“นายหญิงขอรับ” ลูกไฟน้อยวิ่งปุเลง ๆ เข้ามา ก่อนจะใช้ศีรษะของตัวเองถูไถกับขาของมู่เชียนจิ่ว ท่าทางส่ายหัวดุกดิกเช่นนั้นมองอย่างไรก็ไม่เหมือนลูกอสูรเทพเลยสักนิด
แต่นี่ไม่ถือว่าแปลกแต่อย่างใด เพราะตอนที่หลิวมู่เฉินนำมันกลับมา มันยังอยู่ในไข่อยู่เลย หลังออกมาจากไข่ สิ่งแรกที่มันเห็นก็คือมู่เชียนจิ่ว หรือก็คือนายหญิงของมัน และหลิวมู่เฉินตามลำดับ
ดังนั้นในใจของลูกไฟน้อย นายหญิงไม่เพียงเป็นนายของมัน แต่ยังเป็นแม่ เป็นครอบครัวของมันอีกด้วย
“เด็กดี” มู่เชียนจิ่วลูบศีรษะของลูกไฟน้อย ก่อนจะนำซู่เหยลงจากบ่า “ข้าจะไปเข้าฌานแล้ว พวกเจ้าสองตัวไปเล่นกันก่อนนะ”
เมื่อได้ยินว่าสามารถออกไปวิ่งเล่นได้ ดวงตาของซู่เหยก็เป็นประกายขึ้นมาทันที ทว่ายังไม่ทันที่มันจะได้ดีใจก็ถูกดับฝันเสียก่อน
“แต่ห้ามไปที่สวนสมุนไพร และห้ามแตะต้องของในนั้นเด็ดขาด!” มู่เชียนจิ่วกวาดตามองพวกมันเล็กน้อย โดยเฉพาะซู่เหย ที่นางจ้องเขม็งด้วยดวงตาที่แฝงการข่มขู่เอาไว้
ซู่เหยยังไม่ทันได้สติ มู่เชียนจิ่วก็ทิ้งพวกมันไปแล้ว นางหมุนกายวิ่งเข้าไปในกระท่อมไม้
ลูกไฟน้อยอ้าปากหาวออกมา จากนั้นก็ทิ้งตัวลงข้างกระท่อมไม้ มันอยู่ที่ยอดเขาอวิ๋นเฟิงมาหลายร้อยปีแล้ว วิ่งเล่นที่นี่จนเบื่อแล้ว
เทียบกับการวิ่งเล่นบนเขาลูกนี้มันขอนอนดีกว่า ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับเผ่ากิเลน การนอนยังถือเป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญเพียรอีกด้วย
ซู่เหย “...”
----------
ด้านในกระท่อม
มู่เชียนจิ่วกำลังนั่งขัดสมาธิ นำโอสถเลือดมังกรหนึ่งเม็ดเข้าปาก ทว่าโอสถเลือดมังกรสองเม็ดนี้มีจิตวิญญาณแฝงอยู่ เมื่อตระหนักได้ถึงอันตราย โอสถสองเม็ดนี้จึงต้องการจะหนี
แต่น่าเสียดายที่มู่เชียนจิ่วเป็นผู้ที่หลอมโอสถนี้ขึ้นมากับมือ ดังนั้นต่อให้เป็นโอสถระดับโอสถเทพก็ไม่สามารถหนีพ้น
โอสถเลือดมังกรละลายทันทีที่เข้าปาก ทันใดนั้นมู่เชียนจิ่วก็รู้สึกถึงเลือดลมอันมหาศาลลูกหนึ่งไหลเข้าสู่ลมปราณในกายทั้งแปดเส้น นางรีบถอดหน้ากากของตัวเองออก ใบหน้าพลันแดงก่ำ
บัดซบ โอสถเลือดมังกรนี่เหตุใดถึงมีฤทธิ์รุนแรงเพียงนี้ได้?
หากไม่ใช่เพราะชีพจรวิญญาณระดับเทพของนางดูดซับฤทธิ์โอสถไปบางส่วนละก็ เวลานี้นางอาจถูกเลือดลมอันน่าสะพรึงกลัวไหลเวียนจนทำให้ร่างกายระเบิดออกแล้วก็เป็นได้!
นางรู้ว่าขั้นตอนเพิ่มพลังกายจะเจ็บปวดทรมานอย่างมาก ครั้นที่นางยังเป็นบรรพจารย์น้อยอวิ๋น หลิวมู่เฉินจะนำโอสถใส่ลงไปในถังไม้ หลังจากที่พลังของโอสถเจือจางลงแล้ว จึงให้นางลงไปแช่ในนั้นอีกที
ทว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้ฤทธิ์ของโอสถสามส่วนเสียเปล่า แต่เหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้นก็เพราะนางกลัวเจ็บ!
ทว่าบัดนี้ มู่เชียนจิ่วเคยผ่านความตายไปครั้งหนึ่งแล้ว…อ้อ ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่าสองครั้งถึงจะถูก ดังนั้นตอนนี้แม้แต่ความตายนางก็ไม่กลัว แล้วจะกลัวความเจ็บปวดแค่นี้ได้อย่างไรกัน?
เวลาผ่านไป มู่เชียนจิ่วยังคงกัดฟันทน จนกระทั่งผ่านไปสองชั่วยาม ความเจ็บปวดเหล่านั้นก็ค่อย ๆ ทุเลาลง และสิ่งที่เข้ามาแทนก็คืออาการคัน
กร๊อบแกร๊บ!
เมื่อมู่เชียนจิ่วลุกขึ้นยืน ทันใดนั้นร่างทั้งร่างพลันมีเสียงกระดูกลั่นดังขึ้น
ไม่รู้ว่านางคิดไปเองหรืออย่างไร นางรู้สึกว่าตอนนี้ร่างของตนสูงขึ้นหนึ่งชุ่น เมื่อเห็นสิ่งเจือปนที่ถูกขับออกมา มู่เชียนจิ่วก็คลี่ยิ้มกว้าง เพียงแต่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบเลือดดูน่ากลัวไปสักหน่อย
นางเองก็คิดไม่ถึงว่าฤทธิ์ของโอสถเลือดมังกรขั้นสุดยอดจะรุนแรงถึงเพียงนี้ สามารถทำให้กายเนื้อของนางแข็งแกร่งขึ้นอีกสองระดับเลยทีเดียว!
โดยปกติแล้วระดับของกายเนื้อจะแบ่งเป็น กายมนุษย์ เปลี่ยนเส้นเอ็น คลายกระดูก ล้างไขกระดูก ร่างทอง พลังศักดิ์สิทธิ์ มหาศิลา และสรรพสิ่ง
เดิมทีกายเนื้อของมู่เชียนจิ่วอยู่ระดับคลายกระดูก บัดนี้จึงก้าวเข้าสู่ระดับร่างทองแล้ว!
แม้ตบะบารมีของนางจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ทว่าหากให้นางเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสหอคุมกฎ ที่มีตบะบารมีระดับหลอมอธิกขั้นกลางผู้นั้นอีกครั้ง ต่อให้ไม่ใช้กระบองถงเทียน นางก็สามารถเอาชนะเขาได้!
“อิอิ” ความเจ็บปวดเมื่อครู่ของมู่เชียนจิ่วคลายลงไปแล้ว นางจึงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
เมื่อพลังเพิ่มขึ้นอีกระดับก็หมายความว่า นางเข้าใกล้ความฝันที่จะเป็นคนดูแลอาจารย์ไปอีกก้าวหนึ่ง แค่คิดก็มีความสุขแล้ว!
จากนั้นนางพลิกฝ่ามือขึ้นอีกครั้ง โอสถเลือดมังกรอีกหนึ่งเม็ดปรากฏขึ้นที่กลางฝ่ามือ มู่เชียนจิ่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บโอสถเม็ดนั้นเอาไว้ โอสถนี้มีเพียงเม็ดแรกเท่านั้นที่จะได้ผลดีที่สุด
เมื่อใช้ติดต่อกัน ฤทธิ์ของโอสถจะลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง จึงไม่คุ้มเท่าไร
ดังนั้นเมื่อใคร่ครวญดีแล้ว มู่เชียนจิ่วจึงตัดสินใจว่า หากมีโอกาสนางจะนำโอสถเม็ดนี้ไปประมูลขาย หรือไม่ก็แลกเป็นของวิเศษที่ตัวเองต้องการ เช่นนี้จะคุ้มค่ากว่า
หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว มู่เชียนจิ่วก็เช็ดคราบเลือดในกระท่อม ก่อนจะอาบน้ำอุ่นอย่างสบายใจ แช่กายในถังไม้อันคุ้นเคยพลางหลับตาพริ้ม
เมื่อคิดว่าพรุ่งนี้จะได้เข้าไปฝึกในแดนลับ มุมปากของมู่เชียนจิ่วก็โค้งขึ้น และอยากให้วันถึงพรุ่งนี้เร็ว ๆ
----------
ยามอู่ของวันต่อมา
ศิษย์สายในที่เพิ่งเข้ามาใหม่ของสำนักชิงอวิ๋น ต่างก็มารวมตัวกัน
หวงฟู่จ้าวเอี้ยนมองไปรอบ ๆ ทว่าไม่พบแม้แต่เงาของมู่เชียนจิ่ว ขณะที่เขาหมุนตัวไป ใบหน้าอันคุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขาพอดี
“แม่นางมู่”
มู่เทียนเซี่ยยิ้มให้เขาอ่อนโยน “พี่จ้าวเอี้ยน ท่านเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสสูงสุด เรียกข้าว่าศิษย์น้องก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
หวงฟู่จ้าวเอี้ยนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนคำเรียกขานใหม่ “ศิษย์น้องมู่”
“ศิษย์พี่หวงฟู่ เรื่องก่อนหน้านี้...” มู่เทียนเซี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่น “ความจริงแล้วเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริง ๆ ข้าไม่ได้คิดจะทำร้ายใครจริง ๆ นะเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินที่มู่เทียนเซี่ยเอ่ย หวงฟู่จ้าวเอี้ยนจึงเอ่ยถาม “ศิษย์น้องมู่ ไม่ทราบว่าระหว่างเจ้ากับพี่ซูมีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันอย่างนั้นหรือ ในเมื่อเป็นเรื่องเข้าใจผิด แค่คุยกันดี ๆ ก็น่าจะได้นี่นา เหตุใดต้อง-”
“เรื่องนี้ค่อนข้างยาวเจ้าค่ะ” มู่เทียนเซี่ยเอ่ยสวนหวงฟู่จ้าวเอี้ยนทันควัน แววตาของนางเย็นเยียบลง “ความแค้นระหว่างข้ากับศิษย์พี่ซูคงไม่สามารถเล่าจบได้เพียงเวลาสั้น ๆ แต่ศิษย์พี่หวงฟู่ หากข้าอยากขออภัยพี่ซู ท่านพอจะช่วยข้าได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ได้แน่นอน!” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเล “แล้วเจ้าอยากให้ข้าช่วยอะไรหรือ?”
