กระบี่ไร้วาจา

    บทที่ 45 ศัตรูก่อกวน

            ต้าคลุ้มคลั่ง ไป่เซ่อเชิน ชี่หยวนเฟิงในชุดชายชรา ฮวายี่เซียน จางเหมาเซียง ฟาร่าและชิโนะ ยืนเรียงรายกันอยู่บนรั้วสำนักตระกูลหวง มองเผิน ๆ เหมือนเหล่าเทพเซียนปรากฏกายอยู่ใต้แสงจันทร์

            ศิษย์ตระกูลหวงเริ่มทยอยกันมาล้อมบริเวณดังกล่าวไว้นับร้อยคน คบเพลิงถูกจุดขึ้น สามารถมองเห็นผู้มาเยือนอย่างชัดเจน

            ประมุขหวง หวงฮูหยิน เสวียจง เยวี่ยจง หวงหลงและหวงซิ่น เดินมายังลานกว้างหน้าสำนัก 

            ต้าคลุ้มคลั่งรูปร่างใหญ่โตปานกระทิงสามตัว อยู่ในชุดปุปะเหมือนผ้าเก่าขอทาน มองตรงมายังประมุขหวงผู้เดียว ไม่สนใจคนอื่น ท่าทางชัดเจนว่ายึดถือประมุขหวงเป็นคู่ปรับของตน

            ไป่เซ่อเชินงามระหงในชุดบางเบาสีชมพูอ่อน ใบหน้าขาวซีด สองมือไพล่ไปด้านหลัง ดูอ่อนแออ้อนแอ้นมิอาจต้านแรงลม

            ฮวายี่เซียนยืนเอียงกายเล็กน้อย สายตาเหม่อมองไปแสนไกล สายลมพัดพากลิ่นหอมของดอกไม้พันดอกกระจัดกระจายรอบกาย ผู้ที่มองนางเป็นครั้งที่สองต้องเผลอมองเป็นครั้งที่สาม จางเหมาเซียงยืนอยู่ด้านข้างเหมือนทารกตัวโตคนหนึ่ง ในมือมีมีดสั้นรูปร่างแปลกตา

            ชี่หยวนเฟิงสวมชุดบุรุษตัดเย็บยาวเป็นพิเศษ ทำให้ดูหลวมโพรกไปบ้าง ใบหน้าเหี่ยวย่นของมันทาแป้งขาว คล้ายสตรีชราแต่น่ากลัวกว่า

            ฟาร่าสวมชุดรัดกุมทะมัดทะแมง เปิดให้เห็นช่วงไหล่และแขนอันเต็มไปด้วยมัดกล้ามเด่นชัด นางยืนตัวตรงผึ่งผาย กลับสูงเป็นรองเพียงต้าคลุ้มคลั่ง 

            ชิโนะสวมชุดสีดำกลืนไปกับราตรี มีผ้าปิดใบหน้าเปิดให้เห็นเพียงดวงตา ด้านหลังสะพายดาบสองเล่ม มันยืนนิ่งจนแทบสังเกตไม่พบ

            มิว่าผู้ใด หากอยู่ ๆ มีคนกลุ่มนี้มาเยี่ยมเยือน ย่อมอดหวั่นไหวมิได้

            ประมุขหวงประเมินกำลังฝ่ายตรงข้ามอย่างถ้วนถี่ แม้ศัตรูเป็นยอดฝีมือ แต่ศิษย์ตระกูลหวงมีจำนวนหลายพันคน การบุกมาโดยตรงย่อมเหมือนรนหาที่ตาย แสดงว่าพวกมันมีเจตนาซ่อนเร้น

            “หมู่ตึกพิทักษ์ธรรมมิใช่ถูกดูแคลนโดยง่าย”

            เสียงของประมุขหวงแกร่งกร้าว ศิษย์หลายร้อยคนในบริเวณนั้นได้ยินถ้วนหน้า เรียกขวัญและกำลังใจขึ้นมาอักโข

            ไม่มีผู้ใดบนกำแพงตอบ แต่ทุกคนมองมายังประมุขหวง พลางนึกถึงถ้อยคำของฟางเหลาหู่

            “ตระกูลหวงใหญ่โตมีศิษย์ในสังกัดมากมาย แท้จริงไม่เข้มแข็งอย่างที่เห็นภายนอก ด้วยมีแต่ประมุขหวงที่สามารถยืนหยัดเป็นเสาหลักให้สำนัก วรยุทธของเหล่าศิษย์อาวุโสยังไม่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทน ด้วยเหตุเพราะการสูญเสียรองเจ้าสำนักทั้งสี่ไปในคราวเดียวเมื่อสี่สิบปีก่อน  หากกำจัดประมุขหวงได้ ตระกูลหวงจะเหมือนผึ้งแตกรัง หรือหากรวมตัวกันไดู้่ ก็จะมีเพียงปริมาณแต่ด้อยคุณภาพ”

            “การลงมือให้ทำเป็นเหมือนการเข่นฆ่าในยุทธจักร หากยกกำลังจำนวนมากเข้าห้ำหั่นต่อสู้กันในตัวเมือง รังแต่จะกระตุ้นให้ทางการส่งกำลังมาแทรกแซง” 

            ต้าคลุ้มคลั่งพลันกระโดดลงจากหลังคา ต่อยหมัดออกพร้อมกับเสียงตะโกนก้องกัมปนาท แฝงพลังลมปราณที่มากมายผิดมนุษย์ เกิดเป็นคลื่นเสียงกระแทกไปโดยรอบ ศิษย์ตระกูลหวงที่อยู่ใกล้นับสิบคนสลบล้มลงทันที แม้แต่หวงฮูหยินกับศิษย์อาวุโสทั้งสี่ยังตกอยู่ในความมึนงงหูดับชั่วขณะ 

            ในวินาทีนั้น ประมุขหวงต่อยหมัดออกโดยไม่ลังเล เสียงของหมัดคล้ายสายฟ้าฟาดผ่านไปในเสียงตะโกนของต้าคลุ้มคลั่ง พริบตาที่หมัดของทั้งสองกระทบกัน แรงระเบิดผลักคนที่รายล้อมกระเด็นดุจใบไม้ปลิวตามพายุ 

            ต้าคลุ้มคลั่งเป็นฝ่ายโงนเงน ประมุขหวงยกมือขวาขึ้นฟันมาจากด้านบนเข้าใส่ใบหน้าของมัน ต้าคลุ้มคลั่งใช้สองมือประสานไขว้เหนือศีรษะ เสียงดังสนั่น เข่าของต้าคลุ้มคลั่งข้างหนึ่งคุกลงกับพื้น แต่หยุดกระบวนท่า “ขวานผ่าพิภพ” ของประมุขหวงไว้ได้

            ไป่เซ่อเชินสะกิดเท้าลอยตัวขึ้นจากรั้ว ฟาดฝ่ามือสีชาดกลางอากาศ เกิดเป็นเงาภาพฝ่ามือสีแดงขยายใหญ่ขึ้นพุ่งเข้าใส่ประมุขหวง 

            หวงฮูหยินยกสองมือยิงดัชนีสกัดไว้ แต่เงาฝ่ามือยังขยายใหญ่ผ่านพลังดัชนีกระแทกเข้าใส่ไหล่ขวาของประมุขหวงจนร่างโอนเอนเล็กน้อย

    ศิษย์ตระกูลหวงเห็นประมุขถูกรุมทำร้าย พากันกระโดดขึ้นบนรั้ว แต่ยังไม่ทันต่อสู้ กลับได้กลิ่นหอมของดอกไม้ เรี่ยวแรงสูญสิ้นกลิ้งตกลงมานับสิบคน

            เสวียจงเห็นดังนั้น เกรงว่าฝ่ายศัตรูมีผู้ใช้พิษ รีบตะโกนบอกให้ศิษย์ที่เหลือเพียงล้อมอยู่ด้านล่าง

