“ตกไปเป็นสายรอง...”
ใบหน้าเล็กๆของซูจื่อยวนซีดเผือด นางกลับบ้านด้วยความสิ้นหวัง หัวใจเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
ถึงแม้จะพยายามอย่างหนักแล้วอย่างไรเสียก็ยังไร้ผล ไม่ว่าจะฝึกฝนตนอย่างไร ก็ไม่อาจเพิ่มพูนพลังยุทธได้
เมื่อกลับถึงบ้านซูจื่อยวนนอนราบลงบนเตียงไม้อย่างเหม่อลอย นางนึกภาพตัวเองต้องตกไปเป็นสายรอง และถูกส่งไปยังพื้นที่ห่างไกล
รวมถึงป้ายวิญญาณพ่อแม่ของนางจะไม่มีวันได้เข้าไปในศาลบรรพบุรุษ ความรู้สึกราวกับขาดอากาศหายใจจุกแน่นอยู่ในอก
“ทว่านี่คือกฎของท่านบรรพบุรุษ!”
ซูจื่อยวนกัดริมฝีปากเบาๆแม้ในใจจะน้อยเนื้อต่ำใจ แต่นางก็ไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิด
เพราะนี่คือกฎที่ซูฉางเซิงกำหนดขึ้น
ท่านบรรพบุรุษฉางเซิงคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของตระกูลซูและยังเป็นบุคคลที่นางเคารพนับถือมาโดยตลอด
ในความคิดของนางการตัดสินใจของท่านบรรพบุรุษฉางเซิงย่อมไม่ผิดพลาด
ความผิดพลาดทั้งหมดนี้เกิดจากความไร้ความสามารถของนางเองที่สิ้นเปลืองทรัพยากรของตระกูลโดยใช่เหตุ
“ข้าทำให้ท่านบรรพบุรุษผิดหวัง!”
ซูจื่อยวนกัดริมฝีปากพึมพำด้วยความเศร้าในหัวใจ
ท่านบรรพบุรุษฉางเซิงไม่ชื่นชอบสมาชิกตระกูลที่ไร้ค่าทว่านางกลับไร้ประโยชน์เสียอย่างนั้น
“ไม่ได้การ ข้าจะจมจ่ออยู่กับความเสียใจไม่ได้ ข้ายังไปรับภารกิจ สมัครขุดแร่วิญญาณล่าสัตว์ร้าย หรืออื่นๆ ได้”
ซูจื่อยวนลุกขึ้นทันทีเสียงพูดอัดแน่นความแน่วแน่ นางจะไม่มีวันยอมแพ้
ตราบใดที่ยังคงทำงานให้ตระกูลอย่างหนักคะแนนของนางก็จะไม่ลดลง และในทางตรงกันข้ามก็อาจจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
แม้ว่าจะไม่สามารถฟื้นฟูทรัพยากรของนางได้ทว่าอย่างน้อยก็รักษาสถานะของสายหลักเอาไว้ได้
“เอาล่ะ เริ่มจากการใช้หินวิญญาณเพื่อเสริมสร้างพลังยุทธจากนั้นค่อยไปรับภารกิจ!”
ซูจื่อยวนตั้งเป้าหมายในใจอย่างเด็ดเดี่ยวจากนั้นก็นำหินวิญญาณออกมา นั่งสมาธิ และเริ่มดูดซับพลังของหินวิญญาณ
หนึ่งชั่วยามผ่านไป
“ในที่สุดก็เสถียรแล้ว!”
ซูจื่อยวนลืมตาขึ้นสัมผัสได้ถึงพลังยุทธในร่างกายที่มั่นคงและไม่ถดถอยอีกต่อไป นางขมวดคิ้วเล็กน้อย
ครั้งนี้นางใช้หินวิญญาณไปห้าก้อนถึงจะหยุดยั้งการสูญเสียได้ และยังเหลือเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์
“ค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละขั้นแล้วกัน!”
