ส่วนสาเหตุที่มีแค่ิญญาของเธอที่ย้อนเวลามาได้ คาดว่าตอนเครื่องบินตก ร่างกายของเธอคงแหลกละเอียดเหลือแต่ผงกระดูก และตอนที่เธอย้อนเวลามา ก็ได้สังเกตเห็นพวงกุญแจคริสตัลที่อยู่บนตัวเธอส่องแสงออกมาจนแสบตา
พอคิดมาถึงตรงนี้ อ้ายอี้เอ๋อร์ก็รีบลูบบริเวณลำคอ ปรากฏว่าไม่เจอพวงกุญแจคริสตัลนั้น เมื่อลองตรองดู เป็ไปได้ไหมว่าถ้าหามันเจอเธอจะได้กลับไป เมื่อคิดมาถึงตรงนี้อ้ายอี้เอ๋อร์จึงเข้าใจในทันที ที่แท้แล้วเป็เช่นนี้เอง
เมื่อคิดได้ก็ลงมือในทันใด เธอรีบอธิบายลักษณะของพวงกุญแจคริสตัลนั้นให้เสี่ยวตงฟัง จากนั้นทั้งสองก็ได้ช่วยกันรื้อค้นอย่างละเอียด หาจนแทบจะทุกซอกทุกมุมของห้อง แต่ก็ยังไม่เจอพวงกุญแจคริสตัลนั้น
อ้ายอี้เอ๋อร์นั่งลงแล้วคิดพิจารณา พวงกุญแจคริสตัลอันนั้นพ่อกับแม่ของเธอนำกลับมาจากอียิปต์ ราคาค่อนข้างแพง คาดว่ามาอยู่ในยุคนี้คงจะเป็ของที่ล้ำค่าเช่นกัน
จากความทรงจำก็พอจะทราบว่า ในจวนหนานกง ร่างของผู้หญิงคนนี้คงไม่ได้รับความรักเท่าไรนัก ส่งนางมาอยู่ในเรือนที่ห่างไกลและเงียบเหงาเช่นนี้ เป็ไปได้หรือที่จะให้เครื่องประดับราคาแพงขนาดนั้นกับนาง
ในเมื่อพวงกุญแจคริสตัลส่งเธอมาอยู่ในมิตินี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ถ้าอย่างนั้น พวงกุญแจก็ต้องอยู่ที่นี่ เพียงแต่ของที่มีค่าขนาดนั้น แน่นอนว่าต้องซ่อนอยู่ในสถานที่ที่ยากจะพบ
พอนึกมาถึงตรงนี้ อ้ายอี้เอ๋อร์ถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก คิดอย่างมุ่งมั่นและฮึกเหิม ขอเพียงพวงกุญแจคริสตัลยังอยู่ในมิตินี้ เธอจะต้องได้กลับไปอย่างแน่นอน
ถึงอย่างไรเธอก็ยังมีคุณปู่ที่เธอรักและกำลังรอเธออยู่ในยุคปัจจุบัน ตอนนี้คุณปู่อาจจะทราบข่าวร้ายของเธอแล้ว นี่ก็เป็อีกครั้งที่คนหัวหงอกอย่างคุณปู่ต้องมาส่งคนหัวดำ อ้ายอี้เอ๋อร์จึงรู้สึกเศร้าใจเป็อย่างมาก สิ่งนี้ทำให้เธอยืนหยัดในความคิดที่จะกลับไปในยุคศตวรรษที่ 21 ให้ได้
แต่ก่อนอื่นเธอจะต้องเอาชีวิตรอดในมิตินี้ให้ได้ มิฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็คงจะสูญเปล่า
จากความทรงจำในจวนหนานกงนี้ ชีวิตของหนานกงอี้เอ๋อร์ถือว่าน่าสงสารอยู่เหมือนกัน เพราะมารดาของนางหลังจากคลอดก็สิ้นใจทันที ได้แม่นมเป็คนเลี้ยงดูนางมาจนเติบโต
เมื่ออายุครบ 4 ปีก็เกิดโรคประหลาดขึ้น มีตุ่มขึ้นทั่วใบหน้าของนาง!
