ครั้นเมื่อหวงเต๋อจงและลั่วเหวินเยี่ยได้ร่วมรักร่วมสวาทกันอย่างสุขสมมือใหญ่ก็เอื้อมไปหยิบแผ่นเสียงแผ่นหนึ่งขึ้นมาพร้อมกับยื่นให้กับหญิงสาวที่นอนเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงข้างๆเขา
“นี่อะไรเหรอคะ”เธอรีบรับแผ่นเสียงนั้นมาจากมือของเขา
“ลองไปเปิดฟังดูสิ”
เธอเอื้อมมือไปหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาสวมใส่ก่อนจะลุกออกจากเตียงพร้อมกับเอาแผ่นเสียงนั้นไปวางที่เครื่องเล่น
เมื่อบทเพลงได้บรรเลงขึ้นใบหน้าของเธอก็เผยยิ้มกว้างขึ้นในทันทีก่อนจะเดินไปกอดหอมคนที่นอนอยู่บนเตียงนั่น
“นี่ แผ่นเสียงของฉันงั้นเหรอคะ”
เขายิ้มพร้อมกับพยักหน้าให้กับเธอ
“เมื่อวานผมทดลองอัดเสียงของคุณลงแผ่นไว้แล้วเอาไปเสนอค่ายเพลงคุณรู้มั๊ยค่ายเพลงตอบผมว่ายังไง”
เธอมองหน้าเขาอย่างตั้งตารอคำตอบ
“ค่ายเพลงชอบเสียงของคุณและอยากให้คุณเซ็นต์สัญญาเป็นักร้องของค่ายและผมก็ได้เซ็นต์สัญญาเป็นักแต่งเพลงของค่ายด้วย”
“นี่คุณพูดจริงงั้นเหรอคะ”
เขาพยักหน้าให้กับเธอ
ร่างเล็กรีบโผลเข้ากอดเขาด้วยความดีใจ
“นี่ฉันจะได้เป็นักร้องจริงๆงั้นเหรอ ฉันจะได้เป็นักร้องแล้ว”
“ที่รักผมว่าเราต้องฉลองกันอีกซักรอบแล้ว”พูดจบร่างใหญ่ก็ฉุดร่างเล็กลงมานอนบนเตียงก่อนจะเปิดฉากรักอันเร่าร้อนและดุเดือดอีกครั้ง
ด้านหยินจินซีที่เดินกลับมาที่บ้านเธอรีบเข้าไปในห้องนอนของเธอในทันที ร่างเล็กค่อยๆเอนตัวลงนอนบนเตียงอย่างเหนื่อยล้า
“นี่ ทุกอย่างมันมาถึงขั้นนี้แล้วงั้นเหรอ”เธอพูดขึ้นเบาๆเมื่อนึกถึงภาพฉากรักอันเร่าร้อนที่เธอได้เห็นมากับตา
“หวงเต๋อจง ลั่วเหวินเหย่พวกเธอทั้งสองคนมันทุเรศจนเกินเยียวยาจริงๆ”เธอค่อยๆข่มตาลงแม้ภาพในหัวมันจะยังคงวนไปเวียนมาในหัวของเธอก็ตาม
กล่าวถึงหวงเต๋อจงที่ยังคงนอนโอบกอดลั่วเหวินเหย่อยู่บนเตียง มือใหญ่ค่อยๆลูบไล้ไปมาบนหัวไหล่อันขาวเนียนของหญิงสาวที่นอนเอียงซบเขาอยู่
“เต๋อจงคะ ฉันไม่อยากคบกับคุณแบบหลบๆซ่อนๆอีกแล้วเราบอกความจริงให้ครอบครัวของคุณและจินซีรู้ดีมั๊ยคะ”
“อื้ม ผมก็กำลังคิดอยู่ผมก็เบื่อที่ต้องคบกับคุณแบบหลบๆซ่อนๆเหมือนกันอีกอยากผมก็เบื่อที่คุณแม่เอาแต่เซ้าซี้เื่การแต่งงานดีเลยผมจะถือโอกาสบอกข่าวดีกับคุณแม่ว่าผมได้เป็นักแต่งแล้วก็จะบอกท่านว่าผมอยากถอนหมั้นกับจินซีคุณว่าดีมั๊ย”
เธอยิ้มกว้างด้วยความดีใจก่อนจะโผลเข้าจูบเขาเบาๆ
เย็นวันนั้น.................................
“คุณหนูจินซีคะ คุณหวงเต๋อจงมาขอพบค่ะ”สาวใช้เดินมาบอกเธอ
หยินจินซีหยิบล็อกเก็ตนาฬิกานั่นขึ้นมาดู มันเป็วันเดียวกับที่หวงเต๋อจงบอกเลิกเธอ เธอยังคงจำวันเวลาได้อย่างแม่ยำ
“หึ ถึงเวลาแล้วสินะ”เธอพูดขึ้นก่อนจะเดินไปพบเขาในทันที
ครั้นเมื่อเธอเดินเข้ามาที่ห้องรับแขกก็เห็นหวงเต๋อจงที่ยืนเหม่อมองออกไปยังนอกหน้าต่าง
“เต๋อจง ฉันมาแล้ว”เธอเอ่ยขึ้นพร้อมกับชายหนุ่มที่หันมาจ้องมองเธอด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความโหยหา
“จินซีที่ฉันมาวันนี้เพราะฉันมีเื่อยากพูดกับเธอ”
เธอแสยะยิ้มอย่างเ็าก่อนจะดึงสร้อยคอล็อกเก็ตออกมาพร้อมกับปามันใส่หน้าของเขา
“เราเลิกกันเถอะ และการหมั้นของเราทั้งคู่ฉันขอยกเลิก”หยินจินซีพูดขึ้น
เขามองหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าด้วยความใ ใบหน้าที่ดูอ่อนหวานของเธอตอนนี้มันกลับดูเ็าเหมือนกับคนที่ไม่เคยรักกันมาก่อน
“จินซี”
“หึ ที่มาวันนี้คุณก็้ามาบอกเลิกฉันเหมือนกันไม่ใช่เหรอคะนี่ไง ฉันให้ในสิ่งที่คุณ้าแล้วที่ผ่านมาฉันทำเหมือนไม่รู้อะไรซักอย่าง คุณกับเหวินเหย่คงคิดว่าฉันโง่มากสินะคะ หึ ฉันไม่ได้โง่และฉันก็รู้ทุกอย่างแต่ที่ฉันยอมปล่อยให้พวกคุณสวมเขาให้ก็เพื่อจะรอวันนี้วันที่คุณจะบอกเลิกฉัน”
เขามองหน้าเธออย่างอึ้งๆ
“เสียงเอะอะอะไรกันลูก”จินหยงและเหวินเหย่รีบเดินเข้ามาในห้องรับแขกด้วยความใเมื่อได้ยินเสียงเหมือนคนทะเลาะกัน
เธอหันไปมองหน้าแม่ของเธอ
“คุณแม่คะหนูขอถอนหมั้นกับหวงเต๋อจงั้แ่วันนี้ วินาทีนี้ค่ะ”
“จินซี ลูกพูดอะไรออกมา”
เธอแสยะยิ้มราวกับความอัดอั้นที่สะสมมากำลังจะะเิก่อนจะปรายหางตาจะเหลือบมองเหวินเหย่และหวงเต๋อจงที่ไม่แม้จะกล้าสบตาเธอ
“คุณแม่ลองถามคนทั้งสองดูสิคะว่าทำไมหนูถึงต้องขอถอนหมั้น”
จินหยงหันไปมองดูคนทั้งสองด้วยความอยากรู้
“นี่มันเื่อะไรกันพวกเธอทั้งสองตอบน้ามาหน่อยเถอะ”แม้จินหยงจะถามออกไปแต่ก็ไรซึ่งคำตอบ
“ทำไมล่ะ ทำไมพวกเธอไม่กล้าเล่าออกมาล่ะว่าพวกเธอทำเื่ทุเรศ ไร้ยางอายอะไรลับหลังฉัน”
“นี่จินซีเธอเลิกบ้าได้แล้ว ฉันไปทำอะไรเธอ เธออย่ามาปรักปรำฉันนะ”
“เธอ้าหลักฐานงั้นเหรอ”
“ใช่ ถ้าเธอไม่มีหลักฐานจะมากล่าวหาฉันกับเต๋อจงแบบนี้มันดูทุเรศเกินไป”
หยินจินซีที่รู้สึกโมโหจนถึงขีดสุดเมื่อเห็นใบหน้าและท่าทางที่แสยะยิ้มเยาะเธอราวกับเย้ยหยันของลั่วเหวินเหย่ เธอรีบพุ่งตรงไปยังลั่วเหวินเหย่ในทันทีก่อนจะตบไปที่หน้าอย่างแรง