เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    บทที่ 20 : พันธนาการที่เยือกแข็ง และตัวแปรสุดท้ายของนักวิจัยตัวน้อย

    [นาฏกรรมในม่านหมอก: กลิ่นอายแห่งความตายที่หลงเหลือ] 

    ท่ามกลางความมืดสลัวใต้พฤกษาหนาทึบของป่าเขตต่อฝั่งตะวันออก บรรยากาศโอบล้อมไปด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัดจนแทบจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แสงแดดรำไรที่พยายามลอดผ่านแมกไม้ที่หนาทึบลงมาดูสลัวรางราวกับจะไว้อาลัยให้กับเหตุการณ์นองเลือดที่เพิ่งผ่านพ้น กลิ่นดินชื้นแฉะผสมปนเปกับกลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่แห้งสนิท ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศจนชวนให้ผู้ที่สัมผัสรู้สึกเย็นสันหลังวาบ

    ไมโล เด็กหนุ่มเผ่ามนุษย์สัตว์ (สุนัข) แฝดคนน้อง ชะงักกึก ร่างกายของเขาตึงเครียดขึ้นมาทันที หูสามเหลี่ยมบนศีรษะขยับดุ๊กดิ๊กไปมาอย่างรวดเร็วเพื่อดักจับคลื่นเสียงความถี่สูงและวิเคราะห์ทิศทางลมตามสัญชาตญาณนักล่า จมูกของเขาฟุดฟิดสูดดมกลิ่นอายที่ลอยมากับลมชื้นอย่างละเอียด 

    “กลิ่นนี้มัน... กลิ่นคาวเลือดจางๆ ปนกับกลิ่นเหงื่อที่เป็นเอกลักษณ์แบบนั้น!” ไมโลพึมพำ เสียงของเขาสั่นพร่าด้วยความตื่นเต้น

    ไมล่า แฝดผู้พี่ที่ยืนกระชับคันธนูในมือแน่น แววตาที่ช่างสังเกตของเธอฉายแววโล่งอกอย่างปิดไม่มิด เธอมองเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่างในพุ่มไม้ไกลออกไป 

    “ใช่จริงๆ ด้วย... กลิ่นของยัยแมวแสบชัดๆ รินกำลังใกล้เข้ามาแล้ว!”

    “จริงเหรอ! ยัยนั่นปลอดภัยสินะ!” จอร์จ ลูกชายผู้ใหญ่บ้าน ตะโกนออกมาด้วยความดีใจพลางหันไปหา ร็อค ที่กำลังยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ ร็อคไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่เขาผ่อนลมหายใจยาวออกมาอย่างช้าๆ มือที่กร้านจากการฝึกฝนเริ่มคลายแรงบีบที่ด้ามดาบ 

    “อย่าเพิ่งชะล่าใจ เตรียมตัวรับมือเผื่อกรณีฉุกเฉินด้วย” ร็อคสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดตามแบบฉบับลูกชายหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน

    [การกลับมาของแมวสาว: ข่าวสารจากสมรภูมิเดือด] 

    ไม่กี่อึดใจ ร่างปราดเปรียวของ ริน เด็กสาวเผ่าแมว ก็พุ่งทะยานข้ามพุ่มไม้หนาออกมาด้วยท่วงท่าที่ขัดกับสภาพร่างกายที่เหนื่อยล้า ทันทีที่เท้าถึงพื้นเธอก็เซไปข้างหน้าเล็กน้อย หอบหายใจอย่างหนักหน่วงจนหน้าอกกระเพื่อมแรง ลำคอระหงเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ 

    “พวกนาย... แฮ่ก... เตรียมตัว... ท่านเจ้าหญิง... ท่านเมฟิเรียราลาน่ากำลังจะมาที่นี่!”

    คำพูดนั้นประดุจสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจกลุ่มเอลฟ์บาดเจ็บกว่าสิบชีวิตที่นั่งพักอยู่อย่างอิดโรย ลูมิเนลราน่า (ลูมิน่า) เอลฟ์สาวผู้นำกลุ่มที่มีรอยแผลฉกรรจ์ที่ถึงแม้ไคจะช่วยปฐมพยาบาลให้แล้วก็ยังบาดเจ็บมากอยู่ดี รีบถลาเข้าไปหารินด้วยดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตาแห่งความหวัง 

    “ริน... เมื่อกี้เธอว่าใครนะ? ท่านเจ้าหญิงเมฟิเรียราลาน่า... ท่านจะมาช่วยพวกเราจริงๆ หรือ?”

    “ใช่ค่ะคุณลูมิน่า!” รินตอบพร้อมรอยยิ้มที่พยายามปั้นขึ้นมาเพื่อปลอบประโลม 

    “ไคกับพ่อและแม่ของเขา รวมถึงลุงกัลป์พ่อของร็อคที่อยู่ตรงนี้ กำลังยื้อพวกมันไว้ที่สมรภูมิหลัก ส่วนท่านเทียมุสที่เป็นเพื่อนของเจ้าหญิงก็ตามไปสมทบทางนั้น เพื่อให้เจ้าหญิงสามารถแยกตัวมาที่นี่... เพื่อช่วยทุกคนค่ะ!”

