ตอนที่ 49 : สุสานคนบาป และบททดสอบแห่งเงาอดีต
ความเย็นเยียบจากป้ายหยกสีดำที่สลักลวดลาย 'เมฆาคล้อยคู่มังกร' แผ่ซ่านผ่านฝ่ามือที่สั่นสะท้านของอวิ๋นเซียว มันมิใช่ความหนาวเหน็บจากสภาพอากาศ ทว่ามันคือความเย็นที่กรีดลึกลงไปในความทรงจำ รอยบิ่นบนขอบหยกและร่องรอยของปราณที่หลงเหลืออยู่ เป็นสิ่งยืนยันว่าของชิ้นนี้คือของดูต่างหน้าชิ้นเดียวของ 'อวิ๋นเทียนหมิง' บิดาที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบห้าปีก่อนอย่างแท้จริง
ชายหนุ่มภายใต้หน้ากากหนังมนุษย์กำป้ายหยกไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาสีรัตติกาลจ้องมองเข้าไปในความมืดมิดของตรอกที่ว่างเปล่า ร่างเงาในชุดคลุมสีเทาเข้มผู้นั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับภูตผี ทิ้งไว้เพียงคำเชิญที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย... สุสานท้ายเมืองนครทรายทมิฬ
"กับดัก... ไม่ว่าจะมองมุมใด นี่ก็คือกับดัก" อวิ๋นเซียวพึมพำลอดไรฟัน
เขารู้ดีว่าสภาพร่างกายในยามนี้เปรียบดั่งตะเกียงที่น้ำมันใกล้เหือดแห้ง ฐานพลังร้าวราน บาดแผลจากหอกมิติที่สะบักหลังยังคงปะทุความเจ็บปวดทุกครั้งที่หายใจ หากก้าวเท้าเข้าสู่สุสานท้ายเมืองที่ไร้กฎเกณฑ์ เขาอาจไม่มีโอกาสได้กลับออกมาอีก ทว่าเมื่อนึกถึงใบหน้าที่ซีดเผือดและลมหายใจที่รวยรินของพันซาน รวมถึงปริศนาแห่งสายเลือดที่เกี่ยวพันกับบิดา ขาของเขากลับไม่อาจก้าวหนีไปจากเส้นทางนี้ได้
"ต่อให้เบื้องหน้าจะเป็นขุมนรก ข้าก็จะกระชากคอพญายมมาถามหาความจริงให้จงได้!"
อวิ๋นเซียวเก็บป้ายหยกเข้าถุงจักรวาล หันหลังกลับไปสำรวจค่ายกลโลหิตที่ห้องพักในโรงเตี๊ยมอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะเร้นกายไปตามเงามืดของอาคารบ้านเรือน มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของนครทรายทมิฬ
สุสานท้ายเมืองมิใช่สถานที่ฝังศพอันสงบสุข ทว่ามันคือ 'ลานทิ้งศพ' ของเหล่าผู้พ่ายแพ้ในแดนเนรเทศ กองกระดูกมนุษย์และสัตว์อสูรทับถมกันเป็นภูเขาเลากา กลิ่นเหม็นเน่าและไอหมอกสีเขียวคล้ำที่เกิดจากพิษศพลอยปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ บรรยากาศหนักอึ้งและเต็มไปด้วยเสียงคร่ำครวญของวิญญาณอาฆาตที่ไม่อาจไปผุดไปเกิด
ชายหนุ่มก้าวเดินอย่างระมัดระวัง กระบี่เหล็กดำในมือขวาถูกชักออกมาเตรียมพร้อม ไอหมอกพิษศพพยายามแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนัง ทว่าถูก 'วิชากายาหลอมมังกร' ที่แฝงอยู่ในสายเลือดต่อต้านและเผาผลาญทิ้งไป
ลึกเข้าไปใจกลางสุสาน ท่ามกลางดงป้ายศิลาที่แตกหัก ร่างเงาในชุดคลุมสีเทาเข้มยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าหลุมศพนิรนามหลุมหนึ่ง ในมือของมันถือ 'กล่องหยกสลักลายน้ำแข็ง' ที่แผ่ไอเย็นบริสุทธิ์ออกมาต้านทานพิษศพรอบด้าน... กลิ่นอายนั้นคือ 'หญ้าหยินบริสุทธิ์เก้าแฉก' สมุนไพรระดับปฐพีขั้นสูงสุดที่อวิ๋นเซียวตามหา!
"มาเร็วกว่าที่ข้าคิด ดูเหมือนชีวิตของสหายและเรื่องของบิดา จะมีค่ามากกว่าชีวิตของตัวเจ้าเองสินะ" เสียงแหบพร่าดังก้องออกมาจากใต้ผ้าคลุม
"มอบสมุนไพรนั่นมา แล้วบอกทุกสิ่งที่เจ้ารู้เกี่ยวกับอวิ๋นเทียนหมิง" อวิ๋นเซียวยกกระบี่ชี้ไปข้างหน้า นัยน์ตาดุดันไม่เกรงกลัวแรงกดดันที่เหนือกว่า
ร่างเงาแค่นเสียงหัวเราะเยือกเย็น "ในแดนเนรเทศ ไม่มีสิ่งใดได้มาเปล่าๆ หากเจ้าอยากได้สมุนไพรกล่องนี้ ก็จงพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่า เจ้ามีคุณสมบัติพอที่จะแบกรับ 'ความแค้น' ของบิดาเจ้า!"
สิ้นคำราม ร่างเงาก็เลือนหายไปจากสายตาของอวิ๋นเซียวในพริบตา!
"เร็วมาก!" อวิ๋นเซียวขนลุกซัน สัญชาตญาณอันตรายกรีดร้องสุดขีด ชายหนุ่มตวัดกระบี่ไปเบื้องหลังโดยสัญชาตญาณ
เคร้งงง!!
ประกายไฟสว่างวาบ กระบี่เหล็กดำปะทะเข้ากับ 'เส้นด้ายสีดำ' ที่บางเฉียบดุจเส้นผม ทว่ากลับแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าหมื่นปี เส้นด้ายนั้นถูกดึงตึงด้วยนิ้วมือของร่างเงา แรงกระแทกจากการปะทะทำให้อวิ๋นเซียวต้องถอยกรูดไปสามก้าว เลือดลมในกายตีกลับจนต้องกลืนลิ่มเลือดลงคอ
"ช้าเกินไป! หากเจ้ามีฝีมือแค่นี้ ก็จงตายเป็นผีเฝ้าสุสานไปเสีย!"
ร่างเงาสะบัดมือทั้งสองข้าง พริบตานั้น เส้นด้ายสีดำนับร้อยเส้นพุ่งทะลวงฝ่าอากาศจากทุกทิศทาง ถักทอเป็นตาข่ายมรณะหมายจะหั่นร่างของอวิ๋นเซียวให้กลายเป็นชิ้นเนื้อ การโจมตีนี้รวดเร็วและแฝงไปด้วยเจตจำนงสังหารที่แท้จริง ไม่มีการออมมือแม้แต่น้อย!
อวิ๋นเซียวกัดฟันกรอด หากเขาใช้ปราณหลอมภพปะทะตรงๆ เส้นชีพจรที่ร้าวอยู่จะต้องแหลกสลายเป็นแน่ ชายหนุ่มจึงเลือกใช้วิถีที่บ้าบิ่นที่สุด เขาโยนกระบี่เหล็กดำทิ้ง ปล่อยให้ร่างร่วงหล่นลงคลุกกับพื้นโคลนที่เต็มไปด้วยพิษศพ หลบเลี่ยงตาข่ายมรณะไปได้อย่างฉิวเฉียด
"คิดจะหนีด้วยท่าทางน่าสมเพชเช่นนี้น่ะหรือ!" ร่างเงาตวาด ควบคุมเส้นด้ายให้พุ่งแทงลงพื้นหมายจะตอกร่างของเด็กหนุ่มให้ติดกับโคลน
ทว่าในจังหวะที่ร่างของอวิ๋นเซียวสัมผัสพื้น เขากลับใช้มีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ กรีดฝ่ามือซ้ายของตนเองจนเลือดสดๆ ไหลทะลัก แก่นโลหิตสายเลือดมังกรที่ร้อนระอุถูกสาดกระเซ็นลงบนพื้นสุสาน พร้อมกับที่เขาใช้นิ้วตวัดวาด 'อักขระค่ายกล' อย่างรวดเร็วรุนแรง!
"วิถีค่ายกลพลิกแพลง... ค่ายกลระเบิดศพสังหาร!!"
ครืนนน!!
เลือดของอวิ๋นเซียวที่เป็นดั่งสายล่อฟ้า ได้กระตุ้น 'ไอหมอกพิษศพ' นับหมื่นปีที่สะสมอยู่ในสุสานให้เกิดการปฏิกิริยาอย่างรุนแรง ซากศพและกระดูกอสูรรอบด้านที่อาบด้วยเลือดมังกรพลันระเบิดออกอย่างบ้าคลั่ง! คลื่นกระแทกสีเขียวอมแดงพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ทำลายตาข่ายเส้นด้ายสีดำจนขาดสะบั้น และพุ่งกลืนกินร่างเงาในชุดคลุมเข้าไปเต็มๆ!
ตูมมมม!!
แรงระเบิดทำให้พื้นสุสานสั่นสะเทือน อวิ๋นเซียวเองก็ถูกคลื่นกระแทกซัดจนกระเด็นไปกระแทกกับป้ายศิลา ชายหนุ่มกระอักเลือดออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ บาดแผลที่สะบักหลังฉีกขาดกว้างขึ้นจนเห็นกระดูก ความเจ็บปวดทำให้ดวงตาของเขาพร่ามัว ทว่าเขายังคงฝืนยันกายลุกขึ้น จ้องมองไปยังกลุ่มควันพิษเบื้องหน้า
เมื่อควันจางลง ร่างเงาในชุดคลุมสีเทายังคงยืนอยู่ที่เดิม แม้ผ้าคลุมจะขาดวิ่นและเผยให้เห็นเส้นผมสีดอกเลา ทว่ามันกลับไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ใดๆ ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ กลิ่นอายสังหารของมันได้หายไปแล้ว
ร่างเงานั้นค่อยๆ ดึงฮู้ดที่ปิดบังใบหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าของชายชราที่มีรอยแผลเป็นรูปกากบาทขนาดใหญ่กลางหน้าผาก ดวงตาของชายชราเต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งชื่นชมและโศกเศร้า
"ไหวพริบในการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เป็นอาวุธ ความเด็ดขาดที่กล้าใช้เลือดตนเองเป็นตัวล่อ และสายตาที่ดื้อรั้นไม่ยอมแพ้สวรรค์" ชายชราพึมพำ น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย "เหมือน เจ้าเหมือนบิดาของเจ้ายิ่งนัก 'นายน้อย' "
คำว่า 'นายน้อย' ทำให้หัวใจของอวิ๋นเซียวเต้นผิดจังหวะ ทว่าเขายังไม่ทันได้เอ่ยถาม ชายชราก็ตวัดนิ้วอีกครั้ง เส้นด้ายสีดำเส้นหนึ่งพุ่งทะลวงเข้าที่สะบักหลังฝั่งซ้ายของอวิ๋นเซียวอย่างรวดเร็ว!
"อ๊ากก!" อวิ๋นเซียวสะดุ้งเฮือก นึกว่าตนเองพลาดท่าถูกลอบสังหาร ทว่าเสี้ยววินาทีต่อมา เขากลับพบว่าเส้นด้ายนั้นไม่ได้ทำลายเส้นชีพจร ทว่ามันกำลัง 'พันธนาการและกระชาก' เอาปราณสีเงินที่หลงเหลือจาก 'หอกราชันยุทธ์' ออกมาจากบาดแผลของเขา!
"อวิ๋นเทียนหมิงเคยช่วยชีวิตข้าไว้ การดึงเศษซากปราณราชันที่กำลังกัดกินรากฐานของเจ้าออก ถือเป็นการตอบแทนเพียงเสี้ยวเดียวที่ตาเฒ่าผู้นี้พอจะทำได้" ชายชราอธิบายขณะกระชากเส้นด้ายออก นำพาเอาเลือดสีดำและปราณอันตรายหลุดออกมาด้วย
อวิ๋นเซียวทรุดลงกับพื้น หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ทว่าความเจ็บปวดร้าวลึกที่เคยกดทับจุดตันเถียนกลับทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์ ชายหนุ่มเงยหน้ามองชายชราด้วยความสับสน "ท่านเป็นใคร แล้วเกิดสิ่งใดขึ้นกับบิดาของข้ากันแน่?"
ชายชราโยนกล่องหยกที่บรรจุสมุนไพรไปตกตรงหน้าอวิ๋นเซียว ก่อนจะทอดสายตามองไปยังท้องฟ้าที่มืดมิด "ข้าคือ 'เงาดาบ' อดีตผู้ติดตามของบิดาเจ้า สิบห้าปีก่อน อวิ๋นเทียนหมิงค้นพบความจริงเกี่ยวกับการทดลอง 'ภาชนะหมายเลขศูนย์' ของตำหนักฟ้า เขาพยายามจะทำลายมันเพื่อปกป้องเจ้าที่ยังเป็นทารก ทว่าเขาถูกตระกูลอวิ๋นสายหลักทรยศ และถูกยอดฝีมือแห่งตำหนักฟ้ารุมสังหาร ทว่าก่อนที่เขาจะสิ้นใจ เขาได้ใช้เคล็ดวิชาต้องห้าม แบ่งแยกวิญญาณของเจ้าและส่งร่างเนื้อของเจ้าหลบหนีไปยังแคว้นชายขอบ เพื่อมิให้เจ้ากลายเป็นเพียงหุ่นเชิดของจอมมาร"
อวิ๋นเซียวกำกล่องหยกแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ความจริงที่หลุดออกมาจากปากของเงาดาบ ตอกย้ำถึงความรักและความเสียสละของบิดาที่เขาไม่เคยได้รับรู้ ความเคียดแค้นต่อตระกูลหลักและตำหนักฟ้าพลันลุกโชนขึ้นจนทะลุขีดจำกัด!
"เช่นนั้นข้าจะไปเหยียบตระกูลหลัก! ข้าจะบดขยี้ตำหนักฟ้าให้แหลกเป็นผุยผง!" อวิ๋นเซียวคำราม
"ด้วยระดับพลังเพียงก่อกำเนิดของเจ้างั้นหรือ?" เงาดาบส่ายหน้าอย่างสมเพช "ต่อหน้าตำหนักฟ้า เจ้าเป็นได้แค่มดปลวกที่รอวันถูกบดขยี้! และที่เลวร้ายที่สุด บัดนี้พวกมันรู้แล้วว่าเจ้าอยู่ที่ใด!"
วิ้งงงง!!!
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบสุสานพลันเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน อุณหภูมิลดฮวบจนละอองน้ำในอากาศจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีเลือด ท้องฟ้าเหนือสุสานท้ายเมืองที่เคยมืดมิด บัดนี้ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประดุจทะเลเลือด!
เสียงกระพือปีกและเสียงหอนของสัตว์ร้ายดังก้องกังวานมาจากฟากฟ้า เงาดำขนาดใหญ่หลายสิบร่างร่อนลงมาปิดล้อมสุสานเอาไว้ทุกทิศทาง พวกมันคือชายฉกรรจ์ในชุดเกราะสีเลือดที่ขี่ 'อสูรค้างคาวตาเดียว' กลิ่นอายของพวกมันแต่ละคนล้วนอยู่ในขอบเขต 'วิญญาณยุทธ์ขั้นต้น' ขึ้นไป!
ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด คือบุรุษที่ยืนตระหง่านอยู่บนหลังค้างคาวตัวจ่าฝูง มันสวมหน้ากากรูปหัวกะโหลกสีทอง มือขวาถือโซ่ตรวนสีเลือดที่แผ่กลิ่นอายทำลายล้างระดับ 'วิญญาณยุทธ์ขั้นสมบูรณ์แบบ'
"ทูตสุนัขโลหิตแห่งตำหนักฟ้า..." เงาดาบหน้าถอดสี ถอยหลังไปหนึ่งก้าว
"พบตัวแล้ว... ร่างต้นแบบที่หลบหนี" บุรุษสวมหน้ากากกะโหลกทองเอ่ยเสียงเย็นเยียบดุจมัจจุราช โซ่ตรวนสีเลือดในมือของมันเริ่มเคลื่อนไหวราวกับงูที่มีชีวิต "ทิ้งแขนขวาของมันไว้ ส่วนที่เหลือ สับให้เละแล้วนำวิญญาณกลับไปหลอมรวมกับร่างหลัก!"
ยังไม่ทันได้ฟื้นตัวจากการทดสอบและรับรู้ความจริงที่เจ็บปวด อวิ๋นเซียวก็ถูกต้อนให้จนมุมด้วยกองกำลังล่าสังหารที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยพบเจอ! ทางออกเดียวที่เหลืออยู่ถูกปิดตาย สุสานคนบาปแห่งนี้ กำลังจะกลายเป็นลานประหารที่แท้จริง!