“ ผู้จัดการครับ เชฟลิ่วอูไม่อยู่ครับ ” ชิงฉือบอกกับพูดผู้จัดการหยานไห่
“ เชฟลิ่วอูไปไหน ? ” ผู้จัดการหยานไห่ถามด้วยท่าทีสับสน
“ ไม่ทราบครับ แต่ได้ยินว่าเชฟลิ่วอูเพิ่งจะออกไปข้างนอกเมื่อสักครู่ ” ชิงฉือตอบอย่างสุภาพและขณะเดียวกันเขาก็พยายามที่จะบอกกล่าวบางอย่างกับผู้จัดการหยานไห่อีกครั้ง“ ผู้จัดการครับ คือว่าเรื่องคนที่ทำอาหารนั้น… ” ชิงฉือพูดยังไม่ทันจบประโยคผู้จัดการก็อุทานออกมาเหมือนนึกอะไรได้
“ เรื่องคนที่ทำอาหาร ! จริงด้วย เยี่ยมมากชิงฉือ ฉันเกือบลืมโทรไปรายงานลุงโจว ” ผู้จัดการหยานไห่พูดจบเขาก็หยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วรีบโทรออกไปหาลุงโจวซือ ผู้จัดการหยานไห่ได้รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง ลุงโจวซือดีใจเป็นอย่างมาก
ลุงโจวซือรับเชฟลิ่วอูมาทำงานที่ร้านด้วยเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ถึงพรสวรรค์ของเชฟลิ่วอูไม่ได้สูงมากนักลุงโจวซือก็ยังช่วยเหลือและแนะนำการทำอาหารให้กับเขา เขาไม่คิดเลยว่าวันนี้จะมาถึงเร็วเพียงนี้ วันที่เชฟลิ่วอูสามารถก้าวผ่านกำแพงมาได้ ในตอนนี้เองมีคนอยู่คนหนึ่งเริ่มที่จะถอนหายใจ เขาพยายามพูดอธิบายหลายต่อหลายครั้ง แต่ผู้จัดการหยานไห่ไม่เพียงไม่รับฟัง แต่กลับขัดจังหวะก่อนที่เขาจะพูดจบตลอดเวลา
ในที่สุดชิงฉือเลิกที่จะพยายามพูดอธิบายความเข้าใจผิดกับผู้จัดการหยานไห่ เขาหันหลังและกลับตรงไปยังห้องครัวแทน
“ น้องหยางหลิว อาหารที่ทำอร่อยมาก ไม่คาดคิดเลยว่าฝีมือน้องหยางหลิวจะยอดเยี่ยมเพียงนี้ แม้แต่เชฟที่อยู่ในร้านนี้หรือเถ้าแก่โจวยามที่ยังแข็งแรงก็ไม่อาจเทียบได้ ” ชายคนหนึ่งกล่าวยกย่องหยางหลิว
“ พี่ชิวหานกล่าวเกินไปแล้ว ” หยางหลิวได้แต่ยิ้มน้อย ๆ แน่นอนว่าเขารู้ดีในฝีมือด้านการทำอาหาร นอกจากจะมีความพยายามมุมานะเกือบสิบปี ก็ยังมีระบบช่วยเหลือแสนวิเศษอีก ถึงแม้มันจะเริ่มหน้าเลือดขึ้นมาหน่อยแล้วบ้างก็ตาม
“ อ้าวชิงฉือ ทำไมนายถึงทำหน้าตาแบบนั้นล่ะ ? ” ชิวหานมองเห็นชิงฉือเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าอึมครึมแปลก ๆ
“ เฮ้อ ! ก็ผู้จัดการหยานไห่น่ะสิยังใจร้อนเหมือนเคย แม้อายุปูนนี้จะปาไปสี่สิบแล้วก็เถอะ ”ชิงฉือถอนหายใจและเขาอดไม่ได้ที่บ่น
“ ผู้จัดการหยานไห่ทำอะไร ? ” หยางหลิวรู้สึกสงสัยจึงได้ถามออกไป
