ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    บทที่56 หอนางโลม

      อี้เฉินบาดเจ็บอย่างหนักเขารีบขับเคลื่อนปราณพลังปราณพลังสร้างหลุมดำดูดปราณพลังรอบๆ มารักษาบาดแผล

    แผลของเขาหายเร็วอย่างมากเนื่องจากปราณพลังของดินแดนแห่งนี้หนาแน่น อย่างมาก


    จอมยุทธหลายๆ คนเริ่มรักษาอาการบาดเจ็บ นั่งปิดขั้นพลังพวกพึ่งผ่านศึกใหญ่มาหลายๆ คนถึงกับแขนขาด

    ขาขาดอาจจะใช้เวลาสักระยะถึงจะฝืนตัวกลับมา

    วันครบกำหนด1เดือนก็มาถึง ทั้งสองแคว้นต่างใจจดใจจ่อ อยู่กับผลการสู้รบ ว่าจะเสมอเหมือนอย่างเคยหรือชนะ

    ผู้อาวุโสคุมค่ายกล ยิ้มเจ้าเล่ห์ คิดในใจอย่างไร ฝั่งแคว้นอรุณก็ได้เปรียบ เขาอุตส่าห์ส่งจอมยุทธไปติดกับดักค่ายกล

    ถึงจะมีคนรอดแต่คนที่ตายไม่น้อยแน่ๆ


    ไม่นานค่ายกลก็ถูกเปิดส่งอนุชนที่ ไปทำสงครามกลับมา พวกเขาเหลืออยู่เพียงร้อยกว่าคน หลายคนประหลาดใจเหตุใดจึงเหลือเพียงเท่านี้

    จอมยุทธคนหนึ่งเอ่ยขึ้น "นั้นผู้บัญชาการชางเทียนยังไม่ตายแสดงว่าพวกเรายังไม่แพ้"


    ผู้อาวุโสคุ้มค่ายกล หน้ามืดทะมึน ยังอุตส่าห์รอดกลับมาได้ อุตส่าห์ส่งจอมยุทธไปตายตั้งหลายคนพวกแคว้นอรุณมันทำอะไรของมัน

    ไม่สามารถฆ่าผู้บัญชาการได้อีก


    แต่ทันใดที่เขารู้ข่าวว่า แคว้นพฤกษาชนะสงคราม ผู้อาวุโสคุ้มค่ายกลกำหมัดแน่น เป็นโทสะ

    ไอ้พวกแคว้นอรุณมันมัวทำห่าอะไรเหตุใดมันถึงแพ้ได้ ข้าอุตส่าห์ส่งพวกมันไปตายตั้งมากมายแบบนี้ที่วางเดิมพันไว้ก็จบเห่นะสิ


    ฝูงชนทางพากันโห่ร้องดีใจ เมืองหลวงคึกคักดั่งงานเทศกาล
    ข่าวแพร่กระจายออกไปดั่งรองเท้าติดปีก ทั่วแคว้นพฤกษา กลายเป็นวันเฉลิมฉลอง

    พวกเขาต่างสรรเสริญจอมยุทธที่ไปร่วมสงครามหลายๆ คนมีชื่อเสียงดังออกไปทั่วแคว้นพฤกษา

    ผู้บัญชาการชางเทียน ผู้สังหาร ผู้บัญชาการจางรั่วหยุน กลายเป็นที่เล่าขานออกไปไกล


    แม้แต่แคว้นข้างเคียงยังรู้จักนามของชางเทียน
    วีรสตรีหญิง หริ่นหลัน ผู้ไม่ยอมถอยหนีแม้จะเจอกับจอมยุทธขั้นวีรชน


    จนกลายเป็นเรื่องเล่าแม้แต่ เด็กๆ ยังรู้จัก ภายในเมืองต่างพูดคุยแต่เรื่องวีรบุรุษและวีรสตรี

    พวกเขาฉลองกันสามวันสามคืน เมืองหลวงถึงกลับมาเป็นปกติ จอมยุทธ์ที่ร่วมสงครามเหลือรอดต่างได้หินวิญญาณ ตอบแทนถึงหนึ่งแสนก้อนต่อคน มันสามารถซื้อคฤหาสน์หลังเล็กๆ ในเมืองหลวงได้


    จอมยุทธ์หลายๆ คนต่างเป็นปีติพวกเขานำป้ายฐานะไปแลกของล้ำค่าที่แท่นศิลาศึกกลางเมืองหลวง

