ลูกไฟพุ่งทะยานไปด้วยความเร็วสูงยิ่งขับเคลื่อนด้วยเจตจำนงของไป๋ฉางเซิงที่หวังจะจู่โจมให้ซวนหนีหยกทมิฬตั้งตัวไม่ติด
ประกอบกับการปลดปล่อยในระยะประชิดเพียงชั่วพริบตาเดียว ลูกไฟก็พุ่งเข้าถึงเบื้องหน้าของซวนหนีหยกทมิฬแล้ว
หากเปลี่ยนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามหรือแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นอื่นมาเผชิญหน้าคงต้องประสบเคราะห์หนักภายใต้ลูกไฟนี้ หรือกระทั่งอาจถึงแก่ชีวิตได้เลยทีเดียว
ทว่าเมื่อลูกไฟลูกนี้พุ่งเข้าหาซวนหนีหยกทมิฬผลลัพธ์กลับถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว
ซวนหนีหยกทมิฬเพียงแค่ยกกรงเล็บขึ้นอย่างไม่รีบร้อนก่อนจะตะปบลูกไฟไว้ในอุ้งมือได้อย่างง่ายดายเสียจนน่าเหลือเชื่อ
ไป๋ฉางเซิงขยับจิตสัมผัสหมายจะจุดระเบิดลูกไฟนั้นทิ้งเสีย แต่ซวนหนีหยกทมิฬกลับชิงลงมือก่อนกรงเล็บมหึมาเพียงออกแรงบีบเบาๆ ลูกไฟก็แตกกระจายออกราวกับฟองสบู่
แม้จะมีประกายไฟกระเด็นไปทั่วทิศทางแต่มันกลับสูญเสียอานุภาพที่ควรจะมีไปจนสิ้น
ไป๋ฉางเซิงรู้ดีว่าเขากับซวนหนีหยกทมิฬนั้นมีช่องว่างขนาดไหนแต่เมื่อได้เห็นกับตาว่าอีกฝ่ายรับการโจมตีเต็มกำลังของเขาได้ง่ายดายเพียงนี้ความตื่นตะลึงในใจก็ยากจะพรรณนาออกมาเป็นคำพูดได้
นี่น่ะหรือคือความแข็งแกร่งของราชาอสูร?ช่างร้ายกาจจนหลุดพ้นไปแล้วจริงๆ
หลังจากบีบลูกไฟจนแตกละเอียดซวนหนีหยกทมิฬก็เอียงศีรษะราชสีห์อันใหญ่โตของมันพลางพ่นลมหายใจออกมาวูบหนึ่งเพื่อเป่าเปลวเพลิงที่ยังหลงเหลืออยู่ในฝ่ามือให้ดับมอดลง
“เหอะ... พี่ใหญ่... ก็ยังเป็น... พี่ใหญ่... วันยังค่ำ...”
คำพูดตะกุกตะกักที่มาพร้อมกับท่าทางยโสเยี่ยงนั้นแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยว่าเจ้านี่คือราชาอสูรตัวหนึ่ง
คณบดีเฉียนที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ด้านข้างถึงกับมุมปากกระตุกวูบ
แต่ไป๋ฉางเซิงกลับรับส่งบทกับซวนหนีหยกทมิฬได้อย่างเข้าขาแววตาของเขาเต็มไปด้วยความเลื่อมใส พลางเอ่ยปากออกมาทันที
“โอ้โห นี่น่ะหรือราชาอสูร? การโจมตีเต็มกำลังของฉัน...กลับโดนบีบจนแหลกได้ด้วยมือเดียว”
“เกรงว่าต่อให้เทพอสูรจุติมาเอง ก็คงเก่งได้ประมาณนี้ล่ะมั้ง?”
เมื่อได้ยินไป๋ฉางเซิงเยินยอซวนหนีหยกทมิฬก็เชิดคางขึ้นอย่างพึงพอใจ
“อืม... ก็... ก็พอใช้ได้...”
‘พวกนายสองคนจะไปรู้อะไรเกี่ยวกับเทพอสูร!’ คณบดีเฉียนนึกในใจถ้าท่านจุติมาจริงๆ อย่าว่าแต่ไป๋ฉางเซิงเลยต่อให้เป็นซวนหนีหยกทมิฬก็คงโดนตบตายในทีเดียว
มุมปากของคณบดีเฉียนกระตุกอีกรอบแม้แต่เจียงจืออวี๋ที่มองภาพการสื่อสารระหว่างอสูรทั้งสองก็ยังอดไม่ได้ที่จะทำสายตาแปลกๆ
“แน่นอนว่า... นาย... ก็ไม่เลว...”
“กรงเล็บเมื่อกี้... ฉันออกแรง... ไปตั้งหนึ่งส่วนแน่ะ...”
ออกแรงหนึ่งส่วน?
