ฟุ่บ!
คันธนูนกอินทรีสยายปีกสั่นสะท้านขึ้นอีกครั้ง ซุนเฟยยิงธนูออกไป
แต่เป้าหมายในการยิงกลับเป็นม้าศึกที่ราชาแบล็กสโตนกำลังขี่อยู่
ตูม!
ราชาแบล็กสโตนพลันตื่นกลัวจนทำอะไรไม่ถูก แม้กระทั่งสัญชาตญาณพื้นฐานของนักรบระดับสองดาวก็หายไปโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทันทีที่ม้าศึกล้มลงร่างของเขาก็กลิ้งตกจากหลังม้าใบหน้ากระแทกกับพื้นดินอย่างแรงจนฟันกระเด็นหลุดออกมามงกุฎสีทองที่ฝั่งอัญมณีสีแดงที่สวมบนหัวก็กระเด็นตกไปตรงพงหญ้า
ด้านหน้า ราชองครักษ์คนสุดท้ายที่เหลืออยู่ก็หันกลับมามองเพียงครู่เดียว ก่อนจะรีบควบม้าหนีไป นาทีนี้ไม่สนความเป็นความตายของราชาตัวเองสักนิด เขานึกหวาดกลัวว่ารายต่อไปที่ซุนเฟยจะเล็งยิงคือตัวเอง
เมื่อเห็นศัตรูวิ่งหนีเหมือนหมา ซุนเฟยก็แค่หัวเราะเบาๆ ออกมาด้วยความสมเพช
เขารีบเปลี่ยนเป็น 'โหมดเนโครแมนเซอร์' ทันใดนั้น ทั้งร่างของเขาก็เริ่มมีหมอกแห่งความตายสีขาวอันหนาวเย็นลอยวนเป็นเกลียวขึ้นมาปิดใบหน้าของเขา จากนั้นซุนเฟยก็ลอยเข้าไปในรัศมียี่สิบเมตรของราชาแบล็กสโตน ทว่าตอนนี้ราชาแบล็กสโตนยังคงมึนหัวจากการตกจากหลังม้าอยู่ ดังนั้นจึงไม่ทันรู้สึกตัวว่าตอนนี้ซุนเฟยกำลังใกล้เข้ามา
ซุนเฟยขยับนิ้วทั้งห้าเบาๆ ก่อนจะมีหมอกแห่งความตายไหลออกมาจากนิ้วทั้งห้า วินาทีต่อมามันก็กลายเป็นวิญญาณสีขาวทั้งห้าตัวที่กำลังร้องคร่ำครวญออกมาไม่ขาดสาย ทันทีที่พวกมันเห็นองค์ราชาแบล็กสโตน ราวกับว่ามันมองเห็นอาหารรสเลิศอยู่ด้านหน้า พวกมันจึงพากันแย่งชิง นำหน้าลอยไปที่ร่างของราชาแบล็กสโตน วิญญาณทั้งห้าลอดผ่านรอยปริแตกของชุดเกราะเข้าไปในร่างของราชาแบล็กสโตนแล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ทักษะสายสาปแช่งของเนโครแมนเซอร์ 'คำสาปแก่ชรา'
สามารถสาปแช่งให้เป้าหมายแก่เร็วขึ้น การเคลื่อนไหวของเขาเริ่มเชื่องช้า และถ้าโดนโจมตี ความเจ็บปวดของเป้าหมายจะมากกว่าปกติหลายเท่า
หลังจากปล่อยทักษะออกไปแล้ว ซุนเฟยก็ครุ่นคิดบางอย่างเหมือนรู้สึกว่ายังไม่สาสม เขาขยับฝ่ามือเบาๆ ไม่ช้าก็มีเกลียวหมอกแห่งความตายสีขาวที่หมุนวนเหมือนลมตรงฝ่ามือ จากนั้นซุนเฟยก็สะบัดหมอกแห่งความตายบนฝ่ามือของเขาเข้าไปในร่างของราชาแบล็กสโตน มีแค่ซุนเฟยเท่านั้นที่สามารถมองเห็นแสงสว่างสีแดงสดที่ปรากฏอยู่บนหัวของราชาแบล็กสโตน มันกำลังหมุนวนรอบๆ หัวของราชาแบล็กสโตนไม่หยุด
ทักษะสายสาปแช่งของเนโครแมนเซอร์ 'คำสาปเลอะเลือน'
สามารถสาปแช่งเป้าหมายให้อยู่ในสภาวะเลอะเลือนและสับสน เต็มไปด้วยความคิดที่อยากจะโจมตี ทุกครั้งที่คำสาปทำงาน มันจะกระตุ้นให้เขาเกิดความคิดโจมตีผู้คนที่อยู่รอบข้าง ไม่แยกมิตรหรือศัตรู
เมื่อปล่อยทักษะสายสาปแช่งออกมาติดๆ กันสองครั้ง ซุนเฟยก็หยุดมือ เขาไม่ลังเลที่จะเปลี่ยนเป็น 'โหมดคนเถื่อน' แล้วใช้ทักษะ 'กระโดด' เพื่อถอยออกไป เงาดำๆ กะพริบไม่กี่ครั้งก็หายไปอย่างรวดเร็ว ซุนเฟยใช้เส้นทางอุโมงค์ก่อนหน้านั้นกลับไปยังป้อมปราการ
นี่เป็นครั้งแรกที่ซุนเฟยใช้ทักษะสายสาปแช่งของเนโครแมนเซอร์ในโลกแห่งความจริง
'คำสาปแก่ชรา' จะทำให้ราชาแบล็กสโตนสูญเสียความแข็งแกร่งของร่างกายไป เขาจะแก่ไวขึ้นและถ้าเกิดการชนหรือกระแทก แม้จะเป็นการชนเพียงเบาๆ แต่ก็ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บเลือดไหลออกมาไม่หยุด ส่วน 'คำสาปเลอะเลือน' จะทำให้เขาตกอยู่ในห้วงอารมณ์ที่รุนแรง ไม่แยกมิตรศัตรู แม้แต่คนสนิทที่เชื่อใจที่สุดหรือแม้แต่ลูกเมียตัวเองก็อาจจะถูกเขาทำร้ายอย่างไร้ความปราณี
ด้วยสองทักษะสาปแช่งนี้ ไม่ช้าราชาแบล็กสโตนก็จะกลายเป็นคนบ้าคนหนึ่ง กลายเป็นสัตว์ร้ายกระหายเลือด เขาจะไม่เฉลียวฉลาดเหมือนในอดีต แต่จะทวีความโหดร้าย และสำหรับอาณาจักรแบล็กสโตน การมีราชาที่เลอะเลือนและชอบเข่นฆ่ามั่วๆ แบบนี้ ไม่นานอาณาจักรแบล็กสโตนก็จะเข้าสู่ความหวาดกลัวและความวุ่นวาย
ทักษะสายสาปแช่งของเนโครแมนเซอร์ทั้งสองอย่างนี้จะติดตัวราชาแบล็กสโตนไปจนตาย นอกจากจะมีใครบางคนถอนคำสาปแช่งให้เขา แต่ความเป็นไปได้มันน้อยมาก จากข้อสรุปของตาเฒ่าเคน แม้ว่าเนโครแมนเซอร์ของโลก Diablo และนักเวทแห่งความตายของแผ่นดินอาเซรอทจะมีแหล่งกำเนิดเดียวกัน แต่ทักษะและกระบวนการใช้งานกลับแตกต่างกันมาก ดังนั้นซุนเฟยจึงมั่นใจว่าทั้งราชอาณาจักรเซนิทไม่มีนักเวทระดับสูงคนไหนสามารถถอนคำสาปแช่งที่มาจากโลก Diablo ได้
แน่นอนว่า ไม่ใช่ว่าซุนเฟยไม่คิดหาวิธีมาทำลายอาณาจักรแบล็กสโตน
เพียงแต่ ตอนนี้ไม่ใช่โอกาสที่เหมาะสม
ประการแรก กองทัพเมืองแซมบอร์ดต้องรีบไปเข้าร่วมการแข่งขันการซ้อมรบที่เมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก นี่เป็นโอกาสที่สำคัญมากสำหรับเมืองแซมบอร์ดหากยังไม่มีอำนาจมากพอที่จะต่อกรกับราชอาณาจักรเซนิท ซุนเฟยก็จำเป็นต้องเล่นไปตามเกมของคนอื่นก่อน
และถ้าผ่านการซ้อมรบครั้งนี้ไป เมืองแซมบอร์ดก็จะมีที่ดินและทรัพยากรมากขึ้น การนำมาใช้พัฒนาอาณาจักรและการดำรงอยู่ของราชวงศ์อาณาจักรเซนิทก็เหมือนร่มที่คอยกันลมกันฝนให้ ในช่วงที่เมืองแซมบอร์ดยังเป็นเพียงต้นกล้าเล็กๆ พวกเขาจำเป็นต้องมีคนมาคอยปกป้องภัยอันตราย
ประการที่สอง การที่ทั้งสองอาณาจักรทำสงครามขึ้นมาโดยพละการถือได้ว่าละเมิดกฎหมายของราชอาณาจักรเซนิทพอสมควรแล้วแต่อย่างไรเสีย การต่อสู้ในครั้งนี้ซุนเฟยก็ได้หาข้ออ้างที่เหมาะสมมารองรับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นั่นก็คือ ศพของทาสชาวเมืองแซมบอร์ดนับพันคนที่ถูกโยนลงไปในหลุมใต้ผาสูงด้านหลังของป้อมปราการ ก่อนหน้านี้ที่กองทัพพันธมิตรทั้งเก้าอาณาจักรกล้าร่วมมือกันโจมตีเมืองแซมบอร์ดอย่างโจ่งแจ้ง ก็ใช้เป็นข้ออ้างที่เมืองแซมบอร์ดกักขังองค์ชายไว้มาเป็นเหตุผลในการก่อสงครามได้
แต่วิธีการที่ทั้งเก้าอาณาจักรใช้จะได้ผลก็ต่อเมื่อซุนเฟยแค่สังหารประชาชนหรือทำลายสิ่งก่อสร้างเท่านั้น แต่ถ้าเมื่อไรที่ซุนเฟยสังหารเชื้อพระวงศ์และราชาแบล็กสโตน นั่นจะถือเป็นการละเมิดกฎหมายที่ร้ายแรงที่สุด ราชาของทุกอาณาจักรถือได้ว่าเป็นขุนนางชั้นสูงที่ได้รับมงกุฎแต่งตั้งจากจักรพรรดิ การสังหารพวกเขาถือว่าก่อกบฏโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเทียบกันแล้วราชาแบล็กสโตนเป็นราชาของอาณาจักรบริวารระดับสี่ และซุนเฟยเป็นเพียงราชาอาณาจักรบริวารระดับหก
แน่นอนว่าชีวิตของราชาแบล็กสโตนย่อมแพงกว่า ถ้าซุนเฟยสังหารราชวงศ์เมืองแบล็กสโตนจนหมด อัศวินพิทักษ์กฎหมายแห่งราชอาณาจักรเซนิทจะตามล่าซุนเฟย ถึงแม้ว่าซุนเฟยจะไม่กลัวพวกมันสักนิด แต่เมืองแซมบอร์ดจำเป็นต้องการเวลาสงบๆในการพัฒนาบ้านเมือง
ดังนั้น การท้าทายพวกเขาในตอนนี้ถือว่าไม่ฉลาดเลย ตอนนี้ซุนเฟยก็ต้องปล่อยไปก่อน หลังจบการแข่งขันการซ้อมรบก็ยังพอหาโอกาสทำลายพวกมันได้อยู่
หลังจากเดินผ่านเส้นทางในอุโมงค์อันคับแคบ ไม่ช้าซุนเฟยก็กลับมาถึงป้อมปราการสีดำ
และการต่อสู้ก็จบลงแล้ว
ทหารแบล็กสโตนสามพันถึงสี่พันนายต่างพากันล้มตายไปแล้วเก้าในสิบส่วน พวกที่เหลืออีกสามร้อยถึงสี่ร้อยคนต่างพากันโยนอาวุธทิ้งแล้วคุกเข่าลงกับลานจัตุรัสเพื่อรอคอยการลงโทษจากคนของเมืองแซมบอร์ด
……
ฮี้!
เสียงม้าศึกร้องดังขึ้น ราชาแบล็กสโตนจึงค่อยๆ โงหัวขึ้นมาจากพื้นดิน และพบว่าเป็น ‘ราชองครักษ์’ ที่ทิ้งตัวเองหนีไปก่อนหน้านี้ควบม้ากลับมา
“ราชาแบล็กสโตน ท่าน...บาดเจ็บหนักตรงไหนหรือเปล่าขอรับ?”
‘ราชองค์รักษ์’ ถอดหมวกเกราะเหล็กลง เผยให้เห็นใบหน้าเยาว์วัย เพราะความกลัวก่อนหน้านี้ทำให้ผมสีดำของเขาชื้นเหงื่อและยุ่งเหยิงไปหมด น้ำเสียงของเขาไม่เหมือนกับคนที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะจงรักภักดีต่อราชาสักนิด และเหมือนกับว่าเขาก็รู้ตัวดีว่าก่อนหน้านี้เพิ่งหนีเอาชีวิตรอดไปคนเดียว ดังนั้นน้ำเสียงจึงค่อนข้างสุภาพ
“ถุย! ข้าไม่ตายง่ายๆ หรอก...”
เมื่อรอดชีวิตมาได้ ราชาแบล็กสโตนจึงเริ่มใจกล้าขึ้น เขายันตัวลุกขึ้นนั่ง แม้ก่อนหน้านี้จะถูกชายหนุ่มตรงหน้าทอดทิ้งไม่สนใจชีวิตตัวเอง แต่กลับไม่พูดถึงและเก็บความไม่พอใจลงไปเขามองไปทางที่ซุนเฟยหายไป สีหน้าของเขาฉายแววอาฆาต เกลียดชัง และพยาบาทอย่างรุนแรง
“ราชาแซมบอร์ด ครั้งนี้ข้าไม่ตาย ฮึๆๆ เจ้าจะต้องเสียใจ! ไม่ช้าข้าจะเฝ้ามองกองทัพเมืองแซมบอร์ดย่อยยับกับตาตัวเอง ข้าจะคอยเฝ้ามองทหารชั้นต่ำของเจ้าถูกสังหารไปทีละคน ข้าขอสาบานเลยว่าจะทำทุกวิถีทางให้เจ้าตายทั้งเป็น!”
“น่าแปลกใจจริงๆ ทำไมจู่ๆ ราชาเมืองแซมบอร์ดถึงถอยเล่า?” ชายหนุ่มคนนั้นยังคงรู้สึกแปลกๆ
“ไม่เห็นจะน่าแปลกใจอะไรเลย ถึงไอ้ปัญญาอ่อนนั่นจะหุนหันพลันแล่น แต่มันก็ไม่ได้โง่ มันรู้ดีว่าด้วยฐานะของราชาอาณาจักรบริวารระดับหก ถ้าสังหารข้าไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น...หึๆ แม้ว่ามันจะไม่กล้าสังหารข้า แต่ไม่อีกไม่นานหรอก หากมีโอกาสล่ะก็ ข้าจะสังหารมันให้จงได้!”
ชายหนุ่มกลับไม่เห็นด้วยกับความคิดของราชาแบล็กสโตน แต่ก็ไม่พูดอะไรมาก เขาเพียงถอนหายใจออกมา “ช่างเถอะ ในเมื่อท่านไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ควรจะดำเนินการตามแผนที่นายท่านกำหนดไว้ รีบกลับไปที่เมืองแบล็กสโตนกันก่อนแล้วเตรียมพร้อมสำหรับดำเนินการที่เทือกเขาอาทิตย์...”
“ได้ แต่องค์ชายอีวาน ครั้งนี้กองทัพของข้าเสียหายอย่างหนัก ท่านสามารถส่งทหารม้าของท่านไปที่ป้อมปราการแบล็กสโตนเพื่อส่งคนไปดูความเคลื่อนไหวของราชาแซมบอร์ดได้หรือไม่ และพวกเราจะต้องแจ้งให้นายท่านส่งยอดฝีมือมาที่นี่!”
เมื่อนึกถึงกองทัพทหารนับสี่พันกว่าคนที่พ่ายแพ้ ราชาเมืองแบล็กสโตนแทบจะกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง
“นี่ไม่เป็นปัญหา...ความแข็งแกร่งของราชาแซมบอร์ดและเมืองแซมบอร์ดเหนือกว่าที่พวกเราคิดไว้มาก พวกเราต้องรีบรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นในป้อมปราการให้นายท่านทราบ...”
องค์ชายอีวานกล่าว เขาผิวปากก่อนที่จะมีนกอินทรียักษ์สีขาวร่อนลงมาเกาะที่ไหล่ของเขา เขาใช้ภาษาแปลกๆ กระซิบบอกนกไม่กี่คำ ก่อนที่อินทรียักษ์จะโผบินจากไป
ในใจขององค์ราชาแบล็กสโตนยังรู้สึกอับอายและหวาดกลัว ความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ดเหนือกว่าที่ตัวเองคิดไว้ไม่เพียงตัวของราชาแซมบอร์ดที่แข็งแกร่ง แต่ทหารใต้บังคับบัญชาการของเขาก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน นี่ทำให้ราชาแบล็กสโตนรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขายกมือยันก้อนหินประคองตัวเองยืนขึ้น แต่ทันใดนั้น ร่างของเขาก็สั่นไปทั่วร่าง รู้สึกอ่อนแออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ปกติก็ใช้ดาบสังหารศัตรูอยู่เป็นประจำไม่เห็นจะเหนื่อยล้าแบบนี้เขารู้สึกว่ามีน้ำเหนียวๆ ไหลออกจากจมูกจึงรีบยกมือขึ้นเช็ด ที่แท้ก็เลือดกำเดาไหลนี่เอง
“สมควรตาย...นี่ต้องเป็นเพราะตกจากหลังม้าแน่ๆ”
องค์ราชาแบล็กสโตนไม่สนใจ เขาเป็นถึงราชา อาการบาดเจ็บแค่นี้ ในสงครามถือเป็นเรื่องปกติ เขาพลิกตัวขึ้นขี่หลังม้าของเหล่าราชองครักษ์ที่ถูกยิงตายไปก่อนหน้านี้
แต่ตอนที่ยันตัวขึ้นหลังม้า จู่ๆ ก็รู้สึกขาอ่อนขึ้นมา หากไม่ใช่ว่าจับอานม้าไว้ คงไม่พ้นล้มลงกับพื้นอีกแน่ๆเขาโคจรคลื่นพลังเพื่อช่วยเสริมให้เขามีแรงปีนขึ้นไปบนหลังม้า เลือดก็ยังไหลออกจากจมูกหนักขึ้น
และตอนนี้ จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านอย่างบอกไม่ถูก
ราชาเมืองแบล็กสโตนมองไปยังแผ่นหลังขององค์ชายอีวานที่ควบม้าอยู่ด้านหน้า ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ก็นึกอยากจะแยกร่างของเขาออกเป็นชิ้นๆมือของเขาพลันเลื่อนลงไปกุมดาบที่ข้างเอว อีกแค่นิดเดียวก็จะชักดาบขึ้นมาฟันร่างองค์ชายอีวาน โชคดีที่ว่าเขายังหลงเหลือสติอยู่เล็กน้อย ทำให้สามารถควบคุมความคิดนั่นไว้ได้
------------