    ชื่อหลายๆ คนปรากฏที่แท่นศิลา ว่าฆ่าศัตรูไปกี่คน

    หลายๆ รายชื่อเป็นที่รู้จักในเมืองหลวงแห่งนี้อยู่แล้ว ไม่นานอี้เฉิน หริ่นเจีย หริ่นหลัน ต่างมาแลกของที่แท่นศิลา

    ว่ากันว่าภายในมีของระดับสูงให้แลกอยู่ อี้เฉินยังไม่เคยส่งปราณจิต ตรวจสอบของในแท่นศิลาดูเลย


    อี้เฉินเดินเข้าไปแลกของในแท่นศิลา ทันทีที่เขาส่งปราณจิตตัวเองเข้าไป ป้ายฐานะของเขาก็ลอยออกไปหาแท่นศิลา

    มันให้อี้เฉินเขียนนามลงไป อี้เฉินก็ไม่รู้จะเขียนเขาเลยปล่อยว่างเอาไว้ เขาฆ่าจอมยุทธ์ขั้นนภาไปถึง180คน ทำให้เขามี180แต้ม


    มีแม้กระทั่งศาสตราวุธระดับศักดิ์สิทธิ์ขาย มันใช้เพียง100แต้ม สมุนไพรระดับศักดิ์สิทธิ์ 50แต้ม วิชาระดับศักดิ์สิทธิ์ 50แต้ม

    มีของหลายๆ อย่างที่อี้เฉินไม่รู้จักอยู่หลายอย่าง แต่เขาเห็นม้วนคัมภีร์เล่ม 1 มันดูคล้ายกับม้วนคัมภีร์ที่เขามี

    มันน่าจะเป็นม้วนคัมภีร์อักขระ แต่ราคาแพงมาก 150 แต้ม อี้เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง วิชาส่วนใหญ่ยิ่งขั้นพลังสูงยิ่ง

    ไร้ประโยชน์ มีเพียงวิชาประเภทเสริมพลังเท่านั้นที่จะมีคุณค่าเมื่อขั้นพลังสูงขึ้น ส่วนศาสตราวุธเขามีอยู่แล้ว


    อี้เฉินลังเลเขาอยากได้สมุนไพรไว้ปิดขั้นพลังบำเพ็ญเพียรแต่ได้แค่3ต้นมันน้อยเกินไปสำหรับขั้นพลังนภาที่จะทะลวงขั้นพลังย่อย

    เขาจึงเลือกม้วนคัมภีร์อักขระ ไม่นานทุกอย่างก็เสร็จสิ้น ศิลาสั่นสะเทือนน้อยๆ

    อยู่ๆ ก็มีชื่อว่างเปล่าขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุด ฆ่าไปถึง 180 คน


    แถวนั้นมีแต่เสียงอึกทึกครึกโครม"นั่นมันชื่อของใคร"

    หลายๆ คนแถวนั้นต่างตามหา แต่ผู้คนที่อยู่แถวๆ นั้นมีมากมายจึงทำให้ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร


    กลายเป็นเรื่องโด่งดังออกไปไกลฆ่าศัตรูไปถึง 180 คน ในเพียงสงครามเดียว มันช่างมากมายเหลือเกินคนผู้นั้นจะโหดเหี้ยมขนาดไหนกัน


    "ข้าว่าเขาต้องเป็นยอดยุทธอย่างแน่นอน"

    บางคนถึงกับพูดนี่มัน "นี่มันเกินคำว่าจอมยุทธไร้เทียมทานไปแล้ว"
    จอมยุทธหลายๆ คนยังพยักหน้าเหตุใดฆ่าศัตรูได้มากมายถึงเพียงนั้น

    จนข่าวแพร่กระจายดังไฟลามทุ่ง แม้แต่ผู้อาวุโสยังรับรู้แต่ก็ไม่สามารถระบุตัวตนได้




    หริ่นเจียสัญญากับอี้เฉินตั้งแต่ก่อนมาเมืองหลวง ว่าเขาจะพาอี้เฉินเที่ยว


    เขาพาอี้เฉิน ไปหอนางโลม ที่นี่ประดับประดาไปด้วยโคมไฟสีแดง ดั่งคฤหาสน์ใหญ่โตเต็มไปด้วยความครึกครื้นอย่างมาก

    หนุ่มสาวเดินกันขวักไขว่ แม้แต่นายน้อยบางตระกูลยังมาเยี่ยมเยือนที่นี่ ที่นี่เต็มไปด้วยสีสัน

    ภายในตกแต่งด้วยดอกไม้งามสีแดงสวยสด ทางเดินเต็มไปด้วยกลีบดอกไม้

    สาวงามในหอนางโลมมีอยู่มากมายหลายคน แม้แต่ทางเดินยังปูด้วยพรมแดง


    "หริ่นหลัน ถ้าเจ้าไม่ชอบใจก็กลับไปก่อนได้นะพวกผู้ชายเขาจะไปเที่ยวกัน"


    "ไม่ไม่ ข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วยพวกเจ้าคงไม่ทำเรื่องอย่างว่าใช่หรือไม่"

    อี้เฉินถาม "พวกเราไม่ได้มาดื่มสุราอย่างเดียวไม่ใช่หรือ"

    "ไปๆ เดี๋ยวข้าเลี้ยงเอง"
    "ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องสาวงาม เป็นหอนางโลมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงนี้ ทุกนางล้วนงามหยดย้อย

    ไม่ด้อยไปกว่า สุดยอดสาวงามของหอนางโลมเมืองใหญ่ๆ"

    "เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปดูสาวงามที่สุดแห่งนี้"


    พวกเขา 3 คนเดินเรียบเข้าไปภายในหอนางโลม สาวงามต่างมารุมล้อม โดยเฉพาะอี้เฉิน
    ใบหน้าดูหล่อเหลา ดวงตาเปล่งประกาย ผมสีขาวของเขาทำให้เขาดูโดดเด่นเหนือใคร
    ถึงจะมีแผลเป็นที่ใบหน้า แต่ไม่ต่างจากคุณชายตระกูลใหญ่เลยสักนิด เขาเหมือนหนุ่มเจ้าสำราญ ถูกรุมล้อมด้วยสาวงามจากหอนางโลม ชายใดเห็นยังอิจฉาตาร้อน


    หริ่นหลัน ทำปากมุ่ยอย่างไม่พอใจเมื่อเห็นสาวงามเขาให้ใกล้อี้เฉิน มากเกินไป


    "รีบๆ ไปได้แล้วห้องของพวกเราอยู่ด้านบนมัวอ้อยอิ่งอะไรกันพวกเจ้า 2 คน"

    แม้แต่อี้เฉินเองยังตาลายเมื่อเห็นสาวงามมากมาย พวกนางทั้งสวยทั้งขี้เล่น

    หริ่นเจียถึงกับหยอกล้อสาวงาม อย่างสนุกสนาน

    พวกเขาเดินเรียบมานั่งห้องชั้นบนแต่ไร้ซึ่งสาวงามมาปรนนิบัติสักคน "หริ่นหลันเจ้าไม่พอใจก็ไม่น่ามาที่นี่ ไล่สาวๆ ไปเสียหมดเลย"


    "ใช่ๆ มีสาวงามมารินสุราให้มันก็ไม่เลวนะหริ่นหลัน"


    "เจ้าอยากได้สาวงามมารินสุรางั้นหรืออี้เฉิน"

    นางมองค้อนมาที่อี้เฉิน เหมือนจะไม่พอใจ


    "กินสุราแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันนะพี่หริ่นเจีย"


    "ใช่ๆ"


    พวกเขาสองคนไม่อยากขัดใจนาง  นางค่อนข้างโมโหร้าย ถึงนางจะชอบแต่ตัวเป็นเหมือนชายหนุ่มก็ตาม
    "เหมือนพวกเราจะทำอะไรผิดไป หรือเปล่า"


    อยู่ ๆนางก็เดินจากไปโดยไม่พูดจาสักคำ ทำให้พวกเขาทั้งสองรู้สึกอึดอัดใจพวกเขาพูดอะไรผิดไปหรือ
    ทั้งสองนั่งดื่มสุราชมจันทร์อยู่อย่างนั้น
    ชั้นบนของหอนางโลมค่อนข้างสูงมองเห็นบรรยากาศรอบๆ เมืองอันสวยงาม

    ดวงจันทร์กลมโตสาดส่องทั่วท้องฟ้ากระทบแม่น้ำ ทำให้ค่ำคืนนี้ดูสวยงาม ขาดเพียงหญิงงามมาคอยรินสุรา
    อี้เฉินไม่รู้สึกสบายแบบนี้มานาน เขาเหม่อมองทอดยาวออกไปไกลทำให้ดวงตาของเขาดูอาลัยเล็กๆ


    ห้องโถงก็ถูกเปิดออก สาวงามโฉมสะคราญงามล่มเมืองสวมอาภรณ์สีแดงโบกพริ้วปลิวไสว
    คิ้วโค้งดั่งคันศร ผิวขาวละเอียด บนใบหน้าของนางแต่งแต้มไปด้วยเครื่องสำอาง
    มองดูแล้วช่างน่าหลงใหล ความงามของนางดูโดดเด่นจากสาวภายในหอนางโลมหลายเท่า

    ชุดสีแดงของนางทำให้นางดูร้อนแรงเหมือนดั่งไฟเผาผลาญ สะดุดตาทุกผู้คนเรือนร่างมีส่วนเว้าส่วนโค้งดูน่าชม

    นางเดินเข้ามารินสุราให้พวกเขา 2 คน หริ่นเจียถึงกับตาเบิกกว้างอ้าปากค้าง


    "พี่หริ่นเจีย ตะลึงในความงามของนางขนาดนั้นเลยงั้นหรือ" อี้เฉินไต่ถาม


    "คุณหนูเหตุใดท่านแต่งตัวเช่นนี้เล่าท่านไม่จำเป็นต้องทำขนาดนี้ก็ได้มั่ง"


    "เจ้าเงียบปากไปหริ่นเจีย" นางทำปากมุ่ยอย่างไม่พอใจ


    อี้เฉินถึงกับ สำลักสุราคำใหญ่ "หริ่นหลัน หรือ"
    "ปกติข้าไม่เคยเห็นเจ้าแต่งตัวแบบนี้เลย"
    นางมักสวมอาภรณ์คล้ายผู้ชาย ใบหน้าไม่ได้แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางใดๆ
    แต่เมื่อจับแต่งตัวดีๆ กลับดูสวยงามราวเทพธิดา ดูมีสง่าราศี ขาวพิสุทธิ์ดั่งดอกบัว

    "เจ้าดูสวยขึ้นมากเลยนะหริ่นหลัน เหตุใดเจ้าไม่แต่งแบบนี้ทุกวันเล่า"


    "เจ้าเลิกพูดพร่ำ" นางค้อนมาที่อี้เฉิน นางของนางแดงก่ำ นางไม่เคยแต่งตัวเช่นนี้มาก่อน


    "เจ้าดูสวยนะแต่คำพูดต้องปรับเปลี่ยนอย่างแรง"


    "พวกเจ้าจะเลิกล้อข้าสักทีได้ไหม" "พวกเจ้าไม่ดื่มสุราแล้วหรือข้าจะรินสุราให้เอง"


    ผ่านไปไม่นานบรรยากาศในห้องดูเงียบแปลกๆ ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปนั่ง

    พวกเขาต่างนั่งเงียบ อี้เฉินนั่งที่ขอบหน้าต่างมองออกไปภายนอก แววตาของเขายังคงดูเศร้า

    เหมือนผ่านความเศร้ามานับครั้งไม่ถ้วนแม้แต่ทั้งสองคนเห็นยังรู้สึก ถึงความเศร้าสร้อย


    "มาๆ พวกเรามาดื่มสุราลืมเรื่องอื่น ๆ เสีย"
    นางลากคออี้เฉินมานั่งดื่มด้วยกันพวกเขาเริ่มดื่มสุราอีกครั้ง หริ่นหลัน รินเหล้าให้พวกเขา 2 คนอยู่ตลอดชนิดหมดเมื่อไรเติมเมื่อนั้น ทำให้พวกเขา 2 คนเริ่มเมามาย

    อยู่ๆ หริ่นหลันก็กล่าว"ขอบคุณอี้เฉิน ที่ทำให้สงครามมันจบลงได้" อยู่ๆ นางก็ขยับเข้าไปใกล้ใบหน้าของอี้เฉิน มองพิจารณาอยู่พักหนึ่ง

    ก่อนที่นางจะยื่นหน้าเข้าหอมแก้มอี้เฉิน ไปหนึ่งทีใหญ่


    หริ่นเจียเห็นเข้ายังตกใจทำอะไรไม่ถูกเขาแกล้งเมาสลบไปทั้งอย่างนั้น เขาอยากจะโดดตบอี้เฉินให้ตายคามือ

    ไม่คิดคุณหนูจะกล้าทำแบบนั้น นางทำตัวคล้ายผู้ชายทำให้หริ่นเจียคาดไม่ถึงว่านางจะใจกล้าขนาดนี้


    อี้เฉิน ตอนนี้เขาเมามายเต็มที่เขาแทบหมดสติเลือนราง

    "เมื่อกี้เหมือนข้าฝันไป ข้าถูกนางฟ้าจูบเข้าที่แก้ม"
    "พี่หริ่นเจียเห็นหรือเปล่า"


    หริ่นเจียได้ยินอี้เฉินพึมพำ ถึงกับดิ้นกระตุกอย่างรุนแรง อยากจะบ้าตาย
    หริ่นหลิน นางเองก็เขินอาย ออกไปจากที่นี้ ทันที



    พวกเขาสองคนนอนที่นั่นยันเช้า ด้วยความเมามาย

     

    คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน