ตอนที่ 33 เตรียมการบุกกวาดล้างรังโจร
หลังจากที่อากอร์นและทั้งสองอัศวินยอดฝีมือดีที่สุดของเขาได้ตกลงแผนการกันเสร็จแล้วอีกหนึ่งวันให้หลังกองกำลังทั้งหนึ่งพันนายที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีก็ได้เคลื่อนพลออกไปจากเมืองอย่างช้าๆโดยที่ไม่มีใครได้รับรู้และมุ่งตรงไปที่เมืองเจรันต้าเมืองพันธมิตรของเมืองแซนดี่ที่อยู่ใกล้ที่สองก่อนเพื่อทำการดักปล้นชาวบ้านตามแผนการขั้นแรก......
จากนั้นก็ไปต่อที่เมืองฮาฟดี่และเมืองรูโฟซันที่อยู่ถัดออกไปซึ่งส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านเหล่านี้จะอยู่ภายในหมู่บ้านที่อยู่ติดเขตชายแดนของดินแดนของพวกเขาแต่การปล้นในครั้งนี้เรเว่นและมอแกรนไม่ได้สังหารชาวบ้านเลยสักคนเดียว......
แต่พวกเขาได้ทำการสังหารทหารของเมืองทั้งสามเมืองไปในตอนที่บังเอิญไปพบเข้าและได้ทำการปล่อยให้มีคนหนีรอดไปได้เพื่อกลับไปรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น......
ซึ่งเจ้าเมืองทั้งสามและบุคคลสำคัญของเมืองไปพากันไปที่เมืองแซนดี่อยู่ในตอนนี้พวกจึงไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนี้เลย เพราะกว่าจะเดินทางไปที่เมืองแซนดี่นั้นก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองถึงสามวันกว่าจะไปถึงและมันก็ทำให้ข่าวที่ถูกส่งออกไปมีความล่าช้าอย่างมาก.....
แต่อากอร์นได้คิดแผนการเอาไว้แล้วว่าจะไม่ให้พวกเจ้าเมืองทั้งสี่เมืองได้รับรู้ข่าวที่เกิดขึ้นที่ดินแดนของตนได้โดยเขาได้ส่งลอลิและหน่วยของเธอออกไปดักซุ่มโจมตีหน่วยส่งข่าวของพวกเขาที่ระหว่างทางมาที่เมืองแซนดี่.......
เจ็ดวันผ่านไป......
ในที่สุดแผนการนี้ก็สำเร็จตามที่อากอร์นคิดเอาไว้พันธมิตรทั้งสี่เมืองต่างได้รับรู้ข่าวหลังจากที่พวกเขากลับมาถึงที่เมืองของตนเองและพวกเขาก็รู้สึกโกรธมากที่เจ้าเมืองแซนดี่หลอกให้พวกเขาไปพบที่เมืองและแสร้งทำเป็นคุยเรื่องการโจมตีเมืองเซนต์จูรี่..........
ซึ่งแผนการนี้ใช้เวลาดำเนินการไปมากกว่าเจ็ดวันด้วยกันซึ่งมีชาวบ้านหลายหมู่บ้านที่ถูกปล้นแต่มามีชาวบ้านคนใดถูกฆ่าสักคนเดียวแต่มันก็ทำให้ชาวบ้านเหล่านั้นเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาและไม่กล้าที่อยู่ที่หมู่บ้านอีกเพราะกลัวจะถูกดักปล้น......
นอกจากนั้นเรเว่นกับมอแกรนยังได้สังหารทหารของทั้งสี่เมืองไปมากกว่าเมืองละสามร้อยคนอีกด้วยถึงแม้จะมองดูว่าเป็นจำนวนที่ไม่มากเท่าไหร่นักแต่การที่จะสร้างและฝึกทหารขึ้นมาสักคนนั้นมันจำเป็นที่จะต้องใช้ทั้งเวลาและเงินไม่น้อยเลย.......
การที่เสียกำลังทหารไปถึงสามร้อยนายนั้นหากคิดเป็นเงินแล้วก็ตกคนละห้าร้อยถึงหนึ่งพันเหรียญเงินรวมๆ แล้วพวกเขาเสียเงินไปราวๆ สองแสนกว่าเหรียญเงินได้และยังต้องใช้เวลามากกว่าสามถึงสี่เดือนในการฝึกทหารใหม่มาทดแทน........
แล้วแบบนี้จะไม่ให้เมืองทั้งสามโกรธแค้นได้อย่างไรซึ่งเจ้าเมืองแซนดี่เองก็ได้รับข่าวนี้เช่นกันเขาไม่รู้ว่าเกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไรและเขาพยายามที่จะให้ของเขาสืบหาข่าวของทหารเหล่านั้นที่อ้างตัวว่าเป็นคนทหารของเขาว่าเป็นพวกใด......
ภายในห้องโถงปราสาทเจ้าเมืองแซนดี่......
“ยังไม่พบตัวพวกมันอีกอย่างนั้นเหรอ?”เจ้าเมืองแซนดี่กล่าวถามขึ้นอย่างกระวนกระวายใจ......
“พวกเราไม่สามารถหาเบาะแสใดๆได้เลยขอรับ หลังจากที่เหล่าเจ้าเมืองทั้งหมดกลับไปพวกมันก็หายหัวกันไปหมดเลย”ทหารกล่าวรายงานด้วยสีหน้าเกร็งๆ และหวาดกลัวว่าจะถูกลงโทษ......
“ต้องเป็นไอ้พวกเมืองเซนต์จูรี่แน่ๆ”ทันใดนั้นเองเสียงของขุนนางคนหนึ่งก็ดังขึ้น.....
หือ....?
“ไอ้พวกเมืองเซนต์จูรี่นะรึ?ไอ้บัดซบสารเลวเอ๊ย!! ต้องเป็นพวกมันแน่ๆ!!”เจ้าเมืองแซนดี่คิดตามและปักใจเชื่อตามขุนนางนั้นในทันทีเพราะเขาเองก็เชื่อว่าเป็นฝีมือของอากอร์นแน่ๆ ......
“แต่ถึงอย่างนั้นตอนนี้พวกเราจะทำยังไงกับความโกรธของเหล่าพันธมิตรของเราละขอรับหากปล่อยไว้แบบนี้พวกเราอาจจะแย่ก็ได้”ขุนนางอีกคนกล่าวถามขึ้นด้วยความกังวล......
“เรื่องนี้คงทำอะไรไม่ได้แล้วสงสัยข้าคงต้องส่งเรื่องนี้ไปบอกท่านตาของข้าเสียแล้ว”เจ้าเมืองแซนดี่กล่าวด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังเป็นอย่างมากและเขาก็คิดว่าจะขอความช่วยเหลือจากตาของเขาที่มียศสูงถึงไวเคานต์และมีทหารภายใต้การดูแลมากกว่าสองแสนนาย.....
เมื่อขุนนางและเหล่าทหารมีตำแหน่งได้ฟังอย่างนั้นสีหน้าที่ดูไม่สู้ดีก่อนหน้านี้ของพวกเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเพราะอำนาจของผู้เป็นตาของเจ้าเมืองนั้นสูงมากเพียงแค่อัศวินระดับล่างกับทหารส่วนหนึ่งก็สามารถกำราบเมืองพันธมิตรทั้งสี่ได้แล้ว.....
กลับมาที่เมืองเซนต์จูรี่......
หลังจากที่ภารกิจสำเร็จแล้วเรเว่นและมอแกรนก็กลับเข้าเมืองพร้อมกับเงินจำนวนมากพร้อมด้วยชุดเกราะและอาวุธที่ยึดได้จากค่ายของเมืองเจรันต้าฮาฟดี่และรูโฟซันที่พวกเขาบุกโจมตีไป......
“ยินดีต้อนรับกลับ”อากอร์นที่ยืนรอต้อนรับพวกเขาที่หน้าประตูเมืองกำแพงชั้นที่สองได้พูดขึ้น.......
“คารวะนายท่าน!!”ทั้งสองกล่าวทักอากอร์นอย่างนอบน้อมทันที......
“ตามสบายเถอะพวกท่านและทหารคงเหนื่อย เข้าเมืองไปพักก่อนเถอะเดียวของเหล่านี้ข้าให้เจมส์วิชจัดการต่อเอง”อากอร์นโบกมือบอกให้ทั้งหมดทำตัวตามสบายและบอกให้พวกเขากลับเข้าเมืองไปพักผ่อนก่อนและได้มอบหน้าที่จัดการสิ่งของที่นำกลับมา ให้กับเจมส์วิชดูแลแทน......
