ตำหนักไท่เหอเงียบสงัดลงทันตา
แน่นอน ก่อนหน้านี้ตำหนักไท่เหอก็เงียบมากอยู่แล้ว ทว่าในตอนนี้มันเงียบมากเสียยิ่งกว่าเดิมอีก
เซี่ยโหวฟ่งอวี้กับซูฉางอันตะลึงจนแทบหยุดหายใจ ภายในตำหนักที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงเผาไหม้ของน้ำมันตะเกียงที่ยังดังให้ได้ยินเบาๆ
ความตกตะลึงครอบคลุมใบหน้าของเซี่ยโหวฟ่งอวี้เอาไว้ก่อนสีแดงระเรื่อจะเข้ามาแทนที่ เซี่ยโหวฟ่งอวี้หน้าแดงไปหมด ทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหันไม่มีเวลาให้นางได้เตรียมใจสักนิด สาวน้อยปรายตามองซูฉางอันที่อยู่ข้างๆ ครู่หนึ่งนางกำลังรอคอยด้วยความกระวนกระวาย รอให้ซูฉางอันตอบออกไป
ซูฉางอันก็ตกตะลึงไม่ต่างกัน
เดิมที เขาคิดว่านี่เป็นการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าสิ่งแรกที่องค์จักรพรรดิบอกจะเป็นการประทานสมรสให้เช่นนี้
ช่างกะทันหันเหลือเกิน
เขาหันไปมองเซี่ยโหวฟ่งอวี้ที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆทว่าองค์หญิงกลับเอาแต่หลบสายตาด้วยความเขินอาย
ต่อให้เขาไม่เข้าใจเรื่องความรักในวัยหนุ่มสาวมากเพียงไร ก็ไม่มีทางไม่เข้าใจความรู้สึกที่เซี่ยโหวฟ่งอวี้มีต่อตนแน่
ซูฉางอันจมเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
ศิษย์พี่ เซี่ยนจวิน ชิงหลุน ทุกคนดีกับเขามาก ดีจนบางครั้งเขาก็ไม่รู้ว่าควรตอบแทนอย่างไรดีและความดีที่พวกนางมีให้ก็ทำให้เขาแยกไม่ออกเช่นกัน ว่าตนรู้สึกอย่างไรกันแน่
สำหรับพวกนาง ช่างเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
แต่ตอนนี้ เขามีเรื่องที่ต้องสะสางมากมายเหลือเกิน จึงไม่มีเวลาไปคิดเรื่องรักๆใคร่ๆ อีก
การเงียบของซูฉางอัน ทำให้เซี่ยโหวฟ่งอวี้เริ่มตื่นตระหนกมากขึ้นเรื่อยๆสายตาขององค์จักรพรรดิ ก็เริ่มลึกล้ำและยากจะคาดเดามากขึ้นเช่นกัน
ในที่สุด เด็กหนุ่มก็เงยหน้าขึ้น เขามองไปที่องค์จักรพรรดิผู้ครองบัลลังก์มานานนับร้อยปีจากนั้นก็เริ่มส่ายหน้าช้าๆ “แบบนั้น ไม่ดี”
ไม่ใช่ไม่ได้ แต่ไม่ดีต่างหาก
ไม่ใช่เพราะเขารู้แล้ว ว่าตนชอบใครกันแน่ เพียงแต่เขายังจำจุดประสงค์ของการเข้าเฝ้าในวันนี้ได้เท่านั้น
เดิมที เขารู้สึกประหลาดใจกับคำถามที่คาดไม่ถึงขององค์จักรพรรดิจนเกือบจะคิดว่าตนเข้าใจจุดประสงค์ของการเข้าเฝ้าในวันนี้ผิดไปเสียแล้ว
แต่เมื่อครู่นี้ ในที่สุดเขาก็เข้าใจ
เซี่ยโหวฟ่งอวี้คือข้อแลกเปลี่ยนขององค์จักรพรรดิ
แน่นอน นี่เป็นเรื่องที่ไม่ดีเอาเสียเลย
ในตอนนี้ เขายังไม่เข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของตนและให้คำตอบกับพวกนางไม่ได้
แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจ นั่นก็คือเขาชอบพวกนาง แน่นอนคำว่าชอบในที่นี้เป็นความรู้สึกชอบเช่นเดียวกับที่เขามีต่อมั่วทิงอวี่ ฉู่ซีฟง และคนอื่นๆ ดังนั้นเขาจึงไม่อาจใช้พวกนางเป็นข้อแลกเปลี่ยนได้