เมื่อได้ยินคำพูดของซวนหนีหยกทมิฬคณบดีเฉียนที่เดิมทีตั้งใจจะดุด่ามันเสียหน่อยก็พลันชะงักไป
การที่ราชาอสูรเอ่ยปากเช่นนี้ย่อมพิสูจน์ได้ว่าอานุภาพการโจมตีของไป๋ฉางเซิงเมื่อครู่นั้นรุนแรงเพียงใด
แน่นอนว่าพวกเขาย่อมสัมผัสได้ถึงพลังที่แผ่ออกมาจากลูกไฟนั้นแต่ในเมื่อไม่ได้เผชิญหน้าโดยตรงความรู้สึกจึงไม่ชัดเจนเท่ากับที่ซวนหนีหยกทมิฬได้รับ
หากวัดกันที่อานุภาพการทำลายล้างเกรงว่าในยามนี้แม่ทัพยุทธ์ระดับต้นจำนวนไม่น้อยคงเทียบไป๋ฉางเซิงไม่ได้แล้วและที่สำคัญคือเขาก็เพิ่งจะเลื่อนระดับเป็นแม่ทัพอสูรระดับต้นเท่านั้นเอง!
หากปล่อยให้เขาทำความคุ้นเคยกับอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดมากกว่านี้และรอให้ค่าพลังเลือดพุ่งสูงขึ้นไปอีกมิได้หมายความว่าเขาจะไร้พ่ายในระดับเดียวกันหรอกหรือ?
คณบดีเฉียนจินตนาการภาพที่ตนเองนำเรื่องนี้ไป‘ตบหน้า’ ตาแก่อีกสองคนนั้นอย่างบ้าคลั่งความปรีดาในใจก็พลันพุ่งปรี๊ดจนเลิกใส่ใจท่าทางเล่นตลกของไป๋ฉางเซิงและซวนหนีหยกทมิฬไปโดยปริยาย
“การยกระดับสายเลือดผลาญพละกำลังไปมหาศาลฉันเตรียมยาเลือดพยัคฆ์ไว้ให้เสี่ยวไป๋แล้ว หนูเอาไปป้อนเขาเถอะ”
“หลังจากนี้ก็แค่หมั่นทำความคุ้นเคยกับอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดพร้อมกับเพิ่มพูนค่าพลังเลือดไปตามลำดับ”
“ถ้าเป็นไปได้ทางที่ดีที่สุดคือการขัดเกลาอำนาจควบคุมอิทธิฤทธิ์เทวะผ่านการต่อสู้จริง”
คำพูดของคณบดีเฉียนเป็นการเตือนสติไป๋ฉางเซิงได้เป็นอย่างดี
จะว่าไปตั้งแต่ได้รับคุณสมบัติสายฟ้ามา เขาก็ยังไม่มีโอกาสได้ศึกษามันอย่างจริงจังเลยตอนนี้ยังมีเพลิงสวรรค์เพิ่มมาอีกอย่างเขาจำเป็นต้องผ่านการต่อสู้จริงจำนวนมากเพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจในสาขาสายวิวัฒนาการระดับสูงสุดทั้งสองนี้
การโจมตีด้วยธาตุย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรูปแบบเดียวแน่นอน
กระทั่งไป๋ฉางเซิงยังสัมผัสได้ลางๆว่า อิทธิฤทธิ์เทวะระดับท็อปทั้งสองสายนี้อาจมีความเป็นไปได้ที่จะผสานการโจมตีเข้าด้วยกัน
“ในเมื่อสายเลือดของเสี่ยวไป๋ยกระดับสำเร็จแล้วก็ถึงเวลาที่ฉันต้องไปช่วยเจ้านี่ยกระดับสายเลือดบ้างเสียที”
“จืออวี๋ ตอนจะไปก็แค่ดึงประตูให้ปิดสนิทก็พอ ไม่ต้องล็อก”
หลังจากได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของไป๋ฉางเซิงกับตาคณบดีเฉียนก็ไม่อาจยับยั้งความปรารถนาในใจได้อีกต่อไป
ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ต้องรอให้พร้อมเต็มสิบส่วนแล้วค่อยลงมือหรอกสู้ตัดสินใจให้เด็ดขาดไปเลยจะดีกว่า
พูดจบคณบดีเฉียนก็เตรียมจะเก็บซวนหนีหยกทมิฬเข้าถุงกักวิญญาณส่วนเจียงจืออวี๋ก็ประสานมือขอบคุณและกล่าวลา
ทว่านึกไม่ถึงว่าในตอนนั้นซวนหนีหยกทมิฬกลับเกิดอาการขัดขืนขึ้นมา
“น้องชาย... ร้องโหยหวน... ฉันไม่เอา...”