หลังจากที่บิดาของหนานกงอี้เอ๋อร์เห็นนางในครั้งนั้นก็รู้สึกรังเกียจ จึงส่งนางแยกไปอยู่ในเรือนที่ห่างไกลออกไป เพราะไม่ได้รับความรักจากบิดา บรรดาฮูหยินคุณหนูและสาวใช้ของแต่ละเรือนจึงพยายามที่จะรังแกนาง ทำให้นางกลายเป็คนอ่อนแอ ขี้กลัว ถ้าหากไม่มีแม่นม พ่อบ้านเหลย และเสี่ยวตง ไม่รู้จริงๆ ว่านางจะมีชีวิตรอดอยู่ในจวนนี้ได้อย่างไร
เมื่อครู่มัวแต่สนใจในเื่สำคัญ จึงไม่ได้สังเกตใบหน้าที่เต็มไปด้วยตุ่มในกระจกนี้ พอลองสังเกตดู อ้ายอี้เอ๋อร์ก็รู้สึกกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว หน้าแบบนี้จะออกไปเจอคนข้างนอกได้อย่างไรกัน!
อย่างไรเสียก็มีเื่บังเอิญอยู่เหมือนกัน หนานกงอี้เอ๋อร์มีชื่อเหมือนเธอในยุคปัจจุบัน ต่างกันเพียงแซ่เท่านั้น ไม่น่าจะเป็แค่โชคชะตาธรรมดาแล้ว ในเมื่ออ้ายอี้เอ๋อร์มาอยู่ในร่างนี้ ต่อไปก็ให้ถือว่าเป็คนคนเดียวกัน เธอจะไม่ยอมให้ใครมารังแกได้อีก
แต่พอนึกถึงสภาพการณ์ในตอนนี้ อ้ายอี้เอ๋อร์ก็รู้สึกว่าทางที่เธอจะเดินนั้นยังคงอีกยาวไกล
ชั่วขณะนั้นประตูได้ถูกผลักเข้ามาอีกครั้ง มีสตรีโบราณยืนหอบหายใจอยู่ที่หน้าประตู ดูไร้เรี่ยวแรง
เมื่อเห็นอ้ายอี้เอ๋อร์ก็ตื่นเต้นจนพูดไม่ออก ตรงเข้าไปโผกอดอ้ายอี้เอ๋อร์แน่น กล่าวอย่างติดๆ ขัดๆ “คุณหนูเจ็ดของบ่าว คุณหนู คุณหนูในที่สุดก็ฟื้นแล้ว แม่นม แม่นมคิดว่าชีวิตนี้จะไม่ได้เจอหน้าคุณหนูอีกแล้ว ์มีตาจริงๆ” เอ่ยจบ ก็สะอึกสะอื้นไม่หยุด
อย่างไรเสีย ตอนนี้อ้ายอี้เอ๋อร์ร่างกายยังไม่แข็งแรง ถูกแม่นมกอดแน่นขนาดนั้นก็ยากที่จะทนไหว เสี่ยวตงเหมือนจะเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของอ้ายอี้เอ๋อร์ จึงค่อยๆ ดึงแม่นมให้นั่งลง ในตอนนั้นเอง อ้ายอี้เอ๋อร์มองไปเห็นชายวัยกลางคนยืนอยู่ไม่ไกลจากประตู นั่นคืออาเหลยที่อยู่ในความทรงจำ เธอมองเห็นดวงตาของเขาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส
ขณะนั้น สติของแม่นมก็กลับมาแล้ว เธอจึงได้รู้จากปากของแม่นมว่า หลังจากที่เธอตกน้ำก็สลบไม่ได้สติ จึงตามหมอมาดูอาการ ท่านหมอบอกเพียงว่า ‘ถ้าหากภายในสามวันยังไม่ฟื้นขึ้นมา วันที่สี่ก็ให้เตรียมใจรับกับข่าวร้ายได้เลย’ ซึ่งวันที่สี่ก็คือวันนี้
แม่นมกลัวว่าจะเกิดเื่เช่นนั้นขึ้นจนทำอะไรไม่ถูก จึงได้ฝากความหวังไว้ที่เทพเ้า ไปนอนค้างคืนที่วัดเป่าหนิง สวดขอพรให้คุณหนูเจ็ดจนไม่ได้หลับได้นอน
บางทีอาจจะเป็เพราะความจริงใจของนาง เทพเ้าจึงมองเห็น เช้าวันที่สอง พ่อบ้านเหลยก็วิ่งมาบอกนางว่าคุณหนูเจ็ดฟื้นแล้ว เมื่อได้ยินข่าวนี้ นางดีใจจนแทบจะวิ่งกลับมาตลอดทาง เมื่อเปิดประตูมาเจอคุณหนูเจ็ดตัวเป็ๆ ยืนอยู่ตรงหน้า นางจึงพบว่านี่ไม่ใช่ความฝัน คุณหนูเจ็ดของนางกลับมาแล้วจริงๆ
อ้ายอี้เอ๋อร์นึกถึงเสี่ยวตงก่อนหน้านั้น และยังมีแม่นมกับพ่อบ้านเหลยในตอนนี้ พวกเขาแสดงออกว่ารักและทะนุถนอมเธอจากใจจริง เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่า คุณหนูเจ็ดแห่งจวนหนานกงตัวจริง แท้จริงได้ตายไปแล้ว คุณหนูเจ็ดที่อยู่ตอนนี้เป็แค่เพียงิญญาที่มาจากศตวรรษที่ 21 แน่นอนว่าความลับนี้เธอจะปล่อยให้เน่าอยู่ในท้องของเธอตลอดไป ตอนนี้เธอเพียงต้องยอมรับกับตัวตนใหม่--หนานกงอี้เอ๋อร์
มองไปยังสามคนตรงหน้าที่วุ่นวายเพราะนางมาเป็เวลานาน ในใจหนานกงอี้เอ๋อร์จึงรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก รีบบอกให้พวกเขากลับห้องไปพักผ่อน ความเครียดตลอดสามวันที่ผ่านมาของแม่นม เสี่ยวตง และพ่อบ้านเหลยพลันผ่อนคลายลง คงจะเหนื่อยจนไม่ไหวแล้วจริงๆ เมื่อหนานกงอี้เอ๋อร์รับปากว่าจะพักผ่อนดีๆ พวกเขาถึงค่อยวางใจและแยกย้ายกันกลับที่พัก
เพื่อไม่ให้พวกเขากังวล หนานกงอี้เอ๋อร์จึงรับปากอย่างว่าง่าย แต่ร่างกายนี้นอนมากว่าสามวันแล้ว ถ้าไม่เคลื่อนไหวบ้างคาดว่าข้อต่อคงขึ้นสนิมหมด รีบออกไปเดินอย่างช้าๆ เดินไปเดินมาอยู่บริเวณเรือนเล็กกลางป่าไผ่ เพื่อให้เืลมได้ไหลเวียนบ้าง ทำเช่นนี้ร่างกายถึงจะฟื้นฟูได้เร็วยิ่งขึ้น
หนานกงอี้เอ๋อร์ที่กำลังเดินไปเดินมา จู่ๆ ก็หยุดเดินอย่างกะทันหัน มองไปที่ป่าไผ่เขียวชอุ่มพวกนั้น ในหัวพลันเปล่งแสงวาบ ดูเหมือนว่านางไม่เคยไปที่ด้านหลังเรือนเล็กแห่งนี้เลย ทุกคนรวมทั้งในจวนหนานกงทราบดีว่า ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปข้างในนั้น! ดังนั้นด้านหน้าจึงก่อกำแพงสูงเกือบหนึ่งวา[1] ตกลงข้างในนั้นมีความลับอะไรอยู่กันแน่
หนานกงอ้ายอี้เอ๋อร์เริ่มวางแผนในใจ รอร่างกายนางหายดีเมื่อไร จะเข้าไปดูข้างในนี้ให้ได้
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/59dde8270fb69cad137491bc0e18e922
[1] 1 วา = 2 เมตร หรือ 4 ศอก