มู่เทียนเซี่ยหยิบถุงหอมออกมาจากอกเสื้อ “ข้าหวังว่าหลังจากที่เข้าไปแดนลับแล้ว ศิษย์พี่หวงฟู่จะช่วยมอบถุงหอมนี้ให้ศิษย์พี่ซูแทนข้าหน่อยเจ้าค่ะ”
“ได้ ข้าจะมอบให้เขาเอง!” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนเก็บถุงหอมโดยไม่คิดอะไร และไม่สังเกตเห็นสายตาอาฆาตของมู่เทียนเซี่ยแต่อย่างใด
“พี่จ้าวเอี้ยน ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ!” มู่เทียนเซี่ยเอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้มหวานหยด
ทั้งสองพูดคุยกันอีกเล็กน้อย มู่เทียนเซี่ยจึงหาข้ออ้างปลีกตัวออกไป ใบหน้าของหวงฟู่จ้าวเอี้ยนประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ สำหรับเขาแล้วไม่ว่าจะเป็นแม่นางซูหรือแม่นางมู่ ก็ล้วนเป็นสหายของเขาทั้งคู่
หากสามารถช่วยให้คนทั้งสองคืนดีกันได้ ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดี!
ผ่านไปครู่หนึ่ง มู่เชียนจิ่วก็มาถึง ศิษย์ใหม่คนอื่น ๆ ต่างก็เข้าไปทักทายกันอย่างกระตือรือร้น
เรื่องที่มู่เชียนจิ่วเอาชนะผู้อาวุโสหอคุมกฎได้ บัดนี้แพร่ไปทั่วสำนักแล้ว
บวกกับฐานะศิษย์ของท่านเจ้าสำนัก จึงทำให้ศิษย์มากมายในที่นี้ต่างก็อยากผูกไมตรีด้วย ต่อให้ไม่สามารถเป็นสหายได้ ก็ห้ามล่วงเกินโดยเด็ดขาด!
มู่เชียนจิ่วเข้ากับคนง่าย ไม่นานก็เป็นสหายกับศิษย์เหล่านี้แล้ว
“พี่ซู” เมื่อหวงฟู่จ้าวเอี้ยนเห็นมู่เชียนจิ่ว ดวงตาก็ฉายแววยินดีออกมาอย่างยากจะปิดบัง
ทั้งหมดนี้ล้วนตกอยู่ในสายตาของมู่เทียนเซี่ยที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลนัก หากหวงฟู่จ้าวเอี้ยนใช้สายตาเช่นนั้นมองสตรีผู้หนึ่ง บางทีนางอาจไม่รู้สึกแปลกใจอะไร
ทว่าหวงฟู่จ้าวเอี้ยนกลับมองบุรุษผู้หนึ่งด้วยสายตาเช่นนี้ หรือว่าเขาชมชอบบุรุษอย่างนั้นหรือ?
คิดได้ดังนั้น สายตาที่มู่เทียนเซี่ยมองหวงฟู่จ้าวเอี้ยนก็เต็มไปด้วยความรังเกียจ
“พี่หวงฟู่” ภายใต้หน้ากาก มู่เชียนจิ่วคลี่ยิ้ม ความจริงแล้วเรื่องครั้งก่อนนางไม่ได้โทษหวงฟู่จ้าวเอี้ยนแต่อย่างใด เพราะใครบ้างจะไปถือสาเอาความกับคนโง่?
คนผู้นี้ใสซื่อจึงหลอกได้ง่าย และเรื่องนี้นางก็ไม่ได้เพิ่งรู้วันนี้ ดังนั้นนางจึงเข้าใจดี
หวงฟู่จ้าวเอี้ยนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าผู้อาวุโสของทั้งเจ็ดยอดเขาต่างทยอยมาถึงพอดี
จากเดิมที่เต็มไปด้วยเสียงจ้อกแจ้กจอแจก็เงียบลงในบัดดล
“ในเมื่อทุกคนมากันครบแล้ว เช่นนั้นก็ออกเดินทางได้” ผู้อาวุโสสูงสุดกวาดตามองบรรดาศิษย์ใหม่ ดวงตาพลันเปล่งประกายปลาบปลื้มออกมา
.
.
.