คำว่า‘ร้องโหยหวน’ ของมันเกือบจะทำให้ไป๋ฉางเซิงหลุดมาด
ความเจ็บปวดที่ราวกับวิญญาณและร่างกายถูกเผาผลาญพร้อมกันนั่นต่อให้เป็นใครหน้าไหนมาเจอเข้าก็ต้องร้องโหยหวนทั้งนั้นแม้ในยามนี้ความรู้สึกจะจางหายไปแล้ว แต่ไป๋ฉางเซิงก็ยังรู้สึกขยาดอยู่ลึกๆ
“เชื่อฟังหน่อยสิ นี่น่ะของดีนะ กินเข้าไปแล้วมีประโยชน์ต่อนายมาก”
คณบดีเฉียนเองก็รู้ว่าสภาพของไป๋ฉางเซิงเมื่อครู่นั้นดูอนาถเกินไปจึงได้แต่ปลอบโยนด้วยความอดทน
แต่ทว่าคำพูดต่อมาของซวนหนีหยกทมิฬกลับทำให้คณบดีเฉียนถึงกับไปไม่เป็น
“ของดี... ยกให้น้องชายหมดเลย...”
“มีสุขเขารับ... มีทุกข์ฉันแบกเอง...”
สิ้นคำนี้ไป๋ฉางเซิงถึงกับเบิกตากว้างทันที
‘ไม่ใช่แล้วพี่ชาย! ฉันไม่เคยสอนอะไรแบบนี้เลยนะ อย่ามาปรักปรำกันสิ!’
ไป๋ฉางเซิงอยากจะแก้ต่างใจจะขาดแต่พอเห็นสีหน้าของคณบดีเฉียนที่เริ่มเปลี่ยนไป เขาก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อยรีบมุดพรวดเข้าไปในถุงกักวิญญาณข้างเอวของเจียงจืออวี๋ทันที
ทางด้านเจียงจืออวี๋เองก็รีบประสานมืออำลาแล้วหันหลังเดินออกจากห้องฝึกตนไปโดยไม่คิดจะหันกลับมามอง
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าตอนที่ปล่อยไป๋ฉางเซิงไว้กับคณบดีเฉียนเจ้านี่แอบไปสอนอะไรซวนหนีหยกทมิฬไว้บ้าง
และดูจากทรงแล้วคณบดีเฉียนคงจะไม่ยอมให้ซวนหนีหยกทมิฬได้เข้าใกล้ไป๋ฉางเซิงไปอีกพักใหญ่แน่ๆ
ไม่รู้ทำไมเจียงจืออวี๋ถึงรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆว่าเสี่ยวไป๋ของเธอออกไปข้างนอกแค่ประเดี๋ยวเดียวก็ดันไปพาลูกชาวบ้านเสียคนไปซะแล้ว
เธอส่ายหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกจากสมอง
เพราะยาบำรุงพลังต้นกำเนิดเพียงเม็ดเดียวทำให้ความแข็งแกร่งของไป๋ฉางเซิงพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วจนตอนนี้ทั้งค่าพลังเลือดและอานุภาพการโจมตีล้วนแซงหน้าเธอไปหมดแล้วหากเจียงจืออวี๋ยังไม่เร่งฝึกฝนเกรงว่าเธอคงจะถูกไป๋ฉางเซิงทิ้งห่างไปไกลลิบแน่นอน
สุดท้ายแล้วซวนหนีหยกทมิฬก็ไม่อาจหนีพ้น‘การลงทัณฑ์’ ของคณบดีเฉียนไปได้
ยาบำรุงพลังต้นกำเนิดเป็นสิ่งที่ต้องกินอย่างแน่นอนเพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงการเลื่อนระดับเป็นจักรพรรดิอสูรของซวนหนีหยกทมิฬไม่ใช่เรื่องที่มันจะบอกว่าไม่อยากกินแล้วจบไปได้ง่ายๆ
ทว่าเพื่อป้องกันไม่ให้มันเป็นเหมือนไป๋ฉางเซิงที่พอกลืนยาบำรุงพลังต้นกำเนิดเข้าไปก็ดิ้นรนทุรนทุรายจนควบคุมไม่อยู่คณบดีเฉียนจึงพามันไปต่อหน้าอธิการบดี
เขาเพียงคนเดียวไม่อาจสยบซวนหนีหยกทมิฬที่กำลังบ้าคลั่งได้แต่อธิการบดีทำได้
ทว่าแม้จะมีอธิการบดีคอยกดดันไม่ให้ซวนหนีหยกทมิฬเสียสติจนเตลิดไปแต่เสียงร้องของมันก็ยังไม่อาจเลี่ยงที่จะดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่
สมกับที่เป็นราชาอสูรเสียงคำรามนั้นแม้แต่เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงที่อยู่ในห้องฝึกตนยังได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ
และระยะเวลาการยกระดับสายเลือดของซวนหนีหยกทมิฬนั้นนานกว่าไป๋ฉางเซิงเสียอีกเพราะมันใช้เวลานานถึงสี่ชั่วโมงเต็ม!
พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าตลอดสี่ชั่วโมงมานี้ซวนหนีหยกทมิฬต้องทนผ่านมันมาได้อย่างไร
ทางด้านไป๋ฉางเซิงนั้นเรียกได้ว่า‘ได้ยินเต็มสองหู แต่เจ็บจี๊ดไปถึงขั้วหัวใจ’ แทนพี่ชายจริงๆ