11-เรียกง่ายใช้คล่อง ต้องเก่งทุกอย่างแม้งานบนเตียง
“หึๆๆ ท่านรองก็นะ จะรู้มั้ยว่าตัวเองดึงดูดมดแมลงมาตอมขนาดไหน ศินึกว่าตัวเองเป็กรรมการกองประกวดนางงามแล้วนะคะ เห้อออ” ศศิพึมพำขณะนั่งดูประวัติผู้ยื่นสมัครงานตำแหน่งเลขาของเ้านายตนเองไป พลางถอนหายใจอย่างคนคิดหนัก การคัดเลือกเลขาท่านรองประธานมีการแข่งขันสูง เล่นเอาคนรับหน้าที่คัดกรองอย่างศศิปวดหัวตุบๆ เลือกไม่ถูกเหมือนกันว่าจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี โปรไฟล์คนที่ส่งมาภาพลักษณ์ ท่าทางคล่องแคล่วดีแทบทุกคน
“ลองโทรไปสืบแต่ละแผนกดูก่อนละกัน” ศศินึกขึ้นได้ เมื่อตำแหน่งเลขาของเธอนั้นเหมือนขันทีข้างกายฮ่องเต้ คนเข้าหาประจบประแจงมีมาก เธอจึงมีสายข่าวอยู่แทบทุกแผนก จึงได้รวบรวมข้อมูลจนรู้จักผู้สมัครผ่านข่าวกรองมาระดับหนึ่ง ถือว่ายังมีประโยชน์จริงๆ ช่วยให้ตัดตัวเลือกออกไปได้ง่ายขึ้น แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ผ่านการคัดเลือกจากเธอ
“คุณศิ ยังไม่ไปทานข้าวกลางวันเหรอครับ นี่ก็เลยเที่ยงมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วนะครับ” รังสรรค์ถามพลางเลิกคิ้วสูงเมื่อออกมาจากห้อง กำลังจะออกไปทานข้าว แต่ยังเห็นเลขานั่งหน้าเครียดอยู่ถามขึ้น เพราะ่นี้งานก็ไม่หนัก ศศิไม่น่าจะโหมงานจนไม่กินข้าวกินปลาแบบนี้
“ท่านรอง ตอนนี้ศิดูประวัติคนที่ยื่นเข้ามาสมัครเป็เลขาของคุณอยู่ค่ะ สงสัยเยอะไปหน่อย ศิลืมดูเวลาเลย” ศศิลุกขึ้นตอบเ้านาย
“อืม คุณคัดเลือกไปถึงไหนแล้ว”
“คัดเลือกออกส่วนนึงแล้วค่ะ ตอนนี้ที่ศิคิดว่าใช้ได้มีประมาณสิบกว่าคน”
“โอเค คุณยกประวัติคนที่ผ่านไปไว้โต๊ะผม เดี๋ยวที่เหลือผมจัดการต่อเอง”
“ขอบคุณค่ะท่ารอง”
ศศิขอบคุณเ้านายก่อนจัดการเอกสารที่วุ่นวายไปหมด รังสรรค์กวาดสายตามองเอกสารสมัครงานบนโต๊ะเลขา ก่อนตัดสินใจดูที่ผ่านการคัดเลือกของศศิ เขาคิดว่าสัมภาษณ์ตัวจริงของแต่ละคนน่าจะช่วยตัดสินได้พอสมควร
คนที่เข้าตามีมากจริงๆ หมายถึงประสบการณ์ทำงานที่ดีเยี่ยมนะ ถ้าเป็หน้าตาสาวๆ พวกนี้ก็สวยดี สูสีกันเกือบทุกคน
“อืมมม ไม่แปลกที่คุณศิจะตัดสินใจลำบาก” รังสรรค์พึมพำขณะดูเอกสารสมัครงานของแต่ละคน
“นายก็รับๆ ไว้ทุกคนดีมั้ยครับ คนไหนไม่คล่อง เดี๋ยวผมช่วยสอน” วีระพูดติดตลก เขาทำงานกับรังสรรค์มานานแล้ว จึงเอ่ยแซวผู้เป็นายให้บรรยากาศตึงเครียดลดน้อยลง
“หึ อยากสอนงานหรือสอนอย่างอื่นกันแน่ ฉันดูใช้เงินทำอะไรสิ้นคิดแบบนั้นเหรอ” รังสรรค์ชำเลืองมองวีระอย่างหน่ายใจ ทั้งที่ตอนรับสมัครก็ไม่ได้ระบุคุณสมบัติด้านหน้าตาไว้ จุดนี้เขามองข้ามมันไปด้วยซ้ำ
