หลังจากออกจากหมู่บ้านในเช้าวันนั้น
หลินเซวียนไม่ได้หันกลับไปมองอีก
เขารู้ดีว่า
หากยังลังเล
ตนคงไม่มีวันก้าวออกจากเงาของภูเขาผนึกได้จริง ๆ
เส้นทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
แต่ก็เต็มไปด้วยโอกาสเช่นกัน
สายลมยามเช้าพัดผ่านใบหน้า
ขณะที่ร่างของเด็กหนุ่มเดินลัดเลาะไปตามทางภูเขา
เบื้องหลังคือบ้านเกิด
เบื้องหน้าคือโลกอันกว้างใหญ่
...
หลายวันต่อมา
หลินเซวียนเดินผ่านป่าโบราณแห่งหนึ่ง
ต้นไม้สูงเสียดฟ้า
ลำต้นหนาจนคนหลายคนโอบไม่มิด
สัตว์ป่าคำรามดังเป็นระยะ
บางครั้งเขามองเห็นร่องรอยการต่อสู้บนพื้นดิน
รอยดาบยาวหลายสิบเมตร
รอยไหม้จากเปลวเพลิง
รวมถึงกระดูกอสูรขนาดใหญ่ที่เหลือเพียงซาก
ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เคยพบในหมู่บ้านมาก่อน
ในค่ำคืนหนึ่ง
ขณะพักอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่
หลินเซวียนพลันได้ยินเสียงหวีดแหลมจากฟากฟ้า
เมื่อเงยหน้าขึ้น
เขาก็เห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังเหาะผ่านท้องฟ้า
ใต้ฝ่าเท้ามีกระบี่บินสีฟ้าอ่อน
ความเร็วของอีกฝ่ายรวดเร็วจนกลายเป็นเพียงลำแสง
พริบตาเดียวก็หายลับไปจากขอบฟ้า
หลินเซวียนมองตามด้วยสายตาตกตะลึง
นี่คือครั้งแรก
ที่เขาเห็นผู้ฝึกตนเหาะเหินด้วยตาตนเอง
โลกภายนอก
แตกต่างจากบ้านเกิดจริง ๆ
...
อีกสองวันต่อมา
ระหว่างเดินผ่านหุบเขา
เขาเห็นกลุ่มผู้ฝึกตนกำลังต่อสู้กับอสูรขนาดใหญ่
เปลวไฟ
สายฟ้า
พลังดาบ
และเสียงระเบิดดังสะท้อนทั่วหุบเขา
อสูรร่างยักษ์ล้มลงท่ามกลางเสียงโห่ร้อง
หลินเซวียนไม่ได้เข้าใกล้
เพียงยืนมองอยู่ห่าง ๆ
แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
นี่คือโลกที่แท้จริงของผู้ฝึกตน
...
หลังจากนั้นไม่นาน
เขาพบขบวนพ่อค้าขนาดใหญ่
เกวียนหลายสิบคันเรียงต่อกันเป็นแถวยาว
ด้านข้างมีผู้ฝึกตนติดอาวุธครบมือคอยคุ้มกัน
คนเหล่านั้นมีปราณแข็งแกร่งกว่าชาวบ้านธรรมดาหลายเท่า
บางคนถึงกับขี่สัตว์อสูรเดินทาง
ภาพเหล่านี้
ทำให้หลินเซวียนยิ่งตระหนักว่า
โลกภายนอกนั้นกว้างใหญ่เกินจินตนาการ
...
เจ็ดวันหลังออกจากบ้านเกิด
นครขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นต่อหน้า
หลินเซวียนหยุดเดินโดยไม่รู้ตัว
สายตาเบิกกว้าง
กำแพงเมืองสูงตระหง่านราวภูเขา
ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
สูงหลายร้อยเมตร
บนกำแพงมีอักขระค่ายกลส่องแสงเป็นระยะ
ปราณฟ้าดินไหลเวียนไม่หยุด
เหนือท้องฟ้า
เรือเหาะขนาดมหึมาหลายลำกำลังบินเข้าออกเมือง
ราวกับสัตว์เทพที่ล่องลอยอยู่กลางเมฆ
ผู้ฝึกตนจำนวนมหาศาลเดินผ่านประตูเมือง
บางคนถือดาบ
บางคนสะพายหอก
บางคนขี่สัตว์อสูร
บางคนเหาะผ่านค่ายกลโดยตรง
ภาพทั้งหมดทำให้หลินเซวียนรู้สึกราวกับกำลังฝัน
เมื่อเทียบกับนครเมฆคราม
หมู่บ้านเดิมของเขาเล็กดุจเม็ดทราย
...
หน้าประตูเมือง
ยามเฝ้าประตูหลายคนกำลังตรวจตราผู้คน
หลินเซวียนใช้ดวงตาแห่งกรรมสังเกตโดยไม่รู้ตัว
จากนั้นจึงพบเรื่องหนึ่ง
ยามเฝ้าประตูธรรมดาคนหนึ่ง
กลับอยู่ในขั้นเปิดประตูมรรคาเช่นเดียวกับเขา
บางคนถึงขั้นหลอมกายเต๋าแล้วด้วยซ้ำ
หลินเซวียนนิ่งไปครู่หนึ่ง
ความภาคภูมิใจเล็ก ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังออกจากหมู่บ้าน
สลายหายไปทันที
ที่บ้านเกิด
ขั้นเปิดประตูมรรคาถือเป็นผู้ฝึกตนตัวจริง
แต่ที่นครเมฆคราม
กลับเป็นเพียงระดับพื้นฐานเท่านั้น
โลกภายนอก
กว้างใหญ่กว่าที่เขาคิดไว้มาก
...
ขณะกำลังยืนมองผู้คนอย่างเงียบ ๆ
เสียงใสเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านข้าง
"เจ้ามาจากต่างถิ่นสินะ"
หลินเซวียนหันไปมอง
พบหญิงสาววัยประมาณสิบแปดปี
สวมชุดสีเขียวอ่อน
ใบหน้างดงาม
ดวงตาเป็นประกายฉลาดเฉลียว
นางกำลังมองเขาพร้อมรอยยิ้ม
"ข้าชื่อลั่วชิงอวี่"
"เจ้าล่ะ"
หลินเซวียนลังเลเล็กน้อย
ก่อนตอบ
"หลินเซวียน"
ลั่วชิงอวี่หัวเราะเบา ๆ
"มองจากท่าทางก็รู้แล้วว่าเพิ่งมานครเมฆครามครั้งแรก"
"หากเดินมั่ว ๆ ระวังถูกหลอกเอาเงินจนหมดตัว"
หลินเซวียนยิ้มบาง ๆ
หญิงสาวตรงหน้าดูพูดเก่งกว่าคนที่เขาเคยพบมาทั้งชีวิตเสียอีก
หลังพูดคุยกันไม่นาน
เขาจึงทราบว่า
ลั่วชิงอวี่อยู่ในขั้นที่ 2 หลอมกายเต๋า
และเติบโตในนครเมฆครามมาตั้งแต่เด็ก
นางรู้จักเมืองแห่งนี้แทบทุกซอกทุกมุม
...
ระหว่างเดินเข้าเมือง
ลั่วชิงอวี่ถามขึ้น
"เจ้ามานครเมฆครามเพราะอะไร"
หลินเซวียนเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบตามตรง
"ข้าต้องการหาข้อมูลบางอย่าง"
"เกี่ยวกับผู้เฝ้าผนึก"
"เมืองสีดำ"
"และเก้าตะเกียง"
ลั่วชิงอวี่ชะงักเล็กน้อย
แม้จะไม่รู้รายละเอียด
แต่ก็สัมผัสได้ว่าคำเหล่านั้นไม่ธรรมดา
"ถ้าเป็นข้อมูลระดับนั้น"
นางกล่าว
"เจ้าคงต้องเข้าไปในหอคัมภีร์เมฆคราม"
"ที่นั่นเป็นคลังข้อมูลใหญ่ที่สุดของภูมิภาค"
หลินเซวียนรีบถาม
"แล้วจะเข้าไปได้อย่างไร"
ลั่วชิงอวี่ตอบทันที
"ศิษย์สำนัก"
"สมาชิกหอเฝ้าราตรี"
"หรือผู้ชนะการคัดเลือกพิเศษ"
"นอกจากนั้นไม่มีทาง"
หลินเซวียนนิ่งไป
ในที่สุด
เป้าหมายใหม่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
หากต้องการค้นหาความจริง
เขาต้องเข้าไปในหอคัมภีร์เมฆครามให้ได้
ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม
...
กลางคืน
นครเมฆครามสว่างไสวราวทะเลดวงดาว
หลินเซวียนยืนอยู่บนหอสูงแห่งหนึ่ง
มองแสงไฟนับหมื่นดวงที่ทอดยาวสุดสายตา
ครั้งแรกในชีวิต
ที่เขาเห็นโลกกว้างใหญ่เช่นนี้
ขณะนั้นเอง
ภายในทะเลจิต
ตะเกียงวิญญาณเก้าชั้นฟ้าพลันสั่นไหวอีกครั้ง
เปลวไฟชั้นแรกกระเพื่อมเบา ๆ
ก่อนชี้นำไปยังอาคารโบราณขนาดใหญ่ใจกลางนคร
หลินเซวียนเพ่งมอง
แล้วเห็นป้ายขนาดมหึมาแขวนอยู่เหนือประตู
บนนั้นเขียนอักษรโบราณสี่ตัว
"หอคัมภีร์เมฆคราม"
ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย
ราวกับเข้าใจบางสิ่ง
เส้นทางที่ควรเดินต่อจากนี้
ได้ปรากฏขึ้นแล้ว
"เขาเดินทางออกจากภูเขา"
"แต่ความลับที่ตามหามาตลอด"
"ดูเหมือนจะรอเขาอยู่ที่นี่แล้ว"