระกูลผู้นี้กลับมีความเกี่ยวข้องกับเขาโดยบังเอิญ

            แม้ว่าจะเป็นความเกี่ยวข้องเพียงฝ่ายเดียวก็ตาม

            เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ก็เข้าใจได้หากเป็นไปตามเส้นทางเดิม เขาเสียชีวิตในการต่อสู้กับตระกูลกู้ บางทีอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นซูจื่อยวน

            “นี่ถือเป็นการบูชาบุคคลต้นแบบหรือไม่ไม่นึกเลยว่าหลังจากมาถึงโลกจินตนาการแห่งนี้ข้าจะได้สัมผัสกับประสบการณ์อันน่าอัศจรรย์ของการถูกสาวกผู้คลั่งไคล้ติดตาม!”

            ซูฉางเซิงรู้สึกแปลกๆในใจ

            อย่างไรนี่ก็ถือเป็นเรื่องดีเดิมทีเขายังลังเลอยู่บ้าง ทว่าบัดนี้คิดดูแล้ว ไม่จำเป็นต้องลังเลอีกต่อไป

            เลี้ยงดูเด็กคนนี้ไปอีกสักพักแล้วค่อยรับนางเป็นฮูหยินก็แล้วกัน

            “ท่านบรรพบุรุษ ท่านคงจะไม่ตำหนิข้าใช่หรือไม่เจ้าคะ!” ขณะที่ซูฉางเซิงกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ซูจื่อยวนก็พูดขึ้นด้วยความกังวล

            “ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือสา!”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูฉางเซิงมองตานาง เห็นท่าทางไม่สบายใจและน่ารักของนาง ก็ส่งยิ้มแล้วเอ่ยปลอบโยน

            “ขอบคุณท่านบรรพบุรุษ!”

            ใบหน้าสวยของซูจื่อยวนยิ้มแย้มแจ่มใสหัวใจพองโตด้วยความยินดี นางได้พบกับท่านบรรพบุรุษฉางเซิง และยังได้พูดคุยกับเขาอีกด้วย

            หากเรื่องนี้แพร่ออกไปคงสร้างความฮือฮาไปทั่วตระกูล

            ทว่าเมื่อนึกถึงคะแนนของตนเองใบหน้าเล็กๆ ของนางก็หม่นหมองลง พูดตะกุกตะกักด้วยความลำบากใจว่า

            “ท่าน... ท่านบรรพบุรุษ ตอนนี้ข้าไม่มีเวลาข้าต้องไปรับภารกิจก่อนเจ้าค่ะ!”

            แม้ว่าจะอยากอยู่กับท่านบรรพบุรุษอีกสักพักโดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้อยู่ด้วยกันทุกวัน

            ทว่าภารกิจง่ายๆในตระกูลมีจำนวนจำกัด หากไปช้าก็จะถูกคนอื่นๆ แย่งไป นางไม่อยากเป็นถึงขั้นที่ว่าภารกิจง่ายๆก็รับไม่ได้

            “ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่แนะนำให้เจ้าไปรับภารกิจ พลังยุทธของเจ้าอ่อนแอเกินไปไม่ถึงมาตรฐานขั้นต่ำด้วยซ้ำ!”

            ซูฉางเซิงพูดด้วยรอยยิ้ม

            เขากำหนดมาตรฐานสำหรับตระกูลไว้สมาชิกตระกูลทุกคนต้องทำภารกิจให้เสร็จตามกำหนดเวลา

            ทว่าไม่รวมระดับทะเลปราณขั้นที่หนึ่ง

            อย่างน้อยต้องเป็นระดับทะเลปราณขั้นที่ห้าที่สามารถก่อกำเนิดวังวนทะเลปราณและสร้างพลังยุทธได้อย่างต่อเนื่องจึงจะไปรับภารกิจได้

            นี่คือมาตรฐานขั้นต่ำที่สุด

            เห็นได้ชัดว่าซูจื่อยวนไม่ผ่านเกณฑ์

            “แต่หากข้าไม่รับภารกิจ อีกสามวันข้าก็จะตกไปเป็นศิษย์สายรองนะเจ้าคะ!”

            ซูจื่อยวนพูดอย่างร้อนรนดวงตาก็แดงก่ำ

            “ข้าทราบดี เช่นนั้น ข้าจะช่วยเจ้าแก้ปัญหาการถดถอยของพลังยุทธตราบใดที่พลังยุทธของเจ้าฝ่าขีดจำกัดได้ เจ้าก็จะไม่ตกไปเป็นศิษย์สายรองแน่!”

            ซูฉางเซิงพูดเสียงอ่อนโยน

            ฝ่าขีดจำกัดพลังยุทธหรือ

            ซูจื่อยวนตกตะลึงท่านบรรพบุรุษยังช่วยนางแก้ปัญหานี้ได้อีกด้วยหรือ

            แต่นางเป็นเพียงเศษสวะที่ฝึกฝนอย่างไรก็ไม่ขึ้นมิใช่หรือ

            ปัญหาเรื่องการบำเพ็ญเพียรนี้นางก็เคยขอคำแนะนำจากผู้อาวุโสในตระกูลมาแล้ว

            ทว่าแม้แต่ผู้ฝึกตนในระดับสำแดงกฎก็ยังตรวจสอบหาสาเหตุไม่ได้พวกเขาพบเพียงว่าพรสวรรค์ของนางนั้นไม่เลว

            สุดท้ายผู้อาวุโสในตระกูลคาดเดาว่า อาจเป็นเพราะปัญหาบางอย่างกับระดับทะเลปราณของนางที่ทำให้ไม่สามารถกักเก็บพลังยุทธได้

            ด้วยเหตุนี้นางจึงมักถูกสมาชิกตระกูลบางคนที่ไม่ลงรอยกับนางเยาะเย้ยว่าเป็นเพียงเศษสวะ

            “ไม่ใช่หรอก ตรงกันข้าม พรสวรรค์ของเจ้าโดดเด่นมาก!” ซูฉางเซิงส่ายหน้าพูดแฝงอย่างมีนัยสำคัญ

            “หือ”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ซูจื่อยวนก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ

            พรสวรรค์อันโดดเด่นหรือ

    คล้ายกับเรื่องระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน