หลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าลู่เฉินจึงเดินไปยังลานบ้านขนาดเล็ก แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องต้องชุดเขียวของเขา
“ฝึกกระบี่สักหน่อยก็แล้วกัน”
เด็กหนุ่มถือกระบี่ตัดวารียืนอยู่หน้าหินสีเขียวก้อนใหญ่ซึ่งมีขนาดสูงกว่าตัวคน ก่อนกำหนดลมหายใจเข้าออกเป็จังหวะ
ฟึ่บ!
เงากระบี่ฉวัดเฉวียน เจตจำนงแห่งกระบี่ลื่นไหลเพียงตวัดคราเดียว หินเขียวอันแข็งแกร่งพลันปรากฏรอยเป็ทาง
ลู่เฉินถอนหายใจ ขณะมองรอยกระบี่ก่อนที่หินก้อนใหญ่จะค่อยๆ ปริตามรอยผ่า
“ไม่แปลกเลยที่บรรดาผู้ฝึกตนจะฝึกยุทธ์พลังโจมตีของวรยุทธ์ช่างแข็งแกร่งนัก ขนาดเป็เพียงวรยุทธ์ขั้นต้น ทั้งข้าก็เพิ่งฝึกกระบวนท่าแรกจากเจ็ดกระบวนท่าหลักเท่านั้น...”
“แล้ววรยุทธ์ขั้นกลางขั้นสูง และขั้นสุดยอดเล่า จะทรงพลังเพียงใด? พอพูดถึงเื่นี้แล้ว ดูเหมือนสกุลลู่จะไม่มีสุดยอดวรยุทธ์เลยนี่นาแม้แต่ท่านปู่ของข้า ก็ยังฝึกเพียงวรยุทธ์ขั้นสูงเท่านั้น” ลู่เฉินรู้สึกอัศจรรย์ใจในพลังของวรยุทธ์
“หืม?”
เขาชะงัก จู่ๆ ก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอันแปลกประหลาดของทะเลแห่งจิตสำนึกในร่างคล้ายจะมาจากผนึกิญญาเอกภพ
ลู่เฉินจึงรวบรวมสมาธิแล้วมองเข้าไปในทะเลแห่งจิตสำนึก
“นี่มันอะไรกัน?”
เมื่อเห็นผนึกิญญาเอกภพซึ่งลอยอยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึกแล้ว เด็กหนุ่มพลันตื่นตะลึง พบว่าบัดนี้ มีเงาร่างหนึ่งผุดออกจากตราประทับมาขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
พอเขาเพ่งมองชัดๆ จึงพบว่าร่างเงานั้นกำลังถือกระบี่ออกกระบวนท่าอย่างคล่องแคล่ว
“เป็ไปมิได้! นั่นมัน... เคล็ดวิชากระบี่ทลายวาต!”
ลู่เฉินลองเคลื่อนไหวตามเงาร่างนั้นเพียงไม่กี่ครั้ง เขาก็จำกระบวนท่าได้ขึ้นใจ
“ไม่ต่างจากเคล็ดวิชากระบี่ที่ข้าฝึกอยู่เลยเงาร่างนี้กำลังผสานกระบวนท่าทั้งเจ็ดเป็หนึ่งเดียว”
“อา…ช่างเป็เจตจำนงแห่งกระบี่ที่แข็งแกร่งนัก!”
หลังพินิจอยู่นานลู่เฉินจึงสรุปได้ว่า กระบวนท่าที่ร่างเงาแสดงให้ดูนั้น ช่างน่าครั่นคร้ามนัก แม้จะเป็เพียงกระบวนท่าเดียวแต่พลังของมันกลับน่าพรั่นพรึงยิ่งกว่ากระบวนท่าที่เขากำลังฝึกอยู่เสียอีก
“หรือว่า...นี่จะเป็การผสานเจ็ดกระบวนท่าย่อย ของกระบวนท่าหลักที่หนึ่ง?” ลู่เฉินกะพริบตาปริบๆ พอคิดเช่นนั้น เขาก็เข้าใจทันที
“ย๊าก!”
เมื่อตระหนักได้เขาจึงเริ่มฝึกกระบี่ตามร่างเงา
แต่มันกลับยากกว่าที่คิดกระบวนท่าเหล่านี้ดูเหมือนง่าย แต่กลับไม่ง่ายเลย
ก่อนหน้านี้ตอนที่ลู่เฉินศึกษากระบวนท่าหลักที่หนึ่งจากตำรา เขาใช้เวลาไปเกือบสองชั่วยาม กว่าจะเรียนรู้ครบทั้งเจ็ดกระบวนท่าย่อยแต่ครั้งนี้เขาใช้เวลาไปสามวัน เพื่อฝึกกระบี่จากร่างเงาที่ผนึกิญญาเอกภพสร้างขึ้น
สามวันที่ผ่านมาลู่เฉินพยายามฝึกอย่างหนัก
ซึ่งผลลัพธ์ก็เกินคาด เพราะเคล็ดวิชากระบี่ฉบับผสานรวมนี้ทรงพลังเป็อย่างมาก เด็กหนุ่มประเมินว่าพลังของมัน รุนแรงกว่าเคล็ดวิชาในตำราอย่างน้อยสองเท่าเลยทีเดียว
เคล็ดวิชากระบี่ทลายวาตเป็วรยุทธ์หลักที่ใช้กันทั่วไปในเมืองชิงเฟิง แม้ผู้ฝึกตนในตระกูลลู่จะใช้เคล็ดวิชากระบี่นี้หลายคนแต่ในบรรดาผู้ที่ใช้เคล็ดวิชานี้ เกรงว่าจะไม่มีใครฝึกฝนจนอยู่ในระดับเดียวกับลู่เฉิน
ฟึ่บ!
เพียงเขาออกกระบวนท่าเบาๆคมกระบี่ตัดวารีในมือยังไม่ทันได้ััก้อนหินเสียด้วยซ้ำ ปราณกระบี่พลันพุ่งปะทุทิ้งรอยเรียบลึกไว้บนก้อนหิน
เจ็ดวันต่อมา เขาก็ได้เรียนรู้กระบวนท่าหลักที่สองฉบับผสานรวมของกระบี่ทลายวาต
หนึ่งเดือนต่อมาก็เป็กระบวนท่าหลักที่สาม
ลู่เฉินใช้เวลากว่าสามเดือนในการฝึกเคล็ดวิชากระบี่ทลายวาตฉบับผสานรวมจนครบทั้งเจ็ดกระบวนท่า จากร่างเงาที่ผนึกิญญาเอกภพสร้างขึ้นมา
“ในที่สุดวันนี้ข้าก็ฝึกกระบวนท่ากระบี่ทลายวาตได้หมดแล้ว!”
“เคล็ดวิชากระบี่ที่สมบูรณ์จะมีพลังมากมายแค่ไหนนะ?”
ลู่เฉินยืนอยู่หน้าก้อนหินสีเขียวที่ลานบ้านครู่หนึ่งจากนั้น ดวงตาของเขาพลันเปล่งประกายวาววับ
ลู่เฉินตวัดกระบี่ตัดวารีในมือจู่ๆ ก็มีแสงสว่างวาบขึ้นมาครู่หนึ่ง ก่อนดับวูบไป ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงก้อนหิน
พอมองไปยังก้อนหินสีเขียวอีกครั้งกลับไม่พบร่องรอยอันใด
“ไม่สิ… มิได้ผลหรอกหรือ?” ลู่เฉินหรี่ตามองหินสีเขียวอีกครั้งพบว่าพื้นผิวของมันยังคงเหมือนเดิม
“นี่มันอะไรกัน! ตอนที่ข้าใช้ปราณกระบี่ครั้งแรก ยังทิ้งรอยบนหินได้เลย แต่ตอนนี้ทำไมถึงไม่ได้ผล?” ลู่เฉินเริ่มไม่มั่นใจ
เปรี๊ยะ!
ขณะที่เขากำลังนึกสงสัยในความผิดพลาดก็มีเสียงดังมาจากหินสีเขียว… ก่อนที่หินก้อนใหญ่ตรงหน้า จะแยกออกเป็สองซีก
บึ้ม!
หินสีเขียวสองส่วนเอนลงมากระทบพื้นสนั่นหวั่นไหวรอยผ่าเรียบเห็นเด่นชัดเต็มตา ฝุ่นคลุ้งไปทั่วบริเวณ ไม่นานนัก ทุกอย่างก็กลับสู่สภาวะปกติ
“อา…ช่างน่ากลัวนัก!” ลู่เฉินแทบตาถลน ไม่นึกว่าเคล็ดวิชากระบี่ทลายวาต ฉบับผสานกระบวนท่าของผนึกิญญาเอกภพจะะเิพลังออกมาได้น่าครั่นคร้ามถึงเพียงนี้
“หากมีเคล็ดวิชานี้ข้าจะเอาชนะผู้ฝึกตนขั้นกายเบาได้หรือเปล่านะ?” ลู่เฉินเริ่มคิดไปไกล
อย่างที่รู้กัน ว่าผู้ฝึกตนขั้นกายเบาโดยส่วนใหญ่เพิ่งเริ่มฝึกวรยุทธ์จึงมิได้เชี่ยวชาญนัก แม้ลู่เฉินจะไม่เคยต่อสู้ หรือเห็นการฝึกฝนของคนเ่าั้ แต่เขาเชื่อว่าหากประมือกันแล้วละก็ ผู้ฝึกตนขั้นกายเบาคงจะสังหารผู้ฝึกตนขั้นหลอมกระดูกได้ง่ายดายเป็แน่…
และตัวเขาเอง ก็เพิ่งจะอยู่ในขั้นหลอมกระดูกตอนปลายเท่านั้น!
แม้จะรู้วรยุทธ์ แต่ลู่เฉินก็ไม่คิดจะละเลยการฝึกฝน
เขาอายุสิบหกปีแล้ว อีกสองเดือนพิธีบรรลุนิติภาวะของตระกูลจะมาถึง
ในแง่อายุ ถือว่าลู่เฉินเริ่มฝึกตนช้าเกินไปในขณะที่คนอื่นเริ่มฝึกกันั้แ่ไม่กี่ขวบ เขากลับมิได้รับการชี้แนะเลย จนกระทั่งไม่กี่เดือนที่ผ่านมาฉะนั้น เด็กหนุ่มจึงไม่อาจเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ได้
ถึงจะมีความเมื่อยล้าสะสมจากการเคี่ยวกรำฝึกวรยุทธ์มาหลายเดือนแต่เขาไม่คิดจะหยุดพัก
ดังนั้น คงต้องเริ่มจากการหลอมยากายเบา
ผู้าุโลู่เจี๋ยได้สอนถึงวิธีหลอมยานี้เอาไว้แล้วหลังจากเตรียมสมุนไพรและสิ่งที่ต้องใช้พร้อมสรรพ ลู่เฉินจึงเริ่มหลอมยาทันทีทุกขั้นตอนผ่านไปอย่างระมัดระวังนี่เป็ครั้งแรกที่เขาหลอมยาอายุวัฒนะกายเบาในฐานะผู้ฝึกตน วัตถุดิบทั้งหมดมีราคาราวเก้าสิบเหรียญ
แม้ตอนนี้ มันจะมิได้มากมายสำหรับลู่เฉินแต่เขาก็ไม่อยากสิ้นเปลืองอยู่ดี
โชคดีที่ลู่เฉินเคยหลอมยาอายุวัฒนะกายเบามาก่อนแม้จะทำไม่สำเร็จ แต่ประสบการณ์เหล่านี้ก็ยังมีประโยชน์กับเขา
หนึ่งชั่วยามต่อมา…
“ได้ผล!”
ลู่เฉินเก็บยาอายุวัฒนะกายเบาที่เพิ่งหลอมออกมาอย่างระมัดระวัง
“ในที่สุดก็สำเร็จจนได้ตอนนี้ข้ากลายเป็หมอยาระดับกลางแล้ว”
รอยยิ้มเปี่ยมสุขปรากฏบนหน้าลู่เฉินเขาใช้พลังและทุนทรัพย์ไปมากมายเหลือเกิน ในการหลอมโอสถระดับกลาง หลังรอคอยมาแปดปีสุดท้ายวันนี้ก็มาถึง
“ขั้นสามัญ!”
“แต่ไม่เป็ไรหากท่านผู้าุโลู่เจี๋ยยังสอนข้าต่อไปละก็ ไม่ช้า ข้าย่อมหลอมยากายเบาชั้นดีออกมาได้แน่ยังมีวัตถุดิบเหลือ หลอมอีกก็แล้วกัน!”
ลู่เฉินยังคงหลอมโอสถกายเบาต่อด้วยความกระตือรือร้น
ความเร็วในการหลอมยาของเขาเพิ่มขึ้นกว่าครั้งแรกเป็เท่าตัว จึงช่วยประหยัดเวลาได้มาก เพียงครึ่งชั่วยาม เขาก็หลอมยาขวดที่สองออกมาได้แต่ก็ยังคงเป็โอสถขั้นสามัญ กระทั่งขวดที่ห้าจึงเป็ยาชั้นดี
ขวดที่หกไปจนถึงสิบเอ็ดก็ล้วนเป็ยาอายุวัฒนะกายเบาชั้นดีเช่นกัน แต่จนแล้วจนรอด ลู่เฉินก็ไม่อาจหลอมยาชั้นเลิศออกมาได้
หลังลู่เฉินหลอมโอสถกายเบาเสร็จลู่เจี๋ยจึงปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีกครั้ง
“คารวะท่านผู้าุโ!”
“อืม”ลู่เจี๋ยพยักหน้าให้ลู่เฉินเล็กน้อย
“บางที ความสามารถในการหลอมยาของข้าคงแย่กว่าที่คิดยาทั้งสิบเอ็ดขวดนี้ ไม่มีโอสถชั้นเลิศเลยขอรับ” ลู่เฉินส่ายศีรษะ
“อย่าเพิ่งท้อมันหาได้แย่ขนาดนั้น ขณะที่เ้าพยายามหลอมยาอายุวัฒนะกายเบาชั้นเลิศ ก็เกือบจะได้โอสถล้างไขกระดูกแทนแล้ว”ลู่เจี๋ยเหลือบมองยา พลางพูดปลอบใจ
พอได้ยินท่านบรรพชนยืนยันว่าตนหาใช่คนไร้ความสามารถลู่เฉินก็อดถอนหายใจโล่งอกมิได้...
ผู้าุโลู่เจี๋ยเป็ใคร? เขาคือบุรุษผู้แข็งแกร่งที่สุดในยุทธภพเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนเชียวนะหากอีกฝ่ายกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าตนคงจะพอมีพร์อยู่ ใช่หรือไม่?
อันที่จริงแม้ลู่เจี๋ยจะกล่าวเช่นนั้น แต่กลับนึกพึงใจในตัวลู่เฉินมาก เพราะก่อนหน้านี้เขามิได้คาดหวังว่าลู่เฉินจะมีความสามารถสูงส่งอันใดในการหลอมโอสถ
ตอนที่ลู่เฉินยังมิได้เป็ผู้ฝึกตนเขายังปรุงโอสถหลอมกระดูกได้ ทักษะการปรุงยาต้องไม่เลวแน่ ทั้งตอนนี้ ดูเหมือนพร์ของลู่เฉินจะฉายแววมากกว่าที่ลู่เจี๋ยคิดเสียอีกอย่างที่รู้กัน ว่าเขาไม่เคยปรุงยาอายุวัฒนะกายเบาสำเร็จมาก่อนแต่คราวนี้หลอมไปเพียงห้าครั้ง เขาก็ทำยาชั้นดีออกมาได้ สมควรจะเรียกว่าเป็อัจฉริยะเหนืออัจฉริยะแล้ว
“ฝึกต่อไปต้องปรุงโอสถกายเบาออกมาให้เร็วกว่านี้ ถึงจะทะลวงเข้าขั้นกายเบาได้... เ้าหนูมีใครบางคนมาหา!”
ขณะพูด ลู่เจี๋ยก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาลู่เฉินอีกครั้ง
เขาเดาว่าร่างิญญาของผู้าุโลู่เจี๋ยคงจะซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งในผนึกิญญาเอกภพ ซึ่งลอยอยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึกของเขาเป็แน่
“มีคนมาหรือ?”ลู่เฉินมองออกไปนอกประตู
ตอนนี้ยังไร้วี่แววผู้คนทั้งเขาก็ยังมิได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้ใด แต่เพียงครู่หนึ่ง จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงคนกำลังเดินอยู่นอกบ้านั้แ่เริ่มฝึกพลัง ลู่เฉินก็รู้สึกว่าประสาทััของตัวเองดีขึ้นมาก