            ต้าคลุ้มคลั่งอาศัยจังหวะที่ประมุขหวงโดนฝ่ามือสีชาดฝ่าอากาศ มันผลักสองมือที่ไขว้กัน ดันฝ่ามือของประมุขหวงขึ้น ใช้ศีรษะโขกกับศีรษะประมุขหวงเต็มแรง 

            ประมุขหวงแม้โคจรลมปราณคุ้มครองศีรษะไว้ยังรู้สึกมึนไปครู่หนึ่ง

            ต้าคลุ้มคลั่งต่อยหมัดขวาใส่หน้าอกประมุขหวงเสียงดังสนั่น มันรู้สึกคล้ายต่อยใส่หินผา ประมุขหวงแยกเขี้ยวต่อยหมัดขวาถูกหน้าอกต้าคลุ้มคลั่ง จนร่างใหญ่โตของมันกระเด็นไปฟาดกับกำแพง แต่ยังไม่ทันจะลงมือซ้ำ ฝ่ามือสีชาดก็ลอยฝ่าอากาศมาอีก หวงฮูหยินยิงดัชนีสกัดไว้               ชี่หยวนเฟิงกระโดดลงจากหลังคาพุ่งเข้าใส่ประมุขหวงด้วยความเร็วเท่ากับฝ่ามือสีชาดนั้น

            ต้าคลุ้มคลั่งที่คล้ายแน่นิ่ง ถีบเท้าเข้าใส่กำแพงรั้ว โผเข้าต่อยหมัดใส่ประมุขหวงอีก

            ประมุขหวงต่อยหมัดซ้ายขวาออกพร้อมกัน เข้าปะทะกับหมัดของต้าคลุ้มคลั่งและฝ่ามือของชี่หยวนเฟิง คราวนี้แม้กระแทกทั้งสองกลับไปได้ แต่ประมุขหวงต้องถอยหลังไปสองก้าว ใบหน้ามีเหงื่อไหลซึม

            ศิษย์อาวุโสทั้งสี่ถลันเข้ามายืนขวางอยู่่ด้านหน้า

            ประมุขหวงตวาด

            “อย่าเข้ามา อันตราย”

            “ท่านพ่อ” 

            เสียงเจียเจียดังมาจากด้านหลัง ประมุขหวงใจหายวาบ ต้าคลุ้มคลั่งและชี่หยวนเฟิงเห็นว่าประมุขหวงเสียสมาธิไปในชั่วครึ่งกะพริบตา ทั้งสองพุ่งเข้ามาทันที เสวียจง เยวี่ยจง หวงหลงและหวงซิ่น ตั้งค่ายกลชักกระบี่่ออก มิคาดกระบี่ทั้งสี่เล่มหักไปในพริบตา แทบจะไม่ทำให้ศัตรูเสียเวลาสักน้อย 

            ต้าคลุ้มคลั่งกับชี่หยวนเฟิงต่อยหมัดพร้อมกันราวฝาแฝด ประมุขหวงเห็นศิษย์อาวุโสทั้งสี่ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน  จึงก้าวเท้าออกเพียงก้าวเดียวก็มาอยู่ด้านหน้า ใช้สองหมัดต่อยปะทะกับต้าคลุ้มคลั่งและชี่หยวนเฟิงพร้อมกัน  คราวนี้ทั้งสามกระอักโลหิตออกมาคนละน้อย แต่ประมุขหวงมีท่าทีกินแรงยิ่ง 

            ไป่เซ่อเชินแย้มยิ้ม มือหนึ่งฟาดฝ่ามือสีชาดใส่ประมุขหวง อีกมือยิงดัชนีใส่หวงฮูหยิน 

            ประมุขหวงไม่สนใจฝ่ามือของนาง ต่อยหมัดเข้าใส่ต้าคลุ้มคลั่งอีกครั้ง ฝ่ามือสีชาดคราวนี้กลับไม่ขยายใหญ่แต่เร่งความเร็วฝ่าอากาศเข้าปะทะกับหน้าอกของประมุขหวง เสื้อผ้าช่วงบนขาดกระจุยกระจายทันที เหมือนโดนมือยักษ์ฉีกกระชาก ปรากฏรอยฝ่ามือสีแดงบนผิวหนังชัดเจน ต้าคลุ้มคลั่งรู้ว่านี่เป็นจังหวะเวลาชี้เป็นชี้ตาย มันทุ่มกำลังต่อยหมัดใส่หมัดของประมุขหวงเต็มแรง ทั้งสองโลหิตทะลักจากปากราวน้ำชาหกจากป้าน