ขอรับ!!
อัศวินทันสองและทหารทั้งหนึ่งพันนายเดินทางเข้าเมืองไปในทันทีทหารทั้งหมดที่ออกไปปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้พวกเขาไม่ได้รู้สึกเหนื่อยหรือบาดเจ็บตรงไหนดังนั้นแล้วหลังจากที่กลับเข้าเมืองมาพวกเขาจึงคิดว่าจะไปช่วยคนอื่นๆทำหน้าที่ต่อ......
แต่ในตอนที่พวกเขาเดินผ่านประตูเมืองมานั้นพวกเขาก็พบว่าพื้นที่ที่ดูโล่งกว้างก่อนหน้านี้ได้ถูกแทนที่ด้วยบ้านเรือนจำนวนมากและร้านค้าและสิ่งก่อนสร้างนานารูปแบบ พร้อมกับมีชาวบ้านเดินไปเดินมาจำนวนมากอีกด้วย......
เมื่อชาวบ้านเห็นพวกเขาเข้ามาทั้งหมดต่างก็หยุดการกระทำของพวกเขาและหันมามองที่ทหารทั้งหนึ่งพันนายเป็นสายตาเดียวกันก่อนที่ทุกคนจะกลับไปทำกิจกรรมของตนเองทำค้างไว้ซึ่งชาวบ้านเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่อพยพเข้ามาอยู่ใหม่เมื่อไม่นานมานี้......
พวกเขาล้วนมาจากหมู่บ้านที่อยู่รอบๆซึ่งแอบซ่อนและหลบหนีจากพวกโจรและสัตว์ร้ายมานานแล้ว จนพวกเขาได้ยินว่าเมืองเซนต์จูรี่ได้กลับมารุ่งเรืองและปลอดภัยอีกครั้งพวกเขาจึงได้พากันอพยพกันมาที่นี่ซึ่งอากอร์นก็ได้รับพวกเขาเข้ามาอย่างเต็มใจและให้พวกเขาอยู่ที่พื้นที่นี้......
ข่าวที่เรเว่นและมอแกรนกลับมาแล้วนั้นไม่ได้มีใครรู้มากนักเพราะตอนที่พวกเขาไปอากอร์นก็ไม่ได้บอกว่าพวกเขาไปไหนเพียงแค่บอกว่าพวกเขาออกไปทำภารกิจที่เขาสั่งเท่านั้นนอกจากนี้ลอลิและหน่วยของเธอเองก็กลับมาแล้วเช่นกัน......
หนึ่งวันผ่านไป......
ณห้องโถงประชุมสำรอง.......
“ตอนนี้เมืองของเราพัฒนาขึ้นมากทั้งผลผลิตทางการเกษตรและเหมืองแร่ รวมไปถึงการล่าสัตว์ร้ายที่ป่าชั้นนอกด้วยทำให้เมืองของเรามีเสบียงมากพอที่จะใช้เลี้ยงดูผู้คนถึงห้าปีนอกจากนั้นกำลังทหารของเราก็มีมากถึงหนึ่งหมื่นสองพันแล้ว”
“แต่เรายังมีประชากรน้อยกว่าที่กำหนดแต่นั่นไม่เช่นปัญหาของเราในตอนนี้เพราะเรื่องที่เราควรจะทำคือการสร้างเส้นทางธุรกิจให้เราเมืองของเราและหาคู่ค้าในการทำการค้าด้วย และนั้นก็คือปัญหาใหญ่ของเราในตอนนี้เพราะเรายังไม่อาจที่ทำให้พื้นที่ของเราปลอดภัยได้มากพอ เมืองอื่นๆที่อยู่แถวนี้จึงยังไม่คิดที่จะทำการค้ากับพวกเรา”
อากอร์นกล่าวอธิบายถึงสถานการณ์ในปัจจุบันให้กับทุกคนฟังอย่างจริงจังและบอกถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ว่ามีอะไรบ้างเผื่อจะมีใครมีความคิดที่ดีเสนอออกมา........
“ตอนนี้รังโจรที่ยังเหลืออยู่ล้วนเป็นกลุ่มโจรขนาดใหญ่ที่มีกำลังมากเกินกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันคนขึ้นไปทั้งนั้นแถมในกลุ่มของพวกมันยังมีนักรบระดับจำนวนมากอยู่ด้วยนอกจากนั้นพวกมันยังมีนักเวทย์และนักฆ่าอีกการที่เราจะจัดการพวกมันนั้นคงจะใช้กำลังคนที่มากพอ”
มอแกรนเป็นคนแรกที่พูดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องของรังโจรทั้งหลายที่ยังเหลืออยู่และมันก็เป็นภัยคุกคามใหญ่ที่สุดในการทำธุรกิจการค้าของเมืองด้วย.....
“ถูกอย่างที่ท่านมอแกรนว่ารังโจรส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นรังโจรขนาดใหญ่การที่ทำลายพวกมันนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังคนไม่น้อยในการจัดการพวกมันและนั้นก็ต้องมีการสูญเสียเป็นจำนวนมากที่จะต้องเกิดขึ้นมาในศึกครั้งนี้”เรเว่นกล่าวเสริมขึ้นหลังจากที่มอแกรนพูดจบ.....
“หากพวกเราบุกโจมตีพวกมันแบบสายฟ้าแลบละ?”แรมโบ้ออกความคิดเห็นของเขาบ้าง......
“มันเป็นเรื่องยากที่จะทำแบบนั้นเพราะอีกฝ่ายก็มีนักฆ่าและจอมเวทย์อยู่ด้วยยังไงพวกมันก็ต้องรับรู้ได้ถึงการมาของพวกเราแน่” ฮอล์สันกล่าวค้านขึ้นมาทันที เพราะว่าอีกฝ่ายเองก็มียอดฝีมือเช่นกันยังไงพวกนั้นก็ต้องรู้ถึงการมาอย่างฉับพลันแน่.......
“ถูกอย่างที่พี่ฮอล์สันพูดยังไงพวกมันก็ต้องรู้ว่าพวกเราบุกโจมตีพวกมันอย่างแน่นอน” เจมส์วิชเองก็คิดเห็นเช่นเดียวกันกับฮอล์สันเช่นกัน......
“หากพวกเรามีจอมเวทย์มืดก็ดีจะได้ช่วยพวกเราจัดการกับการรับรู้ของพวกมัน” เจนนี่ที่พึ่งปรากฏตัวขึ้นข้างๆเจมส์วิชอย่างช้าๆ ได้พูดขึ้นเพื่อออกความคิดของเธอ.....
จอมเวทย์มืด?
“แบบนั้นไม่ดีแน่เจนนี่เพราะจอมเวทย์มืดนั้นไม่เป็นที่ยอมรับหากพวกเรามีจอมเวทย์มืดละก็มันอาจจะนำพาเรื่องไม่ดีมาสู่ท่านอากอร์นก็เป็นได้!!”เจสสิก้าจอมเวทย์เพียงหนึ่งเดียวของอากอร์นได้พูดแทรกขึ้นมาปฏิเสธเจนนี่ทันทีพร้อมกับให้เหตุผลที่ใครๆ ต่างก็รู้ว่าทำไม......
“ฉันก็แค่เสนอเล่นๆเท่านั้น ฉันเองก็รู้หรอกน่าว่าจอมเวทย์มืดนั้นถูกปฏิเสธโดยผู้คนแต่พวกเราจะทำยังไงละ ก็ในเมื่อเวทมนตร์ของพวกเขาเหมาะสมต่อแผนการบุกของพวกเรา”เจนนี่รู้ว่าความหมายของเจสสิก้าคืออะไรและเธอก็เพียงแค่ออกความคิดเห็นออกไปเท่านั้น ไม่ได้คิดที่จะให้มีจอมเวทย์มืดจริงๆเพราะมันจะเป็นการนำปัญหามาให้กับอากอร์น.......
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นประตูห้องประชุมก็ได้เปิดออกพร้อมกับทหารนายหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าเร่งรีบก่อนจะชันเข่าลงและเปิดปากพูดขึ้นว่า.......
“จบตอนแล้วขอรับท่านผู้อ่าน”
พ่าม!!