ซูจื่อยวนถอนหายใจยาวจากนั้นก็ลุกขึ้น เตรียมไปรับภารกิจที่หอภารกิจ
สำหรับศิษย์ตระกูลอย่างนางคงไม่ได้ภารกิจที่ดีนัก คงได้เพียงภารกิจทั่วๆ ไป
“หากข้าเป็นเจ้า ข้าจะไม่ไปรับภารกิจ นั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ!”
ขณะที่ซูจื่อยวนกำลังจะออกไปนั้นเสียงเรียบเฉยเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ทำให้นางตกใจร้องเสียงหลง รีบสะดุ้งโหยงออกไปอีกด้านอย่างรวดเร็ว
ตึง!
พลังยุทธระดับทะเลปราณปะทุขึ้นพลังพลุ่งพล่าน ก่อให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงภายในตำหนักเล็กๆ แห่งนี้พุ่งทะยานขึ้นไปราวกับกระสุนปืนใหญ่
“ความตื่นตัวของเจ้าไม่เลว!”
เสียงเรียบเฉยดังขึ้นอีกครั้งครานี้มีรอยยิ้มแฝงอยู่ จากนั้นพลังปราณสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ปราบซูจื่อยวนในทันทีทำให้ใบหน้าเล็กๆ ของนางแดงก่ำด้วยความหวาดกลัว
ระดับ...ระดับมนุษย์สวรรค์หรือ
มีเพียงผู้ฝึกตนในระดับมนุษย์สวรรค์เท่านั้นที่ควบคุมพลังแห่งสวรรค์และพิภพได้ด้วยความคิดทั้งปราบปรามคู่ต่อสู้ได้
ทว่านี่คือเขตตระกูลซูด้วยเหตุใดจึงมีศัตรูระดับมนุษย์สวรรค์ปรากฏขึ้นได้เล่า
หรือว่ามีคนในตระกูลซูต้องการจะทำร้ายนาง
“อ๊ะ!”
จากนั้นร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้น เมื่อเห็นร่างนั้น ซูจื่อยวนก็เบิกตากว้าง ใบหน้าเล็กๆที่สวยงามปรากฏแววแห่งความตกตะลึง
นางอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา
“ท่านพี่บรรพบุรุษ!”
ใบหน้าเล็กๆเต็มไปด้วยความตกใจและดีใจ
ทว่าไม่นานนักนางก็เหมือนจะตระหนักถึงบางสิ่ง ใบหน้าแดงก่ำหัวใจเต็มไปด้วยความกังวลและไม่สบายใจ
ท่านพี่บรรพบุรุษหรือ
นี่มันคำเรียกกระไรกัน
เขาจำไม่ได้ว่าเคยพบเจอนางมาก่อนนะ
ซูฉางเซิงรู้สึกประหลาดใจมองซูจื่อยวนด้วยสายตาแปลกๆ
“ขอ... ขอโทษ... ท่าน...”
เมื่อเห็นสายตาแปลกๆของซูฉางเซิง ซูจื่อยวนหน้าแดงก่ำ ต้องการจะอธิบาย ทว่าด้วยความประหม่าทำให้นางพูดติดๆ ขัดๆ ขึ้นมา
“ไม่เป็นไร เชิญตามสบายเถิด!”
ซูฉางเซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแฝงไปด้วยพลังลึกลับ ทำให้ซูจื่อยวนที่ประหม่าค่อยๆ สงบลง
“ขออภัย ท่านบรรพบุรุษฉางเซิง ข้าเสียมารยาท ข้าไม่ได้เจตนาเช่นนั้น ข้าเพียงเคารพท่านมากเกินไปเจ้าค่ะ!”
หลังจากตั้งสติได้ซูจื่อยวนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในขณะเดียวกันก็โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวันอย่างตื่นตระหนก
เมื่อเห็นซูจื่อยวนอธิบายอย่างร้อนรนซูฉางเซิงก็ค่อยๆ เข้าใจ
ที่แท้สาเหตุที่เขาถูกเรียกว่าท่านพี่บรรพบุรุษไม่ใช่เพราะซูจื่อยวนรู้จักเขา กลับเป็นเพราะเขาดูอ่อนวัยเหมือนผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์
บิดามารดาของซูจื่อยวนเสียชีวิตในสงครามเมื่อสามปีก่อนนางไม่มีญาติพี่น้อง หลังจากได้เห็นภาพวาดของซูฉางเซิงโดยบังเอิญ นางก็ถือเขาเป็นที่พึ่งทางใจ
ในระหว่างการต่อสู้กับเซียนจื่อซานก่อนหน้านี้
ซูจื่อยวนได้ประจักษ์ทุกอย่างด้วยตาของนางเองและยิ่งหลงใหลคลั่งไคล้ซูฉางเซิงมากขึ้นอีก
นางมักจะพร่ำเพ้อถึงเขาในความฝันเรียกเขาว่าพี่ชาย และเมื่อเวลาผ่านไปนาน เขาก็กลายเป็นท่านบรรพบุรุษเสียแล้ว
เดิมทีเป็นเพียงการเพ้อในความฝันทว่าเมื่อเห็นซูฉางเซิงด้วยความตกใจ ก็เผลอหลุดปากออกมา
“...”
ซูฉางเซิงเงียบไป
ต้องบอกว่าพรหมลิขิตช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ
หญิงสาวผู้มีวาสนาสตรีแห่งโชคชะตาของตระกูลผู้นี้กลับมีความเกี่ยวข้องกับเขาโดยบังเอิญ
แม้ว่าจะเป็นความเกี่ยวข้องเพียงฝ่ายเดียวก็ตาม
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ก็เข้าใจได้หากเป็นไปตามเส้นทางเดิม เขาเสียชีวิตในการต่อสู้กับตระกูลกู้ บางทีอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นซูจื่อยวน
“นี่ถือเป็นการบูชาบุคคลต้นแบบหรือไม่ไม่นึกเลยว่าหลังจากมาถึงโลกจินตนาการแห่งนี้ข้าจะได้สัมผัสกับประสบการณ์อันน่าอัศจรรย์ของการถูกสาวกผู้คลั่งไคล้ติดตาม!”
ซูฉางเซิงรู้สึกแปลกๆในใจ
อย่างไรนี่ก็ถือเป็นเรื่องดีเดิมทีเขายังลังเลอยู่บ้าง ทว่าบัดนี้คิดดูแล้ว ไม่จำเป็นต้องลังเลอีกต่อไป
เลี้ยงดูเด็กคนนี้ไปอีกสักพักแล้วค่อยรับนางเป็นฮูหยินก็แล้วกัน
“ท่านบรรพบุรุษ ท่านคงจะไม่ตำหนิข้าใช่หรือไม่เจ้าคะ!” ขณะที่ซูฉางเซิงกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ซูจื่อยวนก็พูดขึ้นด้วยความกังวล
“ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือสา!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูฉางเซิงมองตานาง เห็นท่าทางไม่สบายใจและน่ารักของนาง ก็ส่งยิ้มแล้วเอ่ยปลอบโยน
“ขอบคุณท่านบรรพบุรุษ!”
ใบหน้าสวยของซูจื่อยวนยิ้มแย้มแจ่มใสหัวใจพองโตด้วยความยินดี นางได้พบกับท่านบรรพบุรุษฉางเซิง และยังได้พูดคุยกับเขาอีกด้วย
หากเรื่องนี้แพร่ออกไปคงสร้างความฮือฮาไปทั่วตระกูล
ทว่าเมื่อนึกถึงคะแนนของตนเองใบหน้าเล็กๆ ของนางก็หม่นหมองลง พูดตะกุกตะกักด้วยความลำบากใจว่า
“ท่าน... ท่านบรรพบุรุษ ตอนนี้ข้าไม่มีเวลาข้าต้องไปรับภารกิจก่อนเจ้าค่ะ!”
แม้ว่าจะอยากอยู่กับท่านบรรพบุรุษอีกสักพักโดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้อยู่ด้วยกันทุกวัน
ทว่าภารกิจง่ายๆในตระกูลมีจำนวนจำกัด หากไปช้าก็จะถูกคนอื่นๆ แย่งไป นางไม่อยากเป็นถึงขั้นที่ว่าภารกิจง่ายๆก็รับไม่ได้
“ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่แนะนำให้เจ้าไปรับภารกิจ พลังยุทธของเจ้าอ่อนแอเกินไปไม่ถึงมาตรฐานขั้นต่ำด้วยซ้ำ!”
ซูฉางเซิงพูดด้วยรอยยิ้ม
เขากำหนดมาตรฐานสำหรับตระกูลไว้สมาชิกตระกูลทุกคนต้องทำภารกิจให้เสร็จตามกำหนดเวลา
ทว่าไม่รวมระดับทะเลปราณขั้นที่หนึ่ง
อย่างน้อยต้องเป็นระดับทะเลปราณขั้นที่ห้าที่สามารถก่อกำเนิดวังวนทะเลปราณและสร้างพลังยุทธได้อย่างต่อเนื่องจึงจะไปรับภารกิจได้
นี่คือมาตรฐานขั้นต่ำที่สุด
เห็นได้ชัดว่าซูจื่อยวนไม่ผ่านเกณฑ์
“แต่หากข้าไม่รับภารกิจ อีกสามวันข้าก็จะตกไปเป็นศิษย์สายรองนะเจ้าคะ!”
ซูจื่อยวนพูดอย่างร้อนรนดวงตาก็แดงก่ำ
“ข้าทราบดี เช่นนั้น ข้าจะช่วยเจ้าแก้ปัญหาการถดถอยของพลังยุทธตราบใดที่พลังยุทธของเจ้าฝ่าขีดจำกัดได้ เจ้าก็จะไม่ตกไปเป็นศิษย์สายรองแน่!”
ซูฉางเซิงพูดเสียงอ่อนโยน
ฝ่าขีดจำกัดพลังยุทธหรือ
ซูจื่อยวนตกตะลึงท่านบรรพบุรุษยังช่วยนางแก้ปัญหานี้ได้อีกด้วยหรือ
แต่นางเป็นเพียงเศษสวะที่ฝึกฝนอย่างไรก็ไม่ขึ้นมิใช่หรือ
ปัญหาเรื่องการบำเพ็ญเพียรนี้นางก็เคยขอคำแนะนำจากผู้อาวุโสในตระกูลมาแล้ว
ทว่าแม้แต่ผู้ฝึกตนในระดับสำแดงกฎก็ยังตรวจสอบหาสาเหตุไม่ได้พวกเขาพบเพียงว่าพรสวรรค์ของนางนั้นไม่เลว
สุดท้ายผู้อาวุโสในตระกูลคาดเดาว่า อาจเป็นเพราะปัญหาบางอย่างกับระดับทะเลปราณของนางที่ทำให้ไม่สามารถกักเก็บพลังยุทธได้
ด้วยเหตุนี้นางจึงมักถูกสมาชิกตระกูลบางคนที่ไม่ลงรอยกับนางเยาะเย้ยว่าเป็นเพียงเศษสวะ
“ไม่ใช่หรอก ตรงกันข้าม พรสวรรค์ของเจ้าโดดเด่นมาก!” ซูฉางเซิงส่ายหน้าพูดแฝงอย่างมีนัยสำคัญ
“หือ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ซูจื่อยวนก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
พรสวรรค์อันโดดเด่นหรือ