ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 124 ไม่อาจฝ่าฟัน
ชายชุดขาวมองสิ่งนั้นด้วยความพึงพอใจก่อนร่างจะล้มลงกับพื้น
“ท่านบรรพชน!” คาลอสพยายามจะวิ่งเข้ามาประคองร่างของจิน แต่ชายชุดขาวยกมือห้ามเอาไว้
“ข้าไม่เป็นอะไร ทุกอย่างสำเร็จแล้ว” จินกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ร่างร่วงหล่นกระแทกลงกับพื้น
ร่างกายทั้งหมดค่อยๆ สลายไป กลายเป็นอากาศธาตุ ล่องลอยไปทั่วศาลบรรพชน คาลอสได้แต่มองสิ่งที่เกิดขึ้น หยุดฝีเท้าเอาไว้อย่างนั้น ไม่ได้เข้าไปทำอะไรอีก
หลังจากร่างสลายหายไปจนหมด ดวงวิญญาณโปร่งแสงก็กลายเป็นอิสระ ค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้น กลับมายืนได้ดังเดิม ไม่มีร่างกายสภาพใกล้ตายมาฉุดรั้งการเคลื่อนไหวอีกต่อไป
คาลอสหันซ้ายแลขวา ไม่อาจเห็นร่างวิญญาณของบรรพบุรุษได้ แต่ก็รู้ดีว่าบรรพบุรุษจะต้องอยู่ใกล้ๆ แน่ ชายหนุ่มชุดแดงค้อมตัวลงค่อยๆ เดินไปนั่งคุกเข่าตรงหน้าผนังฝั่งหนึ่งที่จินเพิ่งใช้สีขีดเขียนชื่อสมาชิกในตระกูลผู้ล่วงลับลงไป รวมถึงชื่อของตนเองด้วย
คาลอสนั่งประสานมือสักการะบรรพชน ถึงแม้จะเป็นสถานที่ที่ตั้งขึ้นอย่างลวกๆ แต่ก็ถือว่ามีคุณค่าทางจิตใจสำหรับคนที่เพิ่งจะไร้บ้านมาหมาดๆ
[ได้รับแต้มระบบ 98 แต้ม]
ร่างวิญญาณโปร่งแสงมองดูการกระทำของคาลอสก่อนจะเปิดหน้าต่างสถานะของตนเองขึ้นมาตรวจสอบ
[ผู้ใช้: (จิน) จิณณ์ พิไร
สถานะ : ปกติ (วิญญาณชนิดพิเศษ)
ตำแหน่ง : บรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์
ทักษะพิเศษ : ระบบบรรพบุรุษ (เปิดใช้งาน)
ระดับพลัง : อเวกระดับที่ 9
ระดับของตระกูล : ระดับที่ 2
ฟังก์ชันพิเศษ -เพิ่มความเร็วในการฝึกฝนพลังสองเท่าเมื่ออยู่เขตของตระกูล
-ค่ายกลป้องกันภัยรอบเขตตระกูล...'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'...
สมาชิก : 26 คน...'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'...
สถานะทรัพย์สินของตระกูล : มูลค่า 632,380 เหรียญ...'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'...
แต้มระบบ : 397,266 แต้ม]
ระดับพลังปกติ ระดับของตระกูลเองก็กลับมาเป็นระดับที่สองดังเดิมแล้ว สมาชิกก็ไม่มีใครหายไป สิ่งที่น่าหนักใจคือจำนวนทรัพย์สินที่พร่องลงไปมากหลังเหตุการณ์ในเมืองปากัส จากทรัพย์สินมูลค่าหลายล้านเหรียญ บัดนี้เหลือเพียงหกแสนเท่านั้น
จินส่ายหน้าเล็กน้อย เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็คงต้องให้มันแล้วกันไป อย่างน้อยตอนนี้ตระกูลพีไรซ์ของเขาก็ยังอยู่กันครบ ทรัพย์สินสำคัญบางส่วนก็สามารถนำออกมาได้ก่อนที่เมืองจะล่มสลาย โชคดีที่ก่อนหน้านี้แคนซัสได้ขยายธุรกิจไปต่างอาณาเขตแล้ว ทำให้ยังพอมีลู่ทางทำมาหากินอยู่แม้เขต C จะตกอยู่ในความวุ่นวาย
ก่อนหน้านี้ที่เห็นภาพซากปรักหักพังของเมืองปากัส บรรพบุรุษอย่างจินก็ได้เห็นสีหน้าเศร้าหมองของผู้คนในตระกูล มันเต็มไปด้วยความอาวรณ์ ไม่อยากจากสถานที่แห่งนั้นไป
แน่นอนนี่เป็นทั้งแหล่งกินแหล่งอยู่ เป็นสถานที่ทำธุรกิจ โรงหลอมโอสถก็เพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ ทรัพย์สินมีค่าที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงก็อยู่ที่นี้ ความผูกพันมากมายกองรวมกันอยู่ที่สถานที่แห่งนี้
จินเองก็เสียใจเช่นกันที่ต้องเห็นความผิดหวังเสียดายในสายตาของผู้คนในตระกูล แต่ตอนนี้เขายังเอาตัวแทบไม่รอด จะเอาอะไรไปช่วยเหลืออีกฝ่าย
ร่างวิญญาณโปร่งแสงคิดในใจว่าหากจัดการเรื่องราวหลายๆ อย่างได้สำเร็จ จะต้องเดินทางตามหาสมาชิกตระกูล เพื่อให้ทุกคนกลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง และหากสถานการณ์ที่อาณาเขต C สงบลง อาจจะพิจารณาเรื่องการก่อตั้งเขตตระกูลขึ้นมาอีกครั้ง
หน้าต่างระบบถูกเปลี่ยนหน้าไปยังหน้าต่างภารกิจ จินพบว่าระบบคำนวณรางวัลจากภารกิจก่อนหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว
[ช่วยเหลือสมาชิกตระกูลพีไรซ์รุ่นที่ 7 สำเร็จ ได้รับ : ยันต์ค่าประสบการณ์x20, ยันต์พรางตาx1, ยันต์เข้าฝันx1]
[ช่วยเหลือสมาชิกตระกูลพีไรซ์รุ่นที่ 8 สำเร็จ ได้รับ : ยันต์ค่าประสบการณ์x20, รองเท้าท่องสมุทรx1]
[ช่วยเหลือสมาชิกตระกูลพีไรซ์รุ่นที่ 9 สำเร็จ ได้รับ : ยันต์ค่าประสบการณ์x10, ยันต์ปลุกศพx1]
หน้าต่างระบบแสดงข้อมูลของภารกิจก่อนหน้า พร้อมกับของรางวัลที่ได้รับจากภารกิจนั้นๆ ซึ่งครั้งนี้ได้รับมากถึงสามภารกิจ!
จินกวาดตามองรอบเดียว ก็พบว่าตนเองได้ยันต์ค่าประสบการณ์มามากถึงห้าสิบใบ… บางทีนี่อาจจะสร้างโอกาสให้เขาเห็นหนทางทะลวงผ่านขอบเขต แต่เขาไม่แน่ใจจริงๆ ว่าดวงวิญญาณจะต้องแปลงสภาพอย่างไรเพื่อขึ้นไปให้ถึงขอบเขตอีโวล โอกาสที่จะข้ามผ่านได้จึงลดน้อยลงไปมาก ตอนนี้หวังได้เพียงแค่ให้ยันต์ค่าประสบการณ์สามารถมอบประสบการณ์บางอย่างให้กับเขา นำทางไปสู่วิธีการพัฒนาขอบเขต
ได้ยันต์เข้าฝันที่คุ้นเคยดีมาเพิ่มอีกหนึ่งใบ ส่วนของชิ้นอื่นเขาไม่คุ้นตาเท่าไหร่นัก จินจึงอ่านรายละเอียดของมันเพิ่มเติม
