TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 56 เด็กหนุ่มผู้น่าเหลือเชื่อ

    ตอนที่ 56 เด็กหนุ่มผู้น่าเหลือเชื่อ


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****



    เฟิร์สโบกมือออกไปเบาๆ ม่านพลังสีฟ้าพลันสลายหายไป เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าวแล้วก้าวต่อๆ ไปลงมาจากต้นไม้ต้นนั้นราวกับกำลังเหยียบย่ำอากาศ


    ผู้กองภาวินมองภาพนี้อย่างตื่นตะลึง ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นคนเดินบนอากาศมาก่อน แม้แต่เขาเองก็ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการควบคุมพลังให้ร่างกายร่อนในอากาศได้ 


    แต่เด็กหนุ่มตรงหน้านี้เป็นเพียงเวเนเตอร์ดาราขาว แต่กลับมีเทคนิคการเคลื่อนไหวที่ลึกล้ำ


    ‘เด็กคนนี้มีความสามารถพิเศษประเภทไหนกันแน่?’ ผู้กองเฒ่าไม่สามารถคาดเดาได้เลย


    นับตั้งแต่ที่โลกถูกเปลี่ยนแปลง ตัวตนที่ซ่อนอยู่ในเงามืดมากมายต่างพากันออกมา ความสามารถอันพิศดารมากมายที่มนุษย์เคยคิดว่ามันเป็นแค่จินตนาการ สุดท้ายก็เผยออกมาให้เห็นว่ามันคือเรื่องจริง


    แม้แต่การที่มนุษย์บินได้ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกต่อไป เมื่อมีผู้มีความสามารถทางด้านพลังจิตใช้มัน หรือกระทั่งผู้ที่ใช้วิทยาศาสตร์ในการบินอย่างชุดเกราะหุ่นรบ หรือผู้ที่ทำงานในองค์กร SCP Foundation ที่ใช้วัตถุประหลาดที่ทำให้คนมีปีกงอกขึ้นมาได้


    โลกในตอนนี้มีเรื่องที่น่าประหลาดใจเสียยิ่งกว่าหนังฮีโร่ไซไฟเสียอีก


    “ตอนนี้คุณพอจะรู้แล้วสินะว่าอบิสแห่งนี้ไม่สามารถทำอันตรายผมได้” เฟิร์สกล่าวกับผู้กองเฒ่า สายตาของเขามองไปยังวังวนอบิสที่อยู่ไกลๆ


    “เอาล่ะ ฉันจะไม่คัดค้านหากนายยังยืนยันที่จะไปที่นั่น แต่นายต้องห่วงความปลอดภัยของตนเองเป็นอันดับแรก ภารกิจกวาดล้างชุดต่อไปจะเกิดขึ้นอีกสองอาทิตย์ ฉันตรวจดูตารางงานของนายอีกสองอาทิตย์นายก็มีงานอีกที่หนึ่งเหมือนกัน กลับมาให้ทันด้วยล่ะ อย่าทำเรื่องไร้สาระจนเสียการเสียงาน” ผู้กองภาวินเอ่ยแนะนำ


    เขาถอนหายใจออกมาและยอมรับว่าตนเองไม่สามารถห้ามเด็กหนุ่มได้


    “อบิสทุกแห่งล้วนมีอันตรายที่มองไม่เห็น ต่อให้มันเป็นอบิสระดับต่ำนายก็ไม่ควรประมาทกับมัน ครั้งนี้อบิสระดับกลางแห่งนี้มีมอนสเตอร์ราชาอยู่ด้วย ไม่แน่ว่าที่นั่นอาจจะมีนางพญาด้วยเช่นกัน แต่ไม่ว่านายจะเจอมอนสเตอร์ตัวไหน ฉันแนะนำให้นายหนีออกมาจะดีกว่า แม้ม่านพลังป้องกันของนายจะแข็งแกร่ง แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ... ฉันก็คงพูดได้แค่นี้ โชคดีละกัน”


    ทันทีที่เอ่ยจบผู้กองภาวินก็หันหลังและเดินจากไป


    เฟิร์สยังคงมีสีหน้าที่ราบเรียบ ภายในใจแอบยอมรับในความหวังดีของผู้กองเฒ่าคนนี้


    “น่าเสียดายที่ผมไม่สามารถใช้คุณเป็นที่ลับกระบี่ให้กับผมได้ ผมไม่ต้องการเปิดเผยอะไรๆ ออกมามากในตอนนี้ ผมหวังว่าราชามอนสเตอร์ภายในอบิสจะไม่ทำให้ผมผิดหวัง” เฟิร์สเอ่ยพึมพำโดยที่สายตาของเขายังคงจ้องไปที่แผ่นหลังของชายผู้อาวุโสที่กำลังเดินจากไป


    การต่อสู้ของเฟิร์สกับผู้กองภาวินไม่ใช่ความลับอีกต่อไป 


    พนักงานนิวโฮปที่ส่งโดรนออกไปสำรวจ พวกเขาได้เห็นเหตุการณ์ แม้จะเป็นแค่ครึ่งหลัง แต่ก็ทำให้ผู้คนตกตะลึงไม่น้อย 


    แน่นอนว่าความสามารถของเฟิร์สต้องถูกรายงานขึ้นไป เวเนเตอร์ดาราขาวที่สามารถป้องกันการโจมตีของเวเนเตอร์ดาราแดงสามแฉกได้ นี่เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อและไม่อาจจะเชื่อได้


    ทว่าภาพที่บันทึกผ่านกล้องโดรนย่อมเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ ไม่เท่านั้นพวกเขาย่อมต้องได้รับรายงานจากผู้กองภาวินด้วย


    แต่เรื่องนี้เฟิร์สก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะปกปิดอยู่แล้ว ยังไงเขาก็คิดว่าหากบรรลุเวเนเตอร์ดาราแดงได้แล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังความสามารถของตนเองอีก


    หลังจากที่เฟิร์สกลับไปถึงค่ายชั่วคราวของนิวโฮป หลายคนต้องการพูดคุยกับเขา แต่เขากลับเดินมุ่งตรงไปยังวังวนสีขาวที่อยู่เบื้องหน้า


    “เดี๋ยวก่อน ... ตอนนี้ยังไม่มีรายงานภารกิจ คุณไม่สามารถเข้าไปข้างในได้” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเอ่ยห้าม เขาเป็นผู้ที่รับหน้าที่เฝ้าทางเข้าออกของอบิสแห่งนี้


    เฟิร์สไม่ได้พูดมาก เขากดไปที่กำไลและแสดงคำสั่งการเข้าออกอบิสสีขาวได้ทุกที่ของนิวโฮป


    เจ้าหน้าที่คนนั้นตะลึงไป เขาเองก็พึ่งเคยเห็นคำสั่งนี้เป็นครั้งแรก 


    เมื่อเขาใช้กำไลของตนเองสแกนคำสั่งนี้ เขาก็พบว่ามันคือของจริง


    “เชิญครับ” 


    ในที่สุดเจ้าหน้าที่คนนั้นก็หลีกทางให้กับเฟิร์ส


    เด็กหนุ่มได้เตรียมพร้อมมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เสบียงอาหารเขาบรรจุไว้ในแหวนมิติเก็บของไว้อย่างครบถ้วน แม้จะเข้าไปหลายวันก็ไม่มีเรื่องที่น่าเป็นห่วง


    ทั้งนี้เฟิร์สยังได้บทเรียนแล้วว่าหากเขาไม่ทานอาหาร มันจะส่งผลเสียต่อร่างกาย แม้เขาจะสามารถอยู่รอดได้ แต่มันก็เป็นการบั่นทอนร่างกายนี้เช่นกัน


    ดังนั้นเขาจึงควรทำอย่างที่คนปกติเขาทำกัน เพราะตนเองไม่ใช่ผู้ฝึกตนที่อยู่ในเส้นทางของเซียนอีกต่อไป


    วูม!


    ร่างของเฟิร์สจมหายเข้าไปด้านในของวังวน ท่ามกลางสายตามากมายที่จ้องมาที่เขา


    “ผู้กอง ผู้หมวดเฟิร์สวันเขาเข้าไปทำอะไรข้างในนั้น แล้วเขา ...” หญิงสาวที่เป็นเลขาของผู้กองภาวินเอ่ย แต่ยังไม่ทันทีเธอจะได้เอ่ยจบ ผู้กองเฒ่าก็เอ่ยขึ้น


    “คงเป็นความลับของเบื้องบน”


    เมื่อได้ยินประโยคนี้หญิงสาวจึงเงียบปากไป


    ตอนนี้ดูเหมือนผู้กองภาวินจะคิดว่าคำสั่งนั้นเป็นสิ่งที่เบื้องบนมอบหมายให้กับเด็กหนุ่ม เพราะเขาได้พิสูจน์ฝีมือของเด็กหนุ่มแล้ว และเชื่อว่าเด็กที่ไม่ธรรมดาคนนี้ย่อมต้องเป็นคนที่เบื้องบนส่งมาอย่างแน่นอน


    โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วคำสั่งนั้น เป็นเฟิร์สเองที่เป็นคนเอ่ยปากขอด้วยตัวเอง


    ต่อให้พูดเรื่องนี้ออกไปก็ไม่มีใครเชื่อแน่นอน


    แต่ถึงอย่างนั้นสายตาทั้งหมดก็จ้องมองเด็กหนุ่มด้วยความตกตะลึง การที่เขาสามารถรับมือกับเวเนเตอร์ดาราแดงได้ นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกเคารพได้แล้ว


    ………..


    ภายในอบิส


    ร่างของเฟิร์สโผล่ออกมากลางป่าใหญ่อีกครั้งหนึ่ง


    เขายังอยู่ในรัศมีของเซฟโซน


    ทว่าตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงดังอึกทึกเกิดขึ้นไปทั้งป่า ซึ่งมันแตกต่างไปจากตอนที่เขามาก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก


    ป่าแห่งนี้ไม่เงียบอีกต่อไป


    เมื่อสังเกตอีกทีก็พบว่าที่นี่กลายเป็นกลางคืนแล้ว เสียงตึงตังที่เขาได้ยินนั้นมาจากเสียงการเคลื่อนไหวของปีศาจต้นไม้ 


    “ดูเหมือนฉันจะมาได้จังหวะพอดี จากภาพโดรนที่เก็บได้ มันยังมีอีกพื้นที่หนึ่งที่เป็นผืนน้ำและเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มิตินี้กว้างใหญ่นัก ฉันไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดลงที่ใด แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ฉันต้องการจากที่นี่นอกจากแกนสปีริตแล้วก็คือการทะลวงจุดชีพจรด้วยการต่อสู้เนี้ยแหละ” 


    พื้นที่บริเวณเซฟโซนถูกพลังของวังวนโหมซัดจนเหลือต้นไม้อยู่น้อยมาก แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังพอมีต้นไม้สูงใหญ่ตั้งอยู่ ร่างผอมบางในชุดสูทสีขาวกระโจนออกไปครั้งหนึ่ง ร่างก็มาหยุดอยู่จุดบนสุดของต้นไม้แล้ว 


    เท้าของเขาแตะลงบนยอดไม้อย่างแผ่วเบา ทว่าร่างกายกลับมั่นคงยิ่ง


    “หืม ... ต้นไม้พวกนั้นกำลังสู้กันอย่างนั้นหรอ?” ดวงตาของเด็กหนุ่มหรี่ลงอย่างประหลาดใจ


