บทที่ 100 ความโกรธของจ่าสิบโทรุ่ย
“เกิดอะไรขึ้นหรอครับจ่าสิบโทเฟย คุณรู้เรื่องนี้หรอ?”
“ใช่ๆ การระเบิดเมื่อครู่เกิดจากนิวเคลียสที่ผิดพลาดหรือ?”
“จ่าสิบโทรุ่ยช่วงนี้กำลังศึกษาเกี่ยวกับการกระจายพลังงานของนิวเคลียสอยู่ด้วย ปกติแล้วเขาเป็นพวกที่ระมัดระวังในการทดลองมากๆเลยไม่ใช่หรอ? ทำไมครั้งนี้จึงได้...”
“ทำไมครั้งนี้จึงได้ประมาทน่ะหรอ? ก็แน่นอนอยู่แล้ว เขาได้ผู้ช่วยใหม่ยังไงล่ะ! ไม่ได้ยินหรอว่าผู้ช่วยคนใหม่ของเขามีความสามารถมาก จ่าสิบโทรุ่ยมั่นใจและเชื่อมั่นอีกฝ่ายเกินไป บางทีอาจจะไม่ได้ตรวจสอบด้วยซ้ำว่าสัตว์ทดลองนั้นได้ตามสมมติฐานหรือเปล่า” จ่าสิบโทเฟยได้ยินก็รีบแทรกให้ข้อมูลทันที
และใช่! ที่บอกว่าไม่ได้คาดหวังให้มีใครต้องตาย ก็เพราะเขาคาดหวังผลลัพธ์อย่างอื่นอยู่อย่างไรล่ะ
เพื่อทำลายชื่อเสียงของสิบเอกอัน เผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว เด็กสาวคนนี้ก็แค่เด็กคนหนึ่ง ไม่ว่าจะแสดงท่าทางอวดรู้ขนาดไหน ก็ไม่เหมือนกับนักวิจัยมืออาชีพอย่างพวกเขา แทนที่จะเชื่อทุกสิ่งที่อีกฝ่ายบอกจนเกิดปัญหา จำเป็นต้องระมัดระวังให้ดี
เมื่อคำพูดของจ่าสิบโทเฟยออกมา คนอื่นๆที่ได้ยินก็คิดไปในมุมมองเดียวกัน จ่าสิบโทรุ่ยไม่ค่อยทดลองแล้วเกิดข้อผิดพลาดแบบนี้ ที่ผ่านมาเขาจะทดลองอย่างระมัดระวังอยู่เสมอ แต่ครั้งนี้...เมื่อมีผู้ช่วยเข้ามา กลับเกิดปัญหา ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทุกคนจะเชื่อว่าเป็นเพราะสิบเอกอัน เด็กสาวคนนั้น!
“ฉันก็เห็นแล้วว่านิวเคลียสของสัตว์ทดลองยังดูดซับพลังงานเข้าไปมาก อุตส่าห์ส่งเสียงเตือนแล้ว แต่ทางนั้นก็ยังไม่ฟัง เด็กคนนั้นน่ะ...สิบเอกอันจากฝ่ายปฏิบัติการบอกว่าเธอเตรียมพร้อมอย่างดี แล้วเป็นยังไงล่ะ...สุดท้ายก็พังไม่เป็นท่า”
จ่าสิบโทเฟยยังพูดโกหกตาใสต่อไป แม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ตาม แต่ต่อให้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ใครจะสนใจล่ะ! ถ้าจ่าสิบโทรุ่ยรอดจากความตายแล้วพยายามจะแก้ต่างให้สิบเอกอัน คนก็จะคิดแค่ว่าเขาต้องการช่วยเด็กสาวเท่านั้น หรือต่อให้สิบเอกอันไม่เป็นอะไรมาก เธอมาแก้ต่างให้ตนเอง ใครจะให้ค่าอีก?
ตอนนี้จ่าสิบโทเฟยมีความสุขจนไม่รู้จะอธิบายออกมาอย่างไรแล้ว สถานการณ์ข้างล่างเป็นยังไงเขาก็ไม่ได้สนใจ เพียงพูดใส่ไฟต่อไปเรื่อยๆ
“แค่กๆ” เสียงไอของคนที่อยู่ด้านล่างทำให้นักวิจัยทุกคนหันไปมอง
เมื่อไอพลังงานค่อยๆหายไป ก็เผยให้เห็นคนทั้งสองที่ยืนอยู่ด้านล่าง เป็นจ่าสิบโทรุ่ยและสิบเอกอัน! สองคนนั้นยังไม่เป็นอะไร ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก!!
“จ่าสิบโทรุ่ย! ดีจริงๆที่คุณไม่ได้เป็นอะไรมาก”
“ใช่แล้วจ่าสิบโทรุ่ย ขึ้นมาก่อนเร็วเข้า! งานวิจัยที่ผิดพลาดก็ช่างมันเถิด เดี๋ยวค่อยทำการทดลองใหม่ก็ยังได้”
“ใช่ๆ จ่าสิบโทรุ่ย อย่าผิดหวังไปเลย ครั้งหน้าเมื่อทำการทดลองก็ระมัดระวังให้มากขึ้นอีก เดี๋ยวก็จะต้องสำเร็จแน่”
“ครั้งหน้า จ่าสิบโทรุ่ยก็น่าจะไม่มีผู้ช่วยแล้วใช่ไหม? เดี๋ยวผลการทดลองก็จะดีเอง ทำเหมือนที่เคยทำทุกครั้ง ยังไงก็จะสำเร็จแน่” คำพูดของพวกนักวิจัยที่พยายามให้กำลังใจจ่าสิบโทรุ่ยนั้นเห็นได้ชัดว่าทุกคนเชื่อใจเขา แต่ไม่เชื่อใจผู้ช่วยอย่างสิบเอกอันเลย
กระทั่งบอกว่าทุกอย่างจะดี หลังจากไม่มีซูหยวน....
เหอ เหอ เหอ พูดกันไปเช่นนี้ ถามเจ้าตัวหรือยังว่าอยากให้สิบเอกอันอยู่ด้วย หรืออยากส่งเธอกลับคืนที่ฝ่ายปฏิบัติการน่ะ!
“อะไร? ทุกคนกำลังพูดอะไรกัน” ในขณะที่เขาได้รับกำลังใจ จ่าสิบโทรุ่ยกลับไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมทุกคนจึงมองเขาด้วยสายตาสงสารแบบนั้น
“ฉันคิดว่า ทุกคนอาจจะเข้าใจผิด คิดว่าการทดลองของคุณล้มเหลวเนื่องจากนิวเคลียสของสัตว์ทดลองทำงานผิดปกติค่ะ อ้อ...แล้วก็น่าจะเป็นเพราะฉันที่ตรวจสอบไม่ดี จึงทำให้การทดลองของคุณผิดพลาด”
ซูหยวนเผยรอยยิ้มเย็นชาในขณะที่พูด สายตาของเธอมองไปยังจ่าสิบโทเฟยอย่างท้าทาย ราวกับต้องการบอกว่า “เธอรู้ทั้งหมดแล้ว” ซึ่งมันทำให้เขาไม่กล้าสบตาเธอชั่วขณะ ก่อนจะหันกลับมาสู้ต่อ
“เข้าใจผิดงั้นหรอ? ฉันเห็นกับตาว่านิวเคลียสสัตว์กลายพันธุ์ดูดซับพลังงานผิดปกติจนมันระเบิดออกมา ยังจะบอกว่าเป็นการเข้าใจผิดอีกหรอ?” จ่าสิบโทเฟยแค่นหัวเราะ
“หรือจะบอกว่า...การทดลองนี้ประสบความสำเร็จกันล่ะ?” เขาเลิกคิ้ว เอ่ยท้าทายอีกครั้ง
ไม่ว่าสิบเอกอันจะพูดยังไง ถ้าการทดลองล้มเหลว ก็คือการทดลองที่ล้มเหลวอยู่ดี! ก็เหมือนกับที่เขาคิดก่อนหน้านี้ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดยังไง เขาที่เปิดเผยเรื่องนี้ก่อน ยังไงก็ได้เปรียบ เว้นเสียแต่ว่า....
“หืม? ก็ใช่ การทดลองประสบความสำเร็จจริงๆ”
จ่าสิบโทรุ่ยผู้ไม่เข้าใจอะไรพยักหน้ารับคำของอีกฝ่าย เขาตอบกลับไปอย่างซื่อๆ แต่กลับทำให้คนที่เข้ามาดูเหล่านั้นชะงักไป เหมือนกับถูกตีแสกหน้าจนไปไม่เป็น!
“มะ หมายความว่ายังไง การทดลองที่ระเบิดแบบนั้นจะประสบความสำเร็จได้ยังไง!” จ่าสิบโทเฟยปฏิเสธ เขาไม่มีทางเชื่ออยู่แล้วว่าการทดลองแบบนั้นเรียกว่าประสบความสำเร็จน่ะ
“อ้อ ที่จริงแล้ว ถ้ามันไม่ระเบิดต่างหาก จึงจะเรียกว่าล้มเหลว”
“อะไรนะ?”
“ฉันทดลองกระบวนการปล่อยพลังงานของนิวเคลียสสัตว์กลายพันธุ์ โดยปล่อยให้พวกมันรับพลังงานมาเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นก็เชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์กักเก็บพลังงาน ถ้าสัตว์กลายพันธุ์ที่ฉันทดลองสามารถปล่อยพลังงานออกไปได้มากพอ อุปกรณ์นี้จะต้องระเบิดออกมาเป็นควันขาว ซึ่งความสำเร็จนี้สามารถแยกออกไปเป็นการทดลองอีกอย่างหนึ่งได้”
“เพื่อให้สามารถสร้างระเบิดควันได้อย่างง่าย ต่อไปนี้นักล่าอาจจะพกสัตว์กลายพันธุ์นี้ไปเพียงตัวเดียว จากนั้นก็ปล่อยให้มันดูดซับพลังงานไปตลอดทางเพื่อเติมพลังงานเข้าไปให้ระเบิดควันก็เป็นอันใช้ได้แล้ว”
“ส่วนที่บอกว่าการทดลองนี้สำเร็จ ก็เป็นเพราะ...ตราบเท่าที่สิ่งระเบิดไม่ใช่นิวเคลียส ไม่ใช่สัตว์กลายพันธุ์...ฉันก็ทดลองขั้นต่อไปได้” จ่าสิบโทรุ่ยขยับหลบ เผยให้เห็นเจ้าสัตว์ทดลองที่ยังคงส่งสายตาปริบๆมองออกมา
เมื่อทุกคนเห็นสิ่งนี้ ปากของพวกเขาก็อ้ากว้างอย่างประหลาดใจ ไม่อยากเชื่อเลยว่าการทดลองนี้จะประสบความสำเร็จจริงๆ สัตว์ทดลองไม่ได้ระเบิดออกเหมือนที่จ่าสิบโทเฟยบอก ถ้าอย่างนั้น....ก่อนหน้านี้ จ่าสิบโทเฟยพูดอะไร?
เขาเพ้อเจ้อหรือ?
“จะ จะเป็นไปได้ยังไง!” ไม่ใช่ว่าเขาสลับสัตว์ทดลองที่ผิดปกติไปให้ห้องทดลองของอีกฝ่ายแล้วหรอ? ถ้าอย่างนั้น...ทำไมการทดลองนี้ยังประสบความสำเร็จได้ล่ะ!
รอยยิ้มของอันซูหยวนปรากฏในสายตาของจ่าสิบโทเฟย เขากำหมัดแน่น...เพิ่งรู้สึกตัวว่าเด็กสาวตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดา ในขณะที่จ่าสิบโทรุ่ยตามเกมเขาไม่ทัน ดูเหมือนว่าเด็กสาวคนนี้จะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด!
ไม่เพียงช่วยเหลือจ่าสิบโทรุ่ยในการทดลองเท่านั้น แต่ยังตบหน้าเขาอย่างแรง ทำให้เขากลายเป็นคนพูดพล่อยๆในสายตาของคนอื่นอีกด้วย
ไม่รู้ว่าจะเรียกกรรมตามสนองได้หรือไม่ เพราะคนที่จงใจหลอกล่อให้เขาคิดว่าแผนการสำเร็จนี้ ไม่ใช่กฎของกรรม แต่เป็นแผนของอันซูหยวนต่างหาก!!
“จ่าสิบโทเฟยคะ ถึงคุณจะไม่ชอบจ่าสิบโทรุ่ยขนาดไหน ก็ไม่ควรจะอยากเห็นข้อผิดพลาดของเขาจนถึงขนาดคิดเองเออเองเลยนะคะ อีกอย่าง....ตามที่คุณบอกว่าตะโกนให้พวกเราหยุดการทดลอง มันก็ถือว่าเป็นการรบกวนอย่างหนึ่งนะคะ ถ้าจ่าสิบโทรุ่ยหยุดการทดลองเพราะคุณ ไม่ใช่ว่าจะทำงานวิจัยล่าช้าหรอคะ”
จ่าสิบโทรุ่ยมองหน้าผู้ช่วยของเขา อะไรคือการที่จ่าสิบโทเฟยตะโกนบอกให้หยุด? เดิมที...เขาก็อยากจะเปิดเผยว่าจ่าสิบโทเฟยไม่เคยตะโกนอะไรออกมา เป็นอีกฝ่ายที่พูดโกหก ทว่า...สิบเอกอันกลับยืนยันว่าอีกฝ่ายพูดเสียอย่างนั้น
แน่นอนว่าเรื่องนี้ จ่าสิบโทเฟยรู้ดีเลยว่าเขาไม่ได้ตะโกนออกไปจริง ตอนแรกแค่ต้องการจะใส่ความสิบเอกอันเท่านั้น ไหนเลยจะคิดว่าคำพูดของเขานี้ กลับเป็นการทำลายตนเองแทน!
“ตะโกนเข้าไประหว่างคนอื่นทำการทดลองงั้นหรือ?”
“มิน่าล่ะ ทั้งๆที่ไม่ได้รู้ขั้นตอนการทดลองของจ่าสิบโทรุ่ยด้วยซ้ำ กลับบอกว่ามองเห็นการทดลองที่ผิดพลาด แท้จริงแล้ว...เขาไม่ได้รู้อะไรเลย แต่อยากหยุดการวิจัยที่ก้าวหน้าของจ่าสิบโทรุ่ยต่างหาก”
“ชู่! เบาหน่อยสิ พวกเขาไม่ถูกกันไม่รู้หรือ? ความสำเร็จของจ่าสิบโทรุ่ยก็คือความเสียใจของจ่าสิบโทเฟยนั่นแหละ”
“แต่ทำแบบนี้ไม่ถูกนะ งานวิจัยพวกนี้ก็เพื่อมนุษย์ชาติ พวกเราทำงานในกองทัพก็เพื่อสร้างประโยชน์ต่อมนุษย์ด้วยกัน มีอีกหลายคนที่รองานวิจัยของพวกเราอยู่นะ ถ้าคิดจะขัดขวางการทำงานกันไปเรื่อยๆแบบนี้ ก็พังกันหมดน่ะสิ”
“ก็นะ....จ่าสิบโทเฟยเป็นคนยังไง ยังไม่รู้จักอีกหรอ?”
“ตอนแรก ฉันก็เกือบโทษว่าเป็นเพราะสิบเอกอันที่เข้ามาวุ่นวายแล้วนะ ที่จริงแล้ว...ดูเหมือนฉันจะเข้าใจผิดคน ถ้าจะตำหนิ ก็ต้องตำหนิจ่าสิบโทเฟย ในขณะที่สิบเอกอันที่เป็นผู้ช่วย ใจเย็นมากๆเลย”
“อืม เด็กคนนั้นอายุเท่าไรเอง กลับมีความสามารถมาก บางที...จ่าสิบโทเฟยอาจจะอิจฉาก็ได้”
“ก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินเรื่องการจัดเอกสารหรือ? เห็นว่าแย่งกันอยู่นะ ถ้าไม่ใช่พวกผู้บริหารระดับสูงเข้ามาจัดการ จ่าสิบโทเฟยก็จะขโมยผลงานของสิบเอกอันล่ะ”
“อ้อ เรื่องนั้นก็เคยได้ยินอยู่เหมือนกันนะ”
“ใช่ไหมล่ะ ต้องเป็นเพราะเรื่องนั้นแน่ๆ ก็เลยอิจฉาสิบเอกอันมากๆ อีกฝ่ายเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง กลับไม่สามารถขโมยผลงานมาได้ เหอะ!”
เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่ผู้คนเอาแต่ตำหนิสิบเอกอัน เวลานี้กลับย้อนคืนให้จ่าสิบโทเฟยจนหมด แถมยังดูเหมือนจะมากกว่าเดิมเสียด้วย
แม้พวกเขาจะไม่ชอบคนประมาทในการทำงาน แต่สิ่งที่ไม่ชอบมากที่สุดก็คือการขัดขวางและอยากทำลายโอกาสการศึกษาของคนอื่น ยิ่งคิดว่าถ้าเป็นตนเองที่ถูกคนอื่นทำเช่นนี้ ความเดือดดาลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว!
“ไร้สาระ! พูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน!!” จ่าสิบโทเฟยที่ไม่ได้คิดว่าจะมีกระแสตีกลับขนาดนี้ เขาถึงกับหลุดตวาดออกมา สีหน้าถมึงทึงทำให้คนรอบๆไม่กล้าพูดอะไรอีก แต่ในใจของพวกเขายิ่งดูถูกจ่าสิบโทเฟยมากขึ้นเป็นเท่าตัว
“ฝากเอาไว้ก่อนเถอะนะ จ่าสิบโทรุ่ย! โชคดีครั้งนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าครั้งอื่นๆจะโชคดีเสมอไป” จ่าสิบโทเฟยกัดฟันกรอด เขาไม่ได้ตำหนิสิบเอกอันออกมาโดยตรง แต่เธอรู้ว่าที่เขาพูดถึงไม่ใช่จ่าสิบโทรุ่ยหรอก หากแต่เป็นเธอมากกว่า
เมื่อเขาเปิดเผยเจตนาร้ายออกมาแบบนี้ อันซูหยวนก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติมอีก มันชัดเจนเพราะการกระทำของเขาแล้ว ถ้าคนอื่นยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เช่นนั้นก็ไม่ควรมาเป็นนักวิจัยแล้ว แม้แต่จ่าสิบโทรุ่ยก็ยังขมวดคิ้ว เขาหันมาถามซูหยวนด้วยความเป็นห่วง
“ก่อนหน้านี้....จ่าสิบโทเฟยได้ยุ่งกับสัตว์ทดลองของเรารึเปล่า”
“ค่ะ เขาฉีดสารกระตุ้นบางอย่างให้สัตว์ทดลองที่คุณเตรียมไว้ ฉันระวังเอาไว้อยู่แล้ว กรงของคุณมีร่องรอยการเปิดที่ไม่ใช่ฉันทำเอาไว้ ดังนั้นจึงได้ตรวจสอบใหม่ แล้วเปลี่ยนตัวสัตว์ทดลองเป็นตัวที่สำรองเอาไว้แทนค่ะ” ซูหยวนพูดตามตรง หากเป็นก่อนหน้านี้ก็ไม่แน่ว่าจ่าสิบโทเฟยจะเป็นคนลงมือหรือเปล่า แต่การแสดงออกของเขามันทำให้เธอมั่นใจได้
จ่าสิบโทรุ่ยขมวดคิ้ว เขาก็เหมือนกับทุกคน ยอมรับการขัดแข้งขัดขาเล็กๆน้อยๆได้ แต่ไม่มีทางยอมให้ใครมายุ่งกับผลการทดลองของเขาเด็ดขาด ถ้าเขาไม่รักษาสิทธิ์ ไม่ปกป้องตนเองเวลานี้ ต่อไปก็คงจะไม่เหลือเกียรติใดๆให้รักษาได้แล้ว
“เธอกลับไปทำงานต่อเถอะ ฉันจะไปพบพวกผู้นำสักหน่อย”
“.................”
“ถึงฉันจะเป็นพวกไม่ชอบการต่อสู้ แต่ฉันก็ไม่ใช่คนที่จะยอมตลอดไปได้หรอกนะ จ่าสิบโทเฟยได้แตะต้องฟางเส้นสุดท้ายของฉันแล้ว เขาล้ำเส้นเกินกว่าที่ฉันจะเงียบได้”
“เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าต้องการหลักฐานอะไรเพิ่มเติม ฉันสามารถให้ได้นะคะ”
“ไม่จำเป็น! ถ้าฉันพูดแล้วพวกเขาไม่เชื่อ หากยังต้องการหลักฐานอะไรเพิ่มเติม ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็จะได้เห็นจดหมายลาออกจากฉันแทนที่จะเป็นหลักฐานโง่ๆพวกนั้น”
จ่าสิบโทรุ่ยประกาศกร้าว ที่ผ่านมาอะไรเป็นอะไร ถ้าพวกผู้นำไม่รับรู้เลยก็ถือว่าเขาไม่เคยทำงานที่กองทัพก็แล้วกัน ตลอดเวลาที่เขาเก็บความรู้สึก อดทนทำงานต่อไปเพื่อมนุษย์ชาติ...ทั้งหมดเป็นการกระทำที่เสียสละที่สุดแล้ว หากกองทัพไม่ต้องการมัน เช่นนั้นเขาก็ออกไปอยู่กับองค์กรอิสระต่างๆเอาก็ได้
………….,,,,…………