“อีกอย่างนะ คนอย่างฉันไม่จำเป็ต้องมีคนร่วมงานหน้าตาสวย เลขาของฉันต้องเก่ง มีไหวพริบ คนสวยฉันพบเจอง่ายไป เข้าใจที่ฉันพูดนะ”
“แหะๆ ผมรู้ครับ แต่พอเห็นใบสมัครเลขานายแต่ละคน ผมก็ใจอ่อนไปหมดแล้ว” วีระทำหน้าเคลิบเคลิ้ม แต่คนระดับรังสรรค์ สวยอย่างดาราก็เคยเชยชมมาแล้ว ภูมิคุ้มกันของสวยงามจึงมีมากเป็พิเศษ ทำให้สเปกคนที่จะเข้าหาเขาสูงไปด้วย ยิ่งตอนนี้เขาตั้งธงไว้ที่ปวริศา สาวสวยที่เฝ้าตามจีบมานาน ่นี้เื่หาเศษหาเลยจึงมีน้อยลงไปจากแต่ก่อนมาก
“ฉันว่าถ้านายว่างมาก ก็ไปทำงานกับนายนที...กึก” มือหนาหยิบใบสมัครชะงักไป พร้อมประโยคที่พูดขาด่ไป เมื่อสะดุดตากับใบสมัครของผู้หญิงคนหนึ่งที่วางอยู่มุมโต๊ะ ตำแหน่งห่างไกลจากจุดที่ควรโฟกัส ‘ลลิตา สุขสถิต’ รังสรรค์ยกยิ้มแววตายากจะคาดเดา
“กล้าดีนี่ ฉันจะคอยดู ว่าเธอจะมาไม้ไหน” รังสรรค์พูดกับตนเองเบาๆ
“นายว่าอะไรนะครับ ผมฟังไม่ถนัด”
“ฉันว่า ฉันคิดออกแล้วล่ะ ว่าจะใช้เกณฑ์อะไรมาคัดเลือกเลขา” สีหน้าราวจะขย้ำเหยื่อของรังสรรค์ทำให้วีระขนลุกเกรียว มาทรงนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่งานเล็กๆแล้ว เขาได้แต่ไว้อาลัยให้กับชะตากรรมของผู้โชคดีที่ถูกรังสรรค์หมายหัวอยู่คนเดียวในใจ
คนร่างสูงคิดไปว่ายัยนี่กล้าหาญไม่เบา ทำงานได้ไม่ถึงปี ตัวเองอายุงานไม่ถึงด้วยซ้ำ เนื้อหางานขององค์กรก็คงรู้เพียงน้อยนิด
“คุณศิ ผมวานให้คุณนัดสัมภาษณ์พนักงานที่สมัครมาเป็เลขาผมทั้ง 15 คน เข้ามาพรุ่งนี้ตอน 9 โมงเช้าเลย เดี๋ยวผมสัมภาษณ์เอง”
“ได้ค่ะท่านรอง ห๊ะ อะ อะไรนะคะ” ศศิที่ก้มหน้าทำงานตอบรับเ้านายไปตามเคยชิน แต่พอประมวลผลแล้ว เหมือนเธอจะได้ยินผิดไป
“ตามนั้นแหละ คุณได้ยินไม่ผิดหรอก พรุ่งนี้ผมจะสัมภาษณ์งานเลขาด้วยตัวเอง” รังสรรค์ย้ำกับศศิ เขาไม่เคยต้องทำงานแบบนี้มาก่อน ไม่แปลกที่เธอจะมึนงงไปเล็กน้อย เมื่อตั้งหลักได้ก็ตอบรับ แล้วทำการโทรนัดสัมภาษณ์ให้เ้านายอย่างรวดเร็ว เขาจะดูว่าใครที่ตั้งใจอยากมาทำงานจริงๆ แล้วใครที่สมัครเข้ามาเพราะมีจุดประสงค์อื่นซ่อนอยู่
“เคร้ง! มึงทำงานยังไงวะไอ้ระ กูบอกไว้ก่อน ถ้าคนที่กูขับรถชนเมื่อเช้ามึงจัดการได้ไม่ดี เื่มาถึงกูจนเดือดร้อนล่ะก็ กูไม่เอามึงไว้แน่ ปึง!” วันสัมภาษณ์งานรังสรรค์เล่นใหญ่ ทำการโวยวายใหญ่โต ท่าทางโมโหมาจากข้างนอก เหมือนจะมีคดีเื่รถชนสักอย่าง โดยที่ลูกน้องเขายืนก้มหน้าซีดเซียว ดูท่าทางไม่ค่อยดีหลังจากเ้านายปิดประตูเข้าห้องดังปึง โดยไม่มีใครสังเกตแววตาหลับต่ำ มุมปากยกยิ้มเล็กน้อยอย่างสะกดกลั้นความขบขันไว้ของเลขาหนุ่ม