และเขาก็คิดว่า องค์จักรพรรดิไม่ควรทำเช่นนี้เช่นกัน
เพราะเซี่ยโหวฟ่งอวี้เป็นลูกสาวแท้ๆ ของพระองค์พ่อแม่ที่ไหนจะเอาลูกของตัวเองไปเป็นข้อแลกเปลี่ยนทางผลประโยชน์? เหตุนี้ เขาจึงตอบว่าไม่ดี
แต่เห็นได้ชัดว่าเซี่ยโหวฟ่งอวี้ไม่อาจเข้าใจความคิดของเขาได้
เมื่อคำตอบของซูฉางอันสิ้นสุดลง รอบตาของนางก็ร้อนผ่าวและเปลี่ยนไปเป็นสีแดงอย่างรวดเร็ว นางอยากถามว่าเพราะอะไร เพราะนางเคยหลอกใช้เขาหรือเป็นเพราะนางที่เป็นองค์หญิงแห่งแผ่นดินต้าเว่ยผู้นี้สู้กู่เซี่ยนจวินไม่ได้กันแน่
แต่นางก็ไม่ได้ถามออกไป เพราะที่นี่คือตำหนักไท่เหอเพราะยังอยู่ต่อหน้าเสด็จพ่อ และเป็นเพราะ... นางเป็นองค์หญิงแห่งแผ่นดินต้าเว่ยความผยองและทะนงในศักดิ์ศรีที่มีไม่อนุญาตให้นางทำเรื่องเช่นนั้นเด็ดขาด
ชายบนบัลลังก์ประกายรังสีแห่งความลึกล้ำและห่างเหินที่มากขึ้นออกมาทางแววตาแต่เพราะเส้นผมของเขาหนามากเกินไป ซูฉางอันจึงไม่อาจมองเห็น และแยกแยะได้ว่าสิ่งที่อยู่บนใบหน้าของชายผู้นั้น เป็นอารมณ์สุข หรือโกรธกันแน่
“ฟ่งอวี้ เจ้าออกไปก่อน” เสียงขององค์จักรพรรดิดังขึ้นอย่างกะทันหันมันเป็นเสียงที่ราบเรียบ ทว่าก็แฝงไปด้วยความน่าเกรงขามที่มากจนไม่อาจตั้งข้อกังขาใดได้
เห็นได้ชัดว่าเซี่ยโหวฟ่งอวี้ไม่เต็มใจนัก นางมองไปที่ซูฉางอันด้วยแววตาขุ่นเคืองจากนั้นก็มองไปที่ชายบนบัลลังก์สูงอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินออกไปจากตำหนักในที่สุด
เมื่อประตูตำหนักปิดลงอีกครั้ง พลังอำนาจที่กระจายออกมาจากร่างขององค์จักรพรรดิก็เปลี่ยนไปทันทีรังสีแห่งอำนาจที่เฉียบคมกระจายเข้ามาครอบคลุมร่างของซูฉางอันเอาไว้เขาต้องกระจายพลังที่มีออกมาอย่างสุดความสามารถจึงจะต้านพลังอันแสนมหาศาลของคนเบื้องบน และยืนตัวตรงได้
“เจ้าบอกว่า ไม่ดีอย่างนั้นหรือ?” คนเบื้องหน้าหรี่ตาถาม
“ก็มันไม่ดีจริงๆ นี่” ซูฉางอันตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เจ้ารู้หรือไม่ ซือหม่าสวี่ให้เวลาข้าแค่สามวันเท่านั้น หลังสามวันข้าต้องให้คำตอบเรื่องที่เจ้าสังหารหมู่ในสำนักเทียนหลานกับทุกคน” คนบนนั้นพูดขึ้น
“เขาบุกเข้ามาในสำนัก พวกเขาคิดร้ายเอง เหตุใดต้องอธิบายด้วย?” ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่น
“แต่พวกเขาไปที่นั่นเพื่อตรวจสอบตัวตนที่แท้จริงของเจ้าว่ากันว่าปีศาจที่ปลอมเป็นตู้หงฉางสารภาพเรื่องทั้งหมดในคุกหลวงแล้ว” องค์จักรพรรดิหัวเราะออกมาเล็กน้อยราวอยากรู้คำตอบต่อไปของซูฉางอันเป็นอย่างมาก
“ปีศาจตนนั้นใส่ร้ายข้าในงานร้อยสำนักเมื่อแผนร้ายของเขาถูกเปิดโปงจึงถูกจับไปที่คุกหลวงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากเขาจะใส่ร้ายข้าอีกครั้งก่อนตาย”
“แล้วรายงานจากแผ่นดินทางเหนือ เรื่องที่พบร่องรอยของวู๋ถงเล่า จะอธิบายได้เช่นไร?”