    ภาพที่เขาเห็นก็คือต้นไม้มากมายได้กลายร่างเป็นปีศาจแล้วเข้าห้ำหั่นกันเอง พวกมันกำลังต่อสู้กันเพื่อกลืนกินกันเอง


    สายตาของเฟิร์สร่อนลงไปที่ต้นไม้ปีศาจต้นหนึ่งที่ชนะการต่อสู้ มันสามารถหักโค่นต้นไม้อีกต้นหนึ่งแล้วใช้ดวงตาเพียงดวงเดียวของมันกลืนกินแกนสปีริตของอีกฝ่าย


    นั่นจึงทำให้ต้นไม้ที่พ่ายแพ้แห้งตายไปในทันที


    ต้นไม้ปีศาจที่ชนะเติบโตรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด ลวดลายสีขาวปรากฏบนร่างของพวกมัน ราวกับว่าพวกมันค่อยๆ วิวัฒนาการหลังจากที่ชนะการต่อสู้


    เฟิร์สสนใจในอารยธรรมของมอนสเตอร์เหล่านี้


    “พวกมันช่างดูไม่เหมือนมอนสเตอร์เลย แต่คล้ายกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวมากกว่า” เฟิร์สพูดเล่นๆ เมื่อเขาเห็นว่ามอนสเตอร์ต้นไม้ที่แข็งแกร่งกว่าจะถูกยอมรับและมีปีศาจต้นไม้ตนอื่นๆ คอยติดตาม


    ซึ่งภาพตรงหน้านี้คือการทำสงครามของพวกมัน เพราะดูเหมือนว่าปีศาจต้นไม้เหล่านั้นจะแบ่งออกเป็นสองฝ่าย แม้จะแยกได้ยากก็ตาม แต่เฟิร์สก็อาศัยการสังเกตพฤติกรรมของพวกมัน


    การที่เขามาที่นี่นอกจากการบ่มเพาะแล้ว เขาเองก็ต้องการรู้ความลับของอบิสเช่นกัน


    ผ่านไปเกือบสองชั่วโมงเด็กหนุ่มยังคงมองภาพการต่อสู้ของปีศาจต้นไม้ทั้งสองฝ่ายอย่างสนใจ


    “คงพอแค่นี้ก่อน ดูเหมือนว่าฉันจะไม่ได้อะไรมากกว่านี้แล้ว”


    หลังจากสังเกตพฤติกรรมของปีศาจต้นไม้อย่างพอใจ เฟิร์สก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่เขาต้องการมาที่นี่ตั้งแต่แรก


    ควรต้องเริ่มเปิดจุดชีพจรด้วยการต่อสู้ได้แล้ว!


    ร่างบางในชุดสูทสีขาววาดมือขวาออกไปด้านหน้า 


    วินาทีนั้นพลันมีประกายแสงสว่างวาบออกมาเจ็ดจุด ปรากฏเป็นเข็มสีขาวทั้งเจ็ดเล่ม


    เข็มสีขาวเหล่านั้นค่อยๆ หมุนโคจรรอบร่างของเด็กหนุ่ม ทว่าเมื่อพวกมันหมุนได้ครบรอบหนึ่ง ภาพลักษณ์ของมันก็เปลี่ยนเป็นกระบี่ทั้งเจ็ดเล่มไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่


    เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่บนยอดไม้ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กระบี่เล่มหนึ่งก็พุ่งเข้ามารองรับเขาไว้ เมื่อก้าวไปอีกก้าวหนึ่งกระบี่อีกเล่มก็เข้ามารองรับไว้เช่นกัน


    ร่างของเขาพุ่งออกไปกับฝูงกระบี่ดุจเทพเซียน


    แม้เขาจะยังไม่สามารถขี่กระบี่เหินฟ้าได้ แต่เขาก็สามารถอาศัยกระบี่เหล่านี้เหยียบย่ำท้องฟ้าได้เช่นกัน


    “มอนสเตอร์ทั้งหลาย จงกลายเป็นหินรองเท้าให้ฉันเถอะ”