ด้านที่คนทั่วไปไม่เคยรับรู้ของท่านรองประธานถูกหยิบยกออกมาใช้หลังห่างหายไปนานหลายปี พายุลูกใหญ่เกิดขึ้นหน้าห้องสัมภาษณ์ที่มีคนสมัครนั่งรออยู่นับสิบคน บางคนเกิดกลัวเขาจนถอดใจไป ตอนสัมภาษณ์จึงทำพอผ่านๆ ไป บางคนก็ยังแน่วแน่กับงานนี้อยู่
“เป็ไงกี้ ท่านรองดูท่าอารมณ์ไม่ดีมากวันนี้” เสียงพูดคุยของผู้สมัครคุยกัน กี้ก็คือสาวสวยฝ่ายประชาสัมพันธ์ ตัวเต็งตำแหน่งเลขาที่ทุกคนคาดเดากัน เธอดูผ่อนคลาย แววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ก็ไม่ยังไงนะ ฉันเข้าไปเขาก็อารมณ์เย็นลงมากแล้ว พวกเธอเขาไปสัมภาษณ์ไม่ต้องเกร็งไป ฉันปลอบ อุ๊ย ฉันหมายถึงคุยกันสบายๆ จนท่านรองอารมณ์ดีขึ้นแล้ว” คำพูดและจริตของกี้สร้างความผ่อนคลายให้สาวๆ หน้าห้อง แต่ก็อดหมั่นไส้ไปกับความมั่นหน้า ท่าทางเสแสร้งนั่นไม่ได้จริงๆ บางคนก็ถอนใจอย่างปลงตก คู่แข่งงานนี้พวกเธอเทียบยากจริงๆ
ลลิตานั่งจ้องตาแป๋วรอคิวสัมภาษณ์ ไม่พูดไม่จากับใคร เธอกำลังคิดว่าตนเองจะทำหน้ายังไงหากเข้าไปเจอกับรังสรรค์โหมดโหดเช่นนี้ เป็ครั้งแรกที่ได้เห็น ทำให้รู้สึกทั้งใและหวั่นใจ ไม่เคยมีภาพเขาที่โมโหร้ายในความคิดของเธอมาก่อนเลย
“คนต่อไป คุณลลิตาค่ะ” ศศิเรียกลลิตาเข้าสัมภาษณ์ หญิงสาวเดินเข้าไปอย่าประหม่า ห้องทำงานของชายหนุ่มตกแต่งโทนสีขาว เทา ให้ความรู้สึกไม่สว่าง ไม่มืด อารมณ์เทาๆ เหมือนกับคนเราที่มีทั้งดีร้ายในคนเดียวกัน
“เข้ามาแล้ว เชิญนั่งครับคุณลลิตา” รังสรรค์ตีสีหน้าขรึม ลลิตาก็ยิ่งเกร็งมากขึ้น เธอตอบรับแล้วนั่งลงอย่างไม่มั่นใจ
“คุณรู้มั้ย ว่าผมเวลาอารมณ์ร้าย อะไรก็ฉุดไม่อยู่” คนตัวสูงเอนกายไปกับพนักเก้าอี้ เริ่มหัวข้อสนทนาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่ต้องทำ เขานั่งกอดอกท่าทางถือตัว สายตาสำรวจผู้สมัครขึ้นลงั้แ่บนลงล่าง ล่างขึ้นบนจนทั่ว
“ลิ้นจี่ไม่เคยทราบมาก่อนค่ะ” หญิงสาวแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นเหมือนกับเวลาพูดกับคนอื่นๆ โดยไม่ได้ระวัง รังสรรค์เลิกคิ้วพลางเก็บข้อมูลอีกฝ่ายในใจเงียบๆ ‘ชื่อลิ้นจี่สินะ’ จากนั้นเขาก็สัมภาษณ์การทำงานทั่วไป พื้นฐานเธอถือว่าดีทีเดียว แล้วคำถามไม้ตายที่เขาใช้ปราบผู้สมัครแทบทุกคนก็มาถึง