“ดาวหยิงโฮ่ดับสูญ นี่เป็นเรื่องที่ได้รับการยืนยันจากนักพรตไท่ไป๋ข้าคิดว่า อย่างไรเสียคำยืนยันของนักรบแห่งดาราจักรก็น่าเชื่อถือมากกว่าคำพูดของสายข่าวที่ไหนไม่รู้ไม่ใช่หรือ?”
เมื่อได้ฟังคำตอบของซูฉางอัน คนบนบัลลังก์ก็เผยประกายรอยยิ้มขึ้นอีกครั้งพลังกดดันที่ถาโถมใส่ซูฉางอันก็สลายไปเช่นกัน
“เจ้าฉลาดมาก ซือหม่าสวี่ประเมินเจ้าต่ำไป” เขากล่าวเช่นนั้น“แต่ซือหม่าสวี่ไม่เชื่อคำพูดของเจ้าแน่ ขุนนางที่ถูกเขาเป่าหูกับประชาชนทุกคนในแผ่นดินต้าเว่ยก็ด้วย ไม่ใช่หรือ?”
ซูฉางอันนิ่งเงียบลงอีกครั้ง ตอนนี้ซือหม่าสวี่มีอำนาจมากขุนนางกว่าครึ่งในแผ่นดินต้าเว่ยต่างก็ยอมศิโรราบต่อเขา
“ท่านทำอะไรไม่ได้เลยหรือ? ท่านเป็นจักรพรรดิแผ่นดินไม่ใช่หรือ?”ซูฉางอันถามออกไป เขาคิดว่าในเมื่อองค์จักรพรรดิช่วยควบคุมและปิดเงียบเรื่องนี้เอาไว้แสดงว่าพระองค์ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน หรือวิธีแก้ไขเป็นแน่ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจว่าจะพูดกับพระองค์อย่างตรงไปตรงมาเขาต้องการการคุ้มครองจากองค์จักรพรรดิ แต่ก็อยากรู้ว่าตนต้องเอาอะไรเข้าแลกด้วย
แต่คาดไม่ถึงว่าชายบนนั้นจะส่ายหน้า
“ข้าเองก็ทำอะไรไม่ได้เช่นกัน สิ่งเดียวที่ข้าทำได้ก็คือกดเรื่องนี้ให้เจ้าต่อไปอีกช่วง”
“เพราะเหตุใดกัน?” ซูฉางอันถามด้วยความสงสัย
“ข้าแก่แล้ว แม้จะยังดูหนุ่มอยู่ แต่ข้าก็มีอายุมากแล้ว อืม...หากจะพูดด้วยภาษาของอวี้เหิงก็คือ ข้ากำลังจะตายแล้ว” องค์จักรพรรดิกล่าวเช่นนั้นทันใดนั้น พลังอำนาจและความน่าเกรงขามที่ลอยตลบอยู่รอบร่างของเขาก็สลายไปเหลือเพียงความอึมครึมและไร้ชีวิตชีวาเท่านั้น
กระทั่งตอนนี้ ซูฉางอันถึงเข้าใจว่าความน่าเกรงขาม ความทรงพลังและสง่างามของชายที่ครองแผ่นดินมานานนับร้อยปีผู้นี้แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงเสื้อคลุมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบดบังความอ่อนแรงและไร้ชีวิตชีวาของเขาเท่านั้น
จู่ๆ เขาก็รู้สึกเศร้าใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น
มั่วทิงอวี่ตายไปแล้ว อวี้เหิงตายไปแล้ว มาตอนนี้ องค์จักรพรรดิผู้แสนยิ่งใหญ่ตรงหน้าก็กำลังจะตายอีก
ในเมื่อสักวันก็ต้องลาจากกันไป แล้วเหตุใดจึงต้องมาพบกันตั้งแต่แรก?
ในเมื่อสักวันก็ต้องตาย เหตุใดต้องทนลำบากเพื่อใช้ชีวิตต่อไปอีก?
เขาไม่เข้าใจ ขณะมองไปยังชายบนบัลลังก์ จู่ๆเขาก็รู้สึกสงสารขึ้นอย่างประหลาด
“ซือหม่าสวี่ไม่ใช่คนดี” เขาบอกแบบนั้น
คำพูดนี้ ฟังดูปัญญาอ่อนเสียจริง ราวผู้พูดเป็นเด็กไร้เดียงสาที่กำลังฟ้องผู้ใหญ่ในบ้านถึงความไม่พอใจของตนเช่นนั้นแต่เขากลับพูดมันด้วยความจริงจัง จริงจังจนไม่อาจตั้งข้อกังขาได้
องค์จักรพรรดิตอบกลับมาด้วยความจริงจังไม่ต่างกันเขาพยักหน้าพลางกล่าวขึ้น “ข้ารู้”
แต่ซูฉางอันคิดว่า อีกฝ่ายยังไม่เข้าใจความหมายที่ตนต้องการจะสื่อจึงพูดเน้นอีกครั้ง “ข้าหมายถึง เขาเป็นคนที่ร้ายกาจ เป็นคนที่แย่มากๆเขาไม่หวังดีทั้งกับแผ่นดินต้าเว่ย และโลกใบนี้ด้วย”
เขาอธิบายด้วยคำพูดง่ายๆ ราวกับเด็กคนหนึ่ง เพราะเขาไม่รู้เลย ว่าตนจะบอกเรื่องราวที่แสนซับซ้อนทั้งหมดกับคนตรงหน้าได้เช่นไรนั่นทำให้เขาร้อนใจเหลือเกิน และความร้อนใจทำให้คำพูดของเขาไม่ค่อยเหมาะสมและรัดกุมมากเท่าไร
“ข้ารู้ เขากับเผ่าเทพมีความเกี่ยวข้องกัน”คนบนนั้นพูดเรื่องที่ซูฉางอันอยากบอก แต่ก็ไม่กล้าออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ท่านรู้?” ซูฉางอันชะงักไป เขามองชายผู้นั้นด้วยความตกตะลึงแต่ในขณะเดียวกัน ความสงสัยก็เริ่มทวีมากขึ้นไปอีก ในเมื่อเขารู้เรื่องของเผ่าเทพก็น่าจะรู้ว่าเผ่าเทพน่ากลัวเพียงไหน แล้วเหตุใดถึงไม่กำจัดซือหม่าสวี่ทิ้งเสียเล่า?
“ไม่ใช่แค่ข้า อาจารย์อวี้เหิงของเจ้าก็รู้เช่นกัน” พระองค์พูดขึ้น“แต่พวกเรารู้เรื่องนี้ช้าเกินไป ข้ารู้เรื่องนี้ตอนที่กำลังจะตายหรือจะพูดอีกอย่างก็คือ ข้าควรจะตายไปตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว ที่ยังอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ก็เป็นเพราะอวี้เหิง”
ซูฉางอันยิ่งสงสัยขึ้นไปอีก เขามองชายบนบัลลังก์ตาไม่กะพริบรอให้เขาพูดต่อไป
“เมื่อสี่สิบปีก่อน ตอนที่ข้าแต่งตั้งให้ซือหม่าสวี่เป็นอัครเสนาบดีในตอนนั้น ข้าดูออกว่าเขามีจิตคิดร้าย แต่ข้าก็ไม่กลัว เพราะในตอนนั้นดาวทั้งเจ็ดของสำนักเทียนหลานยังอยู่ครบ ทั้งยังมีนักรบแห่งดาราจักรทั้งสิบแปดคนได้แก่อ๋องสิบห้าคน และโหวอีกสิบสามคนอยู่ในแผ่นดิน ที่ข้าแต่งตั้งเขาเพราะเห็นแก่ความสามารถของเขาเท่านั้น ข้าคิดว่าตัวข้าควบคุมเขาได้”
“และข้าก็ทำได้จริงๆ กระทั่งเมื่อยี่สิบปีก่อน จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนไปราวคนละคนแต่ข้าในตอนนั้น นึกเพียงแต่อยากจะเป็นใหญ่ อยากขยายอำนาจออกไปเท่านั้นจึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ กระทั่งชายแดนเกิดเรื่องซ้ำแล้วซ้ำอีกนักรบแห่งดาราจักรค่อยๆ ตายจากไปทีละคน จนถึงตอนนั้น ข้าถึงได้สติกลับมาแต่ก็สายไปเสียแล้ว เพราะข้าไม่อาจควบคุมเขาได้อีกต่อไป”
“ข้าพยายามกำจัดเขาออกไปหลายครั้งแต่นักรบแห่งดาราจักรมากมายที่ข้าเคยคิดว่าเป็นมือซ้ายขวาของข้า กลับเลือกยืนอยู่ข้างเขาด้วยเหตุนี้ ข้าจึงเปิดสงครามเล่ห์กับเขามานานถึงสิบปี สุดท้าย การต่อสู้ก็ทำให้พวกเราเสียหายและทิ้งบาดแผลให้เราทั้งคู่ ในตอนนั้น อ๋องต่างสกุลทั้งห้าของแผ่นดินต่างสิ้นใจไปตามๆกัน เหลือเพียงอ๋องแห่งตระกูลกู่ กู่ชิงฟงและ อ๋องตระกูลฝู ฝูซานเชียนเท่านั้นโหวทั้งสิบสามสิ้นใจจนไม่เหลือแม้แต่คนเดียว ดาวทั้งเจ็ดของสำนักเทียนหลานเหลือแค่อวี้เหิงไคหยาง กับเหยากวง ทว่าในตอนที่ข้าเตรียมจะกำจัดเขาอย่างถอนรากถอนโคน จู่ๆชีพดาราของข้าก็หมองแสงลง”
“มันเกิดขึ้นอย่างกะทันหันมาก มากจนข้าไม่มีเวลาเตรียมตัว ยังไม่ทันแม้แต่จะสั่งเสียข้าแทบประคองชีวิตต่อไปไม่ได้เสียด้วยซ้ำ ในตอนนั้น ข้าเห็นภาพเลยว่าหากแผ่นดินต้าเว่ยตกอยู่ในมือของเขา มันจะวิบัติมากเพียงไหน แต่ในตอนนั้นอวี้เหิงเข้ามาหาข้า เชื่อมชีพดาราของข้าเข้ากับชีพดาราของเขา เขาใช้ความยิ่งใหญ่ของดาวอวี้เหิงต้านความมืดในชีพดาราของข้า เหตุนี้ ข้าจึงอยู่ต่อมาได้ถึงสิบสามปีทว่าอวี้เหิงที่ควรจะอยู่ได้ถึงสามร้อยปี กลับแก่ชราลงเรื่อยๆ บัดนี้เมื่ออวี้เหิงสิ้นลง เวลาของข้าก็หมดลงเช่นกัน”
เมื่อได้ฟังดังนั้น ซูฉางอันก็ขมวดคิ้วมุ่นกว่าเดิม
เขาเริ่มคิดอย่างจริงจังในหัว เมื่อสิบสามปีก่อนเป็นช่วงที่อาจารย์เหยากวงถูกสังหารปีนั้นยังเป็นปีที่อาจารย์ไคหยางตัดสินใจเก็บตัวด้วย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สำนักเทียนหลานที่เคยรุ่งเรืองก็ตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนปีนั้นจะเกิดเรื่องขึ้นไม่น้อยเลย
และเหมือนจะมีความลับที่แสนหนักอึ้งซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องราวเหล่านี้ราวเป็นเส้นเชือกที่มองไม่เห็น ซึ่งเชื่อมเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน
“แต่สิบสามปีที่ผ่านมา ท่านก็ยังไม่กำจัดเขา” ซูฉางอันพูดขึ้น
“เป็นจริงเช่นนั้น” คนบนบัลลังก์ถอนหายใจยาวๆ ออกมามันเป็นการถอนหายใจที่แลดูเศร้าโศก และอ่อนแรงอย่างยากจะอธิบาย
“เขาลึกลับมาก แม้แต่ตอนนี้ ข้าก็รู้เรื่องของเขาเพียงบางส่วนเท่านั้น”เขาเริ่มพูดขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะประกายแสงบางอย่างออกมาทางแววตา “เช่นนั้น ข้าจึงอยากให้ฟ่งอวี้แต่งกับเจ้าข้าอยากให้เจ้าพานางหนีไปจากเมืองฉางอัน หนีไปจากดินแดนที่แสนวุ่นวายแห่งนี้”
ซูฉางอันอึ้งไปอีกครั้ง เขาเพิ่งรู้ว่าตนเข้าใจองค์จักรพรรดิผิดไปตั้งแต่แรก
เขาอาจเป็นคนเจ้าเล่ห์ อาจเป็นคนเจ้าแผนการ แต่เหนือสิ่งอื่นใดเขาเป็นพ่อคนหนึ่ง...
เขากล่าวด้วยความจริงใจ ทั้งน้ำเสียงยังแฝงไปด้วยร่องรอยแห่งการวิงวอน ช่างไม่เข้ากับภาพลักษณ์ขององค์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แสนเด็ดขาดของแผ่นดินต้าเว่ยแม้สักนิด
แต่หลังนิ่งเงียบไปเพียงชั่วครู่ ซูฉางอันก็ส่ายหน้าอีกครั้ง
“ข้าไปไม่ได้ ข้ารับปากอาจารย์อวี้เหิงเอาไว้ ว่าจะรักษาสำนักเทียนหลานเอาไว้”
“เจ้ารักษามันไม่ได้หรอก! ไม่มีใครต่อกรกับเขาได้ ข้าทำไม่ได้ อวี้เหิงก็ทำไม่ได้เช่นกัน! แล้วเจ้าจะเอาอะไรไปสู้กับเขา? เวลาสามวันดำเนินมาจนกึ่งหนึ่งแล้ว เมื่อครบกำหนดเขาต้องส่งคนไปจับตัวเจ้าอีกแน่ หากถึงตอนนั้น แม้แต่ข้าก็ปกป้องเจ้าไม่ได้!” ระดับเสียงของคนบนนั้นดังขึ้นมากเขาไม่เข้าใจและคิดไม่ออกด้วย ว่าเหตุใดเด็กหนุ่มผู้นี้ถึงหัวรั้นมากเพียงนี้
“ต้องลองดูก่อน มิเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าสู้ไม่ได้?” เด็กหนุ่มยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เขามองไปยังองค์จักรพรรดิดวงตาที่เปล่งประกายคู่นั้น สั่นสะเทือนความรู้สึกชายบนบัลลังก์ทันทีทั้งยังทำให้เขานึกถึงนักดาบที่ก้มกราบอยู่ตรงหน้าเขาเมื่อสิบปีก่อนเสียอีก
หึ เทียนหลาน... ช่างเป็นสถานที่ที่น่าสนใจจริงๆ
เขาคิดเช่นนั้นในที่สุด