“ ตอนแรกฉันเอาอาหารไปให้ผู้จัดการลองชิม อยู่ ๆ ก็ทึกทักไปเองว่าเป็นของเชฟเจียงหนาน พอรู้ว่าไม่ใช่ก็ทึกทักไปเองอีกว่าเป็นเชฟลิ่วอู ฉันพยายามจะพูดให้ฟังว่าเป็นหยางหลิวเป็นคนทำ แต่พอพูดยังไม่ทันจบก็โดนพูดขัดจนฉันบอกไม่ได้ว่าหยางหลิวทำ นอกจากนี้ยังตะโกนด่าใส่ฉันอีก ” ชิงฉือพูดไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง
“ ฮ่า ๆ นายนี่มันซวยชะมัด ” ฉิงเยว่หญิงสาวที่ทำงานในภัตตาคารแห่งนี้อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
“ ฉิงเยว่ ! ถ้าเธอมาเจอบ้างเธอคงหัวเราะไม่ออกแน่ ๆ ” ชิงฉือจ้องเขม็งไปยังฉิงเยว่
“ พี่ชิงฉือ ฉันทำให้พี่ลำบากแล้ว ” หยางหลิวช่วยพูดคลี่คลายบรรยากาศ แต่เขาก็แอบขำอยู่ในใจ
“ ไม่ ๆ นั่นไม่ใช่ความผิดของน้องหยางหลิวแม้แต่น้อย ” ชิงฉือรีบเปลี่ยนท่าที แม้ว่าหยางหลิวจะดูนอบน้อม แต่ทว่าเขาก็เป็นถึงหลานลุงโจวเจ้าของร้านภัตตาคารแห่งนี้ อีกทั้งตอนนี้เขายังเพิ่งจะโชว์ความสามารถอย่างเหนือชั้นจนทำให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้น
“ เอาล่ะ ๆ เดี๋ยวรอลุงโจวมาค่อยไปพูดอธิบายเรื่องนี้อีกทีแล้วกัน ” ชิวหานได้พูดขึ้น
“ อืมนั่นก็ดี จะว่าไปน้องหยางหลิวกำลังทำอะไรอยู่ ? ” ชิงฉือพูดขึ้น ทันใดนั้นสายตานับสิบคู่ก็เริ่มจ้องไปยังมือทั้งสองข้างของหยางหลิว
“ อ๋อ พอดีว่าเดี๋ยวฉันจะทำอาหารอีกสักหน่อยน่ะ ” หยางหลิวพูดพร้อมกับใช้มือเตรียมอะไรบางอย่าง
“ โอ้น้องหยางหลิวจะทำอาหารอีกแล้ว ขอฉันชิมคนแรกแล้วกัน ” ฉิงเยว่ไม่รอให้คนอื่นได้พูดแม้แต่ครึ่งคำ เธอพูดตัดหน้าทุกคนพร้อมป่าวประกาศว่าเธอเป็นคนแรกที่จะได้ลิ้มลองอาหารจากฝีมือของหยางหลิว
ในช่วงเวลานั้นอยู่ดี ๆ คนในห้องครัวก็เริ่มตะโกนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
“ ฉันที่ 2 ”
“ ฉันสาม ”
“ สี่ ”
แต่ละคนต่างแข่งกันที่จะเป็นลำดับแรก ๆ ที่จะได้ทานอาหารของหยางหลิว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้อย่างแท้จริง แม้ในตอนแรกที่หยางหลิวได้ขอที่จะมาลองทำอาหารแต่ละคนต่างดูถูกเขาอยู่ภายในใจ ถ้าไม่ติดว่าหยางหลิวเป็นหลานลุงโจวพวกเขาคงไม่ให้แม้แต่โอกาสที่จะเข้ามาในห้องครัวแห่งนี้แต่ทว่าเหตุการณ์กลับไม่คาดฝันหลังจากชิวหานได้ลองชิมเป็นคนแรก ๆ พร้อมกับปฏิกิริยาตอบสนองที่แสดงออกมาทำให้คนในครัวต่างตื่นตะลึง พวกเขาในครั้งแรกยังคงคิดว่าชิวหานอำกันเล่น แต่พอฉิงเยว่และคนอื่น ๆ ได้ลองแต่ละคนก็เริ่มไปลิ้มลองพร้อมกับพบเหตุผลว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงแสดงท่าทีแบบนั้น