“นอกเหนือจากงานเลขา คุณต้องทำงานบนเตียงเก่งด้วยนะ คุณทำได้มั้ยลลิตา” รังสรรค์จ้องตาลลิตาอย่างจับอาการ ดูว่าเธอมีปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างไรหลังฟังเขาพูดจบ
“ห๊ะ! เอ่อ ขะ ขอโทษที่เสียงดังค่ะ แต่ว่า เอ่อ” หญิงสาวมีท่าทางอึ้ง มึนงง และไม่รู้จะตอบคำถามเขายังไงดี รังสรรค์ที่เธอรู้จัก ไม่เหมือนตัวจริงตรงหน้าสักนิด แววตาเ็ปและผิดหวังสลับกันไปมา รังสรรค์ก็มองเห็นทุกอย่างที่เธอแสดงออกเช่นกัน
“ไม่เป็ไร คุณทำไม่ได้ผมก็ไม่บังคับหรอก กลับไปทำงานที่แผนกคุณต่อเถอะ” รังสรรค์ก้มหน้าดูโทรศัพท์ ทำทีกดนั่นนี่ ไม่สนใจคุณตรงหน้าสักนิด
“ขอโทษค่ะท่านรองประธาน ลิ้นจี่จะทำงานตอนนี้ให้เต็มที่ค่ะ งานเลขาคงไม่เหมาะกับลิ้นจี่จริงๆ” ลลิตายิ้มอย่างฝืดเฝื่อน รังสรรค์เงยหน้า เลิกคิ้วมองเธออย่างแปลกใจ สาวๆ ที่มาสมัครล้วนยินยอมพร้อมใจ ยินดีรับข้อเสนอนี้ของท่านรองประธาน แน่นอนว่าพวกเธอไม่ผ่านการคัดเลือกจากเขากันแบบไม่รู้ตัวไปแล้ว
“คุณกลับแผนกเถอะ แล้วเก็บของขึ้นมาทำงานหน้าห้องผมั้แ่วันพรุ่งนี้เป็ต้นไป” รังสรรค์พูดโทนเสียงปกติ เหมือนไม่ได้บอกว่าเธอผ่านการคัดเลือกนี้
“ค่ะท่านรอง ห๊ะ เอ่อ เข้าใจผิดแล้วค่ะ คือลิ้นจี่ไม่ตกลงรับข้อเสนอทำงานนอกเหนือจากการเป็เลขานะคะ แล้วจะให้มาเริ่มงานได้ยังไง” หญิงสาวโบกไม้โบกมือ ปากพูดปฏิเสธลิ้นแทบพันกัน
“คุณเสียงดังจริง เป็พวกเส้นตื้นรึไง ผมบอกให้ย้ายมาทำงานที่นี่ก็มา เดี๋ยวมีอะไรข้องใจผมจะบอกพรุ่งนี้ ไปได้แล้ว” ชายหนุ่มทำหน้ารำคาญกับเสียงสูงขึ้นๆ ท่าทางร้อนรนของว่าที่เลขา
“คะ อ่อ ค่ะๆ พรุ่งนี้ลิ้นจี่จะเก็บของขึ้นมา สวัสดีค่ะ” เสียงกดข่มอารมณ์ร้อนใจพูดอย่างตั้งสติ แม้จะงงๆ กับการสัมภาษณ์งานที่แปลกพิลึกนี้ แต่ยังไงพรุ่งนี้ก็ต้องมาให้เขาเห็นหน้า ไม่งั้นคงจบแล้วชีวิตการทำงานของเธอ ดีไม่ดีอาจโดนบริษัทแบล็คลิสต์ได้ เป็แบบนั้นงานสายนี้ของเธอคงไปต่อไม่ได้แล้ว จะเป็ยังไงค่อยเจรจาต่อรองกันใหม่อีกทีละกัน คนร่างบางได้แต่คิดปลอบใจตัวเอง
แล้ววันต่อมาลลิตาก็ยืนหอบกล่องสมบัติที่มีน้อยนิดของเธอมาอยู่หน้าห้องทำงานของท่านรองประธานอิเล็กทรอนิกส์กรุปเป็ที่เรียบร้อย ที่แปลกใจอีกคือ มีสาวอวบอายุสามสิบต้นๆ ยืนมองเธออยู่ด้วย คุ้นหน้าว่าเป็หนึ่งในคนเข้าสัมภาษณ์เมื่อวาน
“ผ่านการคัดเลือกมาทำงานเลขาเหมือนกันเหรอคะ” ลลิตาลองถามดู ในหัวก็จินตนาการไปแล้วร้อยแปด หรือรสนิยมของรังสรรค์จะไม่ใช่สวยๆ อึ๋มๆ กันนะ คิดแล้วก็ขนหัวลุกอยู่คนเดียว
“ค่ะ พี่ผ่านการคัดเลือกให้มาทดลองงาน ทั้งที่ปฏิเสธไปแล้ว พี่ชื่อกานต์นะ เราล่ะชื่ออะไร” สีหน้าของณัฐกานต์ก็ไม่สู้ดีนัก
“ชื่อลิ้นจี่นะคะ พี่กานต์ปฏิเสธ เอ่อคือ เื่นั้น เอ่อ งานบนเตียง ...ใช่มั้ยคะ” ลลิตาเหลือบมองซ้ายขวา เห็นทางสะดวกก็พูดกดเสียงต่ำคุยกับณัฐกานต์
“เธอก็โดนคำถามอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ” ณัฐกานต์ทำหน้ากระอักกระอ่วน แต่ก็บอกได้ดี ว่าทั้งสองคนผ่านการสัมภาษณ์งานมาแบบงงๆ เหมือนกัน ทั้งที่ปฏิเสธงานนี้ไปอย่างชัดเจนแล้ว
“พวกคุณสองคนเข้ามา ผมมีเื่ต้องพูดให้เข้าใจตรงกัน ไม่ต้องไปยืนเม้าท์ใต้หนังตาผมขนาดนั้น อยากรู้อะไรผมจะบอกเอง” เสียงแทรกขึ้นมาอย่างติดเหวี่ยงจากในห้อง สองสาวใสะดุ้ง มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
เมื่อทั้งสองคนเข้ามายืนในห้อง รังสรรค์ก็ผายมือให้นั่งลง
“ผมจะชี้แจงการทำงาน ต่อไปนี้ให้คุณสองคนทำงานด้วยกัน คุณศิจะเป็คนสอนงานก่อนที่เธอจะย้ายไปเป็เลขาท่านประธาน” แล้วรังสรรค์ก็ชี้แจงงานที่พวกเธอต้องทำ
“แล้วเื่นั้น...” ลลิตาก้มหน้าถาม ไม่กล้าสบตาเ้านาย ก่อนยกนิ้วชี้สองข้างชนกันไปมา
“อ้อ คุณอยากทำเหรอลลิตา” ชายหนุ่มตีหน้ามึนแสร้งถามกลับไป
“ไม่ๆ ไม่ใช่! เออคือว่า ลิ้นจี่หมายถึงถ้าท่านรอง้า ลิ้นจี่สามารถดีลสาวๆ มาให้ได้ค่ะ” เธอพยายามหาทางออกอย่างสันติ คนฟังตอนนี้หน้าชาไปแล้ว ระดับเขาต้องมีนางนกต่อมาทำเื่อย่างนี้ให้หรือไง ได้แต่โกรธความพูดไปเรื่อยอย่างไม่รู้สึกผิดแปลกของยัยนี่ ชายหนุ่มสูดหายใจลึก กดอารมณ์ไม่ให้ตะคอกใส่คนตรงหน้า
“ผมขอบอกไว้ตรงนี้ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในห้องสัมภาษณ์งาน เป็คำถามจิตวิทยา ส่วนตัวผมถือคติไม่มีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพนักงานใต้การปกครองอย่างเด็ดขาด มันจะทำให้เสียการปกครอง มีแต่เป็เื่ยุ่งเหยิงซะมากกว่า เข้าใจตรงกันนะครับ” รังสรรค์กวาดตามองว่าที่เลขาทั้งสองคน พลางมือยกกุมขมับที่เต้นตุบๆ
“ค่ะ/ เข้าใจแล้วค่ะ” ลลิตากับณัฐกานต์ตอบรับพร้อมกันอย่างโล่งใจ แล้วถอยออกจากห้องไปยังโต๊ะทำงานหน้าห้อง ก่อนจะทักทายกับศศิอย่างเป็ทางการ โดยมีเลขาสาวใหญ่เริ่มฝึกสอนการทำงานให้ ข้อข้อเท็จจริงที่ว่าไม่คิดมีสัมพันธ์พิเศษกับพนักงานใต้การปกครองของรังสรรค์นั้นทำให้ลลิตาโล่งใจ แต่ทำไมถึงมีความรู้สึกวูบโหวงแทรกเข้ามาด้วยกันนะ
__________
แล้วจะยังไงอิหนู เขาจะต้อนขึ้นเตียงก็กลัว พอเขาบอกไม่เอาก็เสียดาย เห้อออ ย้อนแย้งแล้วนะเธอ // ละอิพ่อ จะไม่กลืนน้ำลายตัวเองจริงดิ!