[ยันต์พรางตา] เป็นยันต์ใช้ครั้งเดียว เมื่อใช้แล้ว เป้าหมายจะกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง ยากแก่การสังเกต แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถสังเกตเห็นเลย หากตั้งใจมองดีๆ ก็สามารถเห็นได้
หรืออีกกรณีคืออีกฝ่ายมีระดับพลังเหนือกว่าบุคคลที่เป็นเป้าหมายของยันต์มาก นั่นอาจจะทำให้การเก็บซ่อนพลังงานไม่ดีพอ และถูกตรวจจับได้จากบุคคลที่มีระดับสูงกว่า
จินทำความเข้าใจข้อมูลแล้วก็พยักหน้า ของชิ้นนี้แม้ไม่ได้ยอดเยี่ยมอะไรนัก แต่ก็เป็นของที่ใช้เฉพาะหน้า ใช้เฉพาะสถานการณ์ได้ดี เป็นเครื่องมือช่วยชีวิตยามฉุกเฉินอีกประเภทหนึ่ง
จินเริ่มคิดเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการหนีออกจากเมือง C-04
ตอนนี้เมืองขนาดใหญ่ C-04 อยู่ในสภาวะพร้อมรับศึก มีความเข้มงวดกวดขันในการตรวจสอบคนเข้าคนออก ทั้งยังมีความวุ่นวายภายในที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาหลังเหตุการณ์ล่มสลายของตระกูลหวงหลงอีก ฉะนั้นยันต์ชนิดนี้จะมีประโยชน์มากต่อจากนี้
ร่างวิญญาณโปร่งแสงตรวจดูของรางวัลชิ้นต่อไป
[รองเท้าท่องสมุทร] ตรงตามชื่อ มันเป็นรองเท้าที่จะทำให้ผู้สวมใส่เดินเหินเหนือผืนน้ำได้ ทั้งยังเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่เมื่ออยู่บนผืนน้ำอีกด้วย
สิ่งนี้ทำให้จินนึกถึงรองเท้าสเก็ตน้ำแข็งในสมัยก่อน เพียงแต่สิ่งนี้สามารถไถลลื่นไปบนผืนน้ำที่เป็นของเหลวได้เลย ดูยอดเยี่ยมกว่ารองเท้าที่ใช้เดินทางบนน้ำแข็งไปอีกขั้น
จริงๆ แล้วอเวกระดับกลางขึ้นไปสามารถเดินบนผิวน้ำได้อยู่แล้วหากยังมีพลังงานในร่างกายเหลือเพียงพอ อีกทั้งในภูมิภาคนี้ แทบจะไม่มีพื้นที่ที่เป็นน่านน้ำใหญ่ๆ เลยสักแห่ง นั่นทำให้ประโยชน์ของ [รองเท้าท่องสมุทร] คู่นี้ลดต่ำลงไปมาก
มันช่วยลดพลังงานที่ต้องใช้เมื่อเดินทางบนผืนน้ำได้มากก็จริง แต่ในเมื่อไม่ได้มีน่านน้ำใหญ่ในบริเวณนี้เลย อเวกธรรมดาๆ ก็สามารถใช้ความสามารถเดียวกันนี้ได้โดยแลกกับการสิ้นเปลืองพลังงานเพิ่มขึ้นอีกหน่อย นั่นจึงกลายเป็นข้อได้เปรียบที่ไม่ได้มากมายอะไรนัก ไม่คู่ควรต่อการคุยโม้โอ้อวด คงจะเหลือเพียงคุณสมบัติเพิ่มความเร็วบนน่านน้ำเท่านั้นที่ยังพอน่าสนใจอยู่บ้าง
จินเห็นว่ามันไม่ได้มีประโยชน์มากนัก แต่ก็คงจะมอบให้คาลอสไปก่อน อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีตัวช่วยเลย สิ่งนี้นับว่าเป็นอุปกรณ์วิเศษอย่างหนึ่ง
ส่วนของรางวัลอย่างสุดท้ายคือ [ยันต์ปลุกศพ] ความสามารถของมันทำให้จินรู้สึกขนลุกเล็กน้อย
นั่นคือมันสามารถปลุกศพคนตายที่หลับใหลชั่วนิรันดร์ให้ฟื้นกลับขึ้นมาอีกครั้ง กลายเป็นร่างไร้ชีวิตที่คอยทำตามคำสั่งของผู้ปลุกชีพศพ
ยิ่งศพมีสภาพดีมากแค่ไหน การปลุกชีพก็ยิ่งสมบูรณ์แบบมากเท่านั้น ความแข็งแกร่งที่ได้ จะใกล้เคียงกับก่อนตายมากที่สุด ฉะนั้นศพที่เลือกใช้ควรจะเป็นศพของผู้แข็งแกร่งที่ตายมาได้ไม่นานจึงจะดีที่สุด
ไม่รู้ทำไม แต่ความคิดของร่างวิญญาณโปร่งแสงผุดคิดไปถึงร่างไร้วิญญาณที่นอนตายอยู่ในโถงใหญ่ของผู้อาวุโสสามก่อนหน้านี้
นั่นนับเป็นร่างที่ใกล้เคียงกับร่างในอุดมคติของการปลุกชีพศพด้วยยันต์ชนิดนี้ที่สุด ทั้งระยะเวลาที่เพิ่งจะผ่านมาไม่นาน ไหนจะความแข็งแกร่งก่อนตายที่แม้จะเป็นอีโวลที่อ่อนแอจนถึงขีดสุด แต่ก็ยังนับว่าแข็งแกร่งกว่าอเวกระดับเก้าไปไกลโข
หากปลุกศพดังกล่าวขึ้นมาได้จริง นี่ไม่ต่างไปจากการที่จินมีพรรคพวกสุดแกร่งให้พึ่งพา อาจจะพึ่งพาอาศัยได้มากกว่าโกเลมหินแฝดเสียอีก
แต่เนื่องจากเป็นร่างศพไร้ชีวิต สติปัญญาที่เหลืออยู่แทบจะเหลือน้อยเต็มที คล้ายเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่รอรับคำสั่ง
ทว่า อย่างน้อยๆ มันก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อน ซึ่งน่าจะรับคำสั่งที่ละเอียดอ่อนได้มากกว่าโกเลมหินทั้งสองตัวที่ซื้อมาจากระบบแหละน่า นั่นคือสิ่งที่วิญญาณบรรพบุรุษคิด
จินตรวจสอบของรางวัลทั้งหมด สุดท้ายก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ แม้บางอย่างจะไม่ค่อยเอื้อต่อสถานการณ์ในปัจจุบันของตนเอง แต่ส่วนที่เหลือก็ล้วนมีประโยชน์อย่างยิ่ง ราวกับระบบจัดสรรมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้บรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์โดยแท้
จินกดรับรางวัลทั้งหมดเข้ามาในคลังของระบบ ก่อนจะดึงเอายันต์ค่าประสบการณ์ทั้งห้าสิบใบออกมาถือเอาไว้
ยันต์ค่าประสบการณ์จำนวนห้าสิบใบ จะว่าเยอะก็เยอะ แต่จะบอกว่าน้อยสำหรับจินในตอนนี้ก็ไม่ผิดนัก วิญญาณในชุดขาวไม่ได้คาดหวังแม้แต่น้อย ว่ายันต์จำนวนเท่านี้จะทำให้เขาก้าวข้ามขอบเขตไปสู่ระดับที่สูงกว่า
ส่วนยันต์ฝ่าฟันข้อจำกัดที่นอนก้นอยู่ในคลังของระบบนั้น จินไม่แน่ใจว่ามันจะช่วยให้วิญญาณที่ไร้ร่างกายเช่นตนก้าวข้ามผ่านไปได้หรือไม่ อีกอย่างเขาก็ตั้งใจจะมอบมันให้แก่ลูกหลานภายในตระกูลมากกว่า ตัวเขาคิดว่าตนเองน่าจะหาทางพัฒนาขอบเขตไปได้โดยไม่ต้องพึ่งสิ่งนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่
ร่างวิญญาณโปร่งแสงสะบัดปึกแผ่นกระดาษกว่าห้าสิบใบ ก่อนมันจะถูกเผาและสลายกลายเป็นละอองแสงไหลบ่าเข้าไปในร่างวิญญาณ
อณูวิญญาณสั่นกระเพื่อม พลังงานและประสบการณ์บางอย่างไหลผ่านไปทั่วร่างโปร่งแสงนี้
พลังงานภายในยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ การฝึกฝนที่จินไม่เคยฝึกฝนมาก่อนพุ่งเข้ามาในจิตใจราวกับเขาเป็นผู้ฝึกฝนด้วยตนเองอย่างยากลำบากมาเป็นสิบๆ ปี
เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง จินก็รู้สึกว่าตนเองมาถึงทางตัน กลายมาเป็นอเวกระดับเก้าขั้นสูงสุด แต่พลังงานที่ไหลเวียน รวมถึงประสบการณ์ที่พุ่งเข้ามาก็ยังคงเพิ่มพูนไม่หยุดยั้ง มันดำเนินต่อไปจนผลของยันต์ค่าประสบการณ์ทั้งห้าสิบใบหมดลง
ความรู้สึกสุดท้ายที่จินรู้สึกได้ก็คือการพยายามฝ่าฟันไปยังขอบเขตถัดไป แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว…ดูเหมือนยันต์จำนวนมากเท่านี้ก็ยังไม่เพียงพอจริงๆ
จินสำรวจพลังงานในร่างวิญญาณครู่หนึ่งก่อนจะยอมแพ้ไป