ในตอนนี้แต่ละคนต่างล้อมรอบหยางหลิว บางคนก็เชื่อว่าครั้งแรกเป็นแค่เหตุบังเอิญ บางคนก็เชื่ออย่างสุดหัวใจอีกทั้งอยากจะลิ้มลองอาหารที่หยางหลิวทำออกมาและบางคนก็ยังพยายามที่จะเรียนรู้ทักษะของหยางหลิวอีกด้วย
ขณะนี้ลุงโจวซือได้กลับมาถึงร้านของเขาแล้ว ตอนแรกเขาพยายามที่จะเดินทางไปสถานที่แห่งหนึ่งเพื่อลองชักชวนให้เชฟที่มีฝีมือและเชื่อใจได้มาทำงานให้ที่ร้านเขา แต่จู่ ๆ ผู้จัดการหยานไห่ก็โทรศัพท์มาหาเขาพร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวที่น่าตกใจ เขาสั่งให้รถแท็กซี่ที่กำลังเดินทางอยู่กลับรถและรีบบึ่งมายังร้านของตนเอง
“ ไหน ? อาหารจานที่ว่าอยู่ไหน ? ” ลุงโจวซือที่เพิ่งกลับมาถึง ร้องเรียกหาจานอาหารที่ผู้หยานไห่ได้บอกกับเขาไว้
“ นี่ครับ ถึงแม้อาหารจะไม่ร้อนแล้ว แต่ก็ยังอร่อยแน่นอนครับ ” ผู้จัดการหยานไห่เต็มไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างอารมณ์ดี ปัญหาในจิตใจของพวกเขากำลังจะได้รับการคลี่คลายแล้ว
ลุงโจวหยิบจานอาหารขึ้นมาตรวจสอบดูลักษณะอาหารจานนี้คร่าว ๆ สูดดมกลิ่นที่ยังเหลือจาง ๆ พร้อมกับเริ่มใช้ตะเกียบคีบอาหารเข้าปาก ใบหน้าของลุงโจวเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ เขาเริ่มหัวเราะ ดังขึ้น และดังขึ้น เขารอคอยช่วงเวลานี้มานานมาก ใช้เวลาฝึกฝนลิ่วอูมาค่อนข้างหลายปีในที่สุดวันที่ลิ่วอูจะได้เป็นปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพีได้ก็จะมาถึง
นี่ถือเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่อีกหนึ่งอย่างที่เขาพยายามทำมาโดยตลอด นอกจากจะทำให้กิจการค้าขายรุ่งเรือง เขายังคงพยายามสร้างเชฟที่มีคุณภาพ
“ ว่าแต่เชฟลิ่วอูอยู่ไหนล่ะ ? ” ลุงโจวซือที่ได้รับความพึงพอใจจากอาหารเพิ่งจะได้สังเกตว่าเชฟลิ่วอูไม่ได้อยู่ที่แห่งนี้
“ เชฟลิ่วอูออกไปข้างนอกได้สักพักแล้วครับ อีกหน่อยน่าจะกลับมา ” เชฟเจียงหนานพูด
“ อ้าวมาทำอะไรกันตรงนี้ ? ” ชายวัยกลางคนอายุประมาณห้าสิบปีทักทายกลุ่มของลุงโจวซือ
= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =ปล. ใครอ่านแล้วสนุก ชอบใจก็ขอรบกวนช่วยรีวิวให้หน่อยนะค้าบบบปล.2 ตั้งแต่ตอนที่41 ขึ้นไปจะเริ่มเพิ่มจำนวนคำให้นะครับ ช่วงนี้จำนวนคำอยู่ที่ประมาณ 1400คาดว่าตั้งแต่ตอนที่ 41เป็นต้นไปจะอยู่ประมาณ 1700-2300คำครับ= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =