ทัวร์นาเมนต์แข่งรถประจำปีบนถนนหยุนเฟิงฟังดูมีระดับมาก แต่ที่จริงแล้วมันก็คือการแข่งรถใต้ดินผิดกฎหมาย ผู้เข้าแข่งขัน ถ้าไม่ใช่ลูกหลานของตระกูลผู้ลากมากดีที่เกิดมาเพื่อล้างผลาญเงิน ก็เป็นบรรดานักแข่งรถใต้ดิน คนดี ๆ มีไม่เยอะนัก แต่ในฐานะที่เป็นเมืองทำเงินอันดับหนึ่งของประเทศจีน กิจกรรมน่าตื่นเต้นอย่างการแข่งรถจึงครองตลาดยักษ์ใหญ่มาตลอด ทุกครั้งที่การแข่งขันใหญ่จะมาเยือน นอกจากชาวเมืองหมิงจูที่คึกคัก ผู้คนจากจังหวัดใกล้เคียงไปจนถึงทุกส่วนของประเทศต่างก็แห่แหนมาจากทั่วทุกสารทิศ บ้างก็มาเพื่อเม็ดเงินจำนวนมหาศาล บ้างก็มาเพื่อเปิดประสบการณ์กับงานแข่งรถอันดับต้น ๆ ของประเทศ และแข่งขันกับนักแข่งรถมากฝีมือชั้นแนวหน้า
แต่เมื่อพูดถึงงานแข่งรถหยุนเฟิง ก็นับว่าเป็นการแข่งรถใต้ดินที่ถึงจะผ่านลมฝนซัดสาดก็ยังคงดำรงอยู่ได้ ในตอนแรกที่รถยนต์ยังไม่เป็นยานพาหนะหลักของประเทศจีน ถนนหยุนเฟิงก็คือแหล่งรวมกลุ่มวัยรุ่นที่หลงใหลในการแข่งรถ ชอบความท้าทายและความตื่นเต้น ทว่าตอนนั้นเครื่องมือในการแข่งรถยังไม่ใช่รถซูเปอร์คาร์หรือรถแต่งสุดหรู แต่เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่มีโครงสร้างหยาบ ๆ ถึงจะไม่ใช่การแข่งขนาดใหญ่ แต่กลับถูกกลุ่มนักแข่งที่มีเทคนิคยอดเยี่ยมผลักดันให้มีชื่อเสียง กลายเป็นความบันเทิงที่วัยรุ่นคลั่งไคล้มากที่สุด แต่เพราะผลเสียของการแข่งรถนั้นมากเกินไป บางครั้งบางคราวตำรวจก็คุมตัวนักแข่งผิดกฎหมายไปสอบสวน ด้วยเหตุนี้จึงกระทบต่อการเติบโตและความนิยมของงานแข่งรถหยุนเฟิงพอสมควร
เวลาต่อมาเศรษฐกิจเฟื่องฟูขึ้น รถยนต์กลายเป็นยานพาหนะหลักในการดำรงชีวิต รถสปอร์ตขับเคลื่อนด้วยแรงม้าโผล่บนถนนหยุนเฟิงไม่ขาดสาย ซึ่งได้รับการพัฒนาเรื่อยมาจนถึงตอนนี้ เมื่องานแข่งรถหยุนเฟิงจะเริ่มในแต่ละปี มีรถสปอร์ตแบรนด์ดังอย่างน้อยกว่าร้อยคันจากทั่วประเทศมารวมตัวกันที่ปากทางภูเขาจิ่วผานบนถนนหยุนเฟิง เรียกได้ว่าเป็นมหกรรมรถหรูยิ่งใหญ่อลังการ
และนี่ก็คืองานแข่งรถที่หลินเสี่ยวจู้พูดถึง เป็นสรวงสวรรค์ที่นักแข่งล้วนใฝ่ฝันหา
หลินเสี่ยวจู้ดึงสายตาอันร้อนแรงกลับมาจากสายฟ้าสีแดงที่ผ่านไปพร้อมเสียงดังกระหึ่ม ก่อนกล่าวด้วยความอิจฉาว่า
“ขับรถซูเปอร์คาร์นี่มันเจ๋งสุด ๆ ไปเลย ถ้าฉันขับรถแบบเดียวกับพี่ จะไม่ปล่อยให้พี่เห็นแม้แต่ไฟท้ายรถแน่!”
เซียวเจิ้งพูดกลั้วหัวเราะพลางตอบ “หยุดบ่นได้แล้ว รีบไปโรงเรียนเถอะน่า ฉันต้องรีบไปทำงานด้วย”
“พี่เขย!” หลินเสี่ยวจู้ทำเสียงออดอ้อน “ฉันมาหมิงจูสองปีแล้ว ยังไม่เคยเห็นงานแข่งรถชั้นนำของประเทศเลย พี่จะให้ฉันข่มใจเดินผ่านไปโดยไม่แวะเชียวเหรอ?”
“บัตรผ่านประตูก็ห้าพันแล้ว เธอมีเงินเหรอ?” เซียวเจิ้งกล่าวอย่างจนปัญญา
หลินเสี่ยวจู้ยิ้มแบบมีเลศนัย จากนั้นจึงหยิบปึกธนบัตรสีแดงใหม่เอี่ยมออกมาจากกระเป๋า
“ฉันเตรียมไว้ตั้งนานแล้ว!”
เซียวเจิ้งส่ายหัวพลางกล่าวว่า “อย่าไปเลย ที่นั่นคนดีคนเลวปะปนกันไปหมด เป็นแหล่งรวมนักเลงท้องถิ่น นักเรียนมอปลายอย่างเธอไปที่แบบนั้นคงไม่เหมาะ”
“มีพี่อยู่ทั้งคนไม่ใช่เหรอ!”
หลินเสี่ยวจู้แนบร่างเข้าใกล้เซียวเจิ้งแล้วเขย่าแขน เรียกพี่เจิ้งไป ก่อนทำเสียงหวานว่า “พี่เขย พี่ไปเล่นเป็นเพื่อนฉันสักหน่อยเถอะ ได้ยินว่าครั้งนี้เชิญนักแข่งมือฉมังมาหลายคนเชียวนะ ต้องสุดยอดแน่ ๆ!”
เซียวเจิ้งต้านทานการออดอ้อนของเด็กสาวปีศาจไม่ได้ จึงกล่าวด้วยความจำยอม “ลองดูก็ได้ แต่ต้องรีบกลับโรงเรียนก่อนอาหารมื้อกลางวันนะ ไม่อย่างงั้นฉันถูกพี่สาวเธอด่าเช็ดอีกแน่”
“ไม่มีปัญหาค่ะ! พี่เขยนี่เยี่ยมจริง ๆ!”
หลินเสี่ยวจู้หอมแก้มเซียวเจิ้งด้วยความตื่นเต้น พลางฉีกยิ้มแล้วกล่าวว่า “หลังจากนี้ถ้าพี่กับพี่สาวของฉันทะเลาะกัน ฉันจะอยู่ข้างพี่แน่นอน!”
เซียวเจิ้งตอบอย่างไม่สบอารมณ์ “นี่เธออยากให้ฉันกับพี่สาวเธอทะเลาะกันขนาดนี้เชียวเหรอ?”
แต่ในใจกลับคิดว่า เธอหอมแก้มซ้ายของฉัน แล้วทำไมไม่หอมแก้มขวาด้วย? หรือจะจริงอย่างที่เจ้าลิงพูด แก้มซ้ายของฉันดูดีกว่าแก้มขวา?