    ลูมิน่าหันไปหาพวกพ้องที่เหลือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสตรีและเด็กที่รอดชีวิตจากการถูกพรากหัวใจสำคัญของครอบครัวไป เธอน้ำตาไหลอาบแก้มขณะตะโกนสุดเสียง “ทุกคน! ได้ยินไหม! ราชวงศ์ไม่ทอดทิ้งพวกเรา! ท่านเจ้าหญิงกำลังมา!”

    [รัศมีแห่งน้ำแข็ง: การปรากฏตัวของเจ้าหญิงผู้เย็นชา] 

    เพียงไม่นานหลังจากความหวังถูกจุดประกาย มวลอากาศรอบบริเวณก็เกิดการบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง กระแสลมเย็นจัดพัดกรรโชกจนใบไม้ไหวเอนราวกับจะหลีกทางให้กับผู้มาเยือนที่ทรงอำนาจ ในทางฟิสิกส์มานา นี่คือปรากฏการณ์ [Endothermic Concentration] หรือการที่มานาธาตุเย็นบีบอัดจนดึงเอาพลังงานความร้อนรอบข้างหายไปในฉับพลัน

    ร่างระหงในชุดสง่างามร่อนลงมาจากยอดไม้อย่างนุ่มนวลประดุจขนนกที่ตกลงบนผิวน้ำ ท่วงท่าการลงจอดนั้นไร้ซึ่งเสียงสะเทือนแม้แต่น้อย เมฟิน่า ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้อพยพ แววตาคมกริบดุจน้ำแข็งขั้วโลกกวาดมองสภาพคนในเผ่า—เสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่ง รอยแส้ที่สลักลึกบนผิวเนื้อขาวซีด และแววตาที่แตกสลายของเหล่าเอลฟ์ตัวน้อย—ความโกรธเกรี้ยวที่รุนแรงราวกับภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งพลุ่งพล่านขึ้นมาจนพื้นดินรอบเท้าของเธอเริ่มปรากฏเกล็ดน้ำแข็งสีขาวขุ่นลามออกไป

    ทว่าในฐานะเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง เธอถูกฝึกให้เก็บกั้นอารมณ์อยู่ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย (Poker Face) เมฟิน่าจะไม่ยอมให้ศัตรูหรือแม้แต่ความเจ็บปวดใดๆ มาทำลายศักดิ์ศรีของราชวงศ์ เธอยืดตัวตรงพลางหยิบขวดโพชั่นสีมรกตใสระดับสูงออกมาจากกระเป๋าข้างเอว

    “พวกเจ้า... ลำบากกันมามากแล้ว” น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิททว่าทรงพลังจนความวุ่นวายรอบข้างสงบลงในทันที

    ท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุม เมฟิน่าก้าวเดินอย่างมั่นคงไปยังร่างของเอลฟ์สาวคนหนึ่งที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนกองใบไม้แห้ง ใบหน้าของเจ้าหญิงยังคงเรียบเฉยทว่าแววตากลับสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยไหม้จากการถูกทรมานด้วยเปลวไฟ เธอคุกเข่าลงอย่างไม่นึกรังเกียจดินโคลน ก่อนจะประคองศีรษะของเอลฟ์ผู้บาดเจ็บขึ้นมาอย่างแผ่วเบา

    เธอไม่ได้ร่ายเวทรักษาโดยตรง เมฟิน่าจึงเลือกใช้ "โพชั่นระดับสูง" ที่กลั่นกรองมาจากพฤกษาศักดิ์สิทธิ์แทน เธอเปิดจุกขวดออก กลิ่นหอมจางๆ ของพฤกษาฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ก่อนจะบรรจงป้อนของเหลวสีมรกตนั้นให้แก่เอลฟ์บาดเจ็บและเด็กๆ ด้วยมือของเธอเอง

    “ดื่มซะ... จิตวิญญาณของเจ้ายังไม่ถึงเวลาแตกสลาย” น้ำเสียงที่นุ่มนวลทว่าแฝงไปด้วยอำนาจทำให้ผู้บาดเจ็บจนแทบจะไม่มีสติยอมดื่มโพชั่นแต่โดยดี

    เพียงไม่กี่นาที บาดแผลที่เคยเหวอะหวะก็เริ่มสมานตัว ความเจ็บปวดที่เคยแผดเผาพลันมลายหายไปแทนที่ด้วยความเย็นสบายที่แผ่ออกมาจากเจ้าหญิง

    เมฟิน่าลุกขึ้นยืนพลางแจกจ่ายโพชั่นที่เหลือให้แก่ผู้ที่บาดเจ็บไม่มากนัก 

    “คนที่ยังพอมีแรง จงช่วยกันดูแลพี่น้องของพวกเจ้า”

    เมื่อความเจ็บปวดจางหาย พลังกายเริ่มกลับคืนมา เหล่าเอลฟ์สตรีและเด็กที่เหลือรอดต่างพากันมองไปยังร่างระหงที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าด้วยความซาบซึ้งใจ ลูมิน่าที่บัดนี้บาดแผลที่ขาปิดสนิทแล้ว พลันทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นดินที่เย็นเหยียบ ตามด้วยเอลฟ์ทุกคนที่พร้อมใจกันทำตามจนเกิดเสียงดัง ตึบ! กึกก้องป่า

    “ขอบพระคุณในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้เพคะ ท่านเจ้าหญิง!” เสียงประสานที่ปนไปด้วยเสียงสะอื้นแห่งความปีติขยับพรรณไม้รอบข้างให้สั่นไหว

    เมฟิน่าขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาสีครามฉายรอยรำคาญใจที่คุ้นเคยออกมา 

    “ลุกขึ้นซะ ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ชอบพิธีการ และตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งก้มหัวให้ข้า”

    ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นก็ดังขึ้นจากทิศทางเดิม หน่วยลาดตระเวนของหมู่บ้านทั้ง 5 นายที่ยังคงมีร่องรอยการต่อสู้ติดตัว วิ่งตามมาสมทบพร้อมกับ ลูน่า เด็กสาวเผ่ากระต่ายที่วิ่งหน้าตั้งมาจนหูยาวๆ ของเธอสะบัดไปมา ลูน่าหยุดหอบหายใจครู่หนึ่งก่อนจะรีบก้าวเข้ามาด้านหน้า

    “ท่านเจ้าหญิงคะ! นี่คือเพื่อนๆ ของหนูค่ะ... ทุกคนคือหน่วยป้องกันที่จะพาคนของเราไปที่ปลอดภัย” ลูน่ารีบแนะนำกลุ่มเด็กๆให้เมฟิน่ารู้จักด้วยความรวดเร็ว

    เมฟิน่าพยักหน้าเล็กน้อย แววตาของเธอจ้องมองไปยังกลุ่มเด็กๆ ที่แม้จะดูตื่นเต้นแต่ก็มีความมุ่งมั่น “ริน ลูน่า ร็อค จอร์จ ไมโล ไมล่า... และพวกเจ้าทุกคน ข้าฝากชีวิตคนของข้าไว้ในมือพวกเจ้า จงพาพวกเขามุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านของเซนโดยเร็วที่สุด ที่นั่นมีแนวป้องกันและเอลินอยู่... ข้าเชื่อใจพวกเจ้า”

    “รับทราบครับ/ค่ะ!” เสียงขานรับที่หนักแน่นของเด็กๆ บ่งบอกว่าพวกเขาพร้อมจะแบกรับหน้าที่นี้ด้วยชีวิต

    [ปีกแห่งพายุและเพลิงแค้น: ทะยานสู่สมรภูมิ] 

    ในขณะที่เมฟิน่ากำลังจะผละตัวออกเพื่อทะยานสู่ฟากฟ้า สายตาคมกริบของเธอก็พลันเหลือบไปเห็นบางอย่างที่ลำคอระหงของลูมิน่า มันคือ ปลอกคอสะกดมานา โลหะสีดำทะมึนที่สลักอักขระเวทมนตร์โบราณสายมืด มันรัดแน่นจนผิวเนื้อรอบคอของเอลฟ์สาวแดงช้ำ และที่น่ารังเกียจที่สุดคือมันกำลังดูดซับมานาบริสุทธิ์จากร่างกายของเหยื่อไปหล่อเลี้ยงกลไกของมันเอง

    คิ้วเรียวงามของเจ้าหญิงขมวดมุ่นด้วยความหงุดหงิดที่ปิดไม่มิด รังสีความเย็นรอบกายแผ่ซ่านออกมาจนลูมิน่าสัมผัสได้ถึงความยะเยือก

    “เจ้าน่ะ...” เมฟิน่าเอ่ยเสียงเรียบพลางจ้องมองไปที่ปลอกคอนั้น “ชื่ออะไร?”

    ลูมิน่ารีบก้มหน้าลงเล็กน้อยตามธรรมเนียมพลางตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่ชัดเจน 

    “หม่อมฉันมีนามว่า ลูมิเนลราน่า เพคะ ท่านเจ้าหญิงเมฟิเรียราลาน่า”

    เมฟิน่านิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาของเธอสแกนผ่านปลอกคอเหล็กเข้าไปยังเส้นมานาที่ถูกบิดเบือน 

    “ลูมิเนลราน่า... ฟังนะ หลังจากจบศึกนี้ข้าจะหาทางถอดไอ้เศษเหล็กน่ารังเกียจนี่ออกให้เจ้า ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมานาที่พยายามขัดขืนอยู่ภายใน ท่าทางเจ้าจะมีพรสวรรค์ที่น่าสนใจไม่เบา...”

    เจ้าหญิงเว้นจังหวะพลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างขัดใจ 

    “แต่ตอนนี้ แม้แต่ข้าเองก็ยังมองไม่เห็นศักยภาพที่แท้จริงของเจ้า ไว้เรื่องนั้นเราค่อยมาว่ากันเมื่อเจ้าปลอดภัยที่หมู่บ้านดอนตะวันพราว”

    คำพูดของเมฟิน่าไม่ได้เพียงแค่เป็นการสัญญา แต่มันคือการให้เกียรติในฐานะคนในเผ่าพันธุ์เดียวกัน ลูมิน่า หรือลูมิเนลราน่า น้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้ง เธอไม่เคยคิดเลยว่าในสภาพที่ดูน่าสมเพชเช่นนี้ เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์จะยังมองเห็น "พรสวรรค์" ที่ซ่อนอยู่ใต้พันธนาการ

    “ขอบพระคุณ... ขอบพระคุณอย่างยิ่งเพคะ ท่านเจ้าหญิง!”

    เมฟิน่าไม่ตอบคำขอบคุณ เธอเพียงแค่พยักหน้าครั้งเดียวเป็นสัญญาณสุดท้าย ก่อนที่มานาในร่างจะปะทุขึ้นเพื่อเตรียมตัวทะยานออกไป ทิ้งไว้เพียงคำสัญญาที่ทำให้หัวใจของเอลฟ์สาวที่สิ้นหวัง กลับมาเต้นแรงด้วยความหวังอีกครั้ง

    เมื่อจัดการภาระเบื้องหลังจนสิ้นสงสัย กำแพงน้ำแข็งที่เมฟิน่าพยายามสร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นอารมณ์ความรู้สึกก็พังทลายลง ความเงียบงันรอบกายเธอเริ่มถูกแทนที่ด้วยเสียงวีดหวิวของอากาศที่เริ่มถูกบีบอัด มานาสีครามเข้มข้นแผ่ออกมาเป็นออร่าเย็นจัดจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นลอนคลื่น แต่มันไม่ใช่คลื่นความร้อนระอุแบบของกัลลัส หากแต่เป็นคลื่นของ [Pressure Gradient] ที่รุนแรงจนใบไม้รอบด้านกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งและแตกสลายเป็นผงในพริบตา

    เมฟิน่าชูคทาสั้นที่สลักจากกิ่งต้นไม้โลกขึ้นเหนือศีรษะ วงเวทสีฟ้าครามซ้อนทับกันสามชั้นปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้า แสงสว่างเจิดจ้าจนตาพร่ามัว เธอเริ่มร่ายมนตร์ด้วยภาษาโบราณที่กังวานประดุจเสียงกระดิ่งน้ำแข็ง

    “สายลมแห่งนภาที่ไร้พันธนาการ... จงบิดเบือนมวลอากาศตามเจตจำนงแห่งข้า... สร้างปีกม้วนสวนกระแสแรงดึงดูด... พยุงร่างข้าสู่เวหาด้วยความรวดเร็ว! [Hyper Fly] !”

    บึ้มมมมมมมมมม!!!

    แรงระเบิดของอากาศ (Sonic Boom) ดังสนั่นกึกก้องไปทั่วพงไพร พายุหมุนวนขนาดเล็กระเบิดออกใต้เท้าของเมฟิน่า ส่งร่างของเจ้าหญิงเอลฟ์ให้พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าดุจลูกศรสีครามที่ถูกปล่อยจากคันศรยักษ์ แรงปะทะอากาศทำให้ต้นไม้ใหญ่เบื้องล่างโอนเอนจนแทบหักโค่น ร่างของเธอตัดผ่านก้อนเมฆทิ้งเส้นสายมานาสีฟ้าขาวไว้เบื้องหลังประดุจทางช้างเผือกในยามกลางวัน

    เป้าหมายเดียวในใจของเธอตอนนี้คือทิศทางที่มานาที่แสนโสโครกของกัลลัส กำลังแผ่ขยายอยู่

    “พวกล่าทาสเดนมนุษย์... พวกเจ้าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิตที่หนาวเหน็บที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้!”

    คำประกาศิตที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารระดับวีรชนถูกทิ้งไว้กับสายลม ก่อนที่ร่างของเธอจะหายลับไปในขอบฟ้า มุ่งสู่สมรภูมิที่พวกลูกน้องปาร์ตี้รุ่งอรุณนิรันดร์และครอบครัวของเซนกำลังปะทะกับอสุรกายกัลลัสอย่างดุเดือด!

    [หัวใจจักรกลและกงล้อแห่งความแค้น: อสุรกายผู้ไร้กังวล] 

    ท่ามกลางสมรภูมิที่ย้อมไปด้วยสีแดงฉานของเลือดและเปลวเพลิงที่ยังหลงเหลือ ลูกน้องทั้งสองของกัลลัสที่เคยเป็นมือขวาบัดนี้กลายเป็นเพียงเศษซากเนื้อที่ไร้วิญญาณ ทว่า... กัลลัสกลับไม่ได้แสดงความโศกเศร้าหรือกังวลออกมาแม้แต่น้อย ใบหน้าที่มีรอยบากน่าเกลียดนั้นกลับบิดเบี้ยวเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง

    ในส่วนลึกของทรวงอก ตำแหน่งที่เคยเป็นหัวใจมนุษย์ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วย [Golem Core] แกนกลางทรงกลมสีม่วงคล้ำที่เต้นเป็นจังหวะเชิงกลสม่ำเสมอมีเสียงโลหะเสียดสีกันคล้ายฟันเฟืองแทรกออกมาตลอดเวลา แถมมันยังพกพาเอา "เจตจำนงแห่งการพิทักษ์" ที่ผิดเพี้ยนมาด้วย เดิมทีโกเลมถูกสร้างมาเพื่อเฝ้าดันเจียนหรือโบราณสถานอย่างซื่อสัตย์ แต่เมื่อมันผสานเข้ากับความแค้นที่ฝังรากลึกของกัลลัส "คำสั่ง" ของมันจึงถูกเปลี่ยนใหม่โดยสิ้นเชิง เป้าหมายเดียวที่เหลืออยู่คือการทำลายล้าง 'เซน' และทุกสิ่งที่เซนรัก ให้จมดิ่งสู่ขุมนรกแห่งความทุกข์ทรมานที่มากกว่าที่เขาเคยได้รับร้อยเท่า นี่จึงเป็นสาเหตุของความบิดเบี้ยวที่เกินเยียวยาของกัลลัส

    [หยาดพิรุณแห่งความเมตตา: การฝืนสังขารของเอลิน] 

    ห่างออกไปไม่กี่สิบเมตร เซน กัลป์ และโวล์ฟ ต่างอยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้ ร่างกายของพวกเขาเต็มไปด้วยรอยไหม้พุพองจากคลื่นความร้อนสูง (Thermal Radiation) ราล์ฟ ที่สูญเสียแขนไปข้างหนึ่งยังคงกัดฟันกรอด ชันเข่าพยุงร่างด้วยหอกดามัสคัสรุ่นทดลองที่ปักลงดินเพื่อค้ำยัน ท่ามกลางบรรยากาศที่สิ้นหวัง เอลิน เดินนำ ไค และ มาคัส (ที่เพิ่งเช็ดคราบเลือดและเศษสมองของศัตรูออกจากใบหน้าด้วยแววตาที่ยังสั่นไหว) เข้ามาสมทบ

    เอลินมองดูสภาพสามีและเพื่อนพ้องด้วยหัวใจที่บีบคั้น มานาในร่างกายของเธอบัดนี้เหลือเพียงเล็กน้อยจากการรักษาต่อเนื่องทว่าเธอกลับฝืนยิ้มออกมา สองมืออันสั่นเทาพยายามรวบรวมละอองมานาที่เหลืออยู่น้อยนิดในชั้นบรรยากาศ

    “ข้าแต่องค์เทพผู้สร้าง... โปรดแผ่รัศมีแห่งความเมตตา ปกคลุมเหล่าบุตรผู้ทุกข์ยาก ให้ความเจ็บปวดมลายหายไปภายใต้แสงแห่งพระองค์... [Area Heal] !”

    ถ้อยคำร่ายเวทที่ใสบริสุทธิ์ดุจเสียงระฆังแก้วดังขึ้น ทันใดนั้นวงเวทสีทองอ่อนๆ ก็แผ่ขยายออกจากเท้าของเธอ โอบอุ้มร่างของผู้บาดเจ็บทั้งสี่ไว้ แสงสีทองทำหน้าที่กระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตและสมานเนื้อเยื่อที่เสียหายเบื้องต้น ความเจ็บปวดที่แผดเผาเริ่มทุเลาลง ทั้งสี่คนต่างมองดูเอลินด้วยความซาบซึ้งใจ

    มานาสีทองจางๆ แผ่ออกมาโอบอุ้มเหล่าผู้บาดเจ็บทั้งสี่ ช่วยสมานรอยไหม้และบรรเทาความเจ็บปวดได้ในทันตา ทุกคนต่างขอบคุณเอลินด้วยความตื้นตันใจ มีเพียง ไค คนเดียวที่จ้องมองแม่ด้วยสายตาที่เจ็บปวด [Anatomical Scanner Lv.2] ของไคกะพริบแจ้งเตือนสถานะของแม่เป็นตัวเลขสีแดงเข้ม ค่า TEMP (อุณหภูมิร่างกาย) ที่พุ่งสูงขึ้นจากการฝืนรีดพลัง และค่า FATIGUE (ความเหนื่อยล้า) ที่แตะระดับอันตราย ก็เพียงพอที่จะบอกไคว่าแม่กำลังจะถึงขีดจำกัด 

    “แม่ครับ... พอเถอะครับ พักผ่อนก่อนนะ” ไคกระซิบพลางบีบมือแม่แน่นเพื่อส่งสัญญาณให้เธอหยุดฝืน

    [คมเขี้ยวขาวปะทะกระสุนสังหาร: การประเดิมสนามของเทียมุส] 

    ในขณะที่ฝั่งดอนตะวันพราวพยายามกู้คืนกำลัง กัลลัสที่เคยบ้าคลั่งกลับนิ่งสนิทลงทว่าน่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม มานาสีแดงเข้มข้นที่หมุนวนรอบตัวเขากลับบีบอัดจนกลายเป็นชั้นบรรยากาศที่หนาแน่น (Mana Density) จนมองเห็นเป็นม่านเบลอจางๆ

    “พวกแกทุกคน... เข้ามาพร้อมกันเลยดีไหม? หรืออยากให้ข้าช่วยส่งไปลงนรกทีละคน?” กัลลัสกล่าวพลางกวักมือเรียกเซนด้วยท่าทางดูแคลน

    “ไอ้สวะนี่... ปากดีนักนะ!” เทียมุส นักรบเผ่าเสือขาวผู้มีสัญชาตญาณสัตว์ป่าพลุ่งพล่านไม่อาจทนดูอยู่เฉยได้ 

    เขาตัดสินใจระเบิดพลังมานาสายลมใต้ฝ่าเท้า พุ่งทะยานเข้าใส่กัลลัสด้วยความเร็วระดับ [Transonic] (เกือบเท่าเสียง) เพื่อก้าวข้ามระยะของคลื่นความร้อนให้เร็วที่สุด

    ไคที่สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของกลไกแขนซ้ายของกัลลัส พลันนึกถึงโครงสร้างของอาวุธโบราณที่เขาเคยสแกนได้ “ท่านอาเทียมุส! ระวังปืนที่มือซ้าย!”

    ทว่าเสียงตะโกนของไคยังช้ากว่าความเร็วของนักรบเผ่าเสือขาว... และช้ากว่าเทคโนโลยีจากยุคโบราณ! เปรี้ยงงงงง!

    เสียงอากาศระเบิดดังขึ้นพร้อมกับประกายไฟที่แลบออกจากปลายแขนกลของกัลลัส มันคือปืนอัดอากาศแรงดันสูง (High-Pressure Air Cannon) ที่ยิงกระสุนมานาออกมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าประสาทสัมผัสของสัตว์ป่า เทียมุสที่กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศไม่มีทางหลบพ้น กระสุนปะทะเข้าที่ต้นขาซ้ายอย่างจังจนกล้ามเนื้อฉีกขาดและกระดูกร้าว ร่างของเขาร่วงลงกระแทกพื้นดินจนฝุ่นตลบ

    “เทียมุส!” เซนร้องลั่นหมายจะพุ่งเข้าไปช่วย

    แต่กัลลัสไม่เปิดโอกาสให้หายใจ เขาชูแขนขวาที่แดงฉานไปด้วยเพลิงมานาขึ้นเหนือร่างของเทียมุสที่กำลังเสียหลัก พลังงานความร้อนพุ่งสูงขึ้นจนอากาศรอบๆ เริ่มลุกไหม้เป็นลูกไฟยักษ์ 

    “จงเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับความอ่อนแอของพวกแกเถอะ!” กัลลัสคำรามพลางปลดปล่อยเปลวเพลิงมรณะลงมาหมายจะเผาเทียมุสทั้งเป็น!

    แต่ก่อนที่เปลวเพลิงมรณะจะทันได้แผดเผาเทียมุสและเซนจนกลายเป็นเถ้าถ่าน เสียงอันกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาดก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจากแนวป่าด้านหลัง!

    เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! 

    มินอส กระชับปืนเวทมนตร์คู่ในมือแน่น ดวงตาของเธอฉายแสงสีฟ้าหม่นจากเวท [Eagle Eye] เธอคำนวณวิถีกระสุนและจุดอับสายตาของกัลลัสในระดับมิลลิวินาที กระสุนมานาบีบอัด (Compressed Mana Projectiles) พุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วเหนือเสียงจนเกิดคลื่นกระแทกขนาดเล็กพุ่งเข้าหากัลลัสจากหลายทิศทาง

    กระสุนทุกนัดแม่นยำดุจจับวาง! พวกมันพุ่งเข้าหาจุดตาย ทั้งขมับ ลำคอ และข้อต่อชุดเกราะของกัลลัสอย่างไม่ขาดสาย ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้มินอสต้องขบฟันกรอด เพราะทันทีที่กระสุนเหล่านั้นพุ่งเข้าสู่รัศมี 2 เมตรจากตัวกัลลัส พวกมันต้องปะทะกับ [Mana Density Field] หรือม่านพลังมานาเข้มข้นที่บีบอัดจนอากาศหนาแน่นราวกับกำแพงน้ำใสๆ

    วิ้งงงง! ตึบ! ตึบ!

    ความเร็วและแรงปะทะของกระสุนลดลงอย่างเห็นได้ชัดในสายตาของไค มันเหมือนกับกระสุนที่ถูกยิงลงไปในน้ำลึก แม้จะมีบางนัดที่เจาะทะลวงผ่านม่านพลังไปฝากรอยแผลและเลือดสีแดงคล้ำไว้บนผิวหนังของกัลลัสได้บ้าง แต่ปฏิกิริยาของชายหน้าบากกลับทำให้ทุกคนต้องเสียวสันหลังวูบ...

    กัลลัสไม่มีแม้แต่การกระตุกของกล้ามเนื้อจากความเจ็บปวด เขาไม่แม้แต่จะหันไปมองมินอสที่กำลังกระหน่ำยิง แววตาของเขาเหม่อลอยทว่าดุดันราวกับจักรกลที่ไร้ความรู้สึก แผลที่ต้นแขนที่มีเลือดไหลซึมออกมากลับไม่มีการสั่นกระตุกของเส้นประสาทในระดับที่สิ่งมีชีวิตควรจะเป็น 

    “หึ... กระสุนมดกัดพวกนี้เหรอ ที่จะหยุดข้า?” กัลลัสพ่นลมหายใจที่ร้อนจัดออกมา ประดุจว่าในตอนนี้ร่างกายของเขาได้กลายเป็นเพียง 'ภาชนะ' ที่บรรจุความแค้นและระบบปฏิบัติการของโกเลมเอาไว้เท่านั้น

    ไม่ใช่เพียงมินอส ทุกๆคนที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้น ต่างก็ตกใจกับผลของเหตุการณ์นี้ ยกเว้น....ไค ที่กำลังเฝ้ามองวิเคราะห์ทุกความเป็นไปได้ ที่จะพลิกสถานการณ์ที่ค่อยๆเลวร้ายลงนี้ยังไง

    [พายุหิมะกลางกองเพลิง: การพิพากษาจากนภา] 

    กัลลัสคำรามลั่น แกนกลางโกเลมในอกเร่งรอบการทำงานจนเสียงโลหะเสียดสีกันดังระบายออกมาไม่ขาดสาย เขาชูแขนขวาที่บวมพองด้วยเส้นเลือดสีอัคนีขึ้นรวบรวมเปลวเพลิงที่เหลืออยู่ทั้งหมด ควบแน่นมันจนกลายเป็นก้อนทรงกลมสีส้มเข้มที่มีความหนาแน่นมหาศาล ก่อนจะปล่อยมันพุ่งทะยานเข้าใส่กลุ่มของเซนประดุจดาวตกที่หมายจะล้างบางทุกชีวิต

    วินาทีที่ลูกไฟขนาดมหึมาอัดแน่นด้วยมานากำลังจะร่วงลงสู่พื้น ไคเบิกตากว้างจนรูม่านตาสั่นระริก สแกนเนอร์เลเวล 2 ของเขาทำงานหนักเกินขีดจำกัดจนขมับเริ่มเต้นตุบส่งสัญญาณเตือน Mental Overload ลางๆ ทว่าในม่านตาของเขา "ความไม่เสถียร" (Energy Fluctuation) ตรงจุดศูนย์กลางของลูกไฟเด่นชัดขึ้นมา มันคือจุดศูนย์กลางมวลที่กัลลัสใช้ควบคุมทิศทางและแรงดัน

    “ทุกคน! ก้มลงครับ!” ไคตะโกนสุดเสียงจนคอแทบแตก

    เปรี้ยงงงงงงงงง!!!

    ก่อนที่เพลิงนรกจะสัมผัสผิวดินพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอย่างสุดขั้ว มวลอากาศรอบสมรภูมิถูกดึงพลังงานความร้อนออกไปอย่างฉับพลันจนอุณหภูมิติดลบในเสี้ยววินาที เส้นแสงสีขาวครามพุ่งแหวกท้องฟ้าลงมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าพายุไซโคลน กระแทกเข้ากับใจกลางลูกไฟของกัลลัสอย่างจัง!

    "[Ice Age: Glacial Impact]"

    ลูกไฟที่ร้อนระอุระดับหลายพันองศาพลันถูก "แช่แข็ง" กลางอากาศด้วยกระบวนการ [Thermal Shock] ที่รุนแรงเกินกว่าที่เปลวเพลิงที่กัลลัสปล่อยออกมาจะต้านทานได้ ปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่ขัดแย้งกันอย่างสุดขั้วระหว่างความร้อนยิ่งยวดและความเย็นสัมบูรณ์ทำให้มวลอากาศขยายตัวและหดตัวฉับพลันจนเกิดเสียงระเบิดกึกก้องไอน้ำจำนวนมหาศาลพวยพุ่ง ลูกไฟที่บัดนี้กลายเป็นก้อนน้ำแข็งทรงกลมแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ประดุจเศษแก้วที่ลุกไหม้ โปรยปรายลงมาดุจฝนดาวตกที่เยือกเย็น

    ท่ามกลางละอองน้ำแข็งที่สะท้อนแสงอาทิตย์รำไร เงาร่างระหงของ เมฟิน่า ร่อนลงมายืนขวางหน้าเทียมุสไว้ แผ่นหลังของเธอเหยียดตรง สง่างามทว่าเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารที่เยือกเย็นจนต้นไม้รอบข้างเริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะกุม

    “มาช้าเป็นบ้า... เพราะมัวแต่ห่วงสวยนั่นแหละ ข้าเกือบจะกลายเป็นเสือเผาแล้วเนี่ย!!” เทียมุสพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนขณะกุมแผลที่ขาที่ยังคงมีไอความร้อนระอุจางๆ

    เมฟิน่าไม่แม้แต่จะหันไปมองคู่กัดของเธอ เธอจ้องมองกัลลัสด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ดุจมองกรวดทรายที่โสโครก 

    “ข้าไม่ได้มาช้า... แต่ข้ามาเพื่อดูว่าใครกันที่บังอาจทำร้ายคนของข้า และทำให้พี่น้องของข้าต้องหลั่งเลือดและน้ำตา”

    [วิเคราะห์เนตรเทวะ: ขีดจำกัดที่มองไม่เห็น] 

    กัลลัสชะงักไปเล็กน้อย แกนกลางโกเลมในอกส่งเสียงครืดคราดสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงดันมานามหาศาลที่กดทับลงมา ม่านพลัง Mana Density Field ของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อปะทะกับไอเย็นจากเมฟิน่า ไคที่เฝ้ามองอยู่ ก็ไม่ได้นิ่งเฉย เขาพยายามเปิดระบบสแกนใส่เมฟิน่าทันทีเพื่อหาทางหนีทีไล่ ทว่าผลที่ได้กลับทำให้เขาต้องตกตะลึง

    (Target: เมฟิเรียราลาน่า / Processing Time: 9 Seconds) 

    [ANALYSIS COMPLETE] NAME: เมฟิเรียราลาน่า (Mephiriaralana) 

    STATUS: [ACTIVE / CALM] PULSE: 60 BPM (เต้นช้าและมั่นคงดุจผิวน้ำที่หยุดนิ่ง) 

    BODY TEMP: 35.5°C (ต่ำกว่าค่ามาตรฐานของสิ่งมีชีวิตทั่วไป) 

    PHYSICAL STRUCTURE (Lv.2 Focus) : [ERROR: Scanning Failure] MESSAGE: ไม่สามารถวิเคราะห์มวลกล้ามเนื้อ (Muscle Mass) ได้ เนื่องจากตรวจพบสนามพลังงานความหนาแน่นสูง (High-Density Mana Shell) ห่อหุ้มชั้นผิวหนังในลักษณะเกราะป้องกันสมบูรณ์แบบ 

    REPORT: พบว่าร่างกายทั้งหมดทำหน้าที่เป็น "ตัวนำยิ่งยวด" (Superconductor) ที่ดึงมานาจากในอากาศมาใช้ได้โดยตรงอย่างไร้ขีดจำกัด 

    ADVISORY: ระดับข้อมูลปัจจุบัน (Lv.2) ไม่เพียงพอต่อการเจาะทะลวงชั้นมานาไอเย็นที่รบกวนสัญญาณสแกน

    ไคจ้องมองผลลัพธ์บน UI ด้วยหัวใจที่เต้นรัว 'นี่มัน... Last Boss ชัดๆ!' เขาคิดพลางปาดเหงื่อที่ไหลซึม 'นีน่ามีมานาที่รั่วไหลจนสแกนยาก แต่ผู้หญิงคนนี้... ร่างกายเธอคือวงจรเวทมนตร์เคลื่อนที่ ไฟที่กัลลัสควบแน่นได้ กับน้ำแข็งขนาดมหึมาที่เธอเรียกออกมาได้ในเสี้ยววินาที... นี่มันองค์ประกอบทางเทอร์โมไดนามิกส์ที่สมบูรณ์แบบแล้วนี่นา! แต่ว่า...ถ้าจะรอดปลอดภัยในสถานการณ์นี้ ยังขาดองค์ประกอบอีกอย่างต้องรีบหาแล้วสิ!!'

    ไคเริ่มมองเห็น "ทางสว่าง" ท่ามกลางความมืดมิดของการต่อสู้ การปรากฏตัวของเจ้าหญิงเอลฟ์ผู้นี้ไม่ใช่แค่การมาช่วยชีวิต แต่เธอคือตัวแปรสำคัญที่ไคจะใช้ "ตรรกะวิทยาศาสตร์" เข้าไปแทรกแซงเพื่อจบศึกที่ยืดเยื้อนี้!

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์ ที่คุณอ่าน