            เจียเจียเห็นบิดาบาดเจ็บ ลืมวิชาดัชนีของมารดา กระโดดเข้าต่อยใส่ร่างยักษ์ของต้าคลุ้มคลั่งด้วยหมัดตระกูลหวง ประมุขหวงพลันยกมือขึ้นผลักนางลอยขวางออกไปด้านข้าง ต้าคลุ้มคลั่งได้โอกาสต่อยหมัดใส่ใบหน้าของประมุขหวง

            เจียเจียกรีดร้องสุดเสียง

            “ท่านพ่อ”

            หมัดของต้าคลุ้มคลั่งมาถึงใบหน้า ประมุขหวงแม้โคจรพลังคุ้มครองไว้ แต่ยังรู้ว่าหมัดนี้สามารถส่งตนไปยังปรโลกได้

    หมัดของต้าคลุ้มคลั่งกลับต่อยใส่พัด 

            พัดธรรมดาในมือบุรุษธรรมดา

            ไม่มีใครเชื่อว่าหมัดยักษ์ของต้าคลุ้มคลั่งที่สามารถปะทะกับหวงเจียงเฉียงผู้ยิ่งใหญ่กลับถูกพัดยับยั้งไว้

            ในความรู้สึกของต้าคลุ้มคลั่ง กำลังภายในของมันคล้ายสายน้ำฮวงโหที่รุนแรงไหลลงบ่าสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ แม้อีกสิบฮวงโหก็มิอาจเติมเต็มท้องทะเลได้

            เสี้ยวอู่หมิงหมุนข้อมือควงพัดแล้วเคาะใส่หลังมือมัน ต้าคลุ้มคลั่งเหมือนโดนฟาดด้วยท่อนซุงยักษ์ มือห้อยตกลง ถอยหลังออกไปทันที 

            ชี่หยวนเฟิงคล้ายเห็นมัจจุราช มันรีบกระโดดไปทางเจียเจีย ก่อนจะฟาดฝ่ามือใส่นาง หวงฮูหยินหน้าซีดเผือดด้วยรู้ว่าธิดามิใช่คู่มือของเฒ่าประหลาดไม่หญิงไม่ชายผู้นี้

            เจียเจียไม่ครั่นคร้ามต่อยออกด้วยเพลงหมัดตระกูลหวง แต่พลังด้อยกว่าบิดามาก ชี่หยวนเฟิงเร่งฝ่ามือเข้าใส่ หมายสังหารบ๊วยหวานต้นนี้ในฝ่ามือเดียว เพื่อบั่นทอนกำลังใจของประมุขหวง

            เท้าหนึ่งเตะผ่านศีรษะเจียเจียเข้าหาฝ่ามือของชี่หยวนเฟิงจนมันเสียจังหวะไป ก่อนเงาร่างสายหนึ่งจะพุ่งเข้ามาแล้วแยกออกเป็นสอง สาม สี่ ห้าคนล้อมมันไว้ ชี่หยวนเฟิงตื่นตระหนก ด้วยไม่เคยพบเห็นกระบวนท่าเช่นนี้ กระโดดขึ้นไปบนหลังคารั้ว

            ทั้งหมดตั้งท่าจะโถมเข้าต่อสู้กันอีก

            อยู่  ๆ ฮวายี่เซียนก็ลอยลงมากลางลานกว้าง  ราวกับเทพธิดา นางทิ้งตัวลงช้า ๆ สามารถควบคุมความเร็วกลางอากาศ สุดที่ชาวยุทธทั่วไปจะกระทำได้

            ศิษย์ตระกูลหวงที่อยู่ใกล้นางหลายสิบคนล้มลงไปในทันที

            ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปจู่โจม  

            “ทุกคนถอยออกมา” 

            ประมุขหวงสั่งเสียงเด็ดขาด

            ผู้ที่เตะเท้าช่วยเจียเจียไว้คือเหมยฮวา ตอนนี้นางล้มลงไปนั่งกับพื้น ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ ไม่ทราบว่าขาหักหรือไม่

            ผู้ที่พุ่งเข้าสกัดชี่หยวนเฟิงย่อมเป็นเฟิงตงเปียน 

            คราวนี้เบย์ซาไม่รีบร้อนโจมตีฟาร่า นางขยับเข้าไปคอยคุ้มครองเจียเจียและเหมยฮวาไว้ 

            ประมุขหวงทราบว่าพวกตนมิได้เปรียบ ด้วยฝ่ายตรงข้ามเต็มไปด้วยยอดฝีมือ หากจะใช้กำลังของเหล่าศิษย์กลุ้มรุม ไม่แน่ว่าอาจมีผู้ตกตายนับร้อยคน  

            ฝ่ายตรงข้ามยังมีหญิงร่างใหญ่ คนแคระและชายในชุดสีดำที่ไม่ยอมขยับตัว เฝ้ารอโอกาสเข่นฆ่า 

            ทั้งไม่มีใครสามารถเข้าใกล้สตรีซึ่งมีกลิ่นหอมนั่นได้

            ฮวายี่เซียนแย้มยิ้ม กลางแสงจันทร์และคบเพลิง ขับเสน่ห์ลึก ๆ ของนางแทรกซึมเข้าไปในหัวใจศิษย์ตระกูลหวงหลายร้อยคน ยิ่งเมื่อได้กลิ่นหอมของบุปผาพันดอกจากเรือนร่างของนาง บางคนเริ่มไม่อาจถือดาบไว้ได้มั่น  

            แต่ชิโนะเอื้อมมือไปจับดาบโดยที่ไม่มีผู้ใดทันมองเห็น

            การสังหารกำลังจะเริ่มขึ้น

            “อามิตาพุทธ”

            เสียงนั้นแผ่วเบาอย่างเหลือเชื่อ คล้ายพระอริยสงฆ์ท่องมนต์จากแดนสุขาวดีอันห่างไกล แต่คนเกือบพันที่อยู่ในบริเวณนั้น ได้ยินชัดเหมือนกับนั่งฟังธรรมอยู่ในโบสถ์วิหารของบ้านเกิด

            ไต้ซือฟางเว่ย รองเจ้าสำนักอันดับหนึ่งแห่งเส้าหลิน

            ทันใดที่เสียงของท่านจบลง ผู้มาเยือนทั้งหมดก็กลับขึ้นไปยืนอยู่บนรั้วแล้ว

            ฮวายี่เซียนยกสองมือประกบกันวางบนต้นขาแล้วย่อตัวลง ท่วงท่างดงามจนไม่อาจงามไปกว่านี้ได้ 

            “คืนนี้ได้เห็นฝีมือของท่านประมุข นับว่าสมคำร่ำลือ”

            จากนั้นทั้งหมดเร่งท่าร่างไปคนละทิศละทาง มีศิษย์ตระกูลหวงไม่กี่คนที่มองตามได้ทัน

            “จัดเวรยามเพิ่มเป็นสามเท่าจนถึงเช้า ตรวจตราทั้งในและนอกสำนัก”

            ประมุขหวงสั่งการ

            ไต้ซือฟางเว่ยเดินมาตามทางช้า ๆ เสียงของท่านมาถึงก่อนตัวนับร้อยก้าว นี่เป็นเหตุให้ศัตรูตัดสินใจล่าถอย

            ประมุขหวงเดินเข้าไปคารวะ

            “เส้าหลินส่งกำลังมายังตระกูลหวงสองร้อยรูป บัดนี้พำนักอยู่ที่วัดนอกเมือง ขอท่านประมุขจัดหาสถานที่อันเหมาะสมในลั่วหยาง”

            “เป็นพระคุณยิ่งนักที่ไต้ซือมาด้วยตนเอง ขอเชิญเข้ามาพักผ่อน”

            “พวกมันใช่คนของพรรคปราบมังกรหรือไม่” 

            “คาดว่าเป็นเช่นนั้น แต่เหมือนมีคนที่ไม่เคยเห็นร่วมมาด้วย”

            ไต้ซือฟางเว่ยคิดคำนึง เรื่องราวคราวนี้คงหนักหนายิ่ง

            ห้องอาหารตระกูลหวง

            เหมยฮวาเพียงแต่บาดเจ็บที่กล้ามเนื้อและเส้นเอ็น โชคดีที่กระดูกขาไม่หักไป

            ประมุขหวงแม้บาดเจ็บ แต่ด้วยลมปราณคุ้มครองกายที่แทบจะเป็นหนึ่งในแผ่นดิน อาการจึงไม่ร้ายแรง หวงฮูหยินตรวจดูครู่หนึ่งก็ให้กินยาเพียงสองเม็ด

            นับว่าเป็นปาฎิหารย์ ศิษย์ที่เหลือเพียงบาดเจ็บ ส่วนใหญ่สลบไป ไม่มีผู้ใดเป็นอันตรายถึงชีวิต 

            ไต้ซือฟางเว่ยบอกต่อทุกคนว่าท่านได้รับคำสั่งจากเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินให้นำศิษย์ฝีมือดีสองร้อยคนเดินทางมาตระกูลหวงโดยเร็ว เมื่อถึงชานเมืองลั่วหยางเป็นเวลาเย็น จึงพักที่วัดนอกเมืองก่อน ส่วนตัวท่านรีบเข้าเมืองมาแจ้งข่าว

            ความจริงแล้ว ท่านรู้สึกสังหรณ์ว่าตระกูลหวงมีภัย แต่มิได้บ่งบอกออกไป ด้วยไม่มีเหตุผลรองรับ กล่าวไปนี่อาจเป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น

            “พวกมันทราบการมาของไต้ซือ ก็หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว”

            “หากพวกมันเผชิญอาตมาเพียงผู้เดียว คงไม่หนีไปไหนดอก”

            ประมุขหวงกับไต้ซือฟางเว่ยมองตากันอย่างรู้ใจ ภาพเหตุการณ์ที่เคยร่วมมือกันบุกพรรคปราบมังกรเมื่อสี่สิบปีก่อนผุดขึ้นมา ราวกับว่าการศึกครั้งใหญ่จะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

            “คราวนี้ต้องรอบคอบให้มาก” 

            ไต้ซือฟางเว่ยเอ่ยด้วยเสียงการุณ

            “คราวนี้ต้องรอบคอบให้มาก” 

            ประมุขหวงทวนคำ ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะรักษาชีวิตของผู้คนไว้ให้ได้มากที่สุด ไม่หุนหันพลันแล่นเหมือนคราวก่อน

            เจิงเจิ้งจิงขี่ม้าเข้าตัวเมืองลั่วหยาง ด้วยสุดท้ายเจ้ากรมเป่าไฉเกรงว่าเสี้ยวอู่หมิงจะมิยอมเดินทางไปฉางอาน จึงส่งมันมาด้วยตนเอง 

            มันรับราชการเป็นทหารตั้งแต่วัยหนุ่ม ตามแนวทางของบรรพบุรุษ มีวิชาทั้งกำลังภายในและภายนอก เรียนรู้ตำราพิชัยสงครามซุนวูอย่างแตกฉาน ภายหลังได้เป็นทหารคนสนิทของเป่าไฉ ถือว่าเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งอยู่ใกล้ขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนัก

            ปีนี้มันอายุสามสิบสอง มีภริยาหนึ่ง บุตรสองคน ล้วนอาศัยอยู่ที่ฉางอาน ฐานะครอบครัวเป็นอยู่สุขสบาย นี่เป็นการเดินทางไกลนาน ๆ ครั้ง ด้วยเวลาที่เป่าไฉตามเสด็จมาลั่วหยาง มักให้เจิงเจิ้งจิงปฏิบัติงานอยู่ที่ฉางอาน

            เมื่อถึงลั่วหยางในยามเช้า ผู้คนตื่นนอนมาทำงาน บ้างนั่งรอผู้ว่าจ้าง บ้างทานอาหารง่าย ๆ บ้างจับกลุ่มพูดคุย เป็นภาพที่นายทหารระดับมันไม่คุ้นตา

            ผู้คนกลุ่มใหญ่ราวสามร้อยคนเดินเป็นระเบียบอยู่ด้านหน้า ทั้งหมดแต่งกายเช่นชาวยุทธ สะกิดความสงสัยของมันขึ้น จนต้องแวะถามทหารที่ลาดตระเวนผ่านมา

            ทหารนั้นเห็นมันแต่งเครื่องแบบนายทหาร จึงรีบตอบ

            “นี่เป็นคนของสำนักหงส์ขาว เดินทางเข้าเมืองไปตระกูลหวง มีการแจ้งต่อทางการล่วงหน้า ทั้งได้รับอนุญาตแล้ว”

            สำนักตระกูลหวงและสำนักหงส์ขาวต่างก็เป็นสำนักใหญ่ของแผ่นดิน เจิงเจิ้งจิงย่อมรู้จัก ทั้งมีเป้าหมายไปยังตระกูลหวงเช่นเดียวกัน จึงกระโดดลงจากหลังม้า

            “นำม้าไปฝากที่ค่ายประตูเมือง เสร็จธุระแล้วข้าฯจะไปรับเอง”

            ทหารนั้นจูงม้าไป ด้วยมิกล้าขี่ม้าของนายทหารระดับสูง

            เจิงเจิ้งจิงมองตามอย่างพอใจในระเบียบวินัย แล้วหันไปเดินตามกลุ่มคนของสำนักหงส์ขาวอยู่ห่าง ๆ  ชมเมืองลั่วหยางไปพลาง 

            คนของสำนักหงส์ขาวล้วนแต่งกายเรียบร้อยด้วยชุดสีขาวคาดเข็มขัดสีเทา สะพายกระบี่ยาวสีดำสลักลวดลายหงส์สีขาวที่ฝักกระบี่ จากเครื่องแต่งกายไม่อาจสังเกตความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของฝีมือหรือตำแหน่งในสำนักได้

            ขบวนสามร้อยกว่าคนเคลื่อนที่ไม่เร็วนัก ยังดีที่ถนนลั่วหยางกว้างขวางใหญ่โต แม้ศิษย์สำนักหงส์ขาวเดินแถวเรียงสิบนับได้สามสิบแถว ก็ยังมีที่ว่างให้ผู้อื่นสัญจรได้อย่างเหลือเฟือ

            “เรียนเจ้าสำนัก มีทหารเดินตามขบวนของเรามาระยะหนึ่ง”

            เจ้าสำนักฮุ่ยเหมยลี่พยักหน้า คนของสำนักหงส์ขาวแม้ดูคล้ายเดินไปเรื่อย ๆ แท้จริงเฝ้าระวังภัยอยู่ตลอดเวลา ด้วยการมาคราวนี้อาจต้องเผชิญหน้ากับพรรคปราบมังกร

            “มันสละม้าแล้วเดินอาด ๆ ท่าทางเปิดเผย ให้จับตาดูไปก่อน”

            ศิษย์ผู้นั้นคำนับแล้วล่าถอยไป

            เมื่อขบวนใกล้ถึงตระกูลหวง สวนทางกับทหารยามกลุ่มหนึ่ง ลักษณะเพิ่งออกเวร หัวหน้ากลุ่มพบเห็นชาวยุทธนับร้อย จึงเข้ามาตวาดถามด้วยเสียงอันดัง

            “พวกเจ้ามาจากที่ใด เหตุใดยกพวกมากลางเมืองเช่นนี้ ได้รับอนุญาตจากทางการหรือไม่”

            เจ้าสำนักฮุ่ยเหมยลี่ไม่พอใจ ด้วยทางหนึ่งพวกนางได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองแล้ว ทั้งท่าทีและน้ำเสียงของทหารผู้นี้ แสดงว่าไม่มีความรู้สึกดีต่อชาวยุทธจักร

            ศิษย์ผู้หนึ่งออกไปรับหน้า

            “พวกข้าพเจ้ามาจากสำนักหงส์ขาว พี่ท่านคงเคยได้ยินมาบ้าง คราวนี้จะเดินทางไปสำนักตระกูลหวง”

            ทหารผู้นั้นได้ยินชื่อสำนักแล้ว ยังมิยอมปล่อยผ่านโดยง่าย

            “ชาวยุทธหลายร้อยคนเข้าเมืองย่อมมีเหตุพิเศษ เจ้าสำนักของพวกเจ้าอยู่ที่ใด”

            ศิษย์สำนักหงส์ขาวไม่พอใจ ด้วยทหารผู้นี้เป็นเพียงพลลาดตระเวน ปกติไม่อาจก้าวล่วงชาวยุทธระดับเจ้าสำนัก 

            “สำนักหงส์ขาวมีชื่อเสียงเป็นเสาหลักค่ายธรรมะ ทั้งได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองอย่างถูกต้อง หากเจ้าไม่เชื่อก็ให้ไปตรวจสอบกับค่ายประตูเมือง อย่าได้เสียมารยาทไปกว่านี้”

            นายทหารนั่นชักสีหน้าไม่พอใจ แต่เมื่อหันมาเห็นผู้พูดสวมชุดนายทหารระดับสูงกว่าตนมาก ทั้งเป็นทหารของวังหลวง จึงรีบเปลี่ยนเป็นคำนับ

            “เมื่อนายท่านกล่าวก็ใช่แล้ว พวกเราไป”

            เจิงเจิ้งจิงสงสัย ทหารผู้นี้ตั้งใจก่อกวนสำนักหงส์ขาวชัด ๆ ทั้งการวางตัวพูดจาผิดจากทหารเมืองหลวง คงต้องสืบหาข้อมูลว่าสังกัดใด

            “ขอบคุณพี่ท่านช่วยอำนวยความสะดวก”

            ศิษย์ที่ออกรับหน้าเมื่อครู่เป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบห้าปี เรียบร้อยอ่อนน้อม สมเป็นผู้เจรจาเรื่องราว

            “มิได้ ข้าพเจ้าขออภัยแทนทหารซึ่งไร้มารยาทบกพร่องวินัย ความจริงกองทัพเราเข้มงวด หวังว่าสำนักหงส์ขาวมิจำใส่ใจ”

            “มิกล้า ไม่ทราบว่าพี่ท่านจะไปที่ใด”

            เจิงเจิ้งจิงคิด คำถามนี้แสดงว่าคนของสำนักหงส์ขาวทราบแล้วว่ามันติดตามมา

            “คงเป็นสำนักตระกูลหวงเช่นเดียวกัน”

            ฮุ่ยเหมยลี่ก้าวออกไป 

            “ข้าพเจ้าเจ้าสำนักหงส์ขาว ไม่ทราบท่านมีธุระใดที่ตระกูลหวง”

            “คารวะประมุขฮุ่ย นับถือมานาน ข้าพเจ้ามีข่าวของทางการไปแจ้งต่อผู้ที่พักอยู่ที่นั่น ขออภัยที่ถือวิสาสะเดินตามขบวนมา”

            เจิงเจิ้งจิงได้เห็นเจ้าสำนักฮุ่ยเหมยลี่เป็นครั้งแรก แม้นางอายุสามสิบแล้ว แต่ก็นับว่างดงามเป็นสาวใหญ่ จากการข่าวของทางการ นางไม่แต่งงาน เอาแต่ทุ่มเทดูแลกิจการของสำนักต่อจากมารดา 

             “ถ้าเช่นนั้นพวกเราร่วมทางไปด้วยกัน”

    คล้ายกับเรื่องกระบี่ไร้วาจา ที่คุณอ่าน