แต่ในฐานะพี่เขยในนามของหลินเสี่ยวจู้ เขารู้สึกว่าต้องตักเตือนสาวน้อยสักหน่อย ในฐานะน้องภรรยาจะมาหอมแก้มพี่เขยสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนคนพลุกพล่านแบบนี้ เดี๋ยวจะทำให้ประธานหลินกระอักกระอ่วนเอา
หลินเสี่ยวจู้เองก็ไม่ได้สนใจ เธอกำลังขับรถมุ่งหน้าไปยังภูเขาจิ่วผานด้วยความตื่นเต้น ซ้ำยังไม่ลืมเล่าประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของงานแข่งรถหยุนเฟิงให้เซียวเจิ้งฟังตลอดทาง
“งานแข่งรถหยุนเฟิงมีชื่อเสียงครั้งแรกเพราะรถมอเตอร์ไซค์ การแข่งด้วยรถยนต์เพิ่งเป็นที่นิยมในช่วงสิบปีมานี้ หลังจากถูกตำรวจห้ามปรามในช่วงแรก งานแข่งรถหยุนเฟิงก็ค่อย ๆ เลี่ยงรายการที่อันตรายเกินไป งานนี้จะเน้นการชมการแข่งรถเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก ไฮไลท์ก็คือการแข่งขันระหว่างนักแข่งรถชื่อดังจากทั่วประเทศ จะว่าไปแล้วในฐานะที่เป็นการแข่งรถใต้ดินที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ งานแข่งรถหยุนเฟิงจึงเปิดรับนักแข่งจากทั่วประเทศมาตลอด อย่างเมื่อไม่กี่ปีก่อน ลูกเศรษฐีแห่งแก๊งเยียนจิงก็รวมทีมมาลงแข่งด้วย เป็นรถซูเปอร์คาร์ดัดแปลงเหมือนกันหมด ถึงขั้นส่งบรรดานักแข่งมืออาชีพไปลงแข่ง ขู่ว่าจะล่มงานแข่งรถหยุนเฟิงแล้วให้สรวงสวรรค์แห่งรถแข่งไปตั้งอยู่ที่เยียนจิง ผลสุดท้ายเป็นไงพี่รู้ไหม? พวกนักแข่งนอกคอกที่ไม่มีใครรู้จักโผล่มาเต็มเลย ขยี้นักแข่งเหล่านั้นซะอยู่หมัด ไม่เห็นแม้แต่ไฟท้ายด้วยซ้ำ กินฝุ่นเข้าไปเต็มเปา หลังจากผ่านการแข่งครั้งนั้นไป งานแข่งรถหยุนเฟิงก็มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการกว่าเดิม แถมยังเติบโตเร็วขึ้น หลายปีมานี้แม้แต่ตำรวจยังปิดหูปิดตาข้างนึง ขอแค่ไม่ทำคนตายก็จะไม่ยุ่ง”
หลินเสี่ยวจู้พูดให้ฟังจนหมดเปลือก เล่าถึงอดีตอันเฟื่องฟูของงานแข่งรถหยุนเฟิงได้อย่างเพลิดเพลิน เหมือนเธอขยี้นักแข่งมืออาชีพเหล่านั้นเองกับมือ ออกมือไม้ท่าทาง คงไม่ต้องบอกว่าตื่นเต้นขนาดไหน
ไม่นานนักรถ BMW สีขาวก็เคลื่อนเข้าสู่ถนนผานซานอย่างเชื่องช้า จากนั้นจึงจอดที่ทางแยกแรก
“ถึงแล้ว!”
หลินเสี่ยวจู้ปลดเข็มขัดนิรภัย ใบหน้าจิ้มลิ้มปรากฏเลือดฝาด เธอกล่าวพร้อมกับดวงตาที่เปล่งประกายว่า “ที่นี่ก็คือภูเขาจิ่วผาน สรวงสวรรค์แห่งรถแข่ง!”
พอเซียวเจิ้งทอดสายตามองไป ก็เห็นรถจอดเรียงรายสุดลูกหูลูกตาประหนึ่งทะเลรถ รถหลากสีสันละลานตาเป็นอย่างยิ่ง
เขาเปิดกระจกรถแล้วจุดบุหรี่มวนหนึ่ง จากนั้นเสียงดนตรีเฮฟวี่เมทัลก็กระหน่ำเข้ามาไม่ขาดสาย เหมือนกับจะทำลายหัวใจของเขาให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ ทุ้มกระหน่ำอยู่ในอก วงดนตรีร็อคแอนด์โรลผมเผ้ายุ่งเหยิงดีดกีตาร์ตีกลอง ส่งเสียงว้ากอย่างบ้าคลั่งราวกับคนป่วยจิต ฟังไม่ได้ศัพท์สักคำ ไม่รู้ว่าร้องบ้าอะไรอยู่ เหล่าเด็กสาววัยแรกรุ่นที่สวมชุดสุดเซ็กซี่ต่างก็โยกย้ายส่ายเอวอย่างเมามัน ปลดปล่อยฮอร์โมนเพศหญิงอันพลุ่งพล่านออกมา ปลุกเร้าบรรยากาศสนามแข่งให้ร้อนระอุ
“แข่งรถก็แข่งไปสิ แมลงเม่าพวกนี้มาทำอะไรกัน อย่างกับงานเลี้ยงของกลุ่มคนจิตวิปริต ฉันล่ะอยากจะอ้วกจริง ๆ”
เซียวเจิ้งกวาดตามองภาพอันเร่าร้อนอย่างเอื่อยเฉื่อยปราดหนึ่ง แต่สายตากลับตกลงบนกลุ่มผู้หญิงในชุดบิกินี่อันเย้ายวนและเรซควีนที่เต้นอย่างเร้าใจ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้พูดจากใจจริงสักนิด
“การแข่งรถน่ะ เดิมทีก็เป็นกิจกรรมกระตุ้นอารมณ์อยู่แล้ว จะมีดนตรีที่ส่งเสียงร้องโหยหวนเหมือนหมาป่าเพิ่มเข้ามาสักหน่อยก็เป็นเรื่องปกติ”
แววตาของหลินเสี่ยวจู้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นปนอยากรู้อยากเห็น มองชะเง้อทางนู้นทีทางนี้ที
รถกว่าสองร้อยคัน คนอีกเกือบห้าร้อย ผู้หญิงแต่งตัววับ ๆ แวม ๆ ยืนเต้นบนหลังคารถ มีผู้ชายประกบกอดซ้ายขวาพร้อมกับหัวเราะอย่างหื่นกาม ที่ประเจิดประเจ้อกว่านั้นคือในรถบางคันมีหญิงชายเล่นจ้ำจี้กันจนรถสั่นอย่างโจ๋งครึ่ม บรรยากาศโดยรวมเสื่อมศีลธรรมถึงที่สุด ดูต่ำทรามมาก
ปัง ๆ!
ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะปึงปังดังมาจากหลังคารถ ชายหนุ่มแต่งกายประหลาดสองสามคนเดินมาที่ข้างรถ ทำท่าให้หลินเสี่ยวจู้เปิดกระจกลง ก่อนเล่นหูเล่นตาพูดว่า
“น้องสาวซื้อตั๋วหรือยังจ๊ะ?”
หลินเสี่ยวจู้หยิบปึกธนบัตรออกมา พร้อมกับเอ่ยอย่างไม่พอใจ
“เอาไป แล้วอย่าเคาะรถฉันอีก!”
รถคันนี้เป็นของหลินฮั่วอิน ถ้าเกิดรถบุบขึ้นมาล่ะก็ เธอโดนด่ายับแน่
“โธ่ สาวน้อยนี่อารมณ์ร้อนจริง ๆ”
นักเลงที่เป็นหัวโจกป้ายน้ำลายที่นิ้ว นับธนบัตรด้วยความฉับไว แล้วจึงสอดเข้าไปในกระเป๋าตังค์ข้างเอว
“วันนี้มีการแข่งขันห้ารอบ เธอจะแข่งรอบไหน?”
ตั๋วมีราคาเดียว แต่ระดับการแข่งรถกลับแตกต่างกันออกไป อย่างเช่นสายฟ้าสีแดงคันนั้นที่เห็นบนถนนก่อนหน้านี้ นักแข่งต้องอยู่ในระดับ S ซึ่งเป็นระดับสูงสุดแน่นอน ผู้เข้าแข่งขัน ถ้าไม่ใช่นักแข่งมืออาชีพก็ต้องมีรถแข่งสมรรถนะยอดเยี่ยม อยากท้าทายความแข็งแกร่งของตนสักหน่อย อย่างหลินเสี่ยวจู้ที่ขับรถ BMW ธรรมดา ปกติแล้วจะไม่มีโอกาสเข้าสู่รอบชิง แค่เลือกแข่งในกลุ่มอ่อนแอสักรอบเพื่อรับรู้ถึงบรรยากาศของการแข่งรถก็พอ
แต่หลินเสี่ยวจู้ทนต่อการหยามเกียรติแบบนี้ได้ที่ไหนกัน เธอรู้ดีว่ารถของเธอใช้ไม่ได้ แถมเทคโนโลยีก็ไม่ล้ำสมัย แข่งในกลุ่มอ่อนที่สุดก็น่าจะอยู่ปลายแถว แต่พอถูกยั่วโมโห เธอจึงกล่าวออกไปอย่างเด็ดขาดว่า
“ระดับ S!”