อี้เฉินบาดเจ็บอย่างหนักเขารีบขับเคลื่อนปราณพลังปราณพลังสร้างหลุมดำดูดปราณพลังรอบๆ มารักษาบาดแผล
แผลของเขาหายเร็วอย่างมากเนื่องจากปราณพลังของดินแดนแห่งนี้หนาแน่น อย่างมาก
จอมยุทธหลายๆ คนเริ่มรักษาอาการบาดเจ็บ นั่งปิดขั้นพลังพวกพึ่งผ่านศึกใหญ่มาหลายๆ คนถึงกับแขนขาด
ขาขาดอาจจะใช้เวลาสักระยะถึงจะฝืนตัวกลับมา
วันครบกำหนด1เดือนก็มาถึง ทั้งสองแคว้นต่างใจจดใจจ่อ อยู่กับผลการสู้รบ ว่าจะเสมอเหมือนอย่างเคยหรือชนะ
ผู้อาวุโสคุมค่ายกล ยิ้มเจ้าเล่ห์ คิดในใจอย่างไร ฝั่งแคว้นอรุณก็ได้เปรียบ เขาอุตส่าห์ส่งจอมยุทธไปติดกับดักค่ายกล
ถึงจะมีคนรอดแต่คนที่ตายไม่น้อยแน่ๆ
ไม่นานค่ายกลก็ถูกเปิดส่งอนุชนที่ ไปทำสงครามกลับมา พวกเขาเหลืออยู่เพียงร้อยกว่าคน หลายคนประหลาดใจเหตุใดจึงเหลือเพียงเท่านี้
จอมยุทธคนหนึ่งเอ่ยขึ้น "นั้นผู้บัญชาการชางเทียนยังไม่ตายแสดงว่าพวกเรายังไม่แพ้"
ผู้อาวุโสคุ้มค่ายกล หน้ามืดทะมึน ยังอุตส่าห์รอดกลับมาได้ อุตส่าห์ส่งจอมยุทธไปตายตั้งหลายคนพวกแคว้นอรุณมันทำอะไรของมัน
ไม่สามารถฆ่าผู้บัญชาการได้อีก
แต่ทันใดที่เขารู้ข่าวว่า แคว้นพฤกษาชนะสงคราม ผู้อาวุโสคุ้มค่ายกลกำหมัดแน่น เป็นโทสะ
ไอ้พวกแคว้นอรุณมันมัวทำห่าอะไรเหตุใดมันถึงแพ้ได้ ข้าอุตส่าห์ส่งพวกมันไปตายตั้งมากมายแบบนี้ที่วางเดิมพันไว้ก็จบเห่นะสิ
ฝูงชนทางพากันโห่ร้องดีใจ เมืองหลวงคึกคักดั่งงานเทศกาล
ข่าวแพร่กระจายออกไปดั่งรองเท้าติดปีก ทั่วแคว้นพฤกษา กลายเป็นวันเฉลิมฉลอง
พวกเขาต่างสรรเสริญจอมยุทธที่ไปร่วมสงครามหลายๆ คนมีชื่อเสียงดังออกไปทั่วแคว้นพฤกษา
ผู้บัญชาการชางเทียน ผู้สังหาร ผู้บัญชาการจางรั่วหยุน กลายเป็นที่เล่าขานออกไปไกล
แม้แต่แคว้นข้างเคียงยังรู้จักนามของชางเทียน
วีรสตรีหญิง หริ่นหลัน ผู้ไม่ยอมถอยหนีแม้จะเจอกับจอมยุทธขั้นวีรชน
จนกลายเป็นเรื่องเล่าแม้แต่ เด็กๆ ยังรู้จัก ภายในเมืองต่างพูดคุยแต่เรื่องวีรบุรุษและวีรสตรี
พวกเขาฉลองกันสามวันสามคืน เมืองหลวงถึงกลับมาเป็นปกติ จอมยุทธ์ที่ร่วมสงครามเหลือรอดต่างได้หินวิญญาณ ตอบแทนถึงหนึ่งแสนก้อนต่อคน มันสามารถซื้อคฤหาสน์หลังเล็กๆ ในเมืองหลวงได้
จอมยุทธ์หลายๆ คนต่างเป็นปีติพวกเขานำป้ายฐานะไปแลกของล้ำค่าที่แท่นศิลาศึกกลางเมืองหลวง
ชื่อหลายๆ คนปรากฏที่แท่นศิลา ว่าฆ่าศัตรูไปกี่คน
หลายๆ รายชื่อเป็นที่รู้จักในเมืองหลวงแห่งนี้อยู่แล้ว ไม่นานอี้เฉิน หริ่นเจีย หริ่นหลัน ต่างมาแลกของที่แท่นศิลา
ว่ากันว่าภายในมีของระดับสูงให้แลกอยู่ อี้เฉินยังไม่เคยส่งปราณจิต ตรวจสอบของในแท่นศิลาดูเลย
อี้เฉินเดินเข้าไปแลกของในแท่นศิลา ทันทีที่เขาส่งปราณจิตตัวเองเข้าไป ป้ายฐานะของเขาก็ลอยออกไปหาแท่นศิลา
มันให้อี้เฉินเขียนนามลงไป อี้เฉินก็ไม่รู้จะเขียนเขาเลยปล่อยว่างเอาไว้ เขาฆ่าจอมยุทธ์ขั้นนภาไปถึง180คน ทำให้เขามี180แต้ม
มีแม้กระทั่งศาสตราวุธระดับศักดิ์สิทธิ์ขาย มันใช้เพียง100แต้ม สมุนไพรระดับศักดิ์สิทธิ์ 50แต้ม วิชาระดับศักดิ์สิทธิ์ 50แต้ม
มีของหลายๆ อย่างที่อี้เฉินไม่รู้จักอยู่หลายอย่าง แต่เขาเห็นม้วนคัมภีร์เล่ม 1 มันดูคล้ายกับม้วนคัมภีร์ที่เขามี
มันน่าจะเป็นม้วนคัมภีร์อักขระ แต่ราคาแพงมาก 150 แต้ม อี้เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง วิชาส่วนใหญ่ยิ่งขั้นพลังสูงยิ่ง
ไร้ประโยชน์ มีเพียงวิชาประเภทเสริมพลังเท่านั้นที่จะมีคุณค่าเมื่อขั้นพลังสูงขึ้น ส่วนศาสตราวุธเขามีอยู่แล้ว
อี้เฉินลังเลเขาอยากได้สมุนไพรไว้ปิดขั้นพลังบำเพ็ญเพียรแต่ได้แค่3ต้นมันน้อยเกินไปสำหรับขั้นพลังนภาที่จะทะลวงขั้นพลังย่อย
เขาจึงเลือกม้วนคัมภีร์อักขระ ไม่นานทุกอย่างก็เสร็จสิ้น ศิลาสั่นสะเทือนน้อยๆ
อยู่ๆ ก็มีชื่อว่างเปล่าขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุด ฆ่าไปถึง 180 คน
แถวนั้นมีแต่เสียงอึกทึกครึกโครม"นั่นมันชื่อของใคร"
หลายๆ คนแถวนั้นต่างตามหา แต่ผู้คนที่อยู่แถวๆ นั้นมีมากมายจึงทำให้ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
กลายเป็นเรื่องโด่งดังออกไปไกลฆ่าศัตรูไปถึง 180 คน ในเพียงสงครามเดียว มันช่างมากมายเหลือเกินคนผู้นั้นจะโหดเหี้ยมขนาดไหนกัน
"ข้าว่าเขาต้องเป็นยอดยุทธอย่างแน่นอน"
บางคนถึงกับพูดนี่มัน "นี่มันเกินคำว่าจอมยุทธไร้เทียมทานไปแล้ว"
จอมยุทธหลายๆ คนยังพยักหน้าเหตุใดฆ่าศัตรูได้มากมายถึงเพียงนั้น
จนข่าวแพร่กระจายดังไฟลามทุ่ง แม้แต่ผู้อาวุโสยังรับรู้แต่ก็ไม่สามารถระบุตัวตนได้
หริ่นเจียสัญญากับอี้เฉินตั้งแต่ก่อนมาเมืองหลวง ว่าเขาจะพาอี้เฉินเที่ยว
เขาพาอี้เฉิน ไปหอนางโลม ที่นี่ประดับประดาไปด้วยโคมไฟสีแดง ดั่งคฤหาสน์ใหญ่โตเต็มไปด้วยความครึกครื้นอย่างมาก
หนุ่มสาวเดินกันขวักไขว่ แม้แต่นายน้อยบางตระกูลยังมาเยี่ยมเยือนที่นี่ ที่นี่เต็มไปด้วยสีสัน
ภายในตกแต่งด้วยดอกไม้งามสีแดงสวยสด ทางเดินเต็มไปด้วยกลีบดอกไม้
สาวงามในหอนางโลมมีอยู่มากมายหลายคน แม้แต่ทางเดินยังปูด้วยพรมแดง
"หริ่นหลัน ถ้าเจ้าไม่ชอบใจก็กลับไปก่อนได้นะพวกผู้ชายเขาจะไปเที่ยวกัน"
"ไม่ไม่ ข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วยพวกเจ้าคงไม่ทำเรื่องอย่างว่าใช่หรือไม่"
อี้เฉินถาม "พวกเราไม่ได้มาดื่มสุราอย่างเดียวไม่ใช่หรือ"
"ไปๆ เดี๋ยวข้าเลี้ยงเอง"
"ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องสาวงาม เป็นหอนางโลมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงนี้ ทุกนางล้วนงามหยดย้อย
ไม่ด้อยไปกว่า สุดยอดสาวงามของหอนางโลมเมืองใหญ่ๆ"
"เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปดูสาวงามที่สุดแห่งนี้"
พวกเขา 3 คนเดินเรียบเข้าไปภายในหอนางโลม สาวงามต่างมารุมล้อม โดยเฉพาะอี้เฉิน
ใบหน้าดูหล่อเหลา ดวงตาเปล่งประกาย ผมสีขาวของเขาทำให้เขาดูโดดเด่นเหนือใคร
ถึงจะมีแผลเป็นที่ใบหน้า แต่ไม่ต่างจากคุณชายตระกูลใหญ่เลยสักนิด เขาเหมือนหนุ่มเจ้าสำราญ ถูกรุมล้อมด้วยสาวงามจากหอนางโลม ชายใดเห็นยังอิจฉาตาร้อน
หริ่นหลัน ทำปากมุ่ยอย่างไม่พอใจเมื่อเห็นสาวงามเขาให้ใกล้อี้เฉิน มากเกินไป
"รีบๆ ไปได้แล้วห้องของพวกเราอยู่ด้านบนมัวอ้อยอิ่งอะไรกันพวกเจ้า 2 คน"
แม้แต่อี้เฉินเองยังตาลายเมื่อเห็นสาวงามมากมาย พวกนางทั้งสวยทั้งขี้เล่น
หริ่นเจียถึงกับหยอกล้อสาวงาม อย่างสนุกสนาน
พวกเขาเดินเรียบมานั่งห้องชั้นบนแต่ไร้ซึ่งสาวงามมาปรนนิบัติสักคน "หริ่นหลันเจ้าไม่พอใจก็ไม่น่ามาที่นี่ ไล่สาวๆ ไปเสียหมดเลย"
"ใช่ๆ มีสาวงามมารินสุราให้มันก็ไม่เลวนะหริ่นหลัน"
"เจ้าอยากได้สาวงามมารินสุรางั้นหรืออี้เฉิน"
นางมองค้อนมาที่อี้เฉิน เหมือนจะไม่พอใจ
"กินสุราแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันนะพี่หริ่นเจีย"
"ใช่ๆ"
พวกเขาสองคนไม่อยากขัดใจนาง นางค่อนข้างโมโหร้าย ถึงนางจะชอบแต่ตัวเป็นเหมือนชายหนุ่มก็ตาม
"เหมือนพวกเราจะทำอะไรผิดไป หรือเปล่า"
อยู่ ๆนางก็เดินจากไปโดยไม่พูดจาสักคำ ทำให้พวกเขาทั้งสองรู้สึกอึดอัดใจพวกเขาพูดอะไรผิดไปหรือ
ทั้งสองนั่งดื่มสุราชมจันทร์อยู่อย่างนั้น
ชั้นบนของหอนางโลมค่อนข้างสูงมองเห็นบรรยากาศรอบๆ เมืองอันสวยงาม
ดวงจันทร์กลมโตสาดส่องทั่วท้องฟ้ากระทบแม่น้ำ ทำให้ค่ำคืนนี้ดูสวยงาม ขาดเพียงหญิงงามมาคอยรินสุรา
อี้เฉินไม่รู้สึกสบายแบบนี้มานาน เขาเหม่อมองทอดยาวออกไปไกลทำให้ดวงตาของเขาดูอาลัยเล็กๆ
ห้องโถงก็ถูกเปิดออก สาวงามโฉมสะคราญงามล่มเมืองสวมอาภรณ์สีแดงโบกพริ้วปลิวไสว
คิ้วโค้งดั่งคันศร ผิวขาวละเอียด บนใบหน้าของนางแต่งแต้มไปด้วยเครื่องสำอาง
มองดูแล้วช่างน่าหลงใหล ความงามของนางดูโดดเด่นจากสาวภายในหอนางโลมหลายเท่า
ชุดสีแดงของนางทำให้นางดูร้อนแรงเหมือนดั่งไฟเผาผลาญ สะดุดตาทุกผู้คนเรือนร่างมีส่วนเว้าส่วนโค้งดูน่าชม
นางเดินเข้ามารินสุราให้พวกเขา 2 คน หริ่นเจียถึงกับตาเบิกกว้างอ้าปากค้าง
"พี่หริ่นเจีย ตะลึงในความงามของนางขนาดนั้นเลยงั้นหรือ" อี้เฉินไต่ถาม
"คุณหนูเหตุใดท่านแต่งตัวเช่นนี้เล่าท่านไม่จำเป็นต้องทำขนาดนี้ก็ได้มั่ง"
"เจ้าเงียบปากไปหริ่นเจีย" นางทำปากมุ่ยอย่างไม่พอใจ
อี้เฉินถึงกับ สำลักสุราคำใหญ่ "หริ่นหลัน หรือ"
"ปกติข้าไม่เคยเห็นเจ้าแต่งตัวแบบนี้เลย"
นางมักสวมอาภรณ์คล้ายผู้ชาย ใบหน้าไม่ได้แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางใดๆ
แต่เมื่อจับแต่งตัวดีๆ กลับดูสวยงามราวเทพธิดา ดูมีสง่าราศี ขาวพิสุทธิ์ดั่งดอกบัว
"เจ้าดูสวยขึ้นมากเลยนะหริ่นหลัน เหตุใดเจ้าไม่แต่งแบบนี้ทุกวันเล่า"
"เจ้าเลิกพูดพร่ำ" นางค้อนมาที่อี้เฉิน นางของนางแดงก่ำ นางไม่เคยแต่งตัวเช่นนี้มาก่อน
"เจ้าดูสวยนะแต่คำพูดต้องปรับเปลี่ยนอย่างแรง"
"พวกเจ้าจะเลิกล้อข้าสักทีได้ไหม" "พวกเจ้าไม่ดื่มสุราแล้วหรือข้าจะรินสุราให้เอง"
ผ่านไปไม่นานบรรยากาศในห้องดูเงียบแปลกๆ ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปนั่ง
พวกเขาต่างนั่งเงียบ อี้เฉินนั่งที่ขอบหน้าต่างมองออกไปภายนอก แววตาของเขายังคงดูเศร้า
เหมือนผ่านความเศร้ามานับครั้งไม่ถ้วนแม้แต่ทั้งสองคนเห็นยังรู้สึก ถึงความเศร้าสร้อย
"มาๆ พวกเรามาดื่มสุราลืมเรื่องอื่น ๆ เสีย"
นางลากคออี้เฉินมานั่งดื่มด้วยกันพวกเขาเริ่มดื่มสุราอีกครั้ง หริ่นหลัน รินเหล้าให้พวกเขา 2 คนอยู่ตลอดชนิดหมดเมื่อไรเติมเมื่อนั้น ทำให้พวกเขา 2 คนเริ่มเมามาย
อยู่ๆ หริ่นหลันก็กล่าว"ขอบคุณอี้เฉิน ที่ทำให้สงครามมันจบลงได้" อยู่ๆ นางก็ขยับเข้าไปใกล้ใบหน้าของอี้เฉิน มองพิจารณาอยู่พักหนึ่ง
ก่อนที่นางจะยื่นหน้าเข้าหอมแก้มอี้เฉิน ไปหนึ่งทีใหญ่
หริ่นเจียเห็นเข้ายังตกใจทำอะไรไม่ถูกเขาแกล้งเมาสลบไปทั้งอย่างนั้น เขาอยากจะโดดตบอี้เฉินให้ตายคามือ
ไม่คิดคุณหนูจะกล้าทำแบบนั้น นางทำตัวคล้ายผู้ชายทำให้หริ่นเจียคาดไม่ถึงว่านางจะใจกล้าขนาดนี้
อี้เฉิน ตอนนี้เขาเมามายเต็มที่เขาแทบหมดสติเลือนราง
"เมื่อกี้เหมือนข้าฝันไป ข้าถูกนางฟ้าจูบเข้าที่แก้ม"
"พี่หริ่นเจียเห็นหรือเปล่า"
หริ่นเจียได้ยินอี้เฉินพึมพำ ถึงกับดิ้นกระตุกอย่างรุนแรง อยากจะบ้าตาย
หริ่นหลิน นางเองก็เขินอาย ออกไปจากที่นี้ ทันที
พวกเขาสองคนนอนที่นั่นยันเช้